LOGINมุกดา | Part
ผู้หญิงหน้าตาสวยหมดจด ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยผิวพรรณสะอาดสะอ้าน รูปร่างผอมเพรียวมีสัดส่วนโค้งเว้าชวนมอง หน้าอกหน้าใจไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป สะโพกผายกลมมนรับกับชุดเดรสพนักงานสีดำ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกอิริยาบถสะกดสายตาคนมองให้ติดตรึง ชนิดที่ว่าส่งยิ้มกลับให้แค่เพียงนิดเดียวก็ใจละลายไปตามๆ กัน สิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้นคงเป็นหลายๆ เหตุผลที่บอกได้ว่าทำไมฉันถึงได้ฉายาสวยพิฆาต “พี่มุก โต๊ะนั้นฝากทิปให้พี่ครับ” น้องมาร์คเด็กเสิร์ฟส่งทิปแยกให้ฉันก่อนโน้มตัวข้ามบาร์พร้อมมือป้องปากเสียงกระซิบเบาๆ “เขาให้ฝากมาบอกว่าถ้าอยากได้อีกให้พี่ไปนั่งดื่มด้วย” ฉันกรีดยิ้มมุมปากในทันที ก็พอจะเดาออกบ้าง “งั้นเขาน่าจะรู้ไว้หน่อย พี่เป็นบาร์เทนเดอร์ไม่ใช่พีอาร์ชงเหล้า ถ้าเขาอยากได้คนนั่งดื่มเป็นเพื่อนก็ให้เรียกเด็กในร้าน” มองตรงยังคนที่ต้องการตัวฉันไปบริการในค่ำคืนนี้ หน้าตาถือว่าใช้ได้ แต่ลักษณะโดยรวมแล้วคงเป็นเสือหิวดีๆ นี่ล่ะ “ทิปนี้พี่ยกให้มาร์คนะ เอาไปแบ่งกับเพื่อน” “อ้าว พี่มุกไม่เอาเหรอ ตั้งสามพัน” น้องมาร์คตาโต มองธนบัตรที่โดนฉันยัดใส่มือ “ไม่อะ มาร์คเอาไปเหอะ อย่าลืมแบ่งเพื่อนด้วยนะ” เพราะคิดว่าน้องคงจำเป็นกว่าฉัน ยังไงมาร์คก็เป็นเด็กมหาลัยฯ ที่พยายามหาเงินส่งตัวเองเรียน น้องยกมือไหว้ด้วยความดีใจ รีบเดินไปหาเพื่อนอีกคนเพื่อจัดการแบ่งทิปตามที่ฉันสั่ง ส่วนผู้ชายคนเดิมที่อยากได้ตัวฉันยังคงมองมา หากแต่สายตาจากเจ้าคารมก็เปลี่ยนเป็นเจ้าอารมณ์เสียแทน คงไม่พอใจอะไรประมาณนั้น แต่แล้วไง…ฉันไม่แคร์ ฉันทำงานของตัวเองต่อ มีหน้าที่ชงเหล้าตามออเดอร์ที่ได้รับ เป็นบาร์เทนเดอร์สาวสวยที่ไม่เคยว่างเว้นจากการโดนเต๊าะทางสายตา ซึ่งกว่าจะชินอย่างทุกวันนี้เรียกได้ว่าผ่านมาเยอะพอสมควร “คินทร์เตรียมเหล้าไว้ให้คุณพายัพแล้วใช่ไหม” ผู้หญิงคนนี้คือเจ้ลิตา เจ้เป็นพี่ใหญ่ของที่นี่และยังเป็นผู้จัดการร้านของคุณพายัพ เขาคือเจ้าของคลับตัวจริงเสียงจริง “ครับเจ้ จะให้ผมเอาขึ้นไปให้เลยไหมครับ” คินทร์ถามด้วยรอยยิ้มหวาน ยิ้มที่หลายคนลงเอยความเห็นเหมือนกันว่าชอบแจกจ่ายเรี่ยราด ด้วยความเป็นหนุ่มตี๋อารมณ์ดีและเอนเตอร์เทนเก่ง คินทร์จึงเป็นสีสันของเหล่าพนักงานหน้าบาร์และลูกค้าสาวๆ “รอก่อน คุณพายัพสั่งไว้ว่าให้เอาขึ้นไปหลังจากเพื่อนเขามาถึง” เจ้ลิตาสั่งอย่างนั้นก็ไม่มีใครถามอะไรต่อ ต่างรู้ดีว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร คุณพายัพมาที่คลับทีไรถ้าไม่หิ้วแฟนสาวอย่างน้องต้นหยงมาด้วยก็จะมีเพื่อนๆ ในแก๊งของเขาที่เป็นหนุ่มหล่อถึงสี่คน รวมคุณพายัพเป็นห้า แต่ล่ะคนหล่อจนกินกันไม่ลงเลยล่ะ แต่คนที่หล่อที่สุดสำหรับฉันก็คงไม่พ้นเขาคนนั้น “น้องมุกขา~” เสียงหวานของเจ้าตัวดังแหวกฝูงชนก่อนปรากฏร่างสูงใหญ่ในลุคออลแบล็คทั้งตัว ใบหน้าหล่อเหลาเป็นเอกลักษณ์ส่งยิ้มโปรยเสน่ห์ชวนหลงไหล “เฮียซื้อขนมมาฝากค่ะ มีของคนอื่นๆ ด้วยนะ” แต่น่าแปลกที่ต่อให้คนคนนี้ทำดีกับฉันมากแค่ไหน กลับไม่เคยเข้าถึงแก่นกลางหัวใจเลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะพื้นที่ในใจตรงนั้นไม่เคยคิดยกให้ใคร ฉันจองไว้ให้ผู้ชายคนหนึ่งมาตลอด “ขอบคุณครับคุณมาร์ติน มีแต่ขนมน่าอร่อยทั้งนั้นเลย” นาวินหนุ่มร่วมงานรุ่นน้องคนบ้านเดียวกันกับฉันยกมือไหว้ขอบคุณเฮียติน ก่อนสายตาคมเข้มคู่นั้นจะมองเลยข้ามหัวเฮียเมื่อเห็นบุคคลมาใหม่ “คุณมาร์คัส คุณคิเรย์สวัสดีครับ” นาวินยกมือไหว้ทักทายอีกครั้ง คนอื่นๆ หน้าบาร์ก็พากันสวัสดีผู้มาใหม่ เขาสองคนคือเพื่อนสนิทคุณพายัพ คุณมาร์คัสหรือที่ฉันเรียกชินปากว่าเฮียคัส เป็นแฝดพี่ของเฮียติน แฝดที่หน้าเหมือนกันทุกอย่างต่างกันตรงบุคลิกการแสดงออก ส่วนผู้ชายอีกคนที่หน้าตาดูยังไงก็คงไม่ใช่ไทยแท้เพราะเป็นลูกครึ่ง ไทย-ญี่ปุ่น รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าอ่อนโยนแต่แววตาดุดัน โดยเฉพาะตอนที่แววตาคู่นั้นตวัดมองฉัน พาให้หัวใจดวงน้อยสั่นคลอนได้เสมอ ผู้ชายคนนี้นี่แหละที่ฉันหมายมั่นว่ายังไงก็ตามต้องเอาชนะหัวใจแข็งเหมือนหินของเขาให้จงได้ เพราะต่อให้ฉันกับเขาจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นที่ว่านอนคุยกันมาแล้ว แต่เฮียคิเรย์กลับไม่เคยชัดเจนเลยสักครั้ง มีแต่จะผลักไสฉันออกไปจากชีวิต ด้วยการเปิดทางให้เพื่อนอย่างเฮียตินเข้ามาจีบ แต่…ฉันไม่ได้ชอบเฮียตินนี่สิ คนที่ชอบและรักแบบหัวปักหัวปำก็คือเฮียคิเรย์ เพราะแบบนี้ความสัมพันธ์ลับๆ ของเราถึงได้ยืดเยื้อมานานเป็นปี “เลิกงานแล้วกลับกับเฮียนะคะ เดี๋ยวเฮียไปส่ง” คนพูดยิ้มหวานจับใจ หากเป็นผู้หญิงคนอื่นคงหลงความหล่อเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น ยอมคล้อยตามง่ายๆ ไปแล้ว เฮียตินน่ะเต๊าะเก่งมากๆ เลยล่ะ… ฉันแค่นยิ้มแต่สายตายังเสมองคนตัวสูงด้านหลังเฮียติน เขาเองก็มองฉันเช่นกัน เพียงแต่ให้ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก “ค่ะเฮีย” จำต้องตอบรับแบบที่ไม่สามารถบอกตรงๆ ได้ว่าฉันไม่ต้องการ ไอ้คนที่อยากให้ไปส่งก็ดันเฉยชา ส่วนคนที่ไม่คิดอะไรก็ตื๊อจังเลย “งั้นเฮียขึ้นด้านบนก่อนนะคะ ตั้งใจทำงานนะ” เฮียตินลูบหัวฉันสองสามทีแล้วจึงผละจากออกไป เฮียคัสเดินตามหลังติดๆ มีแค่เฮียคิเรย์ที่หยุดนิ่งมองฉันด้วยสายตาแบบหนึ่ง ให้ความรู้สึกหนาวยะเยือกจนต้องเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ถามกลับแต่ก็สบตาสู้ “ตั้งใจทำงาน” เฮียพูดแค่นั้นก็เดินออกไปเลย ฉันขอประมวลผลก่อน เขาพูดกับฉันใช่ไหม? หัวใจเต้นแรงเป็นบ้า แค่ประโยคธรรมดาสั้นๆ แต่ทำให้เลือดลมในกายแล่นพล่านทั่วร่าง เห็นแล้วหรือยังว่าเขามีอิทธิพลต่อหัวใจของฉันมากขนาดไหน “แหมเจ้ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยน้า” เสียงแซวมาพร้อมกับมือบางวางบนไหล่ เจ้าของเรือนผมลอนยาวสีทองสว่าง ใบหน้าสวยเฉี่ยวเปรี้ยวแซ่บ เธอคนนี้ชื่อซาร่าห์ รุ่นน้องร่วมงานที่สนิทสนมกับฉันที่สุด “นับวันเฮียคิเรย์ยิ่งหล่อเนอะ เจ้ว่ามะ” เพราะยัยนี่รู้เรื่องของฉันและเฮียเป็นอย่างดี แถมเรายังสนิทกันมากถึงได้กล้าพูดกล้าแซว “ก็หล่อมาตั้งนานแล้วนะ พึ่งสังเกตเห็นรึไง” “แหมๆ รักจริงไรจริงนะกับคนนี้” “ชู่ว” ฉันจุ๊ปาก “เบาๆ หน่อย เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” ยังไม่อยากให้เรื่องของฉันและเฮียคิเรย์แพร่งพรายถึงหูคนอื่น แค่ยัยซาร่าห์คนเดียวก็แซวฉันไปแล้ววันล่ะร้อยรอบ “แล้วที่เฮียตินจะไปส่งเจ้ เจ้โอเคมั้ย” ซาร่าห์ขยับมาใกล้กระซิบเสียงเบาถามฉัน “ต่อให้ไม่โอเค เจ้ก็ไม่มีสิทธิ์เลือกอยู่ดี” “โธ่เจ้” ซาร่าห์ตบไหล่ปลอบ น้องมันรู้ว่าฉันคิดกับเฮียตินยังไง แต่ที่ต้องฝืนปั้นหน้ายิ้มด้วยทุกครั้งเพราะเฮียเป็นเพื่อนเจ้านาย ไหนจะยังเป็นเพื่อนของเฮียคิเรย์อีก แล้วเฮียคิเรย์ก็เป็นผู้ชายประเภทปากหนัก ใจแข็ง ฉันค่อนข้างมั่นหน้ามั่นใจว่าเฮียรู้สึกยังไงกับฉัน แต่ที่ไม่แสดงออกเพราะไม่อยากหักหน้าเพื่อน ไม่อยากผิดใจกับเพื่อน สุดท้ายสิ่งที่เขาทำก็ไม่ต่างอะไรจากการเห็นฉันเป็นของกินเล่น คนคลายเหงา แต่ช่างมันเถอะ ฉันเองก็เต็มใจที่จะอยู่ในสภาพนี้ เพราะแค่มีเฮียอยู่ด้วยกัน ไม่ทิ้งไปไหน ฉันว่าตัวเองยังรับไหว “ซาร่าห์ช่วยหน่อยดิ เอาเหล้าไปเสิร์ฟห้องคุณพายัพสองคนพี่ที” “เดี๋ยวฉันไปเอง” รีบบอกคินทร์เพราะอยากตามขึ้นไปเจอหน้าเฮียคิเรย์อีกสักหน่อย ชั้นบนสุดคือชั้นส่วนตัวของคุณพายัพ มีไว้สำหรับทำงานและรับรองแขกคนสำคัญ น้อยครั้งที่จะให้พนักงานอย่างเราๆ ขึ้นมาบนนี้ สำหรับตัวฉันแล้วก็ไม่ต่างจากพนักงานคนอื่นเท่าไรนัก แต่มีพิเศษบ้างเวลาเฮียตินมาที่นี่และชอบเรียกใช้ให้ฉันชงเหล้าให้ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังคนอื่น เฮียปฏิบัติต่อฉันราวกับเราเป็นแฟนกัน ทั้งที่ความเป็นจริงยังไม่ถึงขั้นนั้นเลยสักหน่อย “น้องมุกนั่งกับเฮียก่อนสิคะ” “แต่มุก..” มีงานต้องทำ “เฮียมีเรื่องจะคุยด้วย”“เฮียรู้ไหมทำไมผมถึงห้ามไม่ให้เฮียยุ่งกับอีน้ำฟ้า” เมาปุ๊บสรรพนามเปลี่ยนเลยนะมึง “ทำไมวะ” “ก็นี่อีนี่มันเล่นยา เล่นด้วยกันกับผมนี่แหละ แม่ง..ใครจะไปคิดว่าลูกคุณหนูอย่างมันก็ทำเรื่องแบบนี้ได้วะเฮีย โคตรใจถึงอะ” เสียงหัวเราะราวกับเรื่องที่กำลังเล่าเป็นเรื่องตลก คิเรย์ได้ยินเต็มชัดสองหูยังตกใจ แต่เขายังคงทำตัวปกติ สีหน้าเรียบเฉยเอ่ยปากถามต่อ “จริงเหรอ” “จริงสิเฮีย ถ้าไม่เชื่อผมมีนี่ให้ดู” หมอกยิ้มตาเยิ้ม เปิดคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือตัวเองให้คิเรย์ดู สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นมันชัดเสียยิ่งกว่าชัด แน่เสียยิ่งกว่าแน่ น้ำฟ้าเคยเล่นยาจริงๆ… ในคลิปมีกันหลายคนทั้งชายหญิง ตัวน้ำฟ้าเองนั่งบนพื้นรวมกับคนอื่นๆ กำลังสูดผงสีขาวละเอียดเข้าจมูกโดยตรง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือยาเสพติดชนิดไหน ไม่พอแค่นั้น ในคลิปยังมีแบบฉีดเข้าร่างกาย เรียกว่าแหล่งมั่วสุมได้เลย “เฮีย..เชื่อ..ผมยัง” คนถามปรือตามองคิเรย์ ร่างกายเริ่มโงนเงนจวนเจียนจะหลับตามเพื่อนไปอีกคน “กูเชื่อมึงแล้ว” คิเรย์พูดจบเหมือนสับสวิตซ์อีกฝ่าย หมอกเอนตัวล้มราบกับเตียง หลับเป็นตายไม่รู้เรื่อง โอกาสนี้จึงเป็นทีของเขา คิเรย์รีบจัดการส่งข้
มาร์ตินขับรถกลับไปแล้ว หลังจอดนิ่งสนิทหน้ารั้วบ้านของเธออยู่นานสองนาน พอไม่มีเขาอยู่ด้วยถึงได้ระบายลมหายใจแสนอึดอัดทิ้งไป มุกดาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ปกติเธอจะไม่นอนในทันทีแม้ว่าง่วงมากแค่ไหนก็ตาม มือเรียวหยิบสมาร์ตโฟนทำการส่งข้อความผ่านช่องแชตหาคนที่เธอคิดถึงมากที่สุด มันกลายเป็นกิจวัตรอีกอย่างในชีวิตประจำวันไปแล้ว รู้ตัวอีกที..ชีวิตเธอเหมือนจะขาดเขาไปไม่ได้เลย รอหลายนาทีไม่มีวี่แววตอบกลับ แม้แต่กดอ่านเขาก็ยังไม่ทำ เธอได้แต่นอนกลิ้งเกลือกบนเตียง จ้องสมาร์ตโฟนด้วยใจจดจ่อรอคอย เขาหายจ้อยไปเลย ทำเหมือนเรื่องระหว่างเราไม่สลักสำคัญอะไร มีแต่เธอฝ่ายเดียวที่อยู่ไม่สุข เอาแต่เป็นบ้าเป็นหลังคิดถึงเขา “เฮ้อ เอายังไงดีนะ โทรหาเฮียดีมั้ยเนี่ย” กฏเหล็กที่เริ่มอยากจะแหกมันเต็มที คิเรย์ย้ำนักย้ำหนา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เธอไม่ควรโทรหาเขา แล้วเรื่องที่เธอคิดถึงเขาแทบบ้าเนี่ย…นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากเลยได้ไหม มุกดาลังเลอยู่สักพัก ความคิดถึงก็ชนะเหตุผลทั้งปวง เธอรีบต่อสายหาคิเรย์ในทันที ใจก็ลุ้นระทึกว่าเขาจะรับสายไหม “ฮัลโหล~” รับสายด้วย แต่น่าเสียใจที่เสียงปลายสายไม่ใช่เขา “ฮัลโหลค่ะ ใ
คิเรย์เดินหายเข้าไปในห้องสักพัก น้ำฟ้าถึงได้หายใจหายคอคล่องขึ้นมาหน่อย เมื่อครู่เมือนโดนสายตาคมดุคู่นั้นดูดเอาอากาศรอบตัวจากเธอไปจนหมด แค่โดนเขามองเฉยๆ และใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่เพราะเป็นคิเรย์มันถึงได้น่ากลัวแบบที่ใครต่อใครก็ต้องเกรงกลัว น้ำฟ้าก็หนึ่งในที่ว่ามา เธอไม่เคยต้องศิโรราบให้ใคร เธออยู่เหนือทุกคนมาตลอด แต่มันก็ไม่ใช่เขาคนหนึ่งล่ะ เธอบังคับหรือควบคุมอะไรผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย คิดแล้วแค้นใจชะมัด คิเรย์กลับออกมาจากห้องอีกทีอยู่ในชุดที่พร้อมออกไปด้านนอก เขาปรายหางตาดุดันคู่นั้นมองน้ำฟ้าเล็กน้อย ไม่พูดไม่เอ่ยอะไรก็ทิ้งกันไปในทันที “หึ! เฮียเป็นห่วงมันนักใช่ไหม คอยดูนะหนูจะช่วยให้เฮียตินสมหวังกับนังนั่น แล้วเฮียจะต้องเสียใจที่เมินหนูแบบนี้” เธอควบคุมเขาไม่ได้ก็จริง แต่ก็ทำให้เขาเสียใจได้นี่นา หลายวันผ่านไป ช่วงนี้มุกดาจะขยับตัวทำอะไรก็ดูลำบากไปเสียหมด ไม่ได้ลำบากตัวแต่ลำบากใจ สาเหตุมาจากการที่มาร์ตินทำตัวติดเธอเป็นตังเม เช้ามารับไปทานข้าว เย็นมารับไปทำงาน เลิกดึกๆ ดื่นๆ ก็คอยอยู่รอและพากลับไปส่งที่บ้านอีกที เรียกได้ว่าแม้สถานะระหว่างเรายังเป็นแค่พี่น้องก้ำกึ่งคนคุย (ที่เฮีย
“อีกไม่กี่อาทิตย์ก็วันเกิดน้องมุก กูจะขอน้องเป็นแฟนให้ได้ มึงช่วยกูด้วยนะ” เมื่อเห็นว่าคิเรย์ยังมีท่าทีนิ่งเฉย มาร์ตินจึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา เผื่อจะเห็นพิรุธบางอย่างจากอีกฝ่ายบ้าง สายตาที่เคยนิ่งเฉย วูบไหวเล็กน้อยแล้วจึงรีบกลับมาสงบนิ่งดังเดิม แม้จะรู้สึกตกใจกับคำบอกกล่าวไม่ทันตั้งตัวของเพื่อน คิเรย์ก็ยังปั้นหน้าสู้ยิ้มตอบ “อืมได้ดิ กูช่วยมึงอยู่แล้ว” เป็นคำพูดธรรมดาเรียบง่ายแต่ทำไมถึงได้เจ็บเหมือนจะกระอักเลือดตายเลยวะ มาร์ตินและคิเรย์ยังคงจ้องตาอีกฝ่ายไปมา คนหนึ่งเค้นหาความจริงขณะที่อีกคนพยายามปกปิดให้ลึกที่สุด ทันใดนั้นเองหูของชายหนุ่มทั้งสองก็แว่วเสียงหัวเราะของผู้หญิงภายในห้อง มาร์ตินขมวดคิ้วส่งสายตาไปยังต้นตอที่มาของเสียง ก่อนจะได้เข้าใจผิด เจ้าของเสียงหัวเราะเมื่อสักครู่เดินคุยโทรศัพท์มือถือออกมาพอดี เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองคนก็ยกยิ้มให้เล็กน้อย “แค่นี้ก่อนนะแกเดี๋ยวค่อยโทรไปเม้าท์ใหม่ บายจ้า” ผู้หญิงคนที่ว่าคือน้ำฟ้า เธอเดินเข้าหาสองหนุ่มพร้อมทักทายมาร์ตินตามประสา “ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ” ประโยคนั้นดูเหมือนจะถามน้ำฟ้า แต่สายตาสงสัยใคร่รู้ส่งหาคิเรย์ ผู้ที่หน้าบอกบุญ
รถสปอร์ตหรูจอดสนิทเมื่อมาถึงที่หมาย เจ้าของคือชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการ หากแต่หน้าหล่อๆ นั่นติดจะเคร่งขรึมดูเข้าถึงยากไปหน่อย ซึ่งผิดจากเวลาปกติมักเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดีเสมอ ร่างสูงย่างฝีเท้าเข้าในคอนโดแห่งหนึ่ง กดลิฟต์ยังชั้นปลายทางที่ต้องการจนมาโผล่ยังชั้นบนสุด สายตาคมวาวเพ่งมองห้องเป้าหมาย ก๊อก! ก๊อก! รออยู่แค่ชั่วอึดใจ เจ้าของห้องรูปร่างสูงโปร่งไม่ต่างกันเปิดประตูด้วยสีหน้างงงวยเล็กน้อย ไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญก็เป็นฝ่ายเดินเข้าห้องเสียก่อน “มาหากูถึงนี่ ไม่บอกไม่กล่าวก่อนวะ” “จำเป็นด้วยเหรอ ปกติมึงไปหากู มึงไม่เห็นจะบอกบ้าง” มาร์ตินเอนกายทอดตัวนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ กวาดสายตามองจนทั่วห้องก่อนความดุดันจากตาคู่นั้นจะหยุดกึกที่คิเรย์ “หรือมึงมีความลับอะไรที่ไม่อยากให้กูรู้” “เพ้อเจ้อ” อีกคนตอบกลับสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ตกลงแล้วที่มาหากูนี่คือ? จะมากวนตีน” มาร์ตินเหยียดยิ้มเล็กน้อย “แขกมาทั้งทีไม่มีน้ำท่ามาเสิร์ฟหน่อยเหรอวะ” “อย่ามาลีลาไอ้ติน มีเหี้ยไรก็พูด กูรู้ว่ามึงคงไม่ถ่อมาหากูถึงนี่เพราะแค่จะชวนแดกเหล้าแน่ๆ” แค่มองตาก็รู้ใจอะไรประมาณนั้น คิเรย์ถึงได้หวิวในอกเพราะคิ
“ทำไมหนูมีความรู้สึกว่าที่เฮียมาหาหนู เฮียมีจุดประสงค์อย่างอื่นกันนะ”“ฉลาดเหมือนกันนะเรา” นั่นประไร ทำเป็นห่วงใยน้องนุ่ง ที่แท้ก็มาหาเพราะเรื่องอย่างอื่น “เฮียอยากรู้ว่าแกสนิทกับเพื่อนไอ้คิเรย์ไหม” ถามแปลกๆ“ก็ไม่สนิทอะไรมากนะ แต่หนูรู้จักกับทุกคน” “เหรอ งั้นรู้จักไอ้พายัพใช่ไหม” น้ำฟ้าพยักหน้า แน่นอนว่าเธอรู้จักพายัพอยู่แล้ว เขาคือหนึ่งในแก๊งเพื่อนคิเรย์ รูปหล่อ บ้านรวย ระดับบอสองค์กรแบล็คเรด ทุกอย่างที่พูดมาดีหมด ติดอยู่นิดเดียวตรงมีภรรยาแล้ว พึ่งแต่งงานสดๆ ร้อนๆ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง“แล้วแกเคยไปเที่ยวคลับมันบ้างมั้ย”“ไปครั้งสองครั้งเองเฮีย ถามทำไม หรือว่า…เฮียแอบเหล่สาวที่นั่นไว้” น้ำฟ้าชี้นิ้วถามอย่างรู้แกวพี่ชาย พสุธายิ้มขันที่น้องตัวแสบรู้ทันไปเสียหมด“อื้ม เล็งไว้คนนึง สวยมากกก” ลากเสียงยาวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ไม่รู้ว่าแกเคยเห็นเธอบ้างรึเปล่า”“ลูกค้าประจำหรือพนักงานล่ะเฮีย”“พนักงาน” พสุธาเปิดรูปผู้หญิงที่ตนหมายปองแรกเห็นให้น้องสาวช่วยดู น้ำฟ้าถึงกับหายใจแรง สายตาขึงขังจ้องรูปที่ว่าสลับกับพี่ชายตัวเองเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ“นี่น่ะเหรอคนที่เฮียเล็งไว้ หนูถามจ







