Mag-log inรถเอสยูวีสีขาวยี่ห้อดังอย่างแลนด์โรเวอร์คันหนึ่งจอดรออยู่หน้าบ้าน ดูสวยโดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาที่ความงดงามของยานยนต์นั้นสะท้อนกับแสงไฟที่ส่องมาจากตัวบ้าน ยิ่งทำให้เห็นชัดว่ารถคนนั้นสวยหรูและดูแพงแค่ไหน แม้จะถูกออกแบบมาสำหรับขับแบบลุยๆ ไม่ใช่หรูแบบรถสปอร์ตหรือซูเปอร์คาร์บางคัน แต่ราคาของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย ภัคธีมารู้ว่ามันคือรถที่มารับเธอกลับบ้าน แต่มันไม่ใช่รถพ่อของเธอ แต่เป็นรถของ…
เขามาได้ยังไง?
คำถามนั้นเกิดขึ้นในใจพร้อมกับที่คิ้วเรียวขมวดมุ่น พร้อมกับที่หัวใจของภัคธีมากระตุกไปวูบหนึ่ง ความผิดหวังและเสียใจจากการตกรอบหายวับไปชั่วขณะ เธอจำได้รางๆ ว่ารถคันนี้คือรถที่เคยพาเธอไปส่งบ้าน และเป็นรถคันเดียวกับคันที่ขับตามเธอมา ในคืนที่เธอไปเห็นงานแต่งงานของธาวินยังไร่เดชาธร
ร่างบางซึ่งกำลังลากกระเป๋าอยู่หยุดชะงัก อยากจะหันหลังหนี ทว่าคนที่นั่งอยู่ในรถผลักประตูลงมาเสียก่อน พร้อมกับเอ่ยทักทายเธอด้วยคำพูดที่ตอกย้ำให้ภัคธีมายิ่งเจ็บใจมากกว่าเดิม
“สวัสดีครับอดีตว่าที่น้องสะใภ้ ดูหน้าคุณเซอร์ไพรส์มากเลยนะที่เจอผม”
ภัคธีมาสุดจะไม่พอใจกับคำทักทายของเขา ดีว่ากล้องของรายการถ่ายอยู่ระยะค่อนข้างไกลในตอนนั้น ทำให้ถ่ายให้เห็นแต่ภาพ โดยไม่ได้บันทึกเสียง ไม่อย่างนั้นเธอคงอับอายคนทั้งประเทศที่จะได้ดูรายการแน่ๆ
“คุณคงลืมไปกระมังว่าขิมไม่อยากข้องแวะใดๆ กับคนของไร่เดชาธร”
เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระกับคำพูดของเธอสักนิด ก่อนจะยิ้มหวานทรงเสน่ห์ และตอบกลับมาเรียบๆ แต่หนักแน่นจริงจังตามบุคลิกตามแบบฉบับของเขา
“ผมไม่ใช่พวกความจำสั้น”
“ถ้าความจำไม่สั้น คุณก็ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้” เสียงหวานกล่าวตำหนิ พร้อมกับเงยขึ้นมองใบหน้าหล่อคมคร้ามแบบบุรุษแท้ๆ อย่างชิงชัง
“ทำไมล่ะ ผมแค่คิดถึงก็เลยอยากมารับกลับบ้าน”
“คำพูดแบบนี้มีไว้สำหรับคนที่เป็นคนรักกัน หรือคนที่กำลังจีบกันพูดค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าผมจีบคุณเลยแล้วกัน” เขาพูดออกมาตรงๆ ทื่อๆ และห่ามสุดๆ
คำตอบของเขาทำให้ความไม่พอใจแปรเปลี่ยนเป็นโกรธกรุ่น แล้วก็ต้องร้อนไปทั้งหน้า เมื่อสายตาคมกริบนั้นจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มของเธออย่างคล้ายกับจะย้ำเตือนถึงรอยจูบ ภัคธีมาจึงต้องเม้มปากแน่น พลางจ้องดวงตาคมกริบของเขาอย่างขุ่นเคือง
“กรุณาอย่าพูดพล่อยๆ แบบนั้นกับขิมอีก”
“อย่าเพิ่งโกรธสิคนสวย อย่าลืมนะว่าตอนนี้คุณยังอยู่หน้ากล้อง จะกลับหรือยังล่ะ เผื่ออยากกรี๊ดจะได้กรี๊ดแบบไม่ต้องกลัวเสียภาพลักษณ์”
“แล้วพ่อกับน้ารสไปไหน ทำไมปล่อยให้คุณมารับขิม”
“พ่อกับน้าของคุณกลับไปแล้ว ท่านวานผมให้มารับคุณ เพราะท่านมาเครื่องบินก็เลยต้องรีบกลับให้ทันไฟลท์ ท่านไม่ได้เตรียมการอะไรมาคงไม่คิดว่าคุณจะตกรอบ”
“แล้วคุณมารับขิมได้ยังไง”
“ผมมาทำธุระที่กรุงเทพฯ พอดี ก็เลยแวะไปดูคุณแข่ง แต่ผมคงไม่อยู่ในสายตาคุณละมัง คุณถึงไม่เห็นผม พอคุณตกรอบและต้องกลับบ้าน พ่อคุณก็เลยวานให้ผมมารับคุณ เคลียร์ไหม มีอะไรค้างคาใจอีกหรือเปล่า ถ้าไม่มีแล้วก็ขึ้นรถซะ”
พ่อเลี้ยงศาสตราขยับร่างสูงไปยังกระเป๋าแล้วลากไปใส่ไว้หลังรถ จากนั้นเขาก็เดินอ้อมมายืนรออยู่ที่ประตูด้านหน้า ตากลมโตคู่สวยมองไปยังรถราคาหลักสิบกว่าล้านของเขา แล้วเกิดอาการลังเลว่าจะก้าวขึ้นไปนั่ง หรือควรต้องจ้างรถแท็กซี่กลับเองดี เธอไม่อยากมีประเด็นอะไรให้เป็นข่าว พอๆ กับไม่อยากทนอึดอัดในการต้องนั่งรถไปกับเขา
“ขึ้นมาสิขิม ไม่อยากกลับบ้านหรือไง นี่มันดึกมากแล้วนะ มีอะไรที่นี่ให้อาลัยอาวรณ์นักหนา” เสียงเขาดังขึ้นในขณะที่ภัคธีมากำลังลังเล และคำพูดเชิงเสียดสีนั้นทำให้ภัคธีมาตัดสินใจได้ในทันที
“ขิมจะกลับเอง”
“อย่าเรื่องมากได้ไหม”
“ขิมไม่ได้เรื่องมาก แต่ขิมไม่อยากร่วมทางไปกับคุณ”
“จะอยากหรือไม่อยากก็ต้องไป จะขึ้นมาดีๆ หรือว่าต้องให้อุ้มขึ้นรถ ถ้าอยากดังจริงๆ ผมทำแบบนั้นให้ก็ได้นะ” ศาสตราไม่ได้ขู่แค่คำพูดแต่สายตาของเขายังมองมายังเธออย่างเอาเรื่อง สายตาที่ดุพอๆ กับน้ำเสียงนั้นบ่งบอกชัดว่าไม่ได้พูดเล่น และภัคธีมาก็เชื่อว่าคนบ้าดีเดือดอย่างเขากล้าทำแน่ๆ
“ไม่ต้อง! ขิมขึ้นเองได้!”
ภัคธีมารีบบอก ถอนหายใจด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อนรีบก้าวขึ้นไปนั่งบนรถอย่างเสียไม่ได้ ร่างสูงตามขึ้นมาที่ฝั่งคนขับ ออกรถแล้วขับออกไปจากบ้านหลังนั้น โดยต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดอะไร ทำให้บรรยากาศในรถเงียบไปชั่วคราว
“คุณไปส่งขิมที่สนามบินก็ได้ ขิมจะนั่งเครื่องกลับเอง”
นั่นคือประโยคแรกที่ภัคธีมาฝืนใจพูดกับเขา เพราะไม่อยากทนนั่งรถไปกับคนร้ายกาจที่ตอนนี้กำลังทำท่าเหมือนกับตั้งใจขับรถสุดๆ จนไม่สนใจกระทั่งจะชวนเธอคุย
“พูดอะไรไม่รู้จักคิด”
เขาหันมามองเธอพร้อมกับคำตำหนิเหมือนเธอเป็นเด็กสิ้นคิด
“ไม่รู้จักคิดตรงไหนคะ ขิมอยากกลับเครื่อง ขิมก็แค่บอกคุณให้ไปส่งที่สนามบิน หรือถ้าคุณไม่เต็มใจไปส่งก็จอดรถสิ ขิมจะเรียกแท็กซี่ไปต่อเอง”
“บอกเมื่อไหร่ว่าไม่เต็มใจ ถ้าไม่เต็มใจจะมารับทำไม”
“เพราะจัง ร้องเพลงกล่อมลูกและร้องให้ผัวด้วยใช่ไหม” เสียงทุ้มเอ่ยถามหลังจากเสียงเพลงสุดไพเราะนั้นเงียบลง แม้เนื้อร้องจะเป็นภาษาอีสานแต่เขาก็ฟังออก“ขี้ตู่ค่ะ ขิมร้องกล่อมลูกต่างหาก”“ผมชอบนะ ชอบความหมายของมัน เพลงนี้ได้มาจากไหนเหรอ ทำไมผมไม่เคยได้ยิน”“เพลงนี้เป็นเพลงที่ดังมากนะคะ คนงานในไร่ก็ฟังประจำ แต่คุณอาจไม่เคยได้ยิน วันก่อนขิมเห็นคลิปในยูทูป มีผู้หญิงคนหนึ่งร้องเพลงนี้กล่อมลูกน่ะค่ะ เนื้อร้องสวยงามและมีความหมายดีมาก ขิมก็เลยเอามาร้องกล่อมตาวินบ้าง”“ตาวินคงชอบ ดูสิหลับปุ๋ยเลย” ศาสตราว่าพลางโน้มหน้าลงใกล้ๆ ลูกและใช้นิ้วเขี่ยแก้มแดงนั้นด้วยสัมผัสอันสุดอ่อนโยนทะนุถนอม หน้าของลูกเขาละม้ายคล้ายเขากับภัคธีมามาก แต่ที่คล้ายที่สุดก็คือคล้ายคนเป็นอาผู้ล่วงลับ ทำให้คนในครอบครัวของเขายิ่งเชื่อว่า ธาวินมาเกิดใหม่เป็นลูกของเขาจริงๆ“คุณกินอะไรมาหรือยังคะ หิวไหมขิมจะได้หาอะไรให้กิน”“ยังไม่ได้กินอะไร หิว...อยากกินขิม” ตาเข้มพราวระยับขณะเงยหน้าขึ้นมองเรียวปากนุ่มสีชมพูระเรื่ออย่างมีความหมาย“กินตะกละแบบนี้ เดี๋ยวก็มีลูกหัวปีท้ายปีหรอกค่ะ” เสียงหวานว่าอุบอิบเพราะสามีเรียกร้องบ่อยเหลือเกิน แต่เธ
“โกรธผมเหรอ ไม่ดีใจเหรอที่เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน ทำไมไม่ยิ้มเลย” “ดีใจค่ะ แค่เจ็บใจที่เสียรู้คนเจ้าเล่ห์” “บอกแล้วไงว่าที่ทำไปทุกอย่างก็เพราะรักและอยากให้เราสองคนได้อยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยาตลอดไป” “แล้วหลังจากนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรกับขิมอีกหรือเปล่าคะ” “อาจจะ แต่จะเอาไว้ใช้เฉพาะเวลาที่คุณงอนหรือโกรธผมมากๆ แล้วผมง้อไม่สำเร็จ” “คุณนี่นะ...” ภัคธีมามองค้อนแต่ก็ไม่ได้โกรธอะไรจริงจัง หลังจากผ่านความสงสัยมาได้ ตอนนี้ความรู้สึกตื้นตันของการได้เป็นแม่มันกำลังเอ่อล้นขึ้นมาเต็มหัวใจ ลูกของเธอน่าจะเกิดไล่ๆ กับลูกของจันทริกา และลูกๆ ก็น่าจะเป็นเพื่อนกันเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่อีกเจ็ดเดือนต่อมา...เด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชังอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ ปากเล็กๆ ของทายาทหมื่นล้านกำลังดูดนมอุ่นๆ จากอกมารดาจนอิ่ม ก่อนจะหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข โดยมีพ่อกับย่านั่งมองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน เด็กน้อยมีชื่อจริงว่า ‘มาวิน’ และชื่อเล่นว่า ‘วิน’ โดยแม่เลี้ยงแสงหล้าเป็นคนตั้งให้ เพราะภัคธีมาเคยเล่าให้ฟังว่าเธอฝันถึงธาวินก่อนจะทราบว่าตัวเองตั้งท้องในเช้าต่อมา ศาสตราและภัคธีมาเ
ร่างสูงลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างดีใจจนออกนอกหน้า เมื่อหมอเจ้าของไข้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเข้ามาบอกว่า อาการของเขาไม่มีอะไรน่าวิตก และอนุญาตให้กลับบ้านได้ ตาคมจ้องใบหน้าหวานๆ ของคนที่กำลังช่วยติดกระดุมเสื้อให้อย่างรักใคร่สุดหัวใจ พลางคิดว่าวันนี้ตัวเองจะเกงานแล้วนอนกอดเมียอยู่ที่บ้านทั้งวัน ซึ่งหวังว่าภัคธีมาจะยอมตามใจเขา“มองอะไรคะ” เสียงหวานเอ่ยถามเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าสามีจ้องมองอย่างไม่วางตา“มองเมียน่ะสิ อิจฉาตัวเองสุดๆ เพราะตอนนี้คงไม่มีใครมีความสุขเท่าผม”“มีสิคะ ก็ขิมไง”“งั้นขอดูหน้าคนมีความสุขชัดๆ หน่อยซิ”มือใหญ่เอื้อมไปเชยคางมนขึ้น สบประสานสายตากันอย่างหวานซึ้ง ก่อนที่เรียวปากหยักจะค่อยๆ โน้มต่ำลงมาเพื่อหวังจะประกบจูบปากนุ่มๆ ให้สมรัก ทว่าภัคธีมากลับเบี่ยงหน้าหลบ ปากและจมูกโด่งจึงพลาดไปโดนแก้มแทน“ไม่เอาค่ะ...เดี๋ยวมีคนเข้ามาเห็น”“เมียใครนะหวงตัวจริง คอยดูนะถึงบ้านเมื่อไหร่จะจับฟัดให้สมกับที่ปล่อยให้อด”“แน่ใจนะคะว่าแข็งแรงดีแล้ว”“เอาไว้พิสูจน์กันตอนกลับถึงบ้านนะที่รัก แล้วคุณจะรู้ว่าผมทั้ง ‘แข็ง’ ทั้ง ‘แรง’ ดีมากเชียวละ” เขากระซิบหยอกเย้าและเคลียจมูกไปตามแก้มใส“เมื่อคื
“จำได้สิคะ จำมาตลอดเพราะเหตุการณ์วันนั้นมันคือจุดเริ่มต้นของความรักที่ขิมมีให้พี่วิน”“แล้วถ้าคนที่ปลอบคุณวันนั้นเป็นผมล่ะ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่คุณมีต่อผมหรือเปล่า”“หมายความว่ายังไงเหรอคะ”“ทั้งวันนั้นและวันที่รุ้งรวียิงคุณ ผมกับไอ้วินล้วนแต่ใจตรงกัน คืออยากเข้าไปปลอบและปกป้องคุณ แต่ไอ้วินมันไวกว่าผม ผมจึงได้แต่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ”“ขิมนึกว่าคุณรังเกียจขิมที่ขิมเป็นเพียงลูกสาวของลูกจ้างเสียอีก”“เปล่าเลย ไม่เคยเกลียดหรือรังเกียจ เพียงแต่รู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์รัก จึงต้องทำตัวให้คุณเกลียด แต่ถึงขนาดนั้นผมก็ไม่เคยรักใครได้เลย ได้แต่แอบรักแฟนน้องและเฝ้ามองอย่างคนไม่มีสิทธิ์ คุณพูดถูกว่าผมเลว ตอนที่ไอ้วินมันนอกใจคุณ ผมก็เลือกที่จะเฉย ไม่เอ่ยเตือนสติน้อง ทั้งที่ผมรู้ดีว่าคุณต้องเสียใจมาก แต่ให้ตายเถอะขิม ผมแม่งดีใจแทบบ้า เลยต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองคุณ แม้ไม่รู้ว่าจะเอาชนะใจคุณได้หรือเปล่าก็ตาม ขอโทษที่เห็นแก่ตัวจนทำลายความฝันของคุณ แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะรักและอยากดูแล รวมทั้งอยากเก็บคุณไว้ชื่นชมคนเดียวด้วย”“แล้วทำไมไม่บอกขิมดีๆ แต่แรกล่ะคะ”“ก็พยายามจะบอกหลายครั้ง แต่คุ
“ถ้าผมต่อยปากหมอปากหมาจะเสียค่าปรับเท่าไหร่ครับ” ศาสตราตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าข่มขู่และเอาเรื่องเต็มที่ จนปราณต์ต้องยักไหล่และหัวเราะเบาๆ“ผมพูดความจริงครับพ่อเลี้ยง อย่าเพิ่งมีอาการหมัดหรือตีนลั่นแทรกซ้อน ไม่งั้นผมอาจจะส่งเข้าไปตรวจสุขภาพจิตด้วย”“แกรู้ป่ะปราณต์ว่าแกควรไปเป็นหมอเกาหลีและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘จอมวอนตีน’”“เป็นชื่อที่เพราะดี ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับพ่อเลี้ยงศาสตรา แต่คนที่คู่ควรกับชื่อนี้คือแกมากกว่าว่ะ” หมอกับคนไข้สัพยอกกันไปมาราวกับเรื่องเจ็บไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วในตอนนี้ ทว่าภัคธีมายังรู้สึกเป็นกังวล“เอ่อ...หมอปราณต์คะ ถ้าขิมจะขอให้พ่อเลี้ยงแอดมิทสักคืนจะได้ไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยแทรกขัดการหยอกเย้าระหว่างเพื่อนสนิทสองคน“ถ้าคุณขิมไม่สบายใจ อยากจะให้ไอ้กริชมันแอดมิทเพื่อดูอาการสักคืนก็ได้นะครับ” ปราณต์หันไปตอบภรรยาของเพื่อน แต่น้ำเสียงเวลาที่พูดฟังดูเป็นการเป็นงานและสุภาพราวกับเป็นคนละคนกับที่พูดกับศาสตรา“ถ้าอย่างนั้นขิมขอแอดมิทนะคะ”“ได้ครับ”“ไม่นะขิม ผมไม่อยากนอนโรงพยาบาล” ศาสตรารีบขัดเมื่อภรรยากับเพื่อนของเขาที่เป็นหมอตกลงกันเสร็จสรรพแบบไม่ถามเขาเลย“นอนเถอะนะค
ศาสตราจูงมือเล็กไปนั่งที่เนินหญ้าเตี้ยๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร โดยมีร่างใหญ่นั่งลงแนบข้าง และอ้อมแขนของเขาก็ตวัดกอดร่างบางไปแนบชิด“แน่ใจเหรอคะว่าจะไม่มีใคร”“แน่ใจสิ”“ขิมหิวข้าวนะคะ”“แต่ผมหิวคุณ ตามใจผมนะที่รัก เสร็จแล้วเดี๋ยวจะพากลับไปกินข้าว” เสียงทุ้มกระซิบเว้าวอน ก่อนจะทาบริมฝีปากลงประกบปากสีหวานแล้วบดจูบอย่างเร่าร้อนหิวกระหาย ราวกับไม่ได้จูบเธอมาเป็นแรมเดือน ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเขาจูบเธอแทบจะทั้งคืน แต่กระนั้นภัคธีมาก็ต้านทานความปรารถนาของเขาและของตัวเองไม่ได้ สุดท้ายน้ำพริกหนุ่มของจันทริกาจึงถูกวางไว้ที่หลังรถตลอดบ่าย เพราะเจ้าของไร่กับภรรยาสาวอิ่มเอมด้วยรสเสน่หาจนไม่มีใครหิวข้าวเมื่อคืนนี้งานแต่งงานของจันทริกากับรังสิมันต์ผ่านไปอย่างอบอุ่นและหวานชื่น ภัคธีมารู้สึกดีใจกับน้องสาวผู้น่ารักอย่างจันทริกามาก ที่นับแต่จากนี้ไปจะมีดวงตะวันอันแสนอบอุ่นคอยปกป้องดูแล เพราะจันทริกาเป็นน้องสาวที่มีชะตากรรมชีวิตน่าสงสารมาก ในงานเธอยังได้มีโอกาสเจอกับธรินดาน้องสาวที่สนิทกันมากอีกคนในตอนเรียนมัธยม นอกจากนั้นยังได้พบกับนัสรินภรรยาของหมอปราณต์ที่เคยมาบ้านเดชาธรแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังไม่มีโอ







