LOGIN“เฮียมีเรื่องจะคุยด้วย”
“ค่ะ” เก็บคำอยากพูดไว้ในใจ ตอบรับเสียงเบาก่อนยอบตัวนั่งข้างร่างสูง ฝั่งตรงข้ามเฮียตินก็คือเฮียคิเรย์ที่เอาแต่ก้มหน้าพิมพ์เมสเสจโต้ตอบใครสักคน ส่วนคินทร์ออกจากห้องกลับไปทำงานเหมือนเดิม “เฮียมีอะไรจะคุยกับมุกคะ” ฉันค่อนข้างชินแล้วที่ต้องอยู่ตามลำพังกับผู้ชายแก๊งนี้ ถึงพวกเขาทั้งหมดจะเป็นมาเฟียและมีแต่คนหล่อๆ ก็ไม่เคยมีใครวางตัวไม่ดีกับฉัน แม้แต่คุณพายัพที่เป็นเจ้านายก็ยังให้เกียรติกันเลย “เฮียจะชวนหนูไปเที่ยวทะเลเดือนหน้าด้วยกันค่ะ เฮียต้องไปทำธุระเรื่องงานที่นั่นพอดี เลยคิดว่าอยากไปพักผ่อนและก็อยากให้หนูได้พักผ่อนด้วย” ถึงว่าทำไมเขาบอกจะเคลียร์ตารางงาน ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง ฉันแค่นยิ้มบาง เหลือบสายตามองคนตรงข้ามที่ยังคงไม่สนใจสิ่งรอบข้างเอาแแต่ง่วนอยู่กับโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่าเขาคุยกับใคร “มุกขอดูก่อนนะคะว่าว่างไหม เผื่อมีธุระด่วนเข้ามา” ธุระอะไรพวกนั้นไม่มีหรอก ฉันแค่ไม่สะดวกใจที่ต้องไปเที่ยวไกลตามลำพังเฮียตินสองต่อสอง “น่าเสียดายที่ไอ้ผาไม่ได้ไปกับพวกเรา” คุณพายัพเอ่ยขึ้นก่อนจิบน้ำเมาล้างคอ “จะไปได้ไงก็น้องเหนือท้องอยู่ เดินทางไกลลำบากแย่” “ใช่ อันตรายด้วย” ฉันเห็นด้วยกับเฮียคัสและเฮียติน ช่วงหลังมานี้พี่ภูผาไม่ค่อยเดินทางจากไร่ภูพนาไพรเพื่อมาพบปะสังสรรค์กับพวกเฮียๆ อีกแล้ว เหตุผลเพราะน้องน้ำเหนือผู้เป็นภรรยากำลังตั้งครรภ์และคงวุ่นวายกับงานในไร่พอสมควร คิดถึงน้องน้ำเหนือก็พาลให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองสามเดือนก่อน มีเหตุบังเอิญตอนน้องกำลังหาห้องน้ำในคลับแห่งนี้แล้วดันโผล่มาเห็นฉันยืนจูบกับเฮียคิเรย์ เรียกได้ว่าจังหวะเวลานั้นใจฉันร่วงหล่นและเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่กลับร้อนรนราวฉันและเฮียคิเรย์ลักลอบเล่นชู้กันเสียอย่างนั้น เฮียรีบตามน้องออกไปและคงเคลียร์กันเรื่องนี้ จนตอนที่เราคุยกันอีกที เฮียก็บอกว่าเคลียร์กับน้องได้แล้ว น้ำเหนือไม่คิดจะพูดเรื่องนี้กับใครเพราะไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น นั่นก็นับว่าดี “เออ ไอ้ผาปล่อยมันไปเหอะ ค่อยส่งรูปไปอวดก็พอ” เฮียตินว่าขำๆ แต่มันก็ทำให้ฉันรู้ว่าที่เฮียชวนอยู่เนี่ย ไม่ได้ไปกันตามลำพังแค่เขาและฉันสักหน่อย โอเค…ฉันคิดมากไปเอง “น้องมุกไม่ต้องกลัวว่าจะมีแค่พวกเฮียนะคะ ยังมีน้องต้นหยงกับพวกเพื่อนๆ ไปด้วย งานนี้สาวๆ หลายคนค่ะ” เฮียตินฉีกยิ้มกว้างและยังขยับเข้าใกล้ฉันอีกนิด ซึ่งอีกนิดของเฮียแทบจะทำให้ตัวฉันไถลตกโซฟาแล้วนะ คนตัวสูงตรงข้ามผู้นั่งนิ่งไม่ออกความคิดเห็นใดๆ มาตลอดทำเพียงปรายตาขึ้นมองนิดหน่อย สายตาเย็นชาคู่นั้นทำให้ฉันตื่นตัวเสมอ “มุกขอคิดดูก่อนนะคะเฮีย” ไม่ได้เล่นตัวแต่อย่างใด ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่ในใจมีคำตอบแล้วเรียบร้อย ก็ถ้าไม่ได้ไปกับเฮียตินสองคนและยังมีเฮียคิเรย์ไปด้วย ฉันจะพลาดได้ยังไง แค่ตามไปมองหน้าคนที่ชอบก็ยังดี แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว “มึงน่ะจะเอาสาวคนนั้นไปด้วยไหม” เฮียตินสะกิดเท้าเฮียคิเรย์ใต้โต๊ะจนเขาเหลือบตาขึ้นมอง คำพูดนั้นทำฉันใจแกว่งใช่เล่น “สาวที่ไหนของมึง” “แหมมม ทำหน้าขรึมนะไอ้เสือ ก็สาวที่มึงคุยแชตด้วยไง” เสียงกลั้วหัวเราะในลำคอของเฮียตินทำฉันมึนงงไปหมด เฮียคิเรย์คุยกับสาวที่ไหน ต่อให้ที่ผ่านมาเราไม่มีสถานะชัดเจนต่อกัน แต่เฮียก็ไม่เคยคิดคบใคร ฉันมองหน้าเฮียนิ่งแต่เขาไม่ได้มองฉัน สายตายะเยือกเย็นคู่นั้นจ้องเฮียตินอย่างคาดโทษ “เธอคงไม่ว่าง” คำพูดเฮียคิเรย์ทำฉันใจหวิวจนแทบไม่อยากขยับตัวทำอะไรเลย มันอ่อนแรงไปหมด ที่เฮียพูดมาอย่างนั้นเหมือนยอมรับชัดๆ ว่าเฮียกำลังคุยกับผู้หญิงคนอื่นจริงๆ “ลองชวนดู” และคำพูดของเฮียคัสเพื่อนเขาก็ยิ่งตอกย้ำความปวดแปลบในใจฉัน ราวมีเข็มเส้นเล็กเสียดผ่านนับหลายร้อยหลายพันเล่ม เจ็บดีจังเลยแฮะ… “เอ่อ มุกขอตัวไปทำงานก่อนนะคะเฮียติน ไว้ยังไงมุกบอกอีกทีนะคะ” “ได้ค่ะคนสวย” เฮียตินยิ้มหวานและลูบหัวทุยเล็กแผ่วเบา ฉันลุกออกมาจากตรงนั้นด้วยความรู้สึกหนึบชาทั่วร่าง ตลอดเวลาเกือบยี่สิบนาที เฮียคิเรย์แทบไม่มองหน้าฉันเลย เขาช่างปฏิบัติต่อฉันได้เหมือนคนไม่รู้จักกันจริงๆ แล้วหลังจากกลับมาทำงาน เรื่องที่เฮียคิเรย์คุยกับผู้หญิงปริศนาคนนั้นก็วกวนอยู่ในหัวฉันไม่ยอมจากไปไหน เอาแต่คิดแล้วคิดอีกจนว้าวุ่นใจไปหมด กระทั่งเลิกงาน ทำทุกอย่างเสร็จฉันก็ถอดผ้ากันเปื้อนของตัวเองแขวนไว้พร้อมหยิบกระเป๋าในตู้ล็อคเกอร์ ออกมาด้านนอกอีกทีเจอเฮียตินยืนยิ้มหวานรอกันอยู่ก่อนแล้ว “ไปกันค่ะ เฮียถือกระเป๋าให้นะ” “ขอบคุณค่ะ” ฉันฝืนยิ้มให้เขาเมื่อเฮียปลดกระเป๋าจากไหล่ไปคล้องแขนเสียเอง “น้องมุกไม่สบายรึเปล่า หน้าซีดๆ นะ” ว่าแล้วหลังมือหนาแตะหน้าผากฉันแผ่วเบาเพื่อตรวจดูอาการ หากฉันไข้ก็คงไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นหัวใจ ตั้งแต่รู้ว่าเฮียคิเรย์คุยกับสาวอื่น อาการซึมและซีดเซียวราวถูกสูบวิญญาณก็มาเยือนในทันที “คงเหนื่อยจากงานน่ะค่ะเฮีย” “อยากพักสักวันสองวันไหมคะ เฮียบอกไอ้พายัพให้ได้นะ” “ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็สนุกดีนะคะ ดีกว่าอยู่บ้านเหงาๆ”เพราะขืนให้ฉันใช้อภิสิทธิ์คนโปรดของเฮียมาร์ตินเยอะไป มีหวังพวกพนักงานคนอื่นมองกันตาขวางพอดี เราลงลิฟต์มาจนถึงลานจอดรถวีไอพีของคลับ ขณะนั้นเองสายตาเฉี่ยวคมของฉันดันเห็นเฮียคิเรย์ที่ออกมาก่อนหน้าดูรีบๆ ขึ้นรถสตาร์ขับออกไปอย่างไว “เฮอะ ปากบอกไม่สนใจแต่พอเขาโทรบอกให้ไปรับก็รีบไปอย่างไวเลยนะมึง” เสียงแค่นหัวเราะของเฮียตินทำฉันจุกระบมในอก กว่าจะเค้นเสียงถามเขาได้ก็ตอนที่เราเข้ามานั่งในรถ คาดเข็มขัดแล้วเรียบร้อย “เฮียตินคะ เมื่อกี้เฮียคิเรย์ไปรับแฟนเหรอ” เกลียดที่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ชะมัด “แค่คนคุยน่ะค่ะ แต่คนนี้มันก็ดูจริงจังอยู่นะ คุยกันได้เกือบเดือนแล้ว” คำบอกกล่าวของเฮียทำเอาฉันนิ่งซึมอย่างกับคนรู้ตัวว่าเพิ่งโดนผัวทิ้งยังไงไม่รู้ แสดงว่าที่ผ่านมาเฮียคิเรย์ปกปิดกันมาตลอดเลยน่ะสิ ตั้งเกือบเดือนที่เขาคุยกับผู้หญิงคนนั้นแต่ยังมานอน มามีอะไรกับฉัน ทำไมไม่คิดจะบอกกันบ้าง รู้ทีหลังแล้วเจ็บชิบหายเลย ถอนหายใจทิ้งอย่างปลงตก หัวใจบวมพองเป็นแผลแต่ไม่มียาดีมารักษา แล้วจู่ๆ ไอ้คำที่เฮียเคยพูดไว้มันก็แว๊บเข้ามาในโสตประสาท ตอกย้ำให้ฉันรู้จุดยืนและสถานะของตัวเอง ‘จำไว้นะมุกดา ถ้าคิดจะอยู่สถานะนี้ ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับใคร เธอก็ไม่มีสิทธิ์หึงหวงหรือทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเด็ดขาด ถ้ารับได้ก็อยู่ รับไม่ได้ก็แค่ออกไปจากชีวิตฉันแค่นั้น’ คิดแล้วก็โง่ชะมัดที่ฉันเลือกอยู่มาตลอด แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อคำว่ารักมันค้ำคอ มันล่ามขาฉันไว้ ต่อให้เป็นอีโง่ รู้ทั้งรู้ว่าจุดจบตัวเองไม่ต่างอะไรจากขยะรอวันเขาเขี่ยทิ้ง ฉันก็ยังยืนกรานจะหลบในซอกเล็กๆ แคบๆ นี่ของตัวเองต่อไป เฮียตินแทบจะเข้ามาส่งถึงห้องนอน พอเห็นหน้าซีดเซียวดูอมทุกข์ของฉันก็บอกให้นอนพักผ่อนเยอะๆ อันที่จริงเฮียจะขอนอนเฝ้าข้างนอกด้วยซ้ำไป ขืนเป็นแบบนั้นฉันอึดอัดตายพอดี เลยบอกอยู่คนเดียวได้และคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงมาก ครั้นเฮียกลับไปแล้ว ฉันอาบน้ำทำธุระในส่วนของตัวเอง เวลาเที่ยงคืนกลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ แทนที่จะนอนหลับพักผ่อนอย่างที่เฮียตินบอก ฉันยังคงถ่างตาสืบหาว่าใครคือผู้หญิงที่คุยกับเฮียคิเรย์ จนแล้วจนรอดก็คว้าน้ำเหลว ได้แต่มอบมะเหงกให้ตัวเองที่เอาแต่นั่งซึมจนลืมถามเฮียติน เพราะเขาน่าจะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร สุดท้ายแล้วฉันไม่อาจข่มตาหลับ หัวถึงหมอนหลังติดเตียงกลับร้อนรุ่มนอนไม่ได้ ใจมันพะวักพะวงคิดถึงแต่เรื่องเฮียคิเรย์และผู้หญิงปริศนาคนนั้น คนที่ฉันไม่มีทางรู้ว่าเธอคือใครกันแน่ นอกซะจาก… “งั้นเราก็ต้องเคลียร์กันหน่อยแล้วล่ะ” ฉันต้องถามเขาให้รู้ไปเลย ไม่งั้นคงนอนไม่หลับ“เฮียรู้ไหมทำไมผมถึงห้ามไม่ให้เฮียยุ่งกับอีน้ำฟ้า” เมาปุ๊บสรรพนามเปลี่ยนเลยนะมึง “ทำไมวะ” “ก็นี่อีนี่มันเล่นยา เล่นด้วยกันกับผมนี่แหละ แม่ง..ใครจะไปคิดว่าลูกคุณหนูอย่างมันก็ทำเรื่องแบบนี้ได้วะเฮีย โคตรใจถึงอะ” เสียงหัวเราะราวกับเรื่องที่กำลังเล่าเป็นเรื่องตลก คิเรย์ได้ยินเต็มชัดสองหูยังตกใจ แต่เขายังคงทำตัวปกติ สีหน้าเรียบเฉยเอ่ยปากถามต่อ “จริงเหรอ” “จริงสิเฮีย ถ้าไม่เชื่อผมมีนี่ให้ดู” หมอกยิ้มตาเยิ้ม เปิดคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือตัวเองให้คิเรย์ดู สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นมันชัดเสียยิ่งกว่าชัด แน่เสียยิ่งกว่าแน่ น้ำฟ้าเคยเล่นยาจริงๆ… ในคลิปมีกันหลายคนทั้งชายหญิง ตัวน้ำฟ้าเองนั่งบนพื้นรวมกับคนอื่นๆ กำลังสูดผงสีขาวละเอียดเข้าจมูกโดยตรง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือยาเสพติดชนิดไหน ไม่พอแค่นั้น ในคลิปยังมีแบบฉีดเข้าร่างกาย เรียกว่าแหล่งมั่วสุมได้เลย “เฮีย..เชื่อ..ผมยัง” คนถามปรือตามองคิเรย์ ร่างกายเริ่มโงนเงนจวนเจียนจะหลับตามเพื่อนไปอีกคน “กูเชื่อมึงแล้ว” คิเรย์พูดจบเหมือนสับสวิตซ์อีกฝ่าย หมอกเอนตัวล้มราบกับเตียง หลับเป็นตายไม่รู้เรื่อง โอกาสนี้จึงเป็นทีของเขา คิเรย์รีบจัดการส่งข้
มาร์ตินขับรถกลับไปแล้ว หลังจอดนิ่งสนิทหน้ารั้วบ้านของเธออยู่นานสองนาน พอไม่มีเขาอยู่ด้วยถึงได้ระบายลมหายใจแสนอึดอัดทิ้งไป มุกดาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ปกติเธอจะไม่นอนในทันทีแม้ว่าง่วงมากแค่ไหนก็ตาม มือเรียวหยิบสมาร์ตโฟนทำการส่งข้อความผ่านช่องแชตหาคนที่เธอคิดถึงมากที่สุด มันกลายเป็นกิจวัตรอีกอย่างในชีวิตประจำวันไปแล้ว รู้ตัวอีกที..ชีวิตเธอเหมือนจะขาดเขาไปไม่ได้เลย รอหลายนาทีไม่มีวี่แววตอบกลับ แม้แต่กดอ่านเขาก็ยังไม่ทำ เธอได้แต่นอนกลิ้งเกลือกบนเตียง จ้องสมาร์ตโฟนด้วยใจจดจ่อรอคอย เขาหายจ้อยไปเลย ทำเหมือนเรื่องระหว่างเราไม่สลักสำคัญอะไร มีแต่เธอฝ่ายเดียวที่อยู่ไม่สุข เอาแต่เป็นบ้าเป็นหลังคิดถึงเขา “เฮ้อ เอายังไงดีนะ โทรหาเฮียดีมั้ยเนี่ย” กฏเหล็กที่เริ่มอยากจะแหกมันเต็มที คิเรย์ย้ำนักย้ำหนา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เธอไม่ควรโทรหาเขา แล้วเรื่องที่เธอคิดถึงเขาแทบบ้าเนี่ย…นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากเลยได้ไหม มุกดาลังเลอยู่สักพัก ความคิดถึงก็ชนะเหตุผลทั้งปวง เธอรีบต่อสายหาคิเรย์ในทันที ใจก็ลุ้นระทึกว่าเขาจะรับสายไหม “ฮัลโหล~” รับสายด้วย แต่น่าเสียใจที่เสียงปลายสายไม่ใช่เขา “ฮัลโหลค่ะ ใ
คิเรย์เดินหายเข้าไปในห้องสักพัก น้ำฟ้าถึงได้หายใจหายคอคล่องขึ้นมาหน่อย เมื่อครู่เมือนโดนสายตาคมดุคู่นั้นดูดเอาอากาศรอบตัวจากเธอไปจนหมด แค่โดนเขามองเฉยๆ และใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่เพราะเป็นคิเรย์มันถึงได้น่ากลัวแบบที่ใครต่อใครก็ต้องเกรงกลัว น้ำฟ้าก็หนึ่งในที่ว่ามา เธอไม่เคยต้องศิโรราบให้ใคร เธออยู่เหนือทุกคนมาตลอด แต่มันก็ไม่ใช่เขาคนหนึ่งล่ะ เธอบังคับหรือควบคุมอะไรผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย คิดแล้วแค้นใจชะมัด คิเรย์กลับออกมาจากห้องอีกทีอยู่ในชุดที่พร้อมออกไปด้านนอก เขาปรายหางตาดุดันคู่นั้นมองน้ำฟ้าเล็กน้อย ไม่พูดไม่เอ่ยอะไรก็ทิ้งกันไปในทันที “หึ! เฮียเป็นห่วงมันนักใช่ไหม คอยดูนะหนูจะช่วยให้เฮียตินสมหวังกับนังนั่น แล้วเฮียจะต้องเสียใจที่เมินหนูแบบนี้” เธอควบคุมเขาไม่ได้ก็จริง แต่ก็ทำให้เขาเสียใจได้นี่นา หลายวันผ่านไป ช่วงนี้มุกดาจะขยับตัวทำอะไรก็ดูลำบากไปเสียหมด ไม่ได้ลำบากตัวแต่ลำบากใจ สาเหตุมาจากการที่มาร์ตินทำตัวติดเธอเป็นตังเม เช้ามารับไปทานข้าว เย็นมารับไปทำงาน เลิกดึกๆ ดื่นๆ ก็คอยอยู่รอและพากลับไปส่งที่บ้านอีกที เรียกได้ว่าแม้สถานะระหว่างเรายังเป็นแค่พี่น้องก้ำกึ่งคนคุย (ที่เฮีย
“อีกไม่กี่อาทิตย์ก็วันเกิดน้องมุก กูจะขอน้องเป็นแฟนให้ได้ มึงช่วยกูด้วยนะ” เมื่อเห็นว่าคิเรย์ยังมีท่าทีนิ่งเฉย มาร์ตินจึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา เผื่อจะเห็นพิรุธบางอย่างจากอีกฝ่ายบ้าง สายตาที่เคยนิ่งเฉย วูบไหวเล็กน้อยแล้วจึงรีบกลับมาสงบนิ่งดังเดิม แม้จะรู้สึกตกใจกับคำบอกกล่าวไม่ทันตั้งตัวของเพื่อน คิเรย์ก็ยังปั้นหน้าสู้ยิ้มตอบ “อืมได้ดิ กูช่วยมึงอยู่แล้ว” เป็นคำพูดธรรมดาเรียบง่ายแต่ทำไมถึงได้เจ็บเหมือนจะกระอักเลือดตายเลยวะ มาร์ตินและคิเรย์ยังคงจ้องตาอีกฝ่ายไปมา คนหนึ่งเค้นหาความจริงขณะที่อีกคนพยายามปกปิดให้ลึกที่สุด ทันใดนั้นเองหูของชายหนุ่มทั้งสองก็แว่วเสียงหัวเราะของผู้หญิงภายในห้อง มาร์ตินขมวดคิ้วส่งสายตาไปยังต้นตอที่มาของเสียง ก่อนจะได้เข้าใจผิด เจ้าของเสียงหัวเราะเมื่อสักครู่เดินคุยโทรศัพท์มือถือออกมาพอดี เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองคนก็ยกยิ้มให้เล็กน้อย “แค่นี้ก่อนนะแกเดี๋ยวค่อยโทรไปเม้าท์ใหม่ บายจ้า” ผู้หญิงคนที่ว่าคือน้ำฟ้า เธอเดินเข้าหาสองหนุ่มพร้อมทักทายมาร์ตินตามประสา “ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ” ประโยคนั้นดูเหมือนจะถามน้ำฟ้า แต่สายตาสงสัยใคร่รู้ส่งหาคิเรย์ ผู้ที่หน้าบอกบุญ
รถสปอร์ตหรูจอดสนิทเมื่อมาถึงที่หมาย เจ้าของคือชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการ หากแต่หน้าหล่อๆ นั่นติดจะเคร่งขรึมดูเข้าถึงยากไปหน่อย ซึ่งผิดจากเวลาปกติมักเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดีเสมอ ร่างสูงย่างฝีเท้าเข้าในคอนโดแห่งหนึ่ง กดลิฟต์ยังชั้นปลายทางที่ต้องการจนมาโผล่ยังชั้นบนสุด สายตาคมวาวเพ่งมองห้องเป้าหมาย ก๊อก! ก๊อก! รออยู่แค่ชั่วอึดใจ เจ้าของห้องรูปร่างสูงโปร่งไม่ต่างกันเปิดประตูด้วยสีหน้างงงวยเล็กน้อย ไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญก็เป็นฝ่ายเดินเข้าห้องเสียก่อน “มาหากูถึงนี่ ไม่บอกไม่กล่าวก่อนวะ” “จำเป็นด้วยเหรอ ปกติมึงไปหากู มึงไม่เห็นจะบอกบ้าง” มาร์ตินเอนกายทอดตัวนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ กวาดสายตามองจนทั่วห้องก่อนความดุดันจากตาคู่นั้นจะหยุดกึกที่คิเรย์ “หรือมึงมีความลับอะไรที่ไม่อยากให้กูรู้” “เพ้อเจ้อ” อีกคนตอบกลับสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ตกลงแล้วที่มาหากูนี่คือ? จะมากวนตีน” มาร์ตินเหยียดยิ้มเล็กน้อย “แขกมาทั้งทีไม่มีน้ำท่ามาเสิร์ฟหน่อยเหรอวะ” “อย่ามาลีลาไอ้ติน มีเหี้ยไรก็พูด กูรู้ว่ามึงคงไม่ถ่อมาหากูถึงนี่เพราะแค่จะชวนแดกเหล้าแน่ๆ” แค่มองตาก็รู้ใจอะไรประมาณนั้น คิเรย์ถึงได้หวิวในอกเพราะคิ
“ทำไมหนูมีความรู้สึกว่าที่เฮียมาหาหนู เฮียมีจุดประสงค์อย่างอื่นกันนะ”“ฉลาดเหมือนกันนะเรา” นั่นประไร ทำเป็นห่วงใยน้องนุ่ง ที่แท้ก็มาหาเพราะเรื่องอย่างอื่น “เฮียอยากรู้ว่าแกสนิทกับเพื่อนไอ้คิเรย์ไหม” ถามแปลกๆ“ก็ไม่สนิทอะไรมากนะ แต่หนูรู้จักกับทุกคน” “เหรอ งั้นรู้จักไอ้พายัพใช่ไหม” น้ำฟ้าพยักหน้า แน่นอนว่าเธอรู้จักพายัพอยู่แล้ว เขาคือหนึ่งในแก๊งเพื่อนคิเรย์ รูปหล่อ บ้านรวย ระดับบอสองค์กรแบล็คเรด ทุกอย่างที่พูดมาดีหมด ติดอยู่นิดเดียวตรงมีภรรยาแล้ว พึ่งแต่งงานสดๆ ร้อนๆ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง“แล้วแกเคยไปเที่ยวคลับมันบ้างมั้ย”“ไปครั้งสองครั้งเองเฮีย ถามทำไม หรือว่า…เฮียแอบเหล่สาวที่นั่นไว้” น้ำฟ้าชี้นิ้วถามอย่างรู้แกวพี่ชาย พสุธายิ้มขันที่น้องตัวแสบรู้ทันไปเสียหมด“อื้ม เล็งไว้คนนึง สวยมากกก” ลากเสียงยาวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ไม่รู้ว่าแกเคยเห็นเธอบ้างรึเปล่า”“ลูกค้าประจำหรือพนักงานล่ะเฮีย”“พนักงาน” พสุธาเปิดรูปผู้หญิงที่ตนหมายปองแรกเห็นให้น้องสาวช่วยดู น้ำฟ้าถึงกับหายใจแรง สายตาขึงขังจ้องรูปที่ว่าสลับกับพี่ชายตัวเองเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ“นี่น่ะเหรอคนที่เฮียเล็งไว้ หนูถามจ







