Share

บทที่ 2.2

last update Date de publication: 2026-03-20 07:49:31

เสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นด้านนอก ลั่วเฟิ่งเหยาจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของจินซินหรู นางถอนหายใจออกมาคราหนึ่งจากนั้นลุกขึ้นเดินออกมา

เสียงตะโกนด่าทออย่างไม่เกรงกลัวของจูซิ่ว ดังสลับกับเสียงรถม้าที่จากไปอย่างเร่งรีบ

เหล่าเซิงวิ่งออกมาจากหลังเรือนจากนั้นเดินเข้ามาหาหญิงสาว ผู้อาวุโสกว่ามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม เมื่อมองผ่านร่างของหญิงสาวทั้งสองก็ได้สบตาคมดุของคนที่นั่งอยู่บนเตียง

“แม่นาง นี่จะเป็นปัญหาหรือไม่ คุณหนูจินผู้นี้...”

ลั่วเฟิ่งเหยาใคร่ครวญครู่หนึ่งจากนั้นมองกลับเข้าไปในห้องนอนของตน “เหล่าเซิงท่านลงเขาไปกำชับลั่วหลิว หากยังกล้าปล่อยให้คนของเขาล้ำเส้นอีก ข้าจะไปจากที่นี่ทันที”

“ขอรับ” เหล่าเซิงรีบทำตามคำสั่ง เช่นกันกับจูซิ่วที่รีบเข้ามาทำความสะอาด จอกชาแตกละเอียด ชาที่มีหกเลอะเทอะ

“ต้องขออภัยผู้อาวุโส”

จูซิ่วสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของชายหนุ่ม “ขะ...ข้าน้อยไม่กล้ารับ นี่เป็นหน้าที่ของข้าน้อย” นางกล่าวด้วยความประหม่าจากนั้นรีบจากไปทันที

ลั่วเฟิ่งเหยาปิดประตูจากนั้นเดินกลับเข้ามาด้านใน

“เรื่องนี้จะทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่” เขาถาม

หญิงสาวยกถาดอาหารไปยื่นให้เขา “ท่านต้องกินอะไรเสียบ้าง หาไม่ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง” นางคล้ายไม่ใส่ใจกับสถานการณ์มากนัก

“ในเมื่อท่านรู้จักอาจารย์ของข้า ทั้งยังอาจจะรู้จักข้า เช่นนั้นคงรู้ว่าข้าไม่ใช่สตรีที่จะใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ ข้าเป็นหมอท่านคือคนเจ็บ ผู้อื่นจะคิดจะพูดอะไรข้าล้วนไม่แยแส ข้าจะออกไปเคี่ยวยาท่านวางถาดอาหารเอาไว้ข้างๆ สักครู่เหล่าเซิงจะกลับมาเก็บ หากท่านอยากทำธุระส่วนตัวเขาอาจช่วยท่านได้”

เพิ่งยกหม้อขึ้นเตาเสียงสนทนาก็ดังขึ้นหน้าเรือน ลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกมาด้านนอก หว่างคิ้วขมวดมุ่นเมื่อเห็นจูซิ่วถูกคนของจินซื่อรั้งเอาไว้ หญิงสาวมองกลับเข้าไปในเรือนก็มองเห็นแผ่นหลังของจินซินหรูและเยี่ยฮูหยิน รวมไปถึงเยี่ยหลี่เสียง

“หยุดนะ!!” เสียงของนางไม่อาจเย็นเยียบไปได้มากกว่านี้

“แม่นางลั่ว” เป็นเยี่ยฮูหยินที่หยุดเดินและหันมามองนางด้วยสายตาเย็นชา เยี่ยหลี่เสียงเดินกลับเข้ามาหาหญิงสาว สายตาของเขาเต็มไปด้วยประกายตัดพ้อ

“เยี่ยฮูหยินเราควรเดินเข้าไปด้านในอีกหน่อย จะได้รู้ว่าแท้ที่จริงมีอะไรหรือผู้ใดซ่อนตัวอยู่ นางไม่ยอมตอบรับการหมั้นหมายทั้งยังไม่บอกสาเหตุให้ชัดเจน ข้าว่าแท้ที่จริงก็เพราะนางซุกซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้”

ได้ยินสิ่งที่จินซินหรูกล่าวลั่วเฟิ่งเหยาก็เลิกคิ้ว เห็นทีว่านี่คงเป็นแผนการของสองแม่ลูกเป็นแน่ นางเพิ่งส่งเหล่าเซิงลงเขาทว่าคงสวนทางกับขบวนรถม้าของตระกูลเยี่ยที่มีจินซินหรูนำทาง เห็นทีว่าเรื่องที่นางพาคนอื่นขึ้นเขามาคงไม่ใช่ความลับ เป็นไปได้ว่าสองแม่ลูกคงให้คนจับตาดูทางขึ้นเขามานานแล้ว

“บุกรุกที่พำนักของผู้อื่น นี่เป็นมารยาทที่ควรกระทำหรือ” ลั่วเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ นางก้าวเข้าไปในเรือนช้าๆ เดินไปขวางจินซินหรูที่พยายามประคองเยี่ยฮูหยินเข้าไปในห้องของนาง

“หากเจ้าไม่ได้ซ่อนผู้ใดเอาไว้เช่นนั้นไยต้องกังวล หรือเพราะแท้ที่จริงเจ้าซุกซ่อนคนเอาไว้จึงพยายามขวาง” จินซินหรูยิ้มเยาะ “แสร้งวางตัวสูงส่งปฏิเสธคุณชายเยี่ยที่เพียบพร้อม แต่ลับหลังกลับทำตัวราวสตรีไร้ยางอายลอบมีสัมพันธ์กับบุรุษที่ไหนก็ไม่รู้”

“จินซินหรูเจ้าระวังคำพูดของตัวเองด้วย เพราะบางทีไม่แน่ว่าเจ้าจะสามารถแบกรับไหว”

“ข้าพูดเรื่องจริง ข้าเห็นกับตาว่าเจ้าซ่อนบุรุษผู้หนึ่งเอาไว้ในห้อง” จินซินหรูก้มลงกล่าวกับเยี่ยฮูหยิน “จริงๆ นะเจ้าคะ ยิ่งนางขวางเอาไว้เช่นนี้ก็ชัดเจนแล้ว”

เยี่ยฮูหยินเองก็ดูเหมือนขุ่นเคืองหญิงสาว ดังนั้นจึงไม่มีทีท่าจะว่าห้ามปรามการกระทำไม่เหมาะสมของจินซินหรู

เยี่ยหลี่เสียงเองก็เชื่อหมดใจว่าที่หญิงสาวปฏิเสธเขาก็เพราะมีบุรุษอื่น ดังนั้นทั้งสามจึงจะเข้าไปในห้องนอนของลั่วเฟิ่งเหยาให้ได้

“ทุกท่าน...ข้าขอเตือน” ลั่วเฟิ่งเหยาไม่ได้พยายามห้ามปรามอีก “การกระทำของทุกท่านในวันนี้หวังว่าพวกท่านจะรับผิดชอบไหว”

จินซินหรูส่งเสียงเยาะหยัน “แน่นอน! ข้าจะดูว่าในเมืองนี้จะมีผู้ใดเพียบพร้อมไปกว่าคุณชายเยี่ย เจ้ามันตาต่ำที่เลือกผู้อื่น”

ทั้งสามเดินไปจนถึงหน้าประตู ลั่วเฟิ่งเหยาไม่ได้ขวางอีกกลับหลีกทางให้และยืนมองเงียบๆ

กระทั่ง...เท้าของจินซินหรูยังไม่ทันก้าวข้ามเขตประตู มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งลงมาปักยังปลายรองเท้าปักลายของหญิงสาว

“กรี๊ด!!!” จินซินหรูชักเท้ากลับถอยพรวดจนเกือบทำให้เยี่ยฮูหยินล้มหงาย

กระบี่เล่มหนึ่งยื่นออกมาขวางเยี่ยหลี่เสียงพร้อมกับชายร่างสูงในชุดรัดกุม ใบหน้าของเขาดุดันเย็นชา “หากไม่อยากมีชีวิตก็ก้าวมาอีกก้าว” เขากล่าว

“จะ...เจ้า เห็นหรือยังเจ้าคะ ข้าพูดไม่ผิดนางซ่อนบุรุษเอาไว้จริงๆ” จินซินหรูกล่าวเสียงสั่น

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.6 จบ

    ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.5

    อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.4

    “แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.3

    “ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.2

    “เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.1

    เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.4

    ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบก

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.3

    “ท่านเจ้าเมืองอย่าได้ตำหนิตัวเอง ที่ข้ามาเพราะมีเรื่องด่วน ข้าได้รับคำสั่งให้มารับตัวคุณหนูเฟิ่งเหยาบุตรสาวคนโตของท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างลับๆ”“คุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดี” ใต้เท้าเหิงหันมาจ้องลั่วเฟิ่งเหยา “หมายถึงแม่นางลั่ว?”ครานี้แม้แต่ลั่วหลิวและจินซื่อก็เบิกตาด้วยความตกใจ จินซินหรูเงยหน้าพรวดจ้อง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.5

    “ตลอดมาข้าผิดเองที่ตามใจเจ้า มารดาของเจ้าใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เจ้ากลับแต่งกายหรูหรา วันๆ ออกไปนอกจวนกินเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งที่มารดาเก็บเนื้อเก็บตัวในจวน พยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลจวนที่กว้างใหญ่ เจ้าอยากเรียนจัดดอกไม้มารดาเจ้าสนับสนุน อยากเรียนวาดภาพ ข้าเองก็ตามใจ อยากคัดอักษร ดีดพิณ อ่านหนังสือ ข้าให

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.4

    เซี่ยเฟิ่งเหยาเดินออกมาส่งองค์หญิงใหญ่ขึ้นรถม้าด้านนอก ข้างหลังยังมีบิดา อี๋เหนียง เซี่ยหลันอวี๋ รวมไปถึงคนตระกูลหวัง“ทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาดไปเลย เจ้าคือเป้าหมายของพวกเขาชัดๆ”เซี่ยเฟิ่งเหยาลอบถอนหายใจเสียงเบา กระซิบตอบ “ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางตงฉิน ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ขุนนางดีๆ ผู้หนึ่งต้องเ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status