로그인คราแรกเจียวเชินคิดว่าหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จแล้วจะเดินไปขึ้นรถม้ากลับจวนตัวเองเลย ทว่าหญิงสาวกลับใจเปลี่ยนแผนเป็นเดินทางต่อเนื่องไปยังสถานที่ในแผ่นกระดาษที่เถ้าแก่ร้านขายหนังสือเขียนเอาไว้ให้ก่อนดีกว่า
สำนักการศึกษาหงส์แดงเพลิง
สถานที่ที่อาจารย์ผู้เคยเขียนหนังสือเขียนอ่านสำหรับเด็กผู้นั้นทำงานอยู่
เขาน่าจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นั่นกระมัง
เหตุผลที่เจียวเชินต้องการพบอาจารย์ผู้นั้นคือ นางต้องการเจรจาขอซื้อหนังสือเด็กที่เขาเคยเขียนนั่นเอง
ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเจียวเชินจะเคยประกอบอาชีพเป็นคุณครูอนุบาล ทว่านั่นก็เป็นยุคสมัยหนึ่ง นางไม่อาจนำความรู้ที่มีมาสอนเด็ก ๆ เขียนตัวอักษรไม่เหมือนกันได้หรอก
เนื่องจากสำนักการศึกษาอยู่ไม่ไกลจากกลางเมืองหลี่ซงจึงสามารถเดินเท้าไปหาได้โดยใช้เวลาไม่นาน
เจียวเชินเดินไปถึงก็วานให้อามี่สาวใช้ส่วนตัวของตนเดินเข้าไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ประตูทางเข้าสำนักการศึกษา ส่วนนางเดินไปนั่งรออยู่ที่ศาลาไม้ข้าง ๆ
“คุณหนูเจ้าคะ ผู้คุ้มกันสำนักบอกว่าอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามจะถึงเวลาเลิกเรียนของสำนักแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าจะส่งคนไปแจ้งท่านอาจารย์ชงอวี้หลังเลิกเรียน ให้พวกเรานั่งคอยที่ศาลาก่อนเจ้าค่ะ”
“อืม ข้ารอได้”
สำนักการศึกษาหงส์แดงเพลิงเป็นสำนักการศึกษาสำหรับบุตรของขุนนางภายในดินแดนแถบทักษิณ จึงมีผู้มาเรียนจำนวนมากจากหลายเมือง ตั้งแต่เด็กอายุสี่ห้าหนาวถึงอายุสิบสามหนาว เริ่มตั้งแต่ฝึกจับพู่กันไม้เลยทีเดียว
ที่นี่นับเป็นโรงเรียนสอนหนังสือชั้นดี ทว่าน่าเสียดายที่มีไว้สำหรับพวกประชากรชั้นสูงอย่างพวกเหล่าขุนนางมีเงินเท่านั้น
ระหว่างรอให้เวลาผ่านไปหญิงสาวถือโอกาสหยิบหนังสือที่เพิ่งซื้อขึ้นมาเปิดอ่านไปพลาง ๆ เผื่อวันนี้นางจะได้เรื่องเล่าหรือนิทานน่าสนใจใหม่ไปเล่าให้เด็ก ๆ ที่จวนฟังก่อนเข้านอนบ้าง
อ่านหนังสือจนเพลินไม่ได้ดูเวลา เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเพราะได้ยินเสียงผู้คนเดินพลุกพล่านทั่วลานก่อนออกประตู
มีทั้งเด็กเลิกเรียน มีผู้ใหญ่ บ่าวไพร่ที่มารอรับคุณชายน้อยของพวกเขากลับจวนกันครึกครื้น
เด็กชายบางคนยังไม่มีคนมารับก็รวมกลุ่มกันนั่งเล่น นั่งกินขนม พูดคุยกันอยู่ตามม้านั่งในลานหน้าเรือนเรียนของสำนัก
ในขณะที่เจียวเชินละความสนใจลงมานั่งอ่านหนังสือในมือต่อ จากนั้นเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ ท่าทีแตกตื่นของเด็กแถวนั้นทำให้เจียวเชินต้องวางมือจากหนังสือมาสนใจมองหาที่มาของเสียงแตกตื่นนั้นก่อน
“มีคนวิ่งไปมุงตรงนั้นเต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะคุณหนู ให้บ่าววิ่งไปดูดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้องหรอก พวกเราลองเดินไปดูด้วยกันเถอะ แถวนี้มีแต่เด็กหากเกิดเรื่องอันใดอาจช่วยเหลือได้”
“เจ้าค่ะ”
สองนายบ่าวเดินไปยังทิศทางที่เกิดเหตุบางอย่าง ยังไม่ทันเดินไปถึงก็มีบุรุษสวมใส่เหมือนชุดบ่าวของจวนขุนนางผู้ดีวิ่งฉิวเร่งรีบผ่านตัวเจียวเชินไปจนนางเกือบถูกชน
“ขออภัยขอรับคุณหนู ข้าน้อยขอทางไปตามท่านหมอก่อน”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
เจียวเชินได้ยินเช่นนั้นย่อมไม่ถือสา กลับรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปแหวกคนจำนวนมากที่กำลังแห่เข้าไปมุงเด็กน้อยคนหนึ่งที่มาของเหตุวุ่นวาย
มีเด็กชายอายุราวหกหนาวร่างกายเกิดอาการชัก แขนขากระตุกลงไปนอนอยู่บนพื้นขณะกำลังนั่งคุยกับเพื่อนของตนเองอยู่
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านกำลังทำอันใดน่ะ เมื่อสักครู่ข้าเห็นมีคนวิ่งไปโรงหมอแล้วเจ้าค่ะ พวกเราอย่าเข้าไปยุ่งเลยเจ้าค่ะ”
อามี่รีบเข้ามาดึงแขนของเจียวเชิน เนื่องจากเห็นนางลงไปนั่งคุกเข่าข้าง ๆ เด็กที่กำลังชักกระตุกอย่างน่ากลัว
“เจ้ากำลังทำอันใดน่ะ อย่าทำอันใดมั่วซั่วเชียวนะ เด็กคนนี้ลูกขุนนางใหญ่โตไม่น้อยเลย”
“นั่นสิ สตรีผู้นั้นกำลังทำอันใดน่ะ”
นอกจากเจียวเชินไม่สนใจคำทัดทานห้ามนางจากคนรอบกายแล้ว นางนั่งคิดวิเคราะห์อาการที่เห็นเบื้องหน้าอย่างถี่ถ้วนให้มั่นใจก่อนค่อยเริ่มลงมือปฐมพยาบาลเด็กป่วยตรงหน้า
เด็กคนนี้คาดว่าเป็นโรคลมชัก หรือเรียกภาษาบ้าน ๆ ว่า ลมบ้าหมู
โรงหมอที่ใกล้ที่สุดอยู่ในตลาดต้องใช้เวลาเดินทางมาไม่น้อย
ในระหว่างที่รอหมอเดินทางมาช่วยเหลือนางต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน มิเช่นนั้นเด็กคนนี้อาจสิ้นใจก่อนได้รับการรักษา
“อามี่กันคนโดยออกไปที่อื่นก่อน เร็ว !”
“เจ้าค่ะ” แม้อามี่จะไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์ของคุณหนูตัวเองก็ตาม ทว่านางยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แต่ดูเหมือนคนอื่นโดยรอบจะไม่ให้ความร่วมมือกับนางสักเท่าไรนัก นางมีคนเดียวไม่สามารถต้อนกันคนจำนวนมากให้เลิกมุงได้จริง ๆ “อะ…เอ่อ ทุกคนที่ยืนมุงโดยรอบได้โปรดกระจายตัวออกไปก่อนเจ้าค่ะ คุณหนูของข้ากำลังช่วยเด็กอย่างสุดความสามารถ”
“นางเป็นหมอหรืออย่างไร ไยข้าจึงต้องเชื่อด้วย”
“นั่นสิ พวกข้าจะอยู่ดูเพื่อเป็นพยานเผื่อนางฆ่าเด็กตายคามือ”
“พวกท่านได้โปรดออกไปยืนดูไกล ๆ ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยขอร้อง”
“ช่างพวกเขาเถอะอามี่ หากอยากติดโรคชนิดนี้ที่ไม่รู้ว่าติดต่อได้หรือเปล่าจากเด็กก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ นี่แหละ”
สิ้นสุดเสียงพูดกึ่งขู่ของเจียวเชิน คนที่ตอนแรกยืนกรานว่าจะยืนดูอยู่ใกล้ ๆ พากันพร้อมใจถอยห่างออกไปด้วยความหวาดกลัวคำขู่
แม้ว่าคำพูดนั้นดูเหมือนเป็นคำขู่ก็ตาม ทว่าอย่างไรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ พวกเขาไม่ใช่หมออย่างไรก็ดูด้วยความอยากรู้อยู่ห่าง ๆ ก็ยังดี
“หึ” เจียวเชินส่ายหน้าเมื่อเห็นท่าทางของพวกผู้ใหญ่ที่มีนิสัยอยากรู้อยากเห็นทว่ากลัวตาย ก่อนหันกลับมาสนใจเด็กป่วยต่อโดยนางเร่งมือคลายเสื้อผ้าบนตัวเด็กให้หลวม
ที่นางทำไปแล้วทั้งหมดคือเพื่อให้อากาศถ่ายเทไม่อึดอัด ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
จากนั้นเจียวเชินรีบจับผู้ป่วยนอนตะแคงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้สำลักเศษอาหารเข้าไปในปอด เพียงเท่านี้ก็เหลือแค่รอท่านหมอเดินทางมาถึงหรือไม่ก็รอร่างกายเด็กหายชักเท่านั้น
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดสำหรับโรคนี้คือนำวัตถุใดๆ สอดในปากผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้กัดลิ้นเพราะจะทำให้ปากและฟันของผู้ป่วยได้รับการบาดเจ็บหรืออุดกั้นทางเดินหายใจนั่นเอง
รอสักพักหมอก็ยังเดินทางมาไม่ถึง จนกระทั่งเด็กที่อาการลมชักกำเริบเริ่มกลับมารู้สึกตัว เจียวเชินจึงช่วยพยุงให้เด็กน้อยขึ้นมานั่งจะได้หายใจได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิม
“พี่สาว ข้าเป็นอันใดไป”
“ไม่มีอันใดแล้ว ปลอดภัยแล้ว เจ้านั่งพักเถอะ”
พูดไม่ทันขาดคำเสียงกึ่งวิ่งกึ่งเดินของคนมาใหม่พร้อมกับผู้คนพากันแหวกทางให้เข้ามาข้างในหาเด็กป่วย
เป็นหมอและคนที่วิ่งไปตาม ตามหลังมาด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนัก
หมอชราเข้ามาตรวจอาการคนป่วยทันทีที่มาถึง ส่วนเจียวเชินที่พอเห็นว่าหมดหน้าที่ของตนแล้วจึงค่อย ๆ ถอยห่างออกมา เดินนำอามี่กลับไปยังศาลาไม้จุดนั่งรอบุคคลที่ตัวเองต้องการมาพบในวันนี้
บทส่งท้ายหลายวันผ่านไปคดีลักลอบค้าเด็กผิดกฎหมายข้ามเมืองถูกปิดจบลงไปด้วยดีโดยสามารถจับทั้งตัวเบื้องหลังและพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งตระกูลที่ร่วมมือต่าง ๆ ได้ทั้งหมดด้วยเพราะมือปราบของแต่ละเมืองร่วมมือกันอย่างสามัคคี รวมทั้งตระกูลจิ่นตระกูลมากอำนาจในเมืองหลี่ซงเองก็ถูกจับกุมตัวทั้งครอบครัวไปรับโทษในคุกด้วยเช่นกัน การจับกุมตัวตระกูลชั้นสูงนี้ย่อมเป็นข่าวดังที่ชาวเมืองหลี่ซงทุกคนล้วนให้ความสนใจ เป็นหัวข้อสนทนายามเช้าติดต่อกันหลายวันเลยทีเดียวครั้นกล่าวถึงอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากคดีดังกล่าวถูกปิดจบลงคือมีรถม้าจากต่างเมืองหลายคันเดินทางผ่านเข้าผ่านประตูเมืองมุ่งหน้าสู่จวนเรียบง่ายหลังหนึ่งต่อเนื่องตลอดหลายวันที่ผ่านมาจวนหลังดังกล่าวมีเจ้าของคือสตรีนางหนึ่งนามว่าเจียวเชินนั่นเองรถม้าแต่ละคันที่เดินทางมาจอดหน้าจวนมีจุดประสงค์คล้ายกันคือเดินทางมารับลูกน้อยของตนเองที่โดนลักพาตัวไปกลับบ้านอันเป็นที่รักของพวกเขา“พวกข้าต้องขอบคุณแม่นางเจียวเชินอย่างยิ่งที่ดูแล เหยียนเอ
สี่สิบหก จับตัวคนร้ายซู่...เสียงน้ำเย็นเยียบผสมน้ำแข็งถูกสาดลงไปบนใบหน้างามของสตรีไร้สติที่กำลังนอนบนพื้นสกปรก แขนและมือทั้งสองถูกไพล่มัดกันไว้ข้างหลัง แน่นอนว่าน้ำที่เย็นขนาดนี้ย่อมสามารถปลุกให้สตรีผู้น่าสงสารผู้นี้ตื่นจากนิทราได้ เปลือกตาลืมโพล่งขึ้นพร้อมกับร่างกายที่เปียกน้ำเย็นเยียบเต็ม ๆ เริ่มสั่นระริกจนกายบางห่อตัวเข้าหากัน“ตื่นได้สักที”“จะ เจ้าทำเช่นนี้ทำไม ข้า...อึก ทำอันใดให้เจ้าไม่พอใจ”เจียวเชินฟื้นขึ้นสิ่งแรกที่นางเห็นคือ
สี่สิบห้า ตรวจร่างกายฝ่ายเจียวเชินเดินออกมาจากภัตตาคารอาหารได้ก็มุ่งหน้าไปยังจุดที่รถม้าลากของนางจอดรออยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากที่นางยืนอยู่ พอขึ้นไปข้างบนรถอามี่ สาวใช้ส่วนตัวของนางก็รีบเข้ามาหาเจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง“คุณหนูไม่สบายหรือไม่เจ้าคะ ไยจึงหน้าแดงและร้อนผ่าวเช่นนี้”“ข้าไม่เป็นอันใด” เจียวเชินยกมือขึ้นจับใบหน้าตนเองพลางค่อย ๆ ผ่อนหายใจเข้าออกเพื่อปรับอารมณ์ของตนเอง สลัดความทรงจำตราตึงใจเมื่อครู่ทิ้งไปก่อน “อามี่เจ้าบอกให้สารถีออกเดินทางเถอะ เดี๋ยวไปถึงจวนตระกูลจิ่นสายนะ”“เจ้าค่ะ”ใช้เวลาไม่นานรถม้าของเจียวเชินก็เดินทางมาถึงจวนตระกูลจิ่นที่วันนี้คนข้างในจวนนั้นเงียบสงบผิดปกติเจียวเชินลงจากรถปุบท่านพ่อบ้านคนเดิมที่คอยต้อนรับนางยามาตรวจความคืบหน้าของการรักษาคุณชายน้อยของตระกูลก็ดินนำนางเข้าจวนไปยังเรือนของเด็กอ้วนคนไข้ของเจียวเชิน“เวลานี้ท่านประมุขกับฮูหยินใหญ่ไม่อยู่จึงดูเงียบเหงากว่าทุกทีทว่าอีกเดี๋ยวคงกลับมาขอรับ ส่วนคุณชายน้อยเพิ่งวิ่งเล่นเสร็จเหงื่อโซม
สี่สิบสี่ คนร้ายเบื้องหลังเจิ้งคุนเซียวและลูกน้องเดินทางไปที่จวนทางการสถานที่ที่เหล่ามือปราบของเมืองหลี่ซงทำงานอยู่และเป็นสถานที่คุยงาน คดีความต่าง ๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวได้ดีที่สุดดังนั้นหัวหน้ามือปราบจึงนัดหมายให้ท่านเจ้าเมืองเป็นฝ่ายมาหาตนเองพ่อบ้านของจวนทางการเดินนำเจ้าเมืองหนุ่มเข้าไปยังห้องโถงประชุมกลางของจวน ที่พอเดินเข้าไปข้างในปรากฏร่างสูงของคนที่ส่งคำเชิญมาให้เลี่ยงเฟิ่งผายมือให้เจ้าเมืองนั่งที่โต๊ะตัวหาแถวอันเป็นตำแหน่งประธาน“ธุระด่วนที่ว่าคือเรื่องคดีคนลอบขโมยเด็กหรือ”ในห้องโถงไม่ได้มีเพียงเหล่ามือปราบเมืองหลี่ซงทว่ายังมีกลุ่มบุรุษฉกรรจ์ไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบของเมืองหลี่ซง“ขอรับ พวกเขาเหล่านี้เป็นมือปราบจากเมืองทางเหนือสุดของแคว้นเซี่ยได้แก่เมืองซีสูขอรับ มือปราบของเมืองกำลังตามจับตระกูลเบื้องหลังการค้าทาสเด็กผิดกฎหมายอยู่”“คารวะท่านเจ้าเมืองเจิ้งคุนเซียวขอรับ”“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”“ยินดีที่ได้ร่วมงานกับพวกท่านเช่นเดียว
สี่สิบสาม บทลงโทษหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จเจียวเชินขอแยกตัวออกมาก่อนเนื่องจากชงอวี้ไม่รู้นึกคึกอันใดจึงต้องการดื่มสุราตั้งแต่หัววันจึงบอกให้นางล่วงหน้าออกมาก่อนเจียวเชินยังไม่ทันเดินออกมาถึงหน้าร้านพบเข้ากับบุรุษที่นางเพิ่งหาข้ออ้างหนีหน้ามาก่อนกินมื้อกลางวันนั่งจิบน้ำชาหน้านิ่งอยู่บนโต๊ะไม่ไกลจากตีนบันไดเหมือนมาดักรอใครไม่นึกว่าคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครหากไม่สนิทจะมานั่งอยู่ในร้านที่โต๊ะรวมไม่ใช่ห้องพิเศษเช่นนี้
สี่สิบสอง ว้าวุ่นใจ“เจียวเชิน เจียวเชิน!”“เจ้าคะ ท่านชงอวี้เรียกข้าหรือ”เวลานี้เจียวเชินเดินทางมายังร้านอาหารอันเป็นสถานที่นัดหมายกวางวันวันนี้ของนางและชงอวี้ พวกนางเดินทางมาถึงได้สักพักใหญ่ อาหารที่สั่งมานั้นถูกเสี่ยวเอ้อนำขึ้นโต๊ะจนครบหมดแล้วฝ่ายชงอวี้เห็นว่าเจียวเชินดูเหม่อลอยไม่รับรู้สิ่งใดรอบตัว ขนาดเขาเรียกนางเพราะต้องการชักชวนให้ลงมือกินอาหารได้แล้ว นางยังไม่ได้ยินเลยไม่รู้ว่าใจนางกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่จึงมีสีหน้าไม่สดใสเช่นนี้“วันนี้มีเรื่องกังวลใจเรื่องใดหรือ หากอยากระบายข้าสามารถเป็นกระโถนให้เจ้าระบายได้ ”คนโดนถามยิ้มจาง แววตาหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด“ข้ามีเรื่องไม่สบายใจจริง ๆ เจ้าค่ะ พวกเราเวลานี้ถือเป็นสหายสนิทกันใช่หรือไม่เจ้าคะ หากข้าปรึกษาแล้วจะไม่มีใครนอกจากพวกเรารู้ใช่หรือไม่” เจียวเชินกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นแล้วค่อยคลายแล้วกำอีกเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกที่มาถึงร้านอาหารจนบุรุษที่มีใจให้นางอย่างชงอวี้รู้สึกไม่สบายใจไปด้วยยามเห็นสตรีที่ตน
สามสิบเก้า ปฐมพยาบาล“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ แค่ก ปล่อยข้าก่อน”นอกจากเขาไม่ทำตามคำร้องขอของนางแล้ว เจิ้งคุนเซียวยังถือโอกาสนี้ดึงร่างนางเข้ามากอดทำให้เจียวเชินตกใจตัวแข็งเลยทีเดียว“ทะ...ท่าน”อ้อมแขนทรงพลังกอดร่างนา
สามสิบเจ็ด กับดักเจียวเชินอุ้มซินเหยียนก่อนปีนขึ้นไปบนตั่งและออกแรงถีบเท้ากระโดดออกจากวงล้อมไฟที่มันลามตามรอยน้ำมันที่โดนคนราด หญิงสาวกระโดดออกมาทันเวลาก่อนกระท่อมติดไฟเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ขณะนางโดดออกมาผิวหนังบางส่วนไม่แคล้วโดนไฟลวกผิวไปเล็กน้อย
สามสิบหก คดีเก่าเจียวเชินไปยังบริเวณที่สาวใช้บอก โดยพอพวกนางไปถึงก็รีบวิ่งกระจายตัวตรวจสอบที่ซอยเล็กแถวนั้นทันที“แยกย้ายกันตามหาทุกซอยแถวนี้กันเถอะ”“ขอรับคุณหนู หากข้าน้อยจำไม่ผิด ข้างหลังฝั่งนั้นเป็นเส้นทางเชื่อมไปตลาดเล็กอีกแห่
นี่เป็นของขวัญหลังจากชงอวี้เดินจากนางไป ชายหนุ่มวัยกลางคนที่เจียวเชินจำได้







