Share

บทที่ 2.1

last update publish date: 2026-03-19 19:11:14

“บุรุษผู้นี้มีผู้คุ้มกันฝีมือดีสองคนยอมสละชีวิตปกป้อง คนของเขาแม้ยังไม่รู้ว่าข้าเป็นใครกลับปกป้องข้าเอาไว้เบื้องหลังด้วย เพราะตระหนักว่าข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ที่โชคร้ายผ่านมาเห็นเหตุการณ์ ไม่ใช่เพียงเพราะตระหนักอยู่แล้วว่านายของเขาตามหาผู้ใด คนทั้งสามดูแล้วไม่ใช่คนเลว”

“เอ่อ...แล้วนั่นบอกอะไรหรือเจ้าคะ”

หญิงสาวมองจูซิ่ว “ท่านเป็นคนทำความสะอาดเสื้อผ้าของเขา ท่านเห็นอะไร”

จูซิ่วครุ่นคิด “เสื้อมีรอยตัดขาดเพราะเขาถูกคมกระบี่ รองเท้าหนังปักลาย...”

ลั่วเฟิ่งเหยายกมือหยุดอีกฝ่ายเอาไว้ “ข้าหมายถึงเนื้อผ้าที่เขาสวมใส่”

ดังนั้นจูซิ่วจึงคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ อ้าปากค้างไปครู่หนึ่งจึงเริ่มพูดออกมา “อา...นั่นเป็นแพรพรรณเนื้อดีมาก ถูกตัดเย็บอย่างละเอียดทุกฝีเข็ม ไม่เพียงเสื้อตัวนอกเท่านั้นยังมีเสื้อตัวใน สายคาดเอว รวมไปถึง...”

“รองเท้าหุ้มแข็งปักลาย” ลั่วเฟิ่งเหยาต่อประโยคนั้น “บุรุษแคว้นซีฉู่ส่วนใหญ่บุรุษที่สวมรองเท้าปักลายล้วนเป็นคนของราชสำนัก เสื้อตัวในของเขามีเศษฝุ่นทราย แต่ชุดสีดำตัวนอกกลับไม่มี เห็นชัดว่าเพิ่งมาเปลี่ยนชุดกลางทางเพื่ออำพรางตน ดังนั้นจึงไม่มีเวลาเปลี่ยนรองเท้า”

“คนของราชสำนักที่เดินทางมาจากชายแดนเหนือ ทั้งยังถูกไล่ล่าสังหาร?” เหล่าเซิงครุ่นคิดอยู่นานมาก “แม่นาง...ครั้งก่อนที่องค์ชายรองถูกวางยาพิษ ขั้วอำนาจในราชสำนักก็เริ่มชัดเจน หากกล่าวถึงชายแดนเหนือผู้ที่รักษาการที่นั่นคือองค์ชายเจ็ด...”

“อวี่เสวียน” นางกล่าวเสียงเรียบ

จูซิ่วตื่นตระหนกจนทำหน้าไม่ถูก “อะ...องค์ชาย? เขาคือองค์ชายอวี่เสวียน?!” นางชี้มือไปยังประตูห้องนอนของผู้เป็นนาย “องค์ชายแคว้นซีฉู่ถูกไล่ล่าสังหาร เรื่องนี้มิใช่เรื่องใหญ่มากเลยหรือ”

“ใช่” ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมา “เรื่องใหญ่ทีเดียว” นางกล่าวจบก็รับถาดอาหารของคนเจ็บไป

จูซิ่วกับเหล่าเซิงได้แต่มองหน้ากันด้วยสายตาหนักอกหนักใจ “เหล่าเซิง ท่านว่าเราพาแม่นางหนีไปตอนนี้ยังทันหรือไม่”

“หากนางต้องการหลบหนี ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องทันอยู่แล้ว สำคัญคือนางต้องการจะหนีหรือไม่ต่างหาก”

กล่าวจบทั้งสองคนก็มองไปยังประตูห้องที่เพิ่งถูกปิดลง เพราะอยู่รับใช้หญิงสาวมานาน แม้ไม่ได้รับใช้ใกล้ชิดเช่นระยะหลังๆ แต่พวกเขาก็พอจะมองออกว่าลั่วเฟิ่งเหยามีนิสัยอย่างไร

หากกลัวเดือดร้อนคงไม่ตัดสินใจช่วยตั้งแต่แรก...

ภายในห้องนอนของหญิงสาวซึ่งบัดนี้กลายเป็นห้องพักฟื้นคนเจ็บ ชายหนุ่มที่นอนบนเตียงยังคงไม่ฟื้นคืนสติ ลั่วเฟิ่งเหยาเดินเข้าไปวางถาดอาหาร จากนั้นนั่งลงยังข้างเตียงจับชีพจรเพื่อตรวจอาการทั่วไป

มองดูใบหน้าหลับใหลของอีกฝ่าย นางอดไม่ได้ที่จะยอมรับกับตัวเองเงียบๆ บุรุษผู้นี้มีใบหน้าที่น่ามองยิ่ง คิ้วเข้มลากยาวรับดวงตาที่ปิดสนิทและนางเองก็เคยสบตาคมคู่นั้นมาแล้ว

แรกสานสบสายตาคมดุ นางเดาได้ไม่ยากว่าเขาคงมีใบหน้าที่หล่อเหลา เพราะจมูกโค้งเป็นสันซึ่งดันผ้าปิดหน้าสีดำ ส่งให้ดวงตาของเขาดุดัน

ริมฝีปากซีดขาวเพราะอาการบาดเจ็บ หากแต่กลับส่งให้ทุกองคาพยพน่ามองขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้นใบหน้านี้ทำให้ทันทีที่คนพบเห็น สามารถคาดเดาได้ว่าเขามีนิสัยที่ค่อนข้างหนักแน่น จิตใจมั่นคงเข้มแข็ง

แม้ร่างกายถูกบั่นทอนเพราะพิษที่ได้รับ ถึงอย่างนั้นแต่เดิมร่างกายของเขาค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้นทันทีที่นางเริ่มการรักษา ร่างกายนี้ก็เริ่มเยียวยาตัวเองอย่างรวดเร็ว

หว่างคิ้วเข้มมุ่นลงพร้อมกับร่างแกร่งที่เริ่มขยับ ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพราะเผลอขยับแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บ

"ระวังหน่อย แผลนั่นลึกมาก หากกรีดลึกกว่านี้ท่านคงเสียแขนไปข้างหนึ่ง” นางกล่าวพร้อมกับขยับลุก

ดวงตาของคนทั้งสองสานสบ เขาจ้องนาง...นางเองก็ไม่หลบ คล้ายนางกำลังให้เวลาเขาทบทวนความทรงจำ “แม่นางลั่ว”

“ใช่” นางขยับเข้าไปช่วยพยุงเขาขึ้นพิงหัวเตียงจากนั้นรินชาอุ่นๆ ส่งให้ “จิบสักหน่อย ชาสมุนไพรช่วยขับพิษออกมากับเหงื่อ”

เขามองนางจากนั้นรับชามาจิบคำหนึ่ง ทั้งสองคนเงียบอยู่นานมาก กระทั่งในที่สุดเขาก็เปิดปากก่อนหญิงสาวสาว “เจ้าไม่ถามหรือ”

“ข้าไม่อยากรู้”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองนางจากนั้นจึงยิ้มออกมา

ลั่วเฟิ่งเหยามองรอยยิ้มหล่อเหลาของชายหนุ่ม อยู่ๆ ก็อยากยื่นมือไปลูบลักยิ้มข้างแก้มนั้น ยังดีที่ไม่ได้ทำจริงๆ หาไม่เขาคงมองว่านางเสียสติเป็นแน่

“ข้า...ใคร!” ชายหนุ่มหันขวับไปยังประตู จอกชาในมือของเขาถูกเหวี่ยงออกไป ความเร็วของมันทำให้แม้แต่หญิงสาวเองก็มองไม่ทัน รู้อีกทีก็คือจอกชานั้นกระแทกเข้ากับขอบประตู

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.6 จบ

    ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.5

    อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.4

    “แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.3

    “ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.2

    “เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.1

    เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.5

    “ตลอดมาข้าผิดเองที่ตามใจเจ้า มารดาของเจ้าใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เจ้ากลับแต่งกายหรูหรา วันๆ ออกไปนอกจวนกินเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งที่มารดาเก็บเนื้อเก็บตัวในจวน พยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลจวนที่กว้างใหญ่ เจ้าอยากเรียนจัดดอกไม้มารดาเจ้าสนับสนุน อยากเรียนวาดภาพ ข้าเองก็ตามใจ อยากคัดอักษร ดีดพิณ อ่านหนังสือ ข้าให

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.4

    เซี่ยเฟิ่งเหยาเดินออกมาส่งองค์หญิงใหญ่ขึ้นรถม้าด้านนอก ข้างหลังยังมีบิดา อี๋เหนียง เซี่ยหลันอวี๋ รวมไปถึงคนตระกูลหวัง“ทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาดไปเลย เจ้าคือเป้าหมายของพวกเขาชัดๆ”เซี่ยเฟิ่งเหยาลอบถอนหายใจเสียงเบา กระซิบตอบ “ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางตงฉิน ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ขุนนางดีๆ ผู้หนึ่งต้องเ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.1

    เงียบกริบ... กระทั่งหญิงสาวกำลังจะปิดหน้าต่างเสียงฝีเท้าก็เดินมาข้างหน้าต่างที่นางยืนอยู่ เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้วอ้าปากค้าง “องค์ชาย? นี่เขตฝ่ายในของจวนตระกูลสวีนะเพคะ”อวี่เสวียนหัวเราะยกพัดขึ้นปิดปาก “เจ้ายังนึกสนุกเข้ามาร่วมชมความครึกครื้น เช่นนั้นข้าจะมาไม่ได้เชียวหรือ”“ทรงทราบ?”เขาไม่ตอบเพียง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 5.7

    “ข้าหรือ” เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้ว “ข้าไม่ได้โดนน้ำชาหกรดนี่ นำเสด็จองค์หญิงใหญ่ไปก็พอ รบกวนตระกูลสวีเปล่าๆ” นางกล่าวเสียงเรียบ“มิใช่บอกว่าสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่? นึกไม่ถึงว่าจะไร้คุณธรรมเช่นนี้ แทนที่จะรีบตามเสด็จไปดูแล” หวังเหวินหรูกล่าวขึ้น“นั่นสิ อย่างน้อยเดินไปกับพระองค์สักหน่อยก็ยังดี สาวใช้เ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status