Masuk
เจียวเชินนั่งรอไม่นานเสียงฝีเท้าแผ่วเบามุ่งตรงมาที่ศาลาที่เจียวเชินและอามี่กำลังนั่งอยู่ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏกายของบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่ง
บุรุษที่กำลังย่างเดินเข้ามาสวมใส่ชุดยาวผ้าเนื้อดีสีครามปักลวดลายก้อนเมฆา รูปโฉมหล่อเหลา ท่าทางสุภาพ โดยเฉพาะพอมองสบดวงตาสองข้างทอแสงอ่อนนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นที่สุด
“ข้าคืออาจารย์ชงอวี้ แม่นางทั้งสองใช่แขกที่ต้องการพบข้าใช่หรือไม่”
“ฮะ...เอ่อ ใช่เจ้าค่ะ” เจียวเชินกลืนน้ำลายดังเอื๊อกอย่างลืมตัว มือก็ยกขึ้นมาเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน “ข้าน้อยลืมทำความเคารพท่านอาจารย์ชงอวี้ไปเลย ไม่คิดว่าท่านอาจารย์จะอายุน้อยเช่นนี้ แหะ ๆ”
เจียวเชินนึกว่าอาจารย์ที่เถ้าแก่ร้านหนังสือเอ่ยถึงจะเป็นชายชราอายุห้าสิบหกสิบหนาวมีหนวดเคราสีขาวโพลนเสียอีก
“พูดจาเป็นกันเองเถอะแม่นาง ข้าอายุยี่สิบห้าเอง หากไม่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กัน ข้าเองก็อยากให้แม่นางเรียกข้าว่าชงอวี้พอไม่ต้องมีคำนำหน้าว่าอาจารย์หรอก”
“เจ้าค่ะท่านชงอวี้ อ๋อ ข้าลืมแนะนำตัว ข้านามว่าเจียวเชิน วันนี้มาขอพบท่านเพราะได้ชื่อและที่อยู่มาจากเถ้าแก่ร้านขายหนังสือหูอี๋ฉีที่หัวตลาดเจ้าค่ะ”
“อ๋อ เถ้าแก่ซ่ง ข้ารู้จักร้านหนังสือนี้ดีเป็นร้านประจำของข้าเอง” รอยยิ้มละมุนละไมถูกมอบมาให้สตรีที่แม้แต่งกายเรียบง่ายทว่าใบหน้างาม และท่ายืนเหมือนกับสตรีชั้นสูงที่ได้รับการสั่งสอนมาดีนั้นทำให้เจ้าของร่างมีกลิ่นไอไม่ธรรมดาเลยสักนิด
อีกทั้งเมื่อสักครู่นี้เขาก็ได้เห็นฝีมือการรักษาเด็กชักกระตุกด้วยความใจเย็นนั้นของนาง ทำให้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกชื่นชมและอยากทำความรู้จักอีกฝ่ายให้มากยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“แม่นางเป็นคุณหนูตระกูลไหนกัน สตรีที่เลิศล้ำเช่นนี้ข้าจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ข้าเห็นแม่นางรักษาอาการเด็กคนนั้นจนร่างกายหายชักกระตุกรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ไม่ทราบว่าแม่นางเคยร่ำเรียนวิชาการแพทย์มาจากที่ใดหรือ”
นางหาได้มีวิชาการแพทย์ล้ำเลิศอันใดอย่างที่อาจารย์หนุ่มตรงหน้าคิดเสียที่ไหนเล่า วิชาที่นางมีเป็นเพียงวิชาปฐมพยาบาลก็เท่านั้น
ทว่าพูดไปเช่นนั้นคนสมัยนี้อาจไม่เข้าใจก็เป็นได้ เจียวเชินหยุดคิดประโยคอธิบายให้เหมาะสำหรับคนยุคนี้สักครู่ก่อนค่อยตอบ
“เลิศล้ำอันใดเล่าเจ้าคะ ข้าชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเด็ก บังเอิญข้าซื้อหนังสือมาจากพ่อค้าแดนไกลแล้วมีเขียนการรักษาเบื้องต้นที่คนธรรมดาไม่ได้เรียนวิชาแพทย์ก็ทำได้พอดีจึงมีโอกาสได้นำมาใช้ในวันนี้เท่านั้น ข้าไม่ใช่คุณหนูตระกูลไหนหรอกเจ้าค่ะ ข้าเป็นคนเมืองซีฉิน ย้ายมาอาศัยที่เมืองหลี่ซงได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้นเจ้าค่ะ ไม่แปลกเลยที่ท่านชงอวี้ไม่รู้จักข้า”
“ไหน ๆ พวกเราก็มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันแล้ว เอาไว้วันข้างหน้าข้าไปเยี่ยมครอบครัวของแม่นางก็แล้วกัน จะได้รู้จักกันไว้ไม่เสียหาย”
“ข้าไม่มีครอบครัวหรอกเจ้าค่ะ ย้ายถิ่นฐานมาด้วยตัวคนเดียว”
“อ้าว เอ่อ...อย่างนั้นหรือ...” เจียวเชินเห็นท่าทีลำบากใจเหมือนอาจารย์หนุ่มคิดว่าตนเองทำให้นางนึกถึงเรื่องเสียใจในอดีตอย่างเรื่องครอบครัว เขาอาจคิดว่าพ่อแม่นางตายไปแล้วอันใดประมาณนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องให้จงใจไม่ให้เจียวเชินเสียใจ
“ว่าแต่แม่นางมีธุระอันใดกับข้าอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”
“อื้ม”
“อย่างที่ท่านทราบข้าเดินทางไปซื้อหนังสือที่ร้านหูอี๋ฉี สนทนาเล็กน้อยกับเถ้าแก่ร้านจึงทราบมาว่าท่านชงอวี้เคยเขียนหนังสือสอนคัดตัวอักษรฉบับเด็กเล็ก แม้ว่าตอนนี้ไม่ได้มีวางขายที่ร้านหนังสือแล้วทว่าข้ามีความต้องการอยากซื้อหนังสือของท่านเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านชงอวี้สามารถขายให้ได้หรือไม่”
อาจารย์หนุ่มแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่งก่อนค่อย ๆ ผลิยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“หนังสือพวกนั้นข้าเขียนออกมาไม่ค่อยจริงจังนัก เจ้าอาจรู้จากเถ้าแก่ร้านว่าหนังสือพวกนั้นขายไม่ออกเพราะไม่มีคนต้องการซื้อ หนังสือที่ไร้คนต้องการนั้นอยู่กับข้าแน่แท้ ข้าถามได้หรือไม่ว่าแม่นางต้องการซื้อไปทำอันใดหรือ”
“ข้าซื้อไปให้เด็ก ๆ ที่ข้ารับเลี้ยงดูฝึกเรียนจากหนังสือพื้นฐานเหล่านั้นเจ้าค่ะ เด็กที่จวนข้านั้นมีหลายคนถึงอายุที่สามารถเริ่มเรียนตัวอักษรง่าย ๆ ได้แล้ว ครั้นให้จ้างอาจารย์มาสอนพวกเขาเกรงว่าข้าไม่มีเงินมากขนาดนั้น” เงินที่นางมีนางต้องบริหารจัดการเอาไปทำสิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่านี่นา ค่าจ้างอาจารย์มาสอนส่วนตัวที่จวนใช้เงินไม่ใช่น้อยเลย
“ดะ…เด็กหรือ ?”
สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ กะพริบตามองมาทางนางนั้นทำให้เจียวเชินรีบแก้ต่างโดยเร็วกลัวเขาเข้าใจนางผิด
“เดี๋ยว ไม่ใช่ลูกของข้านะเจ้าคะ คิก คิก...ข้ารับเลี้ยงเด็กกำพร้าบิดามารดาชั่วคราวมาจำนวนหนึ่งน่ะเจ้าค่ะ ข้าอยากให้พวกเขามีความรู้ติดตัวบ้าง เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจะสอนง่ายกว่าตอนโตไปแล้ว ข้าจึงคิดอยากสอนให้พวกเขาเขียนหนังสือเป็น”
“เป็นความคิดที่ดียิ่ง ทว่าแคว้นเซี่ยนี้คงไม่มีผู้ใดคิดเช่นแม่นางหรือหากมีก็คงน้อยนิด ส่วนใหญ่ลูกชาวบ้านธรรมดาไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือให้เสียเวลากัน”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ คนอื่นคิดเช่นไรไม่สำคัญ ท่านชงอวี้เห็นด้วยกับข้าก็เพียงพอแล้ว จริงไหมเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าท่านคิดตรงกันกับข้าไม่น้อยมิเช่นนั้นคงไม่เขียนหนังสือพวกนั้นออกมา”
“เจ้าเข้าใจถูกต้อง ข้าเคยมีความคิดเหมือนกับเจ้าในอดีต แต่ว่าปัจจุบันข้าเลิกคิดเช่นนั้นไปแล้ว...เสียใจด้วย ข้าคงขายหนังสือของข้าให้เจ้าไม่ได้หรอก”
บทส่งท้ายหลายวันผ่านไปคดีลักลอบค้าเด็กผิดกฎหมายข้ามเมืองถูกปิดจบลงไปด้วยดีโดยสามารถจับทั้งตัวเบื้องหลังและพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งตระกูลที่ร่วมมือต่าง ๆ ได้ทั้งหมดด้วยเพราะมือปราบของแต่ละเมืองร่วมมือกันอย่างสามัคคี รวมทั้งตระกูลจิ่นตระกูลมากอำนาจในเมืองหลี่ซงเองก็ถูกจับกุมตัวทั้งครอบครัวไปรับโทษในคุกด้วยเช่นกัน การจับกุมตัวตระกูลชั้นสูงนี้ย่อมเป็นข่าวดังที่ชาวเมืองหลี่ซงทุกคนล้วนให้ความสนใจ เป็นหัวข้อสนทนายามเช้าติดต่อกันหลายวันเลยทีเดียวครั้นกล่าวถึงอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากคดีดังกล่าวถูกปิดจบลงคือมีรถม้าจากต่างเมืองหลายคันเดินทางผ่านเข้าผ่านประตูเมืองมุ่งหน้าสู่จวนเรียบง่ายหลังหนึ่งต่อเนื่องตลอดหลายวันที่ผ่านมาจวนหลังดังกล่าวมีเจ้าของคือสตรีนางหนึ่งนามว่าเจียวเชินนั่นเองรถม้าแต่ละคันที่เดินทางมาจอดหน้าจวนมีจุดประสงค์คล้ายกันคือเดินทางมารับลูกน้อยของตนเองที่โดนลักพาตัวไปกลับบ้านอันเป็นที่รักของพวกเขา“พวกข้าต้องขอบคุณแม่นางเจียวเชินอย่างยิ่งที่ดูแล เหยียนเอ
สี่สิบหก จับตัวคนร้ายซู่...เสียงน้ำเย็นเยียบผสมน้ำแข็งถูกสาดลงไปบนใบหน้างามของสตรีไร้สติที่กำลังนอนบนพื้นสกปรก แขนและมือทั้งสองถูกไพล่มัดกันไว้ข้างหลัง แน่นอนว่าน้ำที่เย็นขนาดนี้ย่อมสามารถปลุกให้สตรีผู้น่าสงสารผู้นี้ตื่นจากนิทราได้ เปลือกตาลืมโพล่งขึ้นพร้อมกับร่างกายที่เปียกน้ำเย็นเยียบเต็ม ๆ เริ่มสั่นระริกจนกายบางห่อตัวเข้าหากัน“ตื่นได้สักที”“จะ เจ้าทำเช่นนี้ทำไม ข้า...อึก ทำอันใดให้เจ้าไม่พอใจ”เจียวเชินฟื้นขึ้นสิ่งแรกที่นางเห็นคือ
สี่สิบห้า ตรวจร่างกายฝ่ายเจียวเชินเดินออกมาจากภัตตาคารอาหารได้ก็มุ่งหน้าไปยังจุดที่รถม้าลากของนางจอดรออยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากที่นางยืนอยู่ พอขึ้นไปข้างบนรถอามี่ สาวใช้ส่วนตัวของนางก็รีบเข้ามาหาเจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง“คุณหนูไม่สบายหรือไม่เจ้าคะ ไยจึงหน้าแดงและร้อนผ่าวเช่นนี้”“ข้าไม่เป็นอันใด” เจียวเชินยกมือขึ้นจับใบหน้าตนเองพลางค่อย ๆ ผ่อนหายใจเข้าออกเพื่อปรับอารมณ์ของตนเอง สลัดความทรงจำตราตึงใจเมื่อครู่ทิ้งไปก่อน “อามี่เจ้าบอกให้สารถีออกเดินทางเถอะ เดี๋ยวไปถึงจวนตระกูลจิ่นสายนะ”“เจ้าค่ะ”ใช้เวลาไม่นานรถม้าของเจียวเชินก็เดินทางมาถึงจวนตระกูลจิ่นที่วันนี้คนข้างในจวนนั้นเงียบสงบผิดปกติเจียวเชินลงจากรถปุบท่านพ่อบ้านคนเดิมที่คอยต้อนรับนางยามาตรวจความคืบหน้าของการรักษาคุณชายน้อยของตระกูลก็ดินนำนางเข้าจวนไปยังเรือนของเด็กอ้วนคนไข้ของเจียวเชิน“เวลานี้ท่านประมุขกับฮูหยินใหญ่ไม่อยู่จึงดูเงียบเหงากว่าทุกทีทว่าอีกเดี๋ยวคงกลับมาขอรับ ส่วนคุณชายน้อยเพิ่งวิ่งเล่นเสร็จเหงื่อโซม
สี่สิบสี่ คนร้ายเบื้องหลังเจิ้งคุนเซียวและลูกน้องเดินทางไปที่จวนทางการสถานที่ที่เหล่ามือปราบของเมืองหลี่ซงทำงานอยู่และเป็นสถานที่คุยงาน คดีความต่าง ๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวได้ดีที่สุดดังนั้นหัวหน้ามือปราบจึงนัดหมายให้ท่านเจ้าเมืองเป็นฝ่ายมาหาตนเองพ่อบ้านของจวนทางการเดินนำเจ้าเมืองหนุ่มเข้าไปยังห้องโถงประชุมกลางของจวน ที่พอเดินเข้าไปข้างในปรากฏร่างสูงของคนที่ส่งคำเชิญมาให้เลี่ยงเฟิ่งผายมือให้เจ้าเมืองนั่งที่โต๊ะตัวหาแถวอันเป็นตำแหน่งประธาน“ธุระด่วนที่ว่าคือเรื่องคดีคนลอบขโมยเด็กหรือ”ในห้องโถงไม่ได้มีเพียงเหล่ามือปราบเมืองหลี่ซงทว่ายังมีกลุ่มบุรุษฉกรรจ์ไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบของเมืองหลี่ซง“ขอรับ พวกเขาเหล่านี้เป็นมือปราบจากเมืองทางเหนือสุดของแคว้นเซี่ยได้แก่เมืองซีสูขอรับ มือปราบของเมืองกำลังตามจับตระกูลเบื้องหลังการค้าทาสเด็กผิดกฎหมายอยู่”“คารวะท่านเจ้าเมืองเจิ้งคุนเซียวขอรับ”“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”“ยินดีที่ได้ร่วมงานกับพวกท่านเช่นเดียว
สี่สิบสาม บทลงโทษหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จเจียวเชินขอแยกตัวออกมาก่อนเนื่องจากชงอวี้ไม่รู้นึกคึกอันใดจึงต้องการดื่มสุราตั้งแต่หัววันจึงบอกให้นางล่วงหน้าออกมาก่อนเจียวเชินยังไม่ทันเดินออกมาถึงหน้าร้านพบเข้ากับบุรุษที่นางเพิ่งหาข้ออ้างหนีหน้ามาก่อนกินมื้อกลางวันนั่งจิบน้ำชาหน้านิ่งอยู่บนโต๊ะไม่ไกลจากตีนบันไดเหมือนมาดักรอใครไม่นึกว่าคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครหากไม่สนิทจะมานั่งอยู่ในร้านที่โต๊ะรวมไม่ใช่ห้องพิเศษเช่นนี้
สี่สิบสอง ว้าวุ่นใจ“เจียวเชิน เจียวเชิน!”“เจ้าคะ ท่านชงอวี้เรียกข้าหรือ”เวลานี้เจียวเชินเดินทางมายังร้านอาหารอันเป็นสถานที่นัดหมายกวางวันวันนี้ของนางและชงอวี้ พวกนางเดินทางมาถึงได้สักพักใหญ่ อาหารที่สั่งมานั้นถูกเสี่ยวเอ้อนำขึ้นโต๊ะจนครบหมดแล้วฝ่ายชงอวี้เห็นว่าเจียวเชินดูเหม่อลอยไม่รับรู้สิ่งใดรอบตัว ขนาดเขาเรียกนางเพราะต้องการชักชวนให้ลงมือกินอาหารได้แล้ว นางยังไม่ได้ยินเลยไม่รู้ว่าใจนางกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่จึงมีสีหน้าไม่สดใสเช่นนี้“วันนี้มีเรื่องกังวลใจเรื่องใดหรือ หากอยากระบายข้าสามารถเป็นกระโถนให้เจ้าระบายได้ ”คนโดนถามยิ้มจาง แววตาหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด“ข้ามีเรื่องไม่สบายใจจริง ๆ เจ้าค่ะ พวกเราเวลานี้ถือเป็นสหายสนิทกันใช่หรือไม่เจ้าคะ หากข้าปรึกษาแล้วจะไม่มีใครนอกจากพวกเรารู้ใช่หรือไม่” เจียวเชินกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นแล้วค่อยคลายแล้วกำอีกเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกที่มาถึงร้านอาหารจนบุรุษที่มีใจให้นางอย่างชงอวี้รู้สึกไม่สบายใจไปด้วยยามเห็นสตรีที่ตน
สามสิบเก้า ปฐมพยาบาล“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ แค่ก ปล่อยข้าก่อน”นอกจากเขาไม่ทำตามคำร้องขอของนางแล้ว เจิ้งคุนเซียวยังถือโอกาสนี้ดึงร่างนางเข้ามากอดทำให้เจียวเชินตกใจตัวแข็งเลยทีเดียว“ทะ...ท่าน”อ้อมแขนทรงพลังกอดร่างนา
สามสิบเจ็ด กับดักเจียวเชินอุ้มซินเหยียนก่อนปีนขึ้นไปบนตั่งและออกแรงถีบเท้ากระโดดออกจากวงล้อมไฟที่มันลามตามรอยน้ำมันที่โดนคนราด หญิงสาวกระโดดออกมาทันเวลาก่อนกระท่อมติดไฟเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ขณะนางโดดออกมาผิวหนังบางส่วนไม่แคล้วโดนไฟลวกผิวไปเล็กน้อย
สามสิบหก คดีเก่าเจียวเชินไปยังบริเวณที่สาวใช้บอก โดยพอพวกนางไปถึงก็รีบวิ่งกระจายตัวตรวจสอบที่ซอยเล็กแถวนั้นทันที“แยกย้ายกันตามหาทุกซอยแถวนี้กันเถอะ”“ขอรับคุณหนู หากข้าน้อยจำไม่ผิด ข้างหลังฝั่งนั้นเป็นเส้นทางเชื่อมไปตลาดเล็กอีกแห่
นี่เป็นของขวัญหลังจากชงอวี้เดินจากนางไป ชายหนุ่มวัยกลางคนที่เจียวเชินจำได้







