LOGINหลินเยว่ฉี บุตรสาวแม่ทัพผู้ภักดี ถูกหักหลังโดย องค์ชายสาม สามีที่นางรักและส่งเสริมจนได้ขึ้นครองบัลลังก์ เขาตราหน้านางว่าเป็นกบฏ สั่งประหารล้างตระกูล และสถาปนาเพื่อนรักของนางขึ้นเป็นฮองเฮาแทน ในขณะที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหมดลง นางอธิษฐานต่อสวรรค์ขอโอกาสทวงคืนความยุติธรรม... และนางก็ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองตอนอายุ 16 ปี ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเริ่มขึ้น!
View Moreท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักในฤดูเหมันต์ ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลวงอันกว้างใหญ่ คือที่ตั้งของ "ตำหนักเย็น" สถานที่ที่ความตายเงียบเชียบยิ่งกว่าเสียงลมหายใจ
ภายในห้องโถงที่ทรุดโทรม กลิ่นอับชื้นและไอเย็นเสียดแทงเข้าถึงกระดูก หลินเยว่ฉี อดีตฮองเฮาผู้สง่างามบัดนี้เหลือเพียงสตรีในชุดผ้าป่านขาดวิ่น ร่างกายของนางซูบผอมจนเห็นกระดูก ใบหน้าที่เคยล่มเมืองมีรอยแผลเป็นทางยาวจากการถูกกรีดด้วยน้ำมือนางกำนัลรับใช้ ปัง! เสียงบานประตูถูกเตะเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวหอบเอาเกล็ดหิมะปลิวว่อนเข้ามาพร้อมกับร่างในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองอร่าม ลายมังกรห้าเล็บที่ปักด้วยดิ้นทองดูประหนึ่งจะโบยบินออกมาข่มขวัญผู้คน "โจวหานหมิง..." เยว่ฉีเค้นเสียงเรียกชื่อบุรุษที่นางเคยรักสุดหัวใจ บุรุษผู้เป็นฮ่องเต้เยื้องกรายเข้ามาด้วยท่าทีรังเกียจ ข้างกายของเขาคือ ไป๋อวี้ สตรีในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรานั้นประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน ทว่าดวงตากลับฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด "เยว่ฉี พี่สาวข้า... ท่านดูซูบไปมากทีเดียว" ไป๋อวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กแหลม "ฝ่าบาททรงเมตตา เห็นว่าท่านอยู่ที่นี่มานาน กลัวจะเหงาเกินไป จึงนำของขวัญชิ้นสุดท้ายมามอบให้" นางกำนัลด้านหลังก้าวออกมา พร้อมถาดไม้ที่มีจอกเหล้าหยกขาววางอยู่ กลิ่นของมันหอมหวานจนน่าประหลาด แต่นั่นคือกลิ่นของ 'ปลิดชีพราตรี' พิษร้ายแรงที่จะทำให้ผู้ดื่มเจ็บปวดเจียนตายก่อนสิ้นลม "ทำไม..." เยว่ฉีจ้องมองหานหมิงด้วยดวงตาที่แดงก่ำ "ตระกูลหลินของข้าช่วยท่านรวบรวมแผ่นดิน บิดาของข้าสละชีพในสนามรบเพื่อบัลลังก์ของท่าน พี่ชายของข้าถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏก็เพราะทำตามแผนการของท่าน! แล้วเหตุใดท่านถึงทำกับข้าเช่นนี้!" โจวหานหมิงแค่นยิ้มเย็นชา "ตระกูลหลินอำนาจล้นฟ้าเกินไป เยว่ฉี... เจ้าฉลาดเกินไป และที่สำคัญ..." เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูที่เย็นเฉียบของนาง "ข้าไม่เคยรักเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกสัมผัสที่ข้ามอบให้เจ้า มันทำให้ข้ารู้สึกอยากอาเจียน!" คำพูดนั้นกรีดลงบนใจของเยว่ฉียิ่งกว่าคมดาบ นางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาไหลพรากเป็นสายเลือด "ที่แท้... ข้าก็แค่บันไดที่ท่านเหยียบขึ้นมาสู่ที่สูง เมื่อถึงยอดแล้ว ท่านก็แค่ถีบบันไดทิ้ง!" "เลิกพร่ำเพ้อเสียที" หานหมิงสั่งเสียงเรียบ "อวี้เอ๋อร์เป็นคนขอร้องข้า ให้เจ้าได้ตายอย่างสงบ ดีกว่าถูกแห่ประจานกลางเมืองหลวง" "ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาทที่ทรงเมตตา" ไป๋อวี้แสร้งทำเป็นอ่อนหวาน ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้ขันทีร่างกำยำสองคน พวกมันปรี่เข้าไปรวบตัวเยว่ฉีที่ไร้เรี่ยวแรง กดร่างนางลงกับพื้นเย็นเยียบ ขันทีคนหนึ่งบีบขากรรไกรของนางจนกระดูกลั่น ส่วนอีกคนยกจอกสุราพิษขึ้นเล็งไปที่ปากของนาง "อื้อ! อื้อออ!" เยว่ฉีดิ้นรนเฮือกสุดท้าย แต่นางก็ไม่อาจต้านทานแรงมหาศาลได้ สุราอุ่นๆ ไหลลงคอของนาง รสชาติหวานล้ำที่เคลือบไปด้วยความตาย "อึก!" ทันทีที่พิษเข้าสู่กระแสเลือด เยว่ฉีรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจากภายใน นางล้มลงนอนคู้กาย เลือดสีดำสนิทไหลออกจากตา จมูก และปาก โจวหานหมิงและไป๋อวี้เดินจากไปโดยไม่หันมามองเบื้องหลัง ทิ้งให้นางสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยว ในวาระสุดท้ายก่อนที่ดวงตาจะปิดลง ภาพความทรงจำครั้งเก่าไหลย้อนเข้ามา... ภาพที่นางเคยยิ้มแย้มในอ้อมกอดของท่านพ่อ ภาพพี่ชายที่คอยคัดอักษรเป็นเพื่อน และภาพความเขลาของนางที่หลงเชื่อคำลวงของปีศาจในคราบมนุษย์ 'หากสวรรค์มีตา... หากชาติหน้ามีจริง...' นางกรีดร้องในใจด้วยแรงแค้นที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณ 'ข้าจะขอกลับมาทวงทุกลมหายใจของพวกเจ้า... ข้าจะทำให้บัลลังก์ที่เจ้าแย่งชิงไป กลายเป็นสุสานที่ฝังร่างของเจ้าเอง!' สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางตำหนักเย็นท่ามกลางพายุหิมะ ลมหายใจของหลินเยว่ฉีขาดห้วงไปพร้อมกับความแค้นที่ไม่มีวันดับสลาย ______________________รุ่งอรุณแห่งรัชศกใหม่เริ่มต้นด้วยแสงทองอาบไล้หลังคาสีเหลืองทองของวังหลวง กลิ่นอายของเลือดและความแค้นที่เคยปกคลุมเมืองหลวงถูกชะล้างไปสิ้น วันนี้คือวันสถาปนาฮ่องเต้องค์ใหม่ และเป็นวันสุดท้ายของศัตรูที่เหลืออยู่ ณ แท่นประหารกลางเมืองหลวง ฝูงชนนับหมื่นยืนเบียดเสียดกันเพื่อดูจุดจบของกบฏ โจวหานหมิง และ ไป๋อวี้ ถูกลากออกมาในสภาพที่ลิ้นถูกตัดและดวงตาถูกคว้านออกตามโทษทัณฑ์ที่เยว่ฉีประทานให้ พวกเขาไม่มีแม้แต่เสียงจะอ้อนวอนขอชีวิต มีเพียงเสียงครางเครือในลำคอที่ฟังดูโหยหวน หลินเยว่ฉี ในชุดพิธีการสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองคำเดินขึ้นสู่แท่นประหาร นางหยิบดาบเล่มที่เคยใช้สังหารรองแม่ทัพซุนออกมา แสงอาทิตย์สะท้อนคมดาบจนดูเยือกเย็น "ชาติก่อน... ข้าตายอย่างอนาถเพราะความใจอ่อน" เยว่ฉีกระซิบข้างหูโจวหานหมิงที่สั่นเทา "ชาตินี้... ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อดูพวกเจ้าดับสูญ และข้าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขที่สุดบนแผ่นดินที่พวกเจ้าไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกต่อไป" ฉับ! ดาบเดียวปลิดชีพคนทั้งสองพร้อมกัน เลือดที่สาดกระเซ็นลงบนพื้นดินเปรียบเสมือนการปิดบัญชีแค้นที่ข้ามภพข้ามชาติมาเนิ่นนาน เยว่ฉีทิ้งดาบลงพื้นโดยไม่หั
กลิ่นกำยานและคราบเลือดในวังหลวงถูกชะล้างออกด้วยสายฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิ ทว่ากลิ่นอายของการผลัดแผ่นดินยังคงเข้มข้น หลินเยว่ฉี ยืนอยู่บนระเบียงหอตำราหลวง มองดูเหล่าขุนนางที่เคยสยบแทบเท้าโจวหานหมิง บัดนี้กลับเดินก้มหัวเข้าหาขบวนรถม้าของ อ๋องเก้า ราวกับสุนัขที่หาเจ้าของใหม่"โลกนี้ช่างน่าขันนะเจ้าคะชิงเหอ" เยว่ฉีเอ่ยพลางจิบน้ำชาเย็นชืด "เมื่อวานพวกเขาเพิ่งจะร่วมลงนามประหารตระกูลหลิน แต่วันนี้กลับส่งของขวัญมาประจบข้าไม่เว้นแต่ละชั่วโมง""คุณหนูจะรับไว้ไหมเจ้าคะ?" ชิงเหอถามพลางชี้ไปที่หีบทองคำและผ้าไหมล้ำค่าที่กองพะเนิน"เผาทิ้งให้หมด" เยว่ฉีสั่งเสียงเรียบ "ข้าไม่ต้องการของที่เปื้อนน้ำตาของประชาชนและหยาดเหงื่อของทหารที่ตายไป"ณ ท้องพระโรงหลวงบรรยากาศเคร่งขรึมถึงขีดสุด บัลลังก์มังกรสีทองอร่ามตั้งตระหง่านทว่าว่างเปล่า อ๋องเก้า โจวอวี้ฉี ในชุดเกราะสีดำทมิฬเดินฝ่าฝูงขุนนางเข้าไปหยุดอยู่ที่หน้าบันไดหินอ่อน เขาไม่ได้ก้าวขึ้นไปนั่งทันที แต่กลับหันมามองกลุ่มขุนนางเฒ่าที่นำโดยเสนาบดีกรมพิธีการ"ฝ่าบาททรงสิ้นพระชนม์โดยไร้รัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย" เสนาบดีเฒ่าเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ "ตามราชประเพณี ท่า
เสียงระฆังที่ดังกังวานไปทั่วเมืองหลวงเป็นสัญญาณแห่งการผลัดแผ่นดิน ทว่าในใจของ หลินเยว่ฉี กลับไม่มีความยินดี มีเพียงความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกถึงกระดูก นางยืนมองร่างของอัครเสนาบดีซ่งที่ถูกทหารคุมตัวออกไปในสภาพพิการสิ้นท่า"ฝ่าบาทสิ้นแล้ว... ตอนนี้แผ่นดินไร้เจ้าของ" เยว่ฉีเปรยเสียงเรียบ พลางมองไปที่ อ๋องเก้า โจวอวี้ฉี ที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้านาง"แผ่นดินมีเจ้าของเสมอ เยว่ฉี... เพียงแต่ใครจะเป็นคนกุมตราพยัคฆ์และประคองใต้หล้าให้อยู่รอด" อ๋องเก้ายันกายลุกขึ้น แววตาของเขาหนักแน่น "แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้ามี 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายจะมอบให้เจ้า"ณ ลานประหารหน้าประตูวังหลวงฝูงชนนับพันมารวมตัวกันด้วยความโกรธแค้น กลิ่นอายของความตายอบอวลไปทั่วบริเวณ กลางลานประหารมีกรงเหล็กสองกรงวางเคียงกัน ภายในนั้นคือ โจวหานหมิง และ ไป๋อวี้ ในสภาพซากศพเดินได้ไป๋อวี้กรีดร้องอย่างเสียสติเมื่อเห็นเยว่ฉีเดินเข้ามาในชุดสีดำสนิท สง่างามดุจนางพญาแห่งความตาย"เยว่ฉี! ปล่อยข้าไป! ข้าถูกบังคับ ข้าเป็นแค่หมากของพ่อข้า!" ไป๋อวี้โผเข้าหาซี่กรงจนหน้ากระแทกเหล็ก "เราเคยเป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือ!""พี่น้อง?" เยว่ฉีหยุดฝีเท้า
ความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยในตอนที่แล้วเปรียบเสมือนพายุทรายที่พัดเข้าตา หลินเยว่ฉี จนพร่ามัว นางเพิ่งรู้ว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ได้มีแค่โจวหานหมิงและไป๋อวี้ แต่ยังมี "อัครเสนาบดีซ่ง" ผู้เป็นบิดาแท้ ๆ ของไป๋อวี้ที่ซุ่มซ่อนอำนาจอยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์มาเนิ่นนาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตายของมารดานางในชาติก่อนทว่าสิ่งที่น่าหวั่นใจที่สุด คือท่าทีของ อ๋องเก้า โจวอวี้ฉี ที่ดูเหมือนจะกุมความลับบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลหลินไว้เช่นกันณ หน้าตำหนักบูรพา (ที่ประทับของรัชทายาทกบฏ)แม้โจวหานหมิงจะถูกขังคุก แต่กองกำลังส่วนตัวของเขายังคงปักหลักสู้ตายอยู่ที่ตำหนักบูรพา โดยมีอัครเสนาบดีซ่งเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง พวกมันจับตัวขุนนางผู้ใหญ่หลายคนไว้เป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้ฮ่องเต้ที่ยังทรงพระประชวรลงพระปรมาภิไธยอภัยโทษให้หานหมิง"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันขอเป็นคนนำทัพบุกเข้าไปเองเพคะ" เยว่ฉีเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่ควบม้าเคียงข้างโจวอวี้ฉี"เจ้ายังโกรธข้าเรื่องที่ข้าปิดบังความจริงบางอย่างงั้นรึ?" อ๋องเก้าถามพลางมองดวงตาที่เย็นชาของนาง"หม่อมฉันไม่มีเวลาโกรธเพคะ หม่อมฉันแค่มี 'หนี้' ที่ต้องชำระกับเสนาบดีซ่ง"

















