Se connecterเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นด้านนอก ลั่วเฟิ่งเหยาจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของจินซินหรู นางถอนหายใจออกมาคราหนึ่งจากนั้นลุกขึ้นเดินออกมา
เสียงตะโกนด่าทออย่างไม่เกรงกลัวของจูซิ่ว ดังสลับกับเสียงรถม้าที่จากไปอย่างเร่งรีบ
เหล่าเซิงวิ่งออกมาจากหลังเรือนจากนั้นเดินเข้ามาหาหญิงสาว ผู้อาวุโสกว่ามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม เมื่อมองผ่านร่างของหญิงสาวทั้งสองก็ได้สบตาคมดุของคนที่นั่งอยู่บนเตียง
“แม่นาง นี่จะเป็นปัญหาหรือไม่ คุณหนูจินผู้นี้...”
ลั่วเฟิ่งเหยาใคร่ครวญครู่หนึ่งจากนั้นมองกลับเข้าไปในห้องนอนของตน “เหล่าเซิงท่านลงเขาไปกำชับลั่วหลิว หากยังกล้าปล่อยให้คนของเขาล้ำเส้นอีก ข้าจะไปจากที่นี่ทันที”
“ขอรับ” เหล่าเซิงรีบทำตามคำสั่ง เช่นกันกับจูซิ่วที่รีบเข้ามาทำความสะอาด จอกชาแตกละเอียด ชาที่มีหกเลอะเทอะ
“ต้องขออภัยผู้อาวุโส”
จูซิ่วสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของชายหนุ่ม “ขะ...ข้าน้อยไม่กล้ารับ นี่เป็นหน้าที่ของข้าน้อย” นางกล่าวด้วยความประหม่าจากนั้นรีบจากไปทันที
ลั่วเฟิ่งเหยาปิดประตูจากนั้นเดินกลับเข้ามาด้านใน
“เรื่องนี้จะทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่” เขาถาม
หญิงสาวยกถาดอาหารไปยื่นให้เขา “ท่านต้องกินอะไรเสียบ้าง หาไม่ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง” นางคล้ายไม่ใส่ใจกับสถานการณ์มากนัก
“ในเมื่อท่านรู้จักอาจารย์ของข้า ทั้งยังอาจจะรู้จักข้า เช่นนั้นคงรู้ว่าข้าไม่ใช่สตรีที่จะใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ ข้าเป็นหมอท่านคือคนเจ็บ ผู้อื่นจะคิดจะพูดอะไรข้าล้วนไม่แยแส ข้าจะออกไปเคี่ยวยาท่านวางถาดอาหารเอาไว้ข้างๆ สักครู่เหล่าเซิงจะกลับมาเก็บ หากท่านอยากทำธุระส่วนตัวเขาอาจช่วยท่านได้”
เพิ่งยกหม้อขึ้นเตาเสียงสนทนาก็ดังขึ้นหน้าเรือน ลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกมาด้านนอก หว่างคิ้วขมวดมุ่นเมื่อเห็นจูซิ่วถูกคนของจินซื่อรั้งเอาไว้ หญิงสาวมองกลับเข้าไปในเรือนก็มองเห็นแผ่นหลังของจินซินหรูและเยี่ยฮูหยิน รวมไปถึงเยี่ยหลี่เสียง
“หยุดนะ!!” เสียงของนางไม่อาจเย็นเยียบไปได้มากกว่านี้
“แม่นางลั่ว” เป็นเยี่ยฮูหยินที่หยุดเดินและหันมามองนางด้วยสายตาเย็นชา เยี่ยหลี่เสียงเดินกลับเข้ามาหาหญิงสาว สายตาของเขาเต็มไปด้วยประกายตัดพ้อ
“เยี่ยฮูหยินเราควรเดินเข้าไปด้านในอีกหน่อย จะได้รู้ว่าแท้ที่จริงมีอะไรหรือผู้ใดซ่อนตัวอยู่ นางไม่ยอมตอบรับการหมั้นหมายทั้งยังไม่บอกสาเหตุให้ชัดเจน ข้าว่าแท้ที่จริงก็เพราะนางซุกซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้”
ได้ยินสิ่งที่จินซินหรูกล่าวลั่วเฟิ่งเหยาก็เลิกคิ้ว เห็นทีว่านี่คงเป็นแผนการของสองแม่ลูกเป็นแน่ นางเพิ่งส่งเหล่าเซิงลงเขาทว่าคงสวนทางกับขบวนรถม้าของตระกูลเยี่ยที่มีจินซินหรูนำทาง เห็นทีว่าเรื่องที่นางพาคนอื่นขึ้นเขามาคงไม่ใช่ความลับ เป็นไปได้ว่าสองแม่ลูกคงให้คนจับตาดูทางขึ้นเขามานานแล้ว
“บุกรุกที่พำนักของผู้อื่น นี่เป็นมารยาทที่ควรกระทำหรือ” ลั่วเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ นางก้าวเข้าไปในเรือนช้าๆ เดินไปขวางจินซินหรูที่พยายามประคองเยี่ยฮูหยินเข้าไปในห้องของนาง
“หากเจ้าไม่ได้ซ่อนผู้ใดเอาไว้เช่นนั้นไยต้องกังวล หรือเพราะแท้ที่จริงเจ้าซุกซ่อนคนเอาไว้จึงพยายามขวาง” จินซินหรูยิ้มเยาะ “แสร้งวางตัวสูงส่งปฏิเสธคุณชายเยี่ยที่เพียบพร้อม แต่ลับหลังกลับทำตัวราวสตรีไร้ยางอายลอบมีสัมพันธ์กับบุรุษที่ไหนก็ไม่รู้”
“จินซินหรูเจ้าระวังคำพูดของตัวเองด้วย เพราะบางทีไม่แน่ว่าเจ้าจะสามารถแบกรับไหว”
“ข้าพูดเรื่องจริง ข้าเห็นกับตาว่าเจ้าซ่อนบุรุษผู้หนึ่งเอาไว้ในห้อง” จินซินหรูก้มลงกล่าวกับเยี่ยฮูหยิน “จริงๆ นะเจ้าคะ ยิ่งนางขวางเอาไว้เช่นนี้ก็ชัดเจนแล้ว”
เยี่ยฮูหยินเองก็ดูเหมือนขุ่นเคืองหญิงสาว ดังนั้นจึงไม่มีทีท่าจะว่าห้ามปรามการกระทำไม่เหมาะสมของจินซินหรู
เยี่ยหลี่เสียงเองก็เชื่อหมดใจว่าที่หญิงสาวปฏิเสธเขาก็เพราะมีบุรุษอื่น ดังนั้นทั้งสามจึงจะเข้าไปในห้องนอนของลั่วเฟิ่งเหยาให้ได้
“ทุกท่าน...ข้าขอเตือน” ลั่วเฟิ่งเหยาไม่ได้พยายามห้ามปรามอีก “การกระทำของทุกท่านในวันนี้หวังว่าพวกท่านจะรับผิดชอบไหว”
จินซินหรูส่งเสียงเยาะหยัน “แน่นอน! ข้าจะดูว่าในเมืองนี้จะมีผู้ใดเพียบพร้อมไปกว่าคุณชายเยี่ย เจ้ามันตาต่ำที่เลือกผู้อื่น”
ทั้งสามเดินไปจนถึงหน้าประตู ลั่วเฟิ่งเหยาไม่ได้ขวางอีกกลับหลีกทางให้และยืนมองเงียบๆ
กระทั่ง...เท้าของจินซินหรูยังไม่ทันก้าวข้ามเขตประตู มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งลงมาปักยังปลายรองเท้าปักลายของหญิงสาว
“กรี๊ด!!!” จินซินหรูชักเท้ากลับถอยพรวดจนเกือบทำให้เยี่ยฮูหยินล้มหงาย
กระบี่เล่มหนึ่งยื่นออกมาขวางเยี่ยหลี่เสียงพร้อมกับชายร่างสูงในชุดรัดกุม ใบหน้าของเขาดุดันเย็นชา “หากไม่อยากมีชีวิตก็ก้าวมาอีกก้าว” เขากล่าว
“จะ...เจ้า เห็นหรือยังเจ้าคะ ข้าพูดไม่ผิดนางซ่อนบุรุษเอาไว้จริงๆ” จินซินหรูกล่าวเสียงสั่น
ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส
อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน
“แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส
“ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ
“เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั
เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบก
“ท่านเจ้าเมืองอย่าได้ตำหนิตัวเอง ที่ข้ามาเพราะมีเรื่องด่วน ข้าได้รับคำสั่งให้มารับตัวคุณหนูเฟิ่งเหยาบุตรสาวคนโตของท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างลับๆ”“คุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดี” ใต้เท้าเหิงหันมาจ้องลั่วเฟิ่งเหยา “หมายถึงแม่นางลั่ว?”ครานี้แม้แต่ลั่วหลิวและจินซื่อก็เบิกตาด้วยความตกใจ จินซินหรูเงยหน้าพรวดจ้อง
“ตลอดมาข้าผิดเองที่ตามใจเจ้า มารดาของเจ้าใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เจ้ากลับแต่งกายหรูหรา วันๆ ออกไปนอกจวนกินเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งที่มารดาเก็บเนื้อเก็บตัวในจวน พยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลจวนที่กว้างใหญ่ เจ้าอยากเรียนจัดดอกไม้มารดาเจ้าสนับสนุน อยากเรียนวาดภาพ ข้าเองก็ตามใจ อยากคัดอักษร ดีดพิณ อ่านหนังสือ ข้าให
เซี่ยเฟิ่งเหยาเดินออกมาส่งองค์หญิงใหญ่ขึ้นรถม้าด้านนอก ข้างหลังยังมีบิดา อี๋เหนียง เซี่ยหลันอวี๋ รวมไปถึงคนตระกูลหวัง“ทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาดไปเลย เจ้าคือเป้าหมายของพวกเขาชัดๆ”เซี่ยเฟิ่งเหยาลอบถอนหายใจเสียงเบา กระซิบตอบ “ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางตงฉิน ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ขุนนางดีๆ ผู้หนึ่งต้องเ







