LOGIN"วันนี้เห็นมีคนบอกว่าท่านอ๋องชมคุณหนูใหญ่เรื่องพู่กันด้วย....."
ถิงถิงเอ่ยพลางมองสีหน้าของหญิงสาว ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่เห็นสหายโกรธเช่นนี้ นางรู้มาว่าลู่เข่อซินหวงแหนข้าวของของตนเองมาก หากมิได้รับอนุญาตนางเองก็ไม่กล้าแตะต้องเช่นกัน พู่กันนั้นคงเป็นสิ่งที่สหายรักมาเป็นแน่ เพราะหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาเห็นหญิงสาวฝึกเขียนคำๆหนึ่งทุกวัน อีกทั้งดูเหมือนสนใจตำรามากขึ้นด้วย นางเองก็ไม่รู้หนังสือจึงทำได้เพียงให้กำลังใจ สีหน้าของลู่เข่อซินบิดมุ่นบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด หากพู่กันนั้นเป็นของนางจริง ป่านนี้ท่านอ๋องคงโกรธนางมากเป็นแน่ ที่เห็นของที่ตนเองให้ไปตกอยู่ในมือของผู้อื่น เขามิใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างนางด้วยซ้ำ ไหนๆก็เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวที่จะอยู่ที่นี่ นางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาเอาเปรียบอีกแล้ว พู่กันนั้นจุดประกายให้นางอยากเริ่มที่จะเรียนตำราอีกครั้ง นางจะทวงแสงสว่างของตนเองกลับคืนมาให้ได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ตรงดิ่งไปยังห้องพักของอ้ายเหรินทันที ปัง! ปัง! ปัง! มือเรียวทุบประตูห้องเสียงดังเรียกคนที่อยู่ในห้องให้ออกมา อ้ายเหรินเปิดประตูด้วยสภาพที่ยังงัวเงีย ทันทีที่เห็นหน้าลู่เข่อซินก็มีท่าทีแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะรีบผลักประตูปิดแต่ก็ถูกนางผลักประตูเข้าไปจนได้ อ้ายเหรินเดินถอยหลังล้มตัวลงไปนั่งกับเตียง เพราะนางรู้ดีว่าตนเองทำอันใดผิดไป "เจ้ามันบ้าไปแล้ว" "ครานี้เจ้าได้เห็นข้าบ้าของจริงแน่ เอาของข้าไปไว้ที่ใดคืนมาเดี๋ยวนี้" ลู่เข่อซินเอ่ยพลางมองไปนั่งโต๊ะไม้พบว่ามีกล่องของพู่กันอยู่ นางจำได้ดีว่ากล่องนั้นเป็นของนาง มือเรียวคว้ามาเปิดดูแต่พบว่าด้านในไม่มีพู่กันอยู่แล้ว "พู่กันข้าอยู่ที่ใด" เสียงหวานตะคอกถามออกไปด้วยความโกรธที่มีคนมายุ่งกับของของนาง "ข้าไม่รู้!" เพี๊ยะ! เสียงฝ่ามือกระทบเข้าที่หน้าของอ้ายเหรินแม้แต่ถิงถิงเองก็ไม่คาดคิดว่าสหายของตนจะกล้าทำ เดิมก็รู้อยู่แล้วว่าลู่เข่อซินมิยอมคน แต่ที่ผ่านมานางมักแสดงด้านที่อ่อนโยนต่อผู้อื่น เรื่องใดที่ทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากนางก็จะเลี่ยงเสียมากกว่า ครั้งนี้คงเป็นเพราะมีคนมาล้ำเส้นนางมากเกินไปจริงๆ "เจ้า! เจ้ากล้าตบข้าหรือ คุณหนูใหญ่ไม่มีทางปล่อยเจ้าแน่ หากเจ้าอยากได้พู่กันคืนก็ไปทวงเอาของคุณหนูใหญ่นู้น สตรีไม่รู้หนังสือเช่นเจ้าจะมีพู่กันไปทำไม มีแล้วมันทำให้เจ้าสูงขึ้นหรือ อ้อ! หรือว่าพอรู้ว่าตนเองจะได้เป็นฮูหยินของรองท่านแม่ทัพก็เขย่งตนเองขึ้นอยู่เหนือผู้อื่น" คำพูดของอ้ายเหรินทิ่มแทงใจของหญิงสาว อ้ายเหรินนางเองก็อิจฉาลู่เข่อซินไม่น้อย บ่าวรับใช้ต่ำต้อยกลับมีวาสนาได้เป็นคนรักของท่านรองแม่ทัพ ยิ่งหญิงสาวได้ดีนางก็ยิ่งเกลียด ลู่เข่อซินกำมือแน่นข่มอารมณ์ตนเองไม่ให้ใจร้อนมากไปกว่านี้ แต่ดวงตาหนึ่งคู่ฉายเปลวเพลิงลุกโชนน่าสะพรึงกลัว "เจ้ารู้หรือไม่เหตุใดสตรีเช่นข้าถึงต่างจากเจ้า เพราะคนเช่นข้ามองตนเองเป็นมนุษย์คนหนึ่ง งานที่ข้าทำเป็นเพียงอาชีพที่ข้าหาเลี้ยงตนเอง ความสูงต่ำอยู่ที่จิตใจต่อให้วันหน้าเจ้าจะกลายเป็นฮูหยินในจวนใหญ่ที่ใดสักแห่ง หากความคิดของเจ้าเป็นเช่นนี้อยู่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าสูงส่งเลยแม้แต่น้อย" หญิงสาวเอ่ยพลางตบที่หน้านางเบาๆ อ้ายเหรินหลับตารอรับความเจ็บ "อ้อ! ข้าจะบอกอะไรเจ้าอีกเรื่อง ของของผู้อื่นก็เป็นของผู้อื่นต่อให้เจ้าใหญ่โตมาจากไหน เจ้าไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งวุ่นวาย เผื่อเจ้าเกิดมาไม่มีผู้ใดสอนและมารยาทสามารถมีได้เลยโดยไม่ต้องให้บอก" เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! ปัง! ลู่เข่อซินเอ่ยจบก็ฟาดมือลงที่ใบหน้านางอีกสองครั้งอย่างระบายความโกรธ ก่อนจะออกไปจากห้องและปิดประตูเสียงดัง ถิงถิงที่ยืนอยู่ข้างๆยกนิ้วโป้งให้สหายสองข้าง "แล้วนั่นเจ้าจะไปที่ใด" "ข้าจะไปทวงของของข้าคืน" "ข้ารู้ว่าเจ้ามิพอใจ แต่วันนี้มืดค่ำแล้ว ไว้พรุ่งนี้ก่อนดีหรือไม่ รอใจเจ้าเย็นลงกว่านี้ นั่นคุณหนูใหญ่เลยนะเข่อซิน" คำพูดของสหายเอ่ยเตือนหญิงสาว ถึงอย่างไรเราก็เป็นคนธรรมดา อีกทั้งยังเป็นบ่าวรับใช้ในจวนเขา จะทำอันใดคงยากเสียหน่อย อีกทั้งพู่กันนั่นคงยากที่จะเอากลับคืนมาหากอยู่ในมือนางแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นลู่เข่อซินก็อยากลองเสี่ยงดูสักครั้ง หากไม่ได้จริงๆถ้าเกิดว่ามีโอกาสได้เจอกับท่านอ๋องค่อยขอโทษเขาจากใจจริง ลู่เข่อซินพยักหน้าให้สหายก่อนจะเข้าห้องพักตนเองไป หญิงสาวเดินตรงไปเปิดลิ้นชักไม้หยิบเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมา มีคำหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยลายมืองดงาม "ลายมือผู้ใดกันงดงามยิ่ง มิเหมือนลายมือคนในจวนเลย คำนั้นอ่านว่าอันใดกัน" ถิงถิงแอบส่องกระดาษที่หญิงสาวถือ "ลายมือท่านอ๋องหนะ" "ลายมือท่านอ๋อง......" ชู่~~ ถิงถิงยังเอ่ยไม่ทันจบก็ถูกมือเรียวรีบเอามือปิดปากนางแล้วบอกให้ทำเสียงเบา ถิงถิงพยักหน้ารับรู้ "เจ้าพูดจริงหรือ ขอข้าดูหน่อย" ถิงถิงเอ่ยพลางรับกระดาษมาชื่นชม ทำหน้าสนใจและตื่นเต้นเหมือนมันเป็นสิ่งของร่ำค่า "เจ้าเชื่อที่ข้าพูดหรือ" ลู่เข่อซินเอ่ยถามสหาย เพราะมันเป็นไปได้ยากจริงๆที่ท่านอ๋องกับนางจะได้มาพบกัน ถิงถิงที่ได้ยินเช่นนั้นพยักหน้างึน "หากเป็นผู้อื่นข้าคงไม่เชื่อ แต่หากเป็นเจ้าที่ไม่เคยโอ้อวดผู้อื่น อีกทั้งลายมือนี่ก็งดงามเหมือนกับตัวท่านอ๋องเลย ข้ายิ่งเชื่อสนิทใจ แล้วคำนี้มันอ่านว่าเช่นไรกัน" "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน" "ลองถามผู้อื่นดูหรือไม่ ต้องเป็นคำที่ดีมากเป็นแน่ เขาว่ากันว่าลายมือท่านอ๋องมีค่ามาก ผู้ใดซื้อจวนใหม่ก็อยากให้เขาเขียนคำอวยพรให้ทั้งนั้น แต่จะได้มาก็ยากเอาเรื่องเพราะท่านอ๋องไม่ชอบเรื่องพวกนี้" "เจ้าว่าเอาไปขายจะได้สักราคาเท่าใด ฮ่าๆ" ลู่เข่อซินพูดทีเล่น นางอารมณ์ดีมากขึ้นแล้ว "ว่าแต่เจ้าไม่อยากรู้จริงๆหรือว่าคำนี้คืออะไร" "ท่านอ๋องบอกว่าให้ข้าตั้งใจฝึกเขียนหนังสือและหัดท่องตำราเอง ข้าอยากเขียนและอ่านมันด้วยตนเอง ที่ผ่านมาจึงไม่อยากให้ผู้ใดช่วยอ่านมัน" "เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้ากับท่านอ๋องแปลกๆ เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ว่าเรื่องเป็นมาเช่นไร น๊า~ เข่อซิน เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่เคยเอาเรื่องไปเล่าต่อให้ผู้ใดฟัง" เมื่อเห็นท่าทีอ้อนวอนเช่นนั้น ลู่เข่อซินจึงเล่าให้ฟังเพราะรู้ว่าอย่างไรถิงถิงก็ไม่เล่าให้ผู้ใดฟังต่อแน่ตั้งแต่รู้จักกันมาตลอดห้าปี นางเป็นมากกว่าสหายเสียอีกคอยช่วยนางทุกอย่าง อีกทั้งนางบริสุทธิ์ใจไม่เคยคิดเกินเลยต่อท่านอ๋องเลย เพียงแค่ชื่นชมเขาเท่านั้น "หรือว่าที่ท่านอ๋องดีกับเจ้าขนาดนี้ เขาจะมีใจให้เจ้ากัน" "เพ้อเจ้อหน่า ข้ามีคนรักอยู่แล้วท่านอ๋องเองก็รู้ อีกทั้งข้ากับเขาต่างกันเกินไป เขาไม่มีทางมาชายตาแลสตรีเช่นข้าหรอก" "ก็มิแน่~ ท่านอ๋องอาจจะเห็นสตรีที่เพียบพร้อมจนเบื่อแล้ว เลยอยากสนใจสตรีธรรมดาเช่นเจ้าดู เดี๋ยวนะ! หากพู่กันนั้นท่านอ๋องให้เจ้ามาแสดงว่าวันนี้เขาก็รู้แล้วว่าพู่กันที่คุณหนูใช้เป็นของเจ้า" "นั่นคือเรื่องที่ข้ากำลังเป็นกังวล หรือว่าข้าควรหาซื้ออันใหม่ที่เหมือนกันดีหรือไม่" "ข้าเกรงว่าระดับท่านอ๋องแล้วเขาไม่ใช้พู่กันที่หาซื้อได้ตามตลาดแน่ เจ้าดูแค่กล่องสิคงแพงกว่าชีวิตนี้ของข้าอีก หากคุณหนูใหญ่ไม่คืนให้เจ้าจริงๆ ข้าว่าเจ้าไปสารภาพกับท่านอ๋องเถิด ก่อนที่เขาจะส่งคนมาฆ่าเจ้าทิ้งระบายความโกรธ คนต่างร่ำลือว่าเขาโหดเหี้ยม รู้เรื่องเช่นนี้คงผิดหวังและโกรธเจ้าอยู่เป็นแน่" ถิงถิงไม่พูดเปล่าแต่ยังทำเสียงให้เข้ากับเรื่องราวตนเองที่กำลังพูดด้วย "ฮื่อ ถิงถิงข้าจะทำเช่นไรดี ข้ายังไม่อยากตายนะ!"ห้าปีต่อมาสายลมเย็นในช่วงปลายยามเว่ยพัดเบาๆ บริเวณลานหญ้ากว้างทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน เด็กหญิงตัวเล็กกำลังวิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยท่าทีร่าเริง ส่วนเด็กชายตัวเท่ากันกำลังนอนกลิ้งไปกับพื้นหญ้ากับเจ้าแมวขนปุกปุย วิ่งเล่นกันด้วยความสนุกสนาน ดูเหมือนว่าจวนแห่งนี้จะมีพี่เลี้ยงมากกว่าจวนอื่นๆ หลังสมรสกันได้เพียงแค่สามเดือน ลู่เข่อซินก็ตั้งท้องลูกแฝดชายหญิงในไม่นาน เนื่องด้วยผู้เป็นบิดาอายุมากแล้วเกรงว่าตนเองจะไม่ได้อยู่กับลูกนานๆ ท้องแรกก็เป็นลูกแฝดเลยเล่นทำเอาหญิงสาวเหน็ดเหนื่อยยามตั้งท้องเป็นอย่างมาก ปากของเขาก็บอกว่าไม่อยากเห็นหญิงสาวต้องทรมานอีกแล้ว แต่ในใจลึกๆของโจวหนิงเฉินก็อยากมีลูกเพิ่ม เขาไม่คิดเลยว่าเมื่อก่อนตนไม่อยากมีผู้ใดอยู่ตัวคนเดียว พอมีเจ้าตัวเล็กสองคน จวนของเขาก็เป็นจวนมากขึ้น เป็นครอบครัวมากขึ้น เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกที่อบอุ่นเช่นนี้มาหลายสิบปี จนอยากมีเจ้าตัวเล็กเพิ่มอีก"ท่านแม่~ ท่านพ่อกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"เด็กหญิงเอ่ยพลางชี้ไปทางประตูหน้าจวน เด็กสองคนแข่งกันวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นบิดา โจวหนิงเฉินอ้าแขนรับคนทั้งคู่มาอุ้มด้วยแขนสองข้าง เดินมาทางหญิง"วันนี้ดื
"ครานี้ไม่มีคนอยู่แล้วนะ"โจวหนิงเฉินเอ่ยพลางยื่นหน้าไปใกล้หญิงสาว มือเรียวยกขึ้นห้ามเขาเอาไว้ก่อน "ท่านอ๋องมิเหนื่อยหรือเจ้าคะ""มิเหนื่อย อีกทั้งหิวมาเสียด้วย"ทันทีที่เอ่ยจบเขาก็แนบหน้าประชิดและบรรจงจูบช้าๆ ที่ริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา หญิงสาวตอบรับการจูบนั้นอย่างมิปฏิเสธ ครานี้หญิงสาวเป็นคนของเขาอย่างสมบูรณ์ เป็นฮูหยินของเขาอย่างถูกต้อง มือหนาคว้าร่างบางมานั่งบนตักตนเอง หญิงสาวเองก็ยกแขนขึ้นโอบคอชายหนุ่มเอาไว้ แล้วใช้ลิ้นตวัดที่ริมฝีปากของเขา ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าในปากเกี่ยวรัดกันเอาไว้เบาๆ ร่างใหญ่ยกหญิงสาวให้ลอยลิ่วเหนืออากาศเดินไปยังเตียงกว้างทันทีและวางนางลงเบาๆ"ข้าชอบรอยยิ้มของเจ้าที่สุดฮูหยิน"โจวหนิงเฉินเอ่ยขณะที่ใช้มือสัมผัสไปที่เรียวปากบาง"ข้าเองก็ชอบดวงตาของท่านพี่ยามที่มองข้าที่สุดเช่นกันเจ้าค่ะ"หญิงสาวเอ่ยพลางเอื้อมมือไปสัมผัสที่ใบหน้าคม มือหนาเอื้อมมือไปถอดเครื่องหัวบนศีรษะนางออก เส้นผมดกดำสยายตกลงมาตามแรงลม"สตรีที่ข้ารัก วันนี้กลายมาเป็นฮูหยินของข้าแล้ว"โจวหนิงเฉินไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจูบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากมาที่ปลายจมูกเรียว และสุดท้
จ้งตง.ยามชื่อ (กลางฤดูเหมันต์เดือนสิบเอ็ด) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายสะท้อนเกร็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ช่วงกลางฤดูเหมันต์เช่นนี้นับว่าหาดูได้ยาก ก่อนวันงานหิมะตกหนักจนทำให้ทุกคนเป็นกังวล แต่วันนี้กลับเห็นแสงแดดของดวงอาทิตย์ได้ เหมือนกำลังอวยพรให้คู่บ่าวสาว ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้ประดับประดาด้วยม่านมุขเพิ่มความเป็นสิริมงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้กำลังเคลื่อนตัวไปยังจวนเจ้าบ่าวที่ตั้งตารอการมาถึง สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวของอ๋องหนิงเฉิน บุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ขบวนเกี้ยวหยุดลงหน้าจวนที่ตกแต่งเพื่อต้อนรับการมาถึงของเจ้าสาวเช่นกัน บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว"รับตัวเจ้าสาว"โจวหนิงเฉินเข้าไปอุ้มหญิงสาวลงจากเกี้ยวเพื่อไม่ให้เท้าแตะพื้นก่อนเข้าจวน พรมแดงทอดยาวจากหน้าประตูจวนไปยังห้องโถงพิธี หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษชะตาต้อง สวมอาภรณ์มงคลสีขาวสะอาดทั้งตัว ด้ายแดงลวดลายมงคลที่ถูกปักเย็บอย่างประณีตเข้าคู่กัน สมกับเป็นชุดมงคลที่เจ้าบ่าวป่าวประกาศไว้ว่าตัดเอาไว้ตั้งแต่พบนางได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ทำให้ยามที่เดินเคียงข้าง
หนึ่งเดือนผ่านไปหลังจากงานพระราชสมภพของฝ่าบาทได้เพียงสองวัน ก็มีประกาศคลายข้อสงสัยที่กำลังถูกราษฎร ที่วิจารณ์เหตุการณ์ไฟใหม้ที่อำเภอชายแดนติดกับแคว้นเจียงซี แท้จริงแล้วของที่ถูกเผาถูกสับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก่อนแล้ว เพื่อไม่ให้ข้าวของ วัถุดิบ แร่ต่างๆต้องเสียเปล่า ขุนนางที่เกี่ยวข้องถูกประหาร ส่วนคนที่เรือนก็ถูกริบทรัพย์ทั้งหมด นับว่าครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ไทเฮามีโทษประหารแต่ยังไม่ทันได้ประกาศบทลงโทษ นางก็ตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเองลงในตำหนัก มีข่าวลือออกมาว่าก่อนวันที่นางจะสิ้นใจ ได้นั่งสนทนากับฝ่าบาททั้งวันทั้งคืน"ทั้งหมดหนึ่งเหรียญภู่เงินเจ้าค่ะ"ลู่เข่อซินยังคงใช้ชีวิตปกติของนางทุกวัน ตอนนี้ร้านของนางไปได้ดีมากๆ และยังเปิดอีกหลายที่ต่างจากความคิดของนางก่อนหน้าที่จะทำเพียงเล็กๆเท่านั้น ขนาดขยันถึงเพียงนี้กลับมีคนผู้หนึ่งที่เอาแต่ขู่ว่าจะทำให้ร้านนางเจ๊งไปซะ เนื่องด้วยไม่มีเวลาให้เขา แต่ขณะที่หญิงสาวกำลังขายของอยู่นั้นก็มีขบวนทหารอีกทั้งขุนนางจำนวนหนึ่งตั้งแถวเดินมาที่ร้านนาง"แม่นางลู่อยู่หรือไม่"เสียงขันทีเอ่ยเรียกหญิงสาวที่หน้าร้าน ลู่เข่อซินรีบเดินเข้าไป
"ฝ่าบาท ฝ่าบาทช่วยคืนความยุติธรรมให้กระหม่อมด้วย"ขณะที่ถูกทหารคุมตัวไปนั้นก็ร้องออกมาขอความเป็นธรรมด้วย หลันหลงเหยฟุบไปที่พื้นด้วยความจนปัญญา ครานี้นางพลาดแล้ว นางคิดว่าบุตรชายที่เกิดนางจะเข้าข้างนางเสียอีก กลับไปเห็นด้วยกับคนผู้นี้ น้ำตาของนางไหลออกมาจนดูน่าสงสารเผื่อมันจะช่วยเรียกคะแนนสงสารได้บ้าง"หานเออร์ฟังแม่ก่อนนะ""เสด็จแม่รู้หรือไม่ ทำเช่นนี้โทษหนักถึงขั้นประหารเก้าชั่วโคตรเลยนะพะยะค่ะ ท่านจะให้ข้าทำเช่นไร ให้ข้าเป็นฮ้องเต้ที่สั่งประหารมารดาตนเองอย่างนั้นหรือ"หลันเฟิงเย่วเอ่ยด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เขาทั้งผิดหวังและแตกสลาย แต่เขาจะยอมแลกมารดาเพียงคนเดียว กับราษฎรและทหารที่ปกป้องอยู่ชายแดนกว่าแสนนายอย่างไร "ท่านกำลังทำให้ข้าต้องเลือก ว่าจะทำหน้าที่บุตรชายที่ดีแต่ละทิ้งราษฎร หรือกำลังเป็นบุตรที่อกตัญญูละทิ้งมารดาเพื่ออยู่ข้างราษฎร ท่านจะให้ข้าต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดไปตลอดชีวิตหรือ""หานเออร์แม่......"คำพูดของบุตรชายทำให้นางพูดอะไรไม่ออก นางเพียงกลัวว่าจะมีคนมาแย่งตำแหน่งนี้ไป และกลัวว่าอำนาจที่นางมีในมือจะถูกเปลี่ยนคน ที่นางทำทุกอย่างมิใช่เพื่อตัวนางเองคนเดียวทั้งหมด นางเองก็ถู
"รับอะไรดีเจ้าคะ"ลู่เข่อซินเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังหันหลังอยู่ แต่สัมผัสได้จากเสียงเดินว่ามีลูกค้ามา หญิงสาวถามไปสักพักกลับไม่มีเสียงตอบกลับมา นางจึงหันหลังไปดู พบว่าเป็นคนผู้หนึ่งคนที่นางคุ้นเคยดี ใบหน้าที่ยิ้มกว้างก่อนหน้าหุบลงทันที เท้าเรียวสองข้างก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ"เจียวมิ่ง"เหตุการณ์คราก่อนหญิงสาวยังจำไม่เคยลืม เรื่องเลวร้ายที่ชายหนุ่มทำกับตน หากว่าท่านอ๋องไม่ได้ช่วยไว้ทันป่านนี้นางอาจจะกลายเป็นอนุในเรือนเขาแล้วก็ได้ หญิงสาวรักและเชื่อใจเขามาตลอดหลายปี แต่ชายหนุ่มกลับทำร้ายและทำลายนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้ในใจนางจะรังเกียจชายผู้นี้ไปแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นก็ผ่านไปแล้ว ความโกรธถูกลืมเลือนเหลือเพียงความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันบนแผ่นดิน ไม่ขอข้องเกี่ยวกันอีก ใบหน้าของเจียวมิ่งเต็มไปด้วยคำขอโทษ เขาได้รับผลของการกระทำนั้นแล้ว และรู้ดีว่าที่วันนี้เขาได้เป็นถึงรองแม่ทัพมิได้มาจากความสามารถเขาเพียงอย่างเดียว แต่นางยังมีส่วนช่วยอีกด้วย เขาก็ยังทิ้งนางไปแต่งงานกับสตรีอื่น"ข้าอยากมาขอโทษเจ้าสำหรับทุกเรื่อง หากแล้วไม่ ชีวิตนี้ของข้าคงไม่มีความสุขและไม่สามารถปล่อยวางได้"ชายหนุ่มเอ่ยออกมา
สามสัปดาห์เข้าอาทิตย์ที่สามแล้วหลังหญิงสาวถูกโบย ยาที่นางกินและใช้ทาดีมาก ไม่คิดว่ามันจะหายเร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้อีกด้วย ต่างกับคุณหนูใหญ่เข้าอาทิตย์ที่สามแล้วยังลุกเดินไม่ได้ หรือจริงๆแล้วเพราะนางเป็นสาวใช้ร่างกายจึงปรับสภาพได้ไวกันหญิงสาวจำเหตุการณ์วันที่ถูกโบย
"ท่านอ๋องจะไปดูแม่นางลู่หน่อยหรือไม่ขอรับ"หวังเหล่ยเอ่ยถามผู้เป็นนายหลังเดินออกมาจากห้องโถง โจวหนิงเฉินชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเดินไปยังเรือนที่หญิงสาวกำลังให้ท่านหมอรักษา แต่เพียงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นคนผู้หนึ่งเดินตัดหน้าตนไป เจียวมิ่งเดินกึ่งวิ่งไปด้วยความร้อนรน เขาเป็นห่วงหญิงส
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ทุกคนมาพร้อมหน้าตากันที่นี่ หลี่จื่อหานไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยบทสนทนาเช่นไร โจวหนิงเฉินเองก็อยู่ไม่เป็นสุขเนื่องด้วยตอนนี้ที่ห้องพักบ่าวรับใช้ท่านหมอกำลังรักษาลู่เข่อซินอยู่ เขาอยากไปดูนางใจแทบขาดแต่ไม่สามารถไปได้ ดวงตาคมหันมองไปยังทิศที่หญิง
เช้าวันถัดมาเพล้ง!เสียงถ้วยชาแตกที่พื้นเสียงดังเนื่องด้วยแรงปาจากคนผู้หนึ่ง หลี่ซูฮวาดูเหมือนจะมีน้ำโหไม่น้อยที่ถูกลู่เข่อซินบอกว่าพู่กันนั้นเป็นของตนเอง นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่อีกทั้งบิดายังเป็นถึงเสนาบดีกรมคลังไหนเลยจะเอาของของบ่าวรับใช้มาเป็นของตน หญิงสาวมาทวงเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้นางเสียหน้า พลางหั







