ANMELDEN
“หมายความว่าไง ลาพักร้อนอย่างนั้นเหรอ!” เสียงลูกชายคนโตของบ้านกฤตพัฒน์ดังลั่น เมื่อได้ฟังน้องสาวคนเดียวบอกว่าต้องการลาไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่เชียงราย
“พี่วินจะตะโกนเสียงดังทำไมคะ” ชญานินมองค้อนขวับใส่พี่ชายด้วยใบหน้าแสนงอน แค่เธอจะลาไปเที่ยวนี่มันเรื่องใหญ่ขนาดต้องตะโกนลั่นบ้านเลยหรือไง
เมวินขึงตาบอก “ไม่ให้ลา!”
“นินจะลา”
“ชญานิน”
“เอาน่า วินจะอะไรกับน้องนักหนา ปล่อยน้องไปบ้าง” คุณชลวิภาที่นั่งมองอยู่เอ่ยขัดด้วยสีหน้าอ่อนใจ ทำให้คุณอิทธิราชพยักหน้าว่าตามทันที
“นั่นน่ะสิ แกก็ปล่อยๆ น้องไปบ้างเถอะ”
เมวินทำตาโตมองพ่อ “แต่น้องจะไปเที่ยวถึงเชียงรายเลยนะครับ ไปคนเดียวด้วย จะไม่ให้เป็นห่วงได้ไง น้องเป็นผู้หญิงนะครับพ่อ!”
“พ่อก็ห่วงน่า”
“แม่ก็ห่วง แต่เราต้องให้น้องได้ลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองบ้าง จะไปกำหนดชีวิตน้องไม่ได้นะลูก น้องมีชีวิตของน้อง วินเข้าใจที่แม่พูดหรือเปล่า” คุณชลวิภาไม่รู้ว่าทำไมลูกชายถึงหวงน้องหนักแบบนี้ หวงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จนตอนนี้ชญานินโตเป็นสาวแล้วก็ยังหวง น้องสาวเลยโสดสนิท ทั้งที่หน้าตาฐานะก็ออกจะเพรียบพร้อม
“...” พอไม่มีใครเข้าข้าง เมวินก็ได้แต่ทำหน้าบูด ไม่พูดไม่จา
ชญานินรีบเอ่ยอ้างเรื่องที่คุณพี่ส่งไปเรียน “พี่วินอย่าลืมสิ นินเรียนศิลปะป้องกันตัวแทบทุกอย่างมาแล้วนะ ไปเที่ยวแค่ไม่กี่วัน คงไม่มีปัญหาหรอกค่ะ”
“ยังไงพี่ก็ไม่สบายใจอยู่ดี อย่าไปเลยนะ พี่สังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ ว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับนินอะ” เมวินพูดด้วยสีหน้ากังวล
“นินไปเที่ยวบ้านเพื่อน ทางนั้นต้องดูแลเป็นอย่างดีแน่นอน พี่วินไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเลย ให้นินไปเถอะนะ นะ...พี่วินคนดี” หางเสียงออดอ้อนเต็มที่ ใบหน้าละห้อยอย่างน่าสงสาร
คุณอิทธิราชกับคุณชลวิภาเห็นลูกสาวใช้ไม้ตายออกมาแล้วก็ได้แต่นึกสงสารลูกชาย เจอไม้นี้เมื่อไร เมวินไม่เคยแข็งใจได้เลย
นาทีต่อมา เมวินก็อ่อนลงจริงๆ เขาถอนใจพูดกับชญานินหน้างอ
“พี่ก็แค่เป็นห่วงนิน”
“นินรู้ แต่พี่วินต้องเชื่อใจนินสิคะ ว่านินดูแลตัวเองได้”
“พี่คงห้ามไม่ได้แล้วใช่ไหม”
“อื้อ! ให้นินไปเถอะนะ น้าา...”
“เฮ้อ!” เมวินยีผมน้องสาวอย่างอ่อนใจ อ้อนขนาดนี้ เขาจะใจแข็งต่อได้ไง “อยากไปก็ไปเถอะ ไปแล้วก็เที่ยวให้สนุก ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”
“รับทราบค่ะ!” ชญานินยกมือขึ้นแตะคิ้วอย่างแข็งขัน
เมื่อเห็นสองพี่น้องตกลงกันได้แล้ว คุณอิทธิราชจึงถามลูกสาวว่าจะไปเที่ยววันไหน
“ไปวันหยุดหน้านี่ละค่ะ นัดกับขิงหอมไว้แล้ว” เธออ้างถึงเพื่อนรักที่จะไปหา ผู้เป็นพ่อก็พยักหน้ารับรู้ อมยิ้มบอกด้วยน้ำเสียงใจดีอย่างที่เคยเป็นเสมอมา
“ไปเถอะ ไปพักผ่อนให้สบายใจแล้วค่อยกลับมา พ่ออนุญาตให้หยุดยาวไปเลย”
“แม่ด้วย” คุณชลวิภายกมือสนับสนุนอีกคน ทำเอาเมวินครางโอด
“พ่อกับแม่เล่นอนุญาตอย่างงี้ นินก็ลอยตัว เที่ยวเพลินไม่ยอมกลับบ้านกันพอดี”
“อื้อ!” ชญานินตอบรับทันที “นินจะเที่ยวให้ฉ่ำไปเลยค่ะ!”
วันเดินทาง
เวลาบ่ายโมงโดยประมาณ หญิงสาวร่างบางสวมเสื้อครอปตัวเก๋กับกางเกงยีนกำลังยืนรอคนมารับอยู่ในสนามบินแม่ฟ้าหลวงของจังหวัดเชียงราย ใบหน้าสวยของเธอทำให้คนมาใช้บริการสนามบินเหลียวมองบ่อยๆ แต่คนถูกมองไม่ได้สนใจสายตาของพวกเขาเหล่านั้นเลย
“นิน ทางนี้ๆ”
ชญานินหันไปตามเสียงเรียกทันที เห็นสาวเหนือตัวเล็กพูดเก่งและเจ้าน้ำตา เจ้าของบ้านไร่ที่เธอจะมาพักผ่อนในครั้งนี้วิ่งเร็วๆ โผเข้ามากอดแน่นเช่นทุกครั้งที่เจอกัน ซึ่งครั้งล่าสุดก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว
พอกอดจนพอใจแล้ว พิชานันท์ถึงผละออกมายิ้มให้ “นี่นินอ้อนท่าไหนยังไง พี่วินถึงปล่อยให้มาหาขิงคนเดียวเนี่ย”
“อ้อนทุกอย่าง พ่อกับแม่เองก็สนับสนุนให้นินมา พี่วินคนเดียวต้านไม่อยู่หรอก”
“แล้วจะอยู่กี่วัน ขิงจะได้วางแผนเที่ยวกันถูก” พิชานันท์ทำตาวาวถาม ก่อนคว้ากระเป๋าเดินทางของเพื่อนลากเดินนำไปหารถ
ชญานินยิ้มกว้างบอก “ไม่มีกำหนดจ้ะ โอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องใช้ให้คุ้มที่สุด”
“ดีเลยสิ นินจะได้มาอยู่เป็นเพื่อนขิงพอดี”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เดี๋ยวพ่อสินจะไปต่างประเทศแล้วน่ะ”
“อืม เดี๋ยวนินอยู่เป็นเพื่อนขิงเอง เอาให้เบื่อหน้ากันไปเลย”
พิชานันท์หัวเราะลั่น “ไม่เบื่อหรอกน่า นานๆ จะได้อยู่ด้วยกัน มันต้องสนุกแน่ ขิงจะพาเที่ยวให้ทั่วเลย”
“โอเคจ้ะ”
เมื่อพิชานันท์พาชญานินขับรถออกจากสนามบินมาได้สักพัก วิวข้างทางก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากชุมชนตึกสูงเป็นไร่เกษตรของผู้คน มีภูเขาเล็กใหญ่สลับทับซ้อนเป็นฉากหลัง ชญานินเห็นแล้วแทบไม่ละสายตาจากหน้าต่างรถเลย ตอนนี้สายตาเธอมองไร่ชาที่ปลูกลดหลั่นเป็นขั้นบันไดลงมาตามสันเขาอย่างนึกทึ่งกับความสามารถของชาวไร่ และนั้นก็ทำให้เธอไม่รู้เลยว่าเพื่อนเหลือบมองกระจกมองหลังบ่อยๆ กระทั่งเจ้าตัวส่งเสียงถามขึ้นมานั่นละ
“นินดูรถคันนั้นหน่อยสิ ขิงรู้สึกว่าขับตามเรามาสักพักแล้ว เมื่อกี้ก็ขับมาเบียดรถเราด้วย” พิชานันท์บอกด้วยสีหน้ากังวล เธอดูแล้วรถคันนั้นไม่ใช่รถของคนรู้จัก กระจกยังปิดทึบ มองไม่เห็นเลยว่าใครขับ
ชญานินละสายตาจากไร่ชามามองดูกระจกข้างรถ เห็นรถคันหนึ่งขับตามหลังมาจริงๆ แต่ไม่ได้ขับจี้ขนาดนั้น อยู่ห่างพอสมควร “ใช่รถของคนรู้จักขิงหรือเปล่า”
“ไม่ใช่”
“งั้นเร่งความเร็วหน่อยดีกว่า” บอกโดยไม่ละสายตาจากรถคันนั้น
“โอเค” สาวเหนือกดเท้าเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วทันที พอเห็นว่ารถคันนั้นไม่ได้ตามมา สองสาวพลันหันมองตากันอย่างโล่งใจ
ใครจะรู้
จู่ๆ รถคันนั้นพลันเร่งเครื่องตามมาขับมาปาดหน้ารถของพวกเธอในตอนที่เพิ่งวางใจกันนี่ละ!
เอี๊ยดดดดดด
“ว้าย!!”
พวกเธอร้องออกมาอย่างตกใจ ขณะพิชานันท์รีบหักพวงมาลัยรถหลบ แต่เพราะรีบร้อนไป เลยทำรถเสียหลัก เกือบพุ่งตกขอบถนนแล้ว ดีที่เหยียบเบรกทัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ชญานินได้แต่จับราวเหนือศีรษะเอาไว้แน่น พอทุกอย่างหยุดนิ่ง จึงหันไปถามเพื่อนอย่างเป็นห่วง “ขิงโอเคนะ”
“โอเคอยู่” พิชานันท์พยักหน้าบอกเสียงสั่น หน้าซีดไปหมด ด้วยไม่เคยเจอเหตุอุกอาจอย่างนี้มาก่อน ชญานินกำลังจะเอ่ยปลอบ ก็เหลือบเห็นผู้ชายตัวใหญ่ท่าทางนักเลงโตลงจากรถคันนั้น เดินตรงมาหาพวกตน
“ใครน่ะ ขิงรู้จักไหม”
“รู้จักสิ” สายตาพิชานันท์จ้องคนเดินใกล้เข้ามาวาววับ “นั่นมันลูกน้องของเสี่ยวงศกร คนที่ขิงเคยเล่าให้ฟังว่ามาขอซื้อที่ดินท้ายไร่ไง ไม่รู้มาขับปาดหน้าเราทำไม แต่พวกนี้ไม่ใช่คนดีอะไร นินหยิบปืนของพ่อสินในช่องเก็บของข้างหน้าออกมาไว้เลย กันไว้ดีกว่าแก้”
ไม่รอให้เพื่อนพูดจบ ชญานินเปิดช่องเก็บของคว้าปืนสั้นมาเตรียมพร้อมอย่างคล่องแคล่วทันที เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้นตอนที่เธอเอาปืนเหน็บไว้หลังเอวแล้วเอาเสื้อคลุมมาสวมปิดไว้พอดี สองสาวหันหน้าส่งสายตาให้กัน ก่อนพิชานันท์จะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลดกระจกลงเล็กน้อย พออีกฝ่ายก้มลงมาคุย เธอก็โวยวายอย่างหัวเสีย
“มีอะไร! มาขับรถปาดหน้าแบบนี้ได้ไง ถ้ามีอุบัติเหตุขึ้นจะทำไง!”
“คุณวายุอยากคุยกับคุณพิชานันท์นิดหน่อยครับ”
“วายุ? วายุไหน ไม่รู้จักอะ”
“ลงมาเถอะครับ อย่าให้ต้องใช้กำลังเลย”
“ก็บอกว่าไม่รู้จัก! คนชื่อวายุมีเป็นร้อยเป็นพัน ไปบอกเขาลงมาคุยกับฉันเองสิ ถ้าไม่เห็นหน้าก่อน ฉันไม่ลงไปหรอก!”
พอถูกพิชานันท์ทำมึนขึงตาใส่แบบไม่ยอมง่ายๆ สุดท้ายนักเลงโตก็ได้แต่มองอย่างหงุดหงิดแล้วหันหลังเดินกลับไปที่รถ ชญานินยกนิ้วให้เพื่อนสาวทันที
“เหอะ! พ่อสินไม่ยอม มันเลยจะมาเข้าทางขิงสินะ ฝันไปเถอะ!”
“ตกลงเขาเป็นใครน่ะ” ชญานินนิ่วหน้าถาม
“ลูกชายเสี่ยวงศกรแหละ มีดีแค่หน้าตา นิสัยนี่เลวสุดๆ”
ราวกับจะรู้ว่าพิชานันท์พูดถึงตัวเองอยู่ ชายหนุ่มคนหนึ่งพลันก้าวลงมาจากรถคันนั้นพอดี
“นั่นเขาเหรอ”
สาวตัวเล็กพยักหน้ารับ แววตาจ้องมองคนมาขวางทางอย่างเคร่งเครียด กลางวันแสกๆ แบบนี้ วายุมาขับรถปาดหน้าเธอทำไม คิดจะทำอะไรกันแน่
หลังเพียงรักษ์กลับไปไม่นาน ห้องทำงานของเมวินก็ได้ต้อนรับแขกคนใหม่“พี่วินขา ว้า! นี่นินมาไม่ทันเหรอคะ”“หึ! คุณแม่ให้มาสืบข่าวล่ะสิ” เขาแค่นเสียงอย่างรู้ทัน“แหม ก็คนในบริษัทลือกันให้แซด คุณแม่เลยให้นินมาสืบๆ ดูหน่อย ตกลงพี่วินมีแฟนแล้วจริงๆ เหรอคะ ทำไมไม่พามาแนะนำให้พวกเรารู้จักบ้างเลย”เมวินมองน้องสาวตาขุ่น “พี่จะมีแฟนหรือไม่มีต้องบอกเราด้วยเรอะ ทีตอนเรามีแฟน ไม่เห็นจะบอกพี่สักคำ”แค้นฝังใจจริงๆ เลยชญานินคนมีชนักติดหลังแอบบ่นในใจ คร้านจะต่อปากต่อคำให้เข้าตัวอีก เลยมองหาคนของพี่ชายพลางถาม “ไหนคนล่ะคะ เธอกลับไปแล้วจริงๆ หรือพี่เอาไปซ่อนไว้ นินอยากเจออะ”“กลับไปแล้ว วันหลังค่อยมาทักทายแล้วกัน”“โธ่! อดเจอจริงๆ เหรอเนี่ย”“อือ ถ้าไม่มีธุระเรื่องงานก็ออกไปได้แล้ว พี่จะทำงานต่อ”“แหมๆ พอมีแฟนแล้วก็ไล่น้อง ไม่เอาใจเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ คอยดูเถอะ นินจะฟ้องคุณแม่”“เราก็มีพ่อเลี้ยงนั่นคอยเอาใจอยู่แล้วนี่”“ก็จริง” ชญานินว่ายิ้มๆ ก่อนถาม “ว่าแต่แฟนพี่วินอายุเท่าไหร่คะ นินเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง วันหลังจะได้เรียกถูก”“น่าจะเป็นรุ่นน้องนะ”“ตายแล้ว! นี่พี่วินกินเด็กเลยเหรอคะ”เมวินนึกถึงแฟนกำมะ
“มื้อเที่ยงนี้บอสจะออกไปทานข้างนอกหรือให้ลีโอแวะซื้อเข้ามาด้วยดีครับ” นับฟ้าแกล้งถามคนก้มหน้าก้มตาคุยข้อความกับใครบางคน แต่ในใจน่ะรู้แล้วว่าเจ้านายจะเลือกอย่างไหนเมวินคุยกับเพียงรักษ์เสร็จพอดี จึงตวัดสายตาใส่เลขาตัวดี “นายลงไปสั่งคนข้างล่างไว้ ช่วงเที่ยงจะมีคนมาหาฉัน ให้เธอขึ้นมาได้เลย”“เธอ? คนที่ส่งไลน์มาเหรอครับ”“พูดมาก ไปจัดการตามที่สั่งได้แล้ว”สั่งแล้วร่างสูงก็สาวเท้าเดินเข้าห้องทำงานไปเลยนับฟ้ายืนมองตามเจ้านายไปด้วยสายตายิ้มๆ ปกติเวลามีสาวมาหานี่ไม่เคยให้ขึ้นมาข้างบน คนนี้กลับสั่งการให้ขึ้นมาล่วงหน้าตั้ง...“สิบโมงเช้า?”เลขาหนุ่มดูเวลาแล้วอดหัวเราะไม่ได้ ถึงกับให้เขาลงไปสั่งคนข้างล่างก่อนสองชั่วโมงอย่างนี้ อีกไม่นานพวกเขาคงจะมีนายหญิงแน่ๆก่อนเที่ยงเล็กน้อยหญิงสาวร่างเล็กในเดรสปาดไหล่ก้าวเข้ามาในตึกเคพีจีอย่างมั่นใจ แม้จะตัวเอียงหน่อยๆ เพราะแขนข้างซ้ายมีตะกร้าใส่อาหารใบใหญ่คล้องอยู่ พอมองเห็นพนักงานต้อนรับสาวใกล้ๆ ทางเข้าก็รีบเข้าไปหา“สวัสดีค่ะ มาพบคุณเมวินค่ะ”พนักงานสาวยิ้มถามทันที “คุณเพียงรักษ์ใช่มั้ยคะ”“ใช่ค่ะ”“เชิญที่ลิฟต์แก้วได้เลยค่ะ ชั้นบนสุดนะคะ”เพียงรักษ์ยิ้
ณ เรือนแม่หญิงในเวลาต่อมาเมวินมองดูคนตัวเล็กแก้มป่องที่กำลังเอร็ดอร่อยกับไอศกรีมถ้วยเล็ก ซึ่งเป็นของหวานล้างปากด้วยสายตาครุ่นคิดนับวันเขายิ่งรู้สึกว่าเพียงรักษ์ไม่เหมือนใคร เธอสร้างความแปลกใจให้เขาทุกครั้งที่เจอกัน คิดไม่ถึงว่าเธอจะเล่นหนักถึงขั้นเสนอให้เขาเล่นละครเป็นแฟนตบตาพ่อตัวเองทั้งที่ไม่รู้จักกันดี ไม่กลัวเขาจะหักหลังหรือฉวยโอกาสทำอะไรเลยหรือไร“มองหนูแบบนี้ กำลังคิดอะไรอยู่ล่ะคะ” เพียงรักษ์ละสายตาจากไอศกรีมมาเห็นเขามองตนเองนิ่งๆ จึงเลิกคิ้วถามเมวินถอนใจเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่ว่าเราเรียกแทนตัวด้วยชื่อเล่นดีมั้ย เรียกหนูๆ แบบนี้ พี่รู้สึกว่าตัวเองแก่มากยังไงไม่รู้”“คิก!” เพียงรักษ์หลุดหัวเราะเบาๆ “ทำไมล่ะคะ คุณก็แก่กว่าจริงๆ นี่ กับคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ปกติฉันก็เรียกตัวเองว่าหนู ส่วนชื่อเล่นใช้กับแค่คนสนิท ก็เหมือนที่เคยบอกไปตอนเมมเบอร์ คุณอยากให้ฉันแทนตัวเองว่าอะไรดี เลิฟ ฮันนี่ รักษ์ เลือกเลยค่ะ”“...” เมวิน“ทำไมเงียบไปล่ะ รักษ์พูดอะไรผิดหรอ อ๋อ รู้ละ พี่วินยังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกน่า เลิฟโอเคค่ะ สาวๆ ก็ชอบรุ่นนี้เยอะเลยนะ มาๆ เดี๋ยวฮันนี่จะ...”“พอแล้ว!” เมวินรีบตัดบทก่อ
เพียงรักษ์เห็นสายเขาก็รีบปล่อยมือ“เอามือถือมาสิคะ ฉันจะยิงเบอร์คุณเข้าเครื่องฉัน เราจะได้ติดต่อกันได้”เขาส่งมือถือให้เธอจัดการแต่โดยดี ตอนจะเมมชื่อเบอร์เธอกลับหันมากะพริบตาถามเขา“จะเมมชื่อเบอร์ฉันว่าอะไรดีคะ”“อะไรก็ได้”“อืม เพื่อนๆ ชอบเมมเบอร์ฉันว่าเลิฟ ที่รัก ฮันนี่ คุณเอาด้วยมั้ยคะ”แต่ละชื่อ...“เมมเป็นชื่อคุณนั่นแหละ เพียงรักษ์”“อ้อ แล้วฉันควรเมมเบอร์คุณว่าอะไรดี วิน พี่วิน พี่วินนี่ พี่วินนี่ก็เข้าท่าเลยนะคะ!”เมวินขึงตาใส่ ก่อนแย่งมือถือกลับมาแล้วลุกขึ้นบอกเสียงขรึม “ผมชื่อเมวิน ถ้าอยากให้พ่อคุณเชื่อว่าเราคบกันอยู่จริงๆ คุณควรเรียกผมว่าพี่วิน เบอร์โทรของผมก็ควรจะเมมชื่อไว้อย่างนั้น”“ได้ค่ะ” เธอพยักหน้ารับทันที “อย่างงั้นคุณก็เรียกฉันว่าน้องรักษ์แล้วกันนะคะ”“อือ ยังมีอะไรอีกมั้ย ผมมีธุระต่อ”“ไม่มีค่ะ เชิญได้เลยค่ะ ขอบพระคุณที่ยอมช่วยนะคะ”เมวินแค่นยิ้มให้คนยิ้มแป้นยกมือไหว้ขอบคุณเขา ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ยอมช่วย แต่จะมากลับคำตอนนี้คงไม่ทันแล้วชายหนุ่มส่ายหน้ากับตัวเอง ก่อนจะพยักพเยิดบอกเธอว่าจะกลับแล้วเพียงรักษ์รีบยิ้มหวานเดินออกไปส่งเขาถึงหน้าร้าน พอร่างสูงเดินอ
เที่ยงวันต่อมาเพียงรักษ์นั่งจ้องคนมาส่งข่าวอยู่ในห้องทำงานภายในร้านอาหารของเธออย่างนึกไม่ถึงเมื่อกี้เขาบอกว่าอะไรเธอได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย?“ขอฟังอีกทีได้มั้ยคะ พ่อฉันทำอะไรนะ?”คนอารมณ์กรุ่นมาจากบริษัทเห็นท่าทางงุนงงของเธอแล้วถอนหายใจบอกเสียงขุ่น “คุณพ่อของคุณติดต่อมาหาผมเมื่อเช้า ผมต้องการคำอธิบาย ทำไมท่านถึงบอกว่าผมอ่อน!”เมวินไม่พอใจมากๆ เขาอยู่ของเขาดีๆ ก็ได้รับโทรศัพท์ต่อว่าจากพายัพโดยไม่ทันตั้งตัวอีกฝ่ายหาว่าเขาอ่อน!เพียงรักษ์กะพริบตาบอกด้วยสีหน้าซื่อๆ “ฉันไม่รู้ค่ะ”“อย่ามาโกหก คุณไปบอกอะไรกับท่าน”“ไม่ได้บอกอะไรเลยค่ะ”พ่อเข้าใจไปเองทั้งนั้น“หึๆ แล้วใครบอกพ่อคุณว่าเราคบกันแบบเงียบๆ คุณทำบ้าอะไรลงไปเพียงรักษ์ ผมใช่เพื่อนเล่นของคุณเหรอ” เมวินต่อว่าอย่างเหลืออด สองพ่อลูกนี่คิดเองเออเองเก่งนัก คนพ่อพอได้พูดก็รัวใส่เขาไม่พักแล้วตัดสายไปเลย เขาพยายามโทรกลับเพื่อคุยให้รู้เรื่อง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับสาย เขาจึงต้องบุกมาเคลียร์กับลูกสาวอย่างนี้“ฉันยังไม่ได้บอกเรื่องคุณกับคุณป๋าเลยนะคะ ท่านแค่เข้าใจผิด...”“ท่านคงไม่เข้าใจผิด ถ้าคุณไม่ทำให้ท่านเข้าใจผิด”เพียงรักษ์ส่ายหน้า “ฉันยังไม
หญิงสาวค่อยๆ อธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ร้านเรามัดใจลูกค้าด้วยรสชาติอาหารแบบไทยแท้และบริการที่เป็นเลิศค่ะ หากลูกค้าท่านใดไม่ต้องการมัน เราเองก็ไม่อาจบังคับให้ลูกค้าเข้ามารับบริการได้ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราเข้าไปคุยกันในห้องทำงานดิฉันดีมั้ยคะ ยืนคุยตรงนี้ดิฉันเกรงใจลูกค้าท่านอื่นที่กำลังลิ้มรสความเป็นเลิศของอาหารและบริการของร้านเราอยู่ค่ะ ถ้าคุณผู้หญิงยืนยันว่าพนักงานของเราผิดและจะให้ทางร้านรับผิดชอบเรื่องชุดที่เสียหายนะคะ”“แน่นอนว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”“ได้ค่ะ” เพียงรักษ์ยิ้มเย็น ก่อนจะพูดย้ำอีกครั้ง “คุณผู้หญิงยืนยันว่าพนักงานของเราผิดและต้องการให้ทางร้านรับผิดชอบเรื่องชุดที่เสียหายนะคะ”“ใช่สิ! จะย้ำอะไรมากมายนะ”“เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ดิฉันจะได้เรียกดูภาพจากกล้องวงจรปิดด้วยไงคะ”“กล้องวงจรปิด?”เมวินเห็นสองแม่ลูกยืนอึ้งก็แล้วยิ้มหยัน ดูเหมือนผู้ดีจะเจอดีเข้าแล้วแฮะ“ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญตามดิฉันมาทางนี้เลยค่ะ”พรรณวดีมองมือที่ผายเชิญให้ตามไปยังด้านในร้านของเพียงรักษ์แล้วบิดปากบอกเสียงเยาะ “นี่คงกลัวคนอื่นจะรู้ว่าร้านเธอบริการแย่สินะ ไม่เอาละ ฉันจะคุยตรงนี้ ให้คนอื่นร
เมื่อแดดร่มลมตก งานเลี้ยงฉลองก็เริ่มขึ้นในงานนี้ไม่ได้มีแต่แขกคนสำคัญเหมือนพิธีช่วงเช้าแล้ว สินธรยังอนุญาตให้คนงานในไร่มานั่งกินดื่มฉลองด้วย พวกเขาดีใจมาก แต่งหล่อ แต่งสวย มาร่วมงานแต่หัววัน แต่ขอนั่งอยู่ไกลๆ ไม่กล้านั่งรวมกับเจ้านายและแขกคนอื่นเสียงปรบมือและโห่แซวดังขึ้นทันทีที่ตนุภัทรเดินกุมมือ
สองวันต่อมาชญานินยังอยู่ที่ไร่รุ่งรวินท์ ไม่ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ เลย เพราะเมวินอยากรอดูเรื่องคนร้ายที่หนีไปได้ก่อนวันนั้นหลังจากทำแผลถูกยิงถากๆ ที่หัวไหล่เสร็จ สินธรหารือกับเตชทัตอยู่นานหลายชั่วโมง ด้วยพ่อเลี้ยงหนุ่มต้องการจัดการเสี่ยวงศกรเอง ไม่อยากให้สินธรเข้ามายุ่งอีก สินธรไม่เห็นด้วย คุยกัน
บริเวณป่าห่างจากจุดปะทะกันออกมาไกลพอสมควร ในเวลานี้มันได้กลายเป็นสนามไล่ล่าของพวกตนุภัทรกับพวกเสี่ยวงศกรไปแล้วเมื่อขึ้นรถหลบหนีออกมาได้แบบไม่ทิ้งฝุ่น พวกเสี่ยวงศกรยังนึกกระหยิ่มใจว่าปลอดภัยแล้วแน่ๆใครจะรู้ ยังไปไม่ถึงไหน พลันมีคนสาดกระสุนใส่รถไม่ยั้ง เป็นเหตุให้รถเป๋ไปเป๋มาทันที“รีบลงจากรถ!!” เส
ฝ่ายวงศกรไม่สงสัยอะไร เขายิ้มน้อยๆ ถามสินธร “ไหนล่ะ สัญญาซื้อขายกับโฉนดที่ดิน”พ่อเลี้ยงวัยกลางคนจ้องเสี่ยชั่วอย่างชิงชัง ก่อนหันไปพยักหน้าให้ชาติชาย“ของอยู่นี่”ทุกคนหันไปมองชาติชายที่ชูสัญญาซื้อขายกับโฉนดที่ดินขึ้นเป็นตาเดียว แม้จะยืนห่างกันนับสิบก้าว แต่ฝ่ายเสี่ยใหญ่ก็เห็นว่าหัวกระดาษสองชุดนั่น







