로그인หลินเยว่ฉี บุตรสาวแม่ทัพผู้ภักดี ถูกหักหลังโดย องค์ชายสาม สามีที่นางรักและส่งเสริมจนได้ขึ้นครองบัลลังก์ เขาตราหน้านางว่าเป็นกบฏ สั่งประหารล้างตระกูล และสถาปนาเพื่อนรักของนางขึ้นเป็นฮองเฮาแทน ในขณะที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหมดลง นางอธิษฐานต่อสวรรค์ขอโอกาสทวงคืนความยุติธรรม... และนางก็ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองตอนอายุ 16 ปี ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเริ่มขึ้น!
더 보기รุ่งอรุณแห่งรัชศกใหม่เริ่มต้นด้วยแสงทองอาบไล้หลังคาสีเหลืองทองของวังหลวง กลิ่นอายของเลือดและความแค้นที่เคยปกคลุมเมืองหลวงถูกชะล้างไปสิ้น วันนี้คือวันสถาปนาฮ่องเต้องค์ใหม่ และเป็นวันสุดท้ายของศัตรูที่เหลืออยู่ ณ แท่นประหารกลางเมืองหลวง ฝูงชนนับหมื่นยืนเบียดเสียดกันเพื่อดูจุดจบของกบฏ โจวหานหมิง และ ไป๋อวี้ ถูกลากออกมาในสภาพที่ลิ้นถูกตัดและดวงตาถูกคว้านออกตามโทษทัณฑ์ที่เยว่ฉีประทานให้ พวกเขาไม่มีแม้แต่เสียงจะอ้อนวอนขอชีวิต มีเพียงเสียงครางเครือในลำคอที่ฟังดูโหยหวน หลินเยว่ฉี ในชุดพิธีการสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองคำเดินขึ้นสู่แท่นประหาร นางหยิบดาบเล่มที่เคยใช้สังหารรองแม่ทัพซุนออกมา แสงอาทิตย์สะท้อนคมดาบจนดูเยือกเย็น "ชาติก่อน... ข้าตายอย่างอนาถเพราะความใจอ่อน" เยว่ฉีกระซิบข้างหูโจวหานหมิงที่สั่นเทา "ชาตินี้... ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อดูพวกเจ้าดับสูญ และข้าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขที่สุดบนแผ่นดินที่พวกเจ้าไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกต่อไป" ฉับ! ดาบเดียวปลิดชีพคนทั้งสองพร้อมกัน เลือดที่สาดกระเซ็นลงบนพื้นดินเปรียบเสมือนการปิดบัญชีแค้นที่ข้ามภพข้ามชาติมาเนิ่นนาน เยว่ฉีทิ้งดาบลงพื้นโดยไม่หั
กลิ่นกำยานและคราบเลือดในวังหลวงถูกชะล้างออกด้วยสายฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิ ทว่ากลิ่นอายของการผลัดแผ่นดินยังคงเข้มข้น หลินเยว่ฉี ยืนอยู่บนระเบียงหอตำราหลวง มองดูเหล่าขุนนางที่เคยสยบแทบเท้าโจวหานหมิง บัดนี้กลับเดินก้มหัวเข้าหาขบวนรถม้าของ อ๋องเก้า ราวกับสุนัขที่หาเจ้าของใหม่"โลกนี้ช่างน่าขันนะเจ้าคะชิงเหอ" เยว่ฉีเอ่ยพลางจิบน้ำชาเย็นชืด "เมื่อวานพวกเขาเพิ่งจะร่วมลงนามประหารตระกูลหลิน แต่วันนี้กลับส่งของขวัญมาประจบข้าไม่เว้นแต่ละชั่วโมง""คุณหนูจะรับไว้ไหมเจ้าคะ?" ชิงเหอถามพลางชี้ไปที่หีบทองคำและผ้าไหมล้ำค่าที่กองพะเนิน"เผาทิ้งให้หมด" เยว่ฉีสั่งเสียงเรียบ "ข้าไม่ต้องการของที่เปื้อนน้ำตาของประชาชนและหยาดเหงื่อของทหารที่ตายไป"ณ ท้องพระโรงหลวงบรรยากาศเคร่งขรึมถึงขีดสุด บัลลังก์มังกรสีทองอร่ามตั้งตระหง่านทว่าว่างเปล่า อ๋องเก้า โจวอวี้ฉี ในชุดเกราะสีดำทมิฬเดินฝ่าฝูงขุนนางเข้าไปหยุดอยู่ที่หน้าบันไดหินอ่อน เขาไม่ได้ก้าวขึ้นไปนั่งทันที แต่กลับหันมามองกลุ่มขุนนางเฒ่าที่นำโดยเสนาบดีกรมพิธีการ"ฝ่าบาททรงสิ้นพระชนม์โดยไร้รัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย" เสนาบดีเฒ่าเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ "ตามราชประเพณี ท่า
เสียงระฆังที่ดังกังวานไปทั่วเมืองหลวงเป็นสัญญาณแห่งการผลัดแผ่นดิน ทว่าในใจของ หลินเยว่ฉี กลับไม่มีความยินดี มีเพียงความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกถึงกระดูก นางยืนมองร่างของอัครเสนาบดีซ่งที่ถูกทหารคุมตัวออกไปในสภาพพิการสิ้นท่า"ฝ่าบาทสิ้นแล้ว... ตอนนี้แผ่นดินไร้เจ้าของ" เยว่ฉีเปรยเสียงเรียบ พลางมองไปที่ อ๋องเก้า โจวอวี้ฉี ที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้านาง"แผ่นดินมีเจ้าของเสมอ เยว่ฉี... เพียงแต่ใครจะเป็นคนกุมตราพยัคฆ์และประคองใต้หล้าให้อยู่รอด" อ๋องเก้ายันกายลุกขึ้น แววตาของเขาหนักแน่น "แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้ามี 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายจะมอบให้เจ้า"ณ ลานประหารหน้าประตูวังหลวงฝูงชนนับพันมารวมตัวกันด้วยความโกรธแค้น กลิ่นอายของความตายอบอวลไปทั่วบริเวณ กลางลานประหารมีกรงเหล็กสองกรงวางเคียงกัน ภายในนั้นคือ โจวหานหมิง และ ไป๋อวี้ ในสภาพซากศพเดินได้ไป๋อวี้กรีดร้องอย่างเสียสติเมื่อเห็นเยว่ฉีเดินเข้ามาในชุดสีดำสนิท สง่างามดุจนางพญาแห่งความตาย"เยว่ฉี! ปล่อยข้าไป! ข้าถูกบังคับ ข้าเป็นแค่หมากของพ่อข้า!" ไป๋อวี้โผเข้าหาซี่กรงจนหน้ากระแทกเหล็ก "เราเคยเป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือ!""พี่น้อง?" เยว่ฉีหยุดฝีเท้า
ความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยในตอนที่แล้วเปรียบเสมือนพายุทรายที่พัดเข้าตา หลินเยว่ฉี จนพร่ามัว นางเพิ่งรู้ว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ได้มีแค่โจวหานหมิงและไป๋อวี้ แต่ยังมี "อัครเสนาบดีซ่ง" ผู้เป็นบิดาแท้ ๆ ของไป๋อวี้ที่ซุ่มซ่อนอำนาจอยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์มาเนิ่นนาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตายของมารดานางในชาติก่อนทว่าสิ่งที่น่าหวั่นใจที่สุด คือท่าทีของ อ๋องเก้า โจวอวี้ฉี ที่ดูเหมือนจะกุมความลับบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลหลินไว้เช่นกันณ หน้าตำหนักบูรพา (ที่ประทับของรัชทายาทกบฏ)แม้โจวหานหมิงจะถูกขังคุก แต่กองกำลังส่วนตัวของเขายังคงปักหลักสู้ตายอยู่ที่ตำหนักบูรพา โดยมีอัครเสนาบดีซ่งเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง พวกมันจับตัวขุนนางผู้ใหญ่หลายคนไว้เป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้ฮ่องเต้ที่ยังทรงพระประชวรลงพระปรมาภิไธยอภัยโทษให้หานหมิง"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันขอเป็นคนนำทัพบุกเข้าไปเองเพคะ" เยว่ฉีเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่ควบม้าเคียงข้างโจวอวี้ฉี"เจ้ายังโกรธข้าเรื่องที่ข้าปิดบังความจริงบางอย่างงั้นรึ?" อ๋องเก้าถามพลางมองดวงตาที่เย็นชาของนาง"หม่อมฉันไม่มีเวลาโกรธเพคะ หม่อมฉันแค่มี 'หนี้' ที่ต้องชำระกับเสนาบดีซ่ง"
ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านลานกว้างหน้าคุกหลวง กลิ่นคาวเลือดจากเมื่อคืนยังไม่จางหายไป ทว่าความหนาวเหน็บที่แท้จริงกลับเกาะกินอยู่ในใจของ หลินเยว่ฉี นางจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม"ท่านอ๋อง... ป้ายวิญญาณของท่านแม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?" เสียงของเยว่ฉีสั่นเครือ "และทำไมไป๋อวี้ถึงบอกว่าท่าน
รุ่งสางหลังคืนนองเลือด กลิ่นควันไฟยังคงคละคลุ้งไปทั่วเมืองหลวง ทว่าความวุ่นวายภายนอกเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บใน "คุกใต้ดินหลวง" สถานที่ที่แสงตะวันไม่เคยส่องถึงหลินเยว่ฉี เดินทอดน่องไปตามทางเดินหินที่ชื้นแฉะ เสียงโซ่ตรวนที่ลากกับพื้นดังสะท้อนก้องไปมา นางหยุดลงที่หน้าห้องขังไม้โอ๊คหนาทึบ ซึ่งภา
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานตำหนักเฉินกงหลังจากร่างของโจวหานหมิงถูกลากออกไป ทว่าสัญชาตญาณของ หลินเยว่ฉี กลับกรีดร้องเตือนถึงอันตรายที่ยังไม่จางหาย นางหันไปมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานผิดปกติทางทิศตะวันออก"ท่านพ่อ! ท่านอ๋อง! ทิศนั้นมัน... คลังแสงหลวง!" เยว่ฉีอุทานบึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!เสียงระเบ
เสียงระฆังเตือนภัยดังก้องไปทั่ววังหลวงสลับกับเสียงโห่ร้องของทหาร โจวหานหมิง นำกำลังทหารส่วนตัวกว่าสามร้อยนายบุกฝ่าประตูทิศตะวันตกเข้ามาด้วยความบ้าคลั่ง ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและโมหะที่ถูกบีบจนตรึงเครียดถึงขีดสุด"ใครขวางข้าฆ่าให้หมด! บัลลังก์นั้นเป็นของข้า!" หานหมิงตวาดก้อง พลางฟันดาบใส่





