Share

บทที่ 2.3

last update Tanggal publikasi: 2026-03-20 07:49:35

เยี่ยฮูหยินเองก็ตกใจจนหน้าซีดขาว “แม่นางลั่ว หากเจ้ามีคนรักเหตุใดไม่บอกดีๆ ตั้งแต่แรก เพราะอะไรยังรับคำเชิญไปที่จวนของข้า ทำเช่นนี้คล้ายไม่เห็นตระกูลเยี่ยอยู่ในสายตา” เห็นทีเยี่ยฮูหยินคงทั้งโกรธและอับอาย

“แล้วการที่พวกเจ้าบุกเข้ามายังที่พำนักของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตยังเห็นหอโอสถอยู่ในสายตาหรือไม่เล่า” เสียงทุ้มดังขึ้นจากในห้อง

จินซินหรูอ้าปากค้างเมื่อได้ยิน เยี่ยหลี่เสียงเองก็สะดุ้ง เยี่ยฮูหยินขมวดคิ้ว ทั้งสามมองบุรุษดุดันสลับกับมองประตูห้องนอน

“นะ...นี่...นางซ่อนบุรุษเอาไว้ถึงสองคน? สตรีแพศยา...” จินซินหรูกล่าวจบใบหน้าก็หันไปอีกด้าน ฝ่ามือของจูซิ่วฟาดเพี๊ยะลงไปยังซีกแก้มของอีกฝ่ายอย่างถนัดถนี่

“จะ...เจ้ากล้าตบข้า?”

“เจ้าต่างหากสตรีแพศยา กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาแม่นางของข้า จิตใจสกปรกแม้แต่คำพูดก็ยังโสมมเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรพาคนบุกรุกขึ้นยอดเขาสวีซาน แม้แต่ลุงเขยของเจ้ายังไม่บังอาจเช่นนี้”

“นางบ่าวสมควรตาย ข้าจะดูว่าท่านลุงเขยจะจัดการอย่างไรกับเจ้า!”

ในที่สุดคนด้านในก็ก้าวออกมาจากประตูห้อง ใบหน้าหล่อเหลาขาวซีด คิ้วเข้มมุ่นเล็กน้อยดวงตาคมหรี่ลงมองผู้บุกรุกทั้งสามนิ่ง

“องครักษ์เจียง”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เจ้าของกระบี่ที่ขวางเยี่ยหลี่เสียงรีบเก็บกระบี่ประสานมือน้อมรับคำสั่ง

“ลากตัวออกไปตัดหัวให้หมด!” อวี่เสวียนเพียงกล่าวเสียงเรียบ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้ใครหลายคนสะดุ้งหวาดกลัวจนหน้าซีด

“อะ...องค์ชาย? บุรุษผู้นั้นคือองค์ชาย?” เยี่ยหลี่เสียงตาเบิกกว้าง เยี่ยฮูหยินทรุดตัวลงนั่งบนพื้น

จินซินหรูอ้าปากค้างทรุดลงไปพร้อมเยี่ยฮูหยิน “ไม่จริง จะเป็นไปได้อย่างไร”

ด้านหลังมีเสียงฝีเท้ามากมายวิ่งเข้ามา องครักษ์เกราะดำหลายสิบคนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าดุดัน อาวุธครบมือ เสียงฝีเท้าดังกึกก้องเสียงขานรับคำสั่งสะเทือนไปทั้งหุบเขา

“ลากตัวออกไป!” เจียงหลีออกคำสั่ง

องครักษ์หกคนแยกออกมาและควบคุมคนทั้งสามเอาไว้ทันที

“ชะ...ช้าก่อน แม่นางลั่ว เจ้าต้องช่วยพวกเรา ข้าไม่รู้ฐานะของเขา ไม่รู้ว่าทรงเป็นถึงองค์ชายดังนั้น...เจ้า...ขอให้เจ้าใจกว้างช่วยพวกเราด้วย” เยี่ยฮูหยินกล่าวเสียงสั่น

“ลั่วเฟิ่งเหยา ช่วยด้วย อย่างน้อยท่านลุงเขยก็เป็นศิษย์น้องของเจ้า ที่นี่เกิดเรื่องหอโอสถเองก็...” จินซินหรูไม่รู้ว่าสมควรพูดอย่างไร

“แม่นางลั่ว” เยี่ยหลี่เสียงกลัวจนสิ้นเรี่ยวแรงได้แต่มองหญิงสาวอย่างอ้อนวอน

หญิงสาวยืนนิ่งหันไปมองอวี่เสวียนก่อนถอนใจออกมาเสียงเบา “ข้าเตือนแล้วมิใช่หรือว่าการกระทำและคำพูดทั้งหมด พวกท่านอาจรับไม่ไหว”

นางมองไปจินซินหรู “เปิดเผยร่องรอยที่ประทับขององค์ชายขณะทรงปฏิบัติราชการลับ โทษประหารยังเป็นโทษสถานเบา เจ้าเคยได้ยินเรื่องประหารเจ็ดชั่วโคตรหรือไม่”

จินซินหรูหน้าซีดเผือด “ตะ...แต่หากเป็นเช่นนั้นเจ้าเองก็...เจ้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เจ้าเป็นศิษย์พี่ของท่านลุงเขย เจ้า...”

“ข้ากับเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด” ลั่วเฟิ่งเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดีเสียอีกเพราะข้าจะได้หอโอสถกลับคืนมาหลังจากที่ป้าของเจ้ายุยงให้ลั่วหลิวทรยศข้า”

จินซินหรูดวงตาแดงก่ำ หวาดกลัวจนเป็นลมล้มพับไปในที่สุด

ลั่วเฟิ่งเหยาเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมา “องค์ชายเพคะ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะหม่อมฉันไม่รอบคอบเอง ขอทรงเมตตาลงโทษพวกเขาสถานเบาเถิด”

“แม่นางลั่ว” เจียงหลีก้าวออกมา “ที่ประทับขององค์ชายสมควรเป็นความลับ ยิ่งในสถานการณ์...” เขาไม่ได้กล่าวต่อเพราะอวี่เสวียนยกมือขึ้นห้าม

“เจ้าเห็นสมควรจัดการเช่นไร”

ลั่วเฟิ่งเหยาสบตากับชายหนุ่ม “มิสู้...ส่งไปฝากขังที่คุกของท่านเจ้าเมืองเสวียนอู่เงียบๆ? ใต้เท้าเหิงเป็นคนไม่เลว แต่หากทรงไม่ไว้พระทัยใต้เท้าเหิง...”

“ตกลงตามนั้น ส่งตัวไปฝากใต้เท้าเหิงเอาไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าข้าจะลงเขา”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เยี่ยฮูหยินและเยี่ยหลี่เสียงถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ขอบคุณแม่นางลั่ว” ถึงตอนนี้แม้แต่หางตายังไม่หันไปมองจินซินหรูที่เป็นลมหมดสติถูกหิ้วปีกไปยังรถม้าที่จอดรออยู่

ลั่วเฟิ่งเหยามองจนรถม้าจากไปแล้วจึงหันไปหาป้าจู จากนั้นคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อเห็นองครักษ์เกราะดำหลายคนยังอยู่ หากคนมากมายถึงเพียงนี้ซ่อนตัวอยู่โดยที่เหล่าเซิงไม่รู้...

“องค์ชายเพคะ หม่อมฉันขอคนของหม่อมฉันคืน”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.6 จบ

    ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.5

    อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.4

    “แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.3

    “ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.2

    “เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.1

    เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 5.6

    “องค์หญิงใหญ่ไม่ทรงคิดว่าน่าประหลาดหรอกหรือเพคะ ใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงสิ้นใจ คุณหนูเซี่ยก็กลับเข้าจวนทันที จะกล่าวกันจริงๆ แล้วคงมิใช่รอคอยวันนี้จนแทบทนไม่ไหว...”เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปสบตากับคนพูดนิ่ง นางไม่ได้กล่าวอะไรเพียงจดจ้องอีกฝ่ายจนทำให้สตรีผู้นั้นประหม่า“การที่น้องเจ็ดไปรับเฟิ่งเหยากลับมาไว้ทุ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 5.1

    หนึ่งเดือนของการไว้ทุกข์กับการค้นหาหลักฐานที่แสนสิ้นหวัง ยังไม่นับรวมการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเสี่ยวกุ่ย วันแรกที่ครบกำหนดไว้ทุกข์ก็มีขันทีจากวังหลวงนำรถม้ามารอรับ ทั้งยังแจ้งเซี่ยจิ้งว่าฮองเฮามีรับสั่งให้เซี่ยเฟิ่งเหยาเข้าเฝ้าเห็นน้องสาวต่างมารดากัดปากบิดผ้าเช็ดหน้าในมือแทบขาด เซี่ยเฟิงเหยาได

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 4.6

    อวี่เสวียนย่อตัวลงช้อนร่างของเซี่ยเฟิ่งเหยาขึ้น เหินกายไปยังม้าสีขาวที่ส่งเสียงดังลั่น เขาตวัดเสื้อคลุมบดบังหญิงสาวเอาไว้ทั้งตัว คว้าสายบังเหียนกระตุ้นเจ้าม้าตัวโตให้หันกลับไปยังกำแพงเมืองเสียงการต่อสู้ยังคงไล่หลังมาพร้อมอาวุธที่แหวกอากาศตามมาติดๆ เซี่ยเฟิ่งเหยาเกาะไหล่กว้างแน่นหลับตาลงด้วยความตื่

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 4.4

    “ลุงกับป้าสะใภ้ของเจ้าคือคนตระกูลหวัง! ที่นี่คือตระกูลเซี่ย คือจวนอัครมหาเสนาบดี เจ้าเลือกมาว่าจะเป็นคนตระกูลหวัง หรือยังอยากเป็นคุณหนูรองตระกูลเซี่ย หากอยากเป็นคนตระกูลหวังข้าจะให้อี๋เหนียงส่งเจ้าไปที่นั่น เปลี่ยนแซ่ของเจ้าให้เป็นคนของจวนหย่งอันโหวเสีย หาไม่อย่าได้กล้ากล่าวอ้างจวนหย่งอันโหวมาข่มขู

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status