LOGIN“มึงมีทางเลือกลิล แต่มึงไม่เลือกตั้งแต่แรก”
“ใช่...เพราะกูบอกมึงแล้วว่าเรื่องหนี้ พวกกูช่วยมึงได้ แต่มึงก็เลือกที่จะพึ่งพาตัวเอง” พายเอ่ยเห็นด้วยกับความคิดของมีนาทันที เรื่องหนี้สินของลลิล พวกเธอเองรู้มาตั้งแต่ต้นและยินดีที่จะช่วยเหลือเพื่อนทุกอย่าง เพื่อให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตนี้ไปให้ได้ แต่ทว่าลลิลที่นิสัยภายนอกดูเป็นคนแรงและตรง ๆ แต่ใครจะรู้ว่าเพื่อนนั้นขี้เกรงใจคนอื่น และชอบพึ่งพาตัวเองเป็นที่สุด ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น “กูบอกพวกมึงแล้วไง ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ กูก็ไม่อยากเอาเงินของพวกมึง เป็นเพื่อนกันมานานพวกมึงก็น่าจะรู้นิสัยกูดี” “แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ มึงก็เห็นว่ามึงหมดหนทางแล้ว ถึงได้ไปรับข้อเสนอแต่งงานแบบนี้ไง” พายยังคงพูดออกมาด้วยความโมโห ที่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นขนาดนี้กับเพื่อนสนิทของเธอ โดยที่เธอไม่สามารถช่วยอะไรเพื่อนได้เลย “มึงฟังกูนะพาย มึงเองก็ไม่ได้เป็นคนที่มีเงินมาตั้งแต่แรก มึงก็ยังต้องใช้เงินผัวมึง แล้วจะเอาเงินส่วนนั้นมาช่วยกูได้ยังไง กูไม่อยากเอาปัญหาของกูไปโยนให้กับเพื่อน จนทำให้เพื่อนต้องมีปัญหากับครอบครัวตัวเอง” "มึงคิดมากไปเองทั้งนั้น กูมีเงินส่วนของกูเหมือนกันนะ มึงก็เห็นว่ากูก็ทำงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อีกอย่างเงินส่วนที่พี่คาเตอร์ให้กู เขาก็ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับเงินส่วนนั้น กูบอกแล้วว่ากูจะจ่ายหนี้ก้อนนั้นให้มึงก่อน แต่มึงก็ไม่ยอม" “หยุดเถียงกันเถอะ"มีนารีบเอ่ยห้ามทัพเพื่อนสองคน"ยังไงเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว มาพูดเรื่องนี้ดีกว่า ว่ามึงจะทำยังไงต่อไป” “การแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะลิล อีกอย่างมึงกับพี่เขา..." "....." "กูไม่อยากนึกภาพเลยว่ะ ว่าจะแต่งงานกันเข้าไปได้ยังไงวะ” ลลิลเงียบไปครู่หนึ่ง เธอเม้มปากแน่น ปัญหาของเธอตอนนี้คือการที่เธอต้องแต่งงานกับผู้ชายที่เธอเคยทำให้เขาเจ็บปวดมาก่อน “กูรู้ว่ามันยาก” ภาพเมื่อคืนย้อนกลับมาในหัว คำพูดของคีริน และสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเธอ “แต่กูตัดสินใจแล้ว” คำพูดนั้นหนักแน่นกว่าที่คิด ทำเอามีนาและพายมองหน้ากันอย่างรู้ทันว่า เมื่อเพื่อนพูดแบบนี้ แปลว่าพวกเธอสองคนคงห้ามและช่วยอะไรไม่ได้อีก ยังไงลลิลก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดื้อรั้นแบบนี้เสมอ “มึงเจอหน้าพี่เขาหรือยัง” “เจอกันเมื่อคืน” มีนาขมวดคิ้ว“แล้วพี่เขาว่ายังไง” ลลิลนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบเรียบ ๆ“พี่เขาอยากให้ยกเลิก” “งั้นมึงก็ยกเลิกสิ” “กูทำแบบนั้นไม่ได้หรอก กูรับปากกับพ่อเขาไปแล้ว” บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง ก่อนมีนาจะเอื้อมมือมาบีบมือเธอแน่น สายตาของเพื่อนเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “มึงแน่ใจนะ” “อืม” "...." “อย่างน้อย…มันก็ทำให้กูไม่ต้องหนีเจ้าหนี้ทุกวัน” คำพูดนั้นทำให้มีนาและพายพูดไม่ออก เพราะพวกเธอรู้ดีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลลิลต้องเจอกับอะไรบ้าง “ถ้ามึงเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ มึงบอกกูทันทีนะ” “ใช่ ยังไงพวกกูก็อยู่ข้างมึงเสมอ” ร่างเล็กฝืนยิ้มออกมา แต่ทว่าครั้งนี้มันเป็นรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายมากกว่าก่อนหน้านี้ ถึงแม้หนทางข้างหน้า เธอไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนสองคนที่อยู่ข้างเธอเสมอ หลังจากแยกกับมีนาและพาย ลลิลกลับมาถึงคอนโดในช่วงบ่าย ห้องพักขนาดเล็กของเธอยังคงเงียบเหมือนเดิม เธอวางกระเป๋าลง ก่อนทิ้งตัวนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง สายตาเหลือบไปเห็นซองเอกสารบนโต๊ะ เป็นรายละเอียดจากสตูดิโองานแต่งที่การันต์จัดการไว้ทั้งหมด ในนั้นมีทั้งสถานที่ ธีมการจัดงาน รายชื่อแขกคนสำคัญ กำหนดการต่าง ๆ ทุกอย่างถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่…เจ้าบ่าวเจ้าสาวไปเลือกชุดแต่งงาน ลลิลหยิบเอกสารขึ้นมาเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วเรียวเล็กค้างอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังตัดสินใจ ทว่าสุดท้ายเธอก็พิมพ์ชื่อของคีริน แล้วกดโทรออกทันที เสียงสัญญาณดังไม่นาน คนตัวสูงก็รับสาย ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ความรู้สึก จนเธอสามารถนึกใบหน้าเขาออก ว่าตอนนี้เขามีสีหน้าอย่างไร (ฮัลโหล) “เรื่องลองชุดแต่งงาน”ลลิลเม้มปากแน่น ในใจก็กลัวว่าเขาจะตวาดเธอกลับมา แต่ทว่าเขากลับเงียบไปทันที “สตูดิโอเขานัดไว้พรุ่งนี้ค่ะ” (ก็ไปสิ) “ก็ต้องไปด้วยกันไม่ใช่เหรอคะ” คำถามนั้นทำให้เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จนเธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย (จำเป็นด้วยเหรอ) “ก็…เป็นงานแต่งของเรานะ” (งั้นก็ยิ่งไม่จำเป็น) คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคต่อมา (ต่างคนต่างไป เพราะฉันไม่อยากไปกับเธอ) ติ๊ด! จบประโยคนั้น สายก็ถูกตัดทันที ลลิลมองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง รู้สึกไม่ดีที่เขาไม่แม้แต่ให้โอกาสเธอพูดอะไรต่อ ก่อนจะถอนหายใจออกมา เธอรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ทุกอย่างมันคงไม่ง่าย เขาคงไม่ยอมทำทุกอย่างตามที่เธอต้องการ แต่มันก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ ที่เขาเย็นชาขนาดนี้ ด้านคีรินหลังจากที่เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงาน ใบหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทว่าผ่านไปไม่ถึงห้านาที โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะเป็นชื่อของคนเป็นพ่อ “ครับ” (พรุ่งนี้แกต้องไปลองชุดแต่งงานกับหนูลลิล) “ผมไม่ว่างครับ บอกเธอไปแล้วว่าต่างคนต่างไป” “ไม่ได้” ปลายสายเอ่ยตัดบททันที น้ำเสียงจริงจังขึ้น (นี่มันงานแต่งของแกนะ ไม่ใช่งานคนอื่น) คีรินนิ่งฟัง มือกำโทรศัพท์แน่น (แล้วก็ไปรับหนูลลิลที่คอนโดด้วย) “พ่อ” (อย่าเถียง ฉันนัดกับสตูดิโอไว้แล้ว พรุ่งนี้สิบโมง อย่าให้ฉันเสียหน้า) ติ๊ด! จบประโยค สายก็ตัดไปทันที ทำเอาคีรินถือโทรศัพท์ค้างอยู่แบบนั้น กรามหนาขบเข้าหากันแน่นด้วยความไม่พอใจ เขาหลับตาลง เหมือนพยายามกดอารมณ์บางอย่าง ก่อนจะลืมตาขึ้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดโทรออกไปยังสายที่โทรหาเขาก่อนหน้านี้ (มีอะไรอีกคะ) “พรุ่งนี้เก้าโมง” (อะไรคะ?) “ก็ที่จะไปลองชุดไง ฉันจะเข้าไปรับที่คอนโด ห้ามสายเด็ดขาด” ปลายสายเงียบไปทันที "ได้ยินหรือเปล่า?" (พ่อพี่โทรไปใช่ไหมคะ) "เธอรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าต้องเป็นแบบนี้" ปลายสายหัวเราะกลับมา ทำเอาคีรินขมวดคิ้วทันที ตอนลงจากรถเมื่อคืน เธอยังทำสีหน้าโกรธเคืองที่เขาต่อว่าเธอแรง ๆ อยู่เลย เขาแอบคิดด้วยซ้ำว่าเธอคงรีบไปยกเลิกงานแต่ง (ฉันชอบพี่เวอร์ชั่นนี้นะคะ รู้ทันฉันไปหมดทุกอย่าง) "พูดบ้าอะไรของเธอ" (ก็แค่บอกว่า...ชอบพี่) ติ๊ด! คีรินรีบชิงตัดสายไปทันที ยืนมองโทรศัพท์ในมือ ก่อนจะวางมันลงช้า ๆ สีหน้าขุ่นมัว ในใจรู้สึกไม่สงบ เพราะไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหน สุดท้ายแล้ว เขาก็ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับเธออยู่ดีพูดจบเขาก็ถูกฝ่ามือของเมียฟาดเข้าที่แผงอกของเขาทันที แต่ทว่าแทนที่จะรู้สึกเจ็บ เขากลับหัวเราะชอบใจ ในขณะที่เธอหน้าตาบูดบึ้งก่นด่าเขาออกมา "พี่มันคนหื่น พอให้เอาหน่อย ก็เอาไม่หยุด ราวกับคนเก็บกด" "หึ ก็เก็บกดจริง ๆ เพราะไม่ได้เอาเมียมาเกือบสองเดือน เลยอยากชดเชยเอาให้คุ้ม" "ถ้าพี่ทำอะไรลิลอีกนะ ลิลจะร้องให้คนในบ้านมาช่วย" คีรินหัวเราะออกมาเสียงดังทันที เขาชอบแกล้งเธอก็เพราะแบบนี้ หากวันไหนไม่ได้แกล้ง เขาจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป "พี่แค่พูดเล่นเอง...แต่ถ้าให้จริงก็เอา" ลลิลรีบหยัดตัวลุกขึ้น เธอเดินเข้าห้องน้ำและกดล็อคประตูกันคนหื่นตามเธอเข้ามา ถึงจะรู้ว่าเขาแค่แกล้ง แต่เธอก็ยังกลัวว่าตัวเองจะเผลอตามใจเขาเหมือนกัน หลังจากคารอสหลับสนิทในเปลห้องเลี้ยงเด็ก ทั้งสองคนก็มานั่งทานอาหารเช้ากับการันต์ที่โต๊ะอาหารเหมือนทุกวัน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่น ระหว่างที่กำลังทานเข้ากันอยู่นั้น การันต์ก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา “วันนี้พ่อจะช่วยเลี้ยงคารอสให้เองนะ แกกับหนูลิลออกไปเดินเล่น เปิดหูเปิดตาบ้างเถอะ อยู่บ้านเลี้ยงลูกทุกวัน พ่อกลัวว่าจะเครียด” คีรินที่นั่งทานข้าวต้มอยู่ หันมามอ
แล้วค่อย ๆ ยกสะโพกขึ้น นั่งคร่อมท่อนลำของเขา มือเล็กจับแท่งเนื้อที่ร้อนผ่าว วางจ่อที่ร่องรักที่ชุ่มฉ่ำของตัวเอง ก่อนทรุดตัวลง ให้ร่องแคบกลืนกินท่อนลำของเขาจนลึกสุดโคน สวบ! “อ๊าสสส จุก” ลลิลครางแผ่ว นั่งนิ่งสักพักเพื่อให้ร่องรักของเธอปรับตัว จากนั้นเธอจึงเริ่มขย่มสะโพกขึ้นลงช้า ๆ ในจังหวะสม่ำเสมอ “อ่ะ อ่ะ อ่ะ อ๊าสสส”เสียงหวานร้องครวญคราง ขณะที่สะโพกยังคงขยับไม่หยุด คีรินที่เห็นแบบนั้น ก็กลัวเธอจะเหนื่อยเกินไป เขาจึงจับสะโพกเธอไว้แน่น ช่วยยกและกดลงตามจังหวะ เพื่อเร่งให้เธอขย่มเร็วขึ้นเล็กน้อย หน้าอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงตอกอัด ไหล่บางสั่นไหวระริกด้วยความเสียวซ่าน ก่อนเธอจะก้มลงจูบเขาเป็นระยะ ขณะที่ร่องรักตอดรัดท่อนลำของเขาอย่างแนบแน่น “อื้อ~ ลิลจะเสร็จแล้ว อร้ายยย” ทั้งสองคนถึงจุดสุดยอดพร้อมกัน ร่างเล็กเกร็งกระตุกสุดแรง ร้องครางเสียงสั่น ร่องรักของเธอตอดรัดเขาแน่น น้ำสีใสไหลทะลักออกมาจนเปียกชุ่ม ด้านคีรินก็กดสะโพกเธอลง ปลดปล่อยน้ำรักขาวขุ่นพุ่งทะลักเข้าไปในโพรงอ่อนนุ่มของเธอ “อึก อ๊าสสส” หลังจากที่ปลดปล่อยรอบแรกออกมา คีรินก็กดจูบไปตามกรอบหน้าที่ชื้นเหงื่อของลลิลด้วยควา
ลลิลถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดคลอดด้วยความตื่นเต้นและความกังวลปนกัน เธอกำลังจะได้เห็นหน้าลูกชายคนแรก มีคีรินที่คอยยืนให้กำลังใจเธออยู่ข้างเตียงไม่ห่าง ส่วนการันต์นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดด้วยความตื่นเต้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและความกังวลตลอดเวลา จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องแรกของทารกดังขึ้นในห้องผ่าตัด คีรินก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว อุแว้! อุแว้! “ลูกชายพ่อมาแล้ว” เขาพูดพลางกดจูบลงบนหน้าผากของลลิล ที่เต็มไปด้วยเหงื่อ"ลิลเก่งมากเลยนะครับ" หลังจากนั้นลลิลก็ถูกส่งตัวไปนอนพักฟื้นอยู่ในห้องพิเศษระดับวีไอพี ที่คนเป็นปู่เป็นคนกำชับว่าต้องเป็นห้องนี้เท่านั้น เพราะอยากให้ลูกสะใภ้ได้นอนสบาย ข้างเตียงพักฟื้นตอนนี้ คีรินกำลังอุ้มลูกชายตัวเล็กที่พยาบาลเพิ่งเอาเข้ามาให้ในอ้อมแขนแกร่ง เด็กน้อยมีใบหน้าที่เหมือนเขามากจนน่าตกใจ และหากมองดูดี ๆ ก็คล้ายกับคนเป็นปู่ด้วยเหมือนกัน “ลูกเราหน้าตาเหมือนคุณพ่อเลยค่ะ” "ต้องเหมือนปู่อยู่แล้ว"การันต์ยืดอกพูดอย่างภูมิใจ ในขณะที่ลูกชายเอ่ยค้านทันที "เหมือนพี่ต่างหาก เหมือนพ่อแค่จมูกเท่านั้นแหละ" ลลิลส่ายหน้าและหลุดขำ กับความไม่
หลังจากที่คีรินเริ่มมีอาการแพ้ท้องแทนเมียอย่างหนัก เขาก็แทบไม่ได้ลุกจากเตียงเลย ร่างกายของเขาซีดเซียว รู้สึกเวียนหัว อยากจะอาเจียนตลอดเวลา จนแทบไม่มีแรงลุกขึ้น อาหารที่เคยชอบกลับทำให้เขาอาเจียนเกือบทุกมื้อ และลลิลกลายเป็นคนดูแลเขาอย่างใกล้ชิด เธอนั่งอยู่ข้างเตียง ลูบศรีษะเขาเบา ๆ อย่างอ่อนโยน ระหว่างนั้นแชทกลุ่มเพื่อนสนิทก็ระเบิดเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาไม่หยุด สกาย: 55555 ไอ้คีริน มึงแพ้ท้องแทนเมียจริงเหรอวะ คาเตอร์: กูหัวเราะจนน้ำตาไหลแล้วว่ะ ผัวแพ้ท้องแทนเมีย นี่มันหลงระดับไหนว่ะ ยีนส์: ไหนถ่ายหน้ามาให้กูดูสิ ว่าซีดขนาดไหน ตะวัน: 55555 กูส่งรูปมึงนอนฟุบกับหมอนไปให้เมียกูดูแล้ว เมียกูหัวเราะจนท้องแข็ง โซล: คงไม่ต้องถึงขั้นไปนอนโรงพยาบาลแบบกูนะ คีรินที่นอนฟุบอยู่บนเตียง อ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความโมโห มือกำโทรศัพท์แน่น แล้วหันไปฟ้องลลิลที่นั่งลูบหัวเขาอยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแบบเด็กน้อย “เมียจ๋า ดูสิ เพื่อนพี่แกล้งพี่อีกแล้ว ลิลช่วยบอกพวกมันหน่อยสิ ว่าพี่ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” ลลิลหลุดขำออกมากับท่าทางนั้น“โธ่ เพื่อนพี่ก็แค่พูดแซวเองค่ะ แต่พี่ก็แพ้ท้องแทนลิลจริงนะคะ แล้ว
วันต่อมา ร่างเล็กลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้า ร่างกายยังอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่ทว่าที่เธอรู้สึกแปลกใจคือเมื่อเดินเข้าห้องน้ำแล้วไม่พบอาการคลื่นไส้หรืออยากอาเจียนเหมือนทุกวัน “แปลกจัง”เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะยืนแปรงฟันหน้ากระจกในห้องน้ำ ทว่ายังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ คีรินก็เดินเข้ามาในห้องน้ำอย่างไม่อายสายตาเธอเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงเปลือยเปล่า แก่นกายของเขายังแข็งขืนตั้งลำตรง หัวบานแดงก่ำแวววาว หลอดเลือดปูดโปนชัดเจน เป็นเธอที่เคยเป็นฝ่ายชอบยั่วเย้าเขาแทบทุกครั้ง กลับชะงักไปทั้งตัว แปรงสีฟันในมือเกือบหลุด “พี่”เธออ้าปากค้าง หน้าแดงก่ำทันที ก่อนเขาจะเดินตรงเข้ามา โอบกอดเธอจากด้านหลังทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ท่อนลำร้อนผ่าวที่แข็งเป็นลำเต็มที่เสียดสีกับก้นกลมกลึงของเธอผ่านเนื้อผ้าบางของชุดคลุมอาบน้ำ มือหนาข้างหนึ่งแยกสาบชุดคลุมของเธอออกอย่างรวดเร็ว แล้วบีบเคล้นเต้าอวบอิ่ม เขาวางคางเกยลงบนไหล่ขาวเนียนของเธอ จ้องมองภาพสะท้อนของเขาและเธอในกระจกด้วยสายตาหยาดเยิ้ม “พี่อยากเอาเมียอีกแล้ว” ลลิลรีบส่ายหน้าทันที ปากยังอมแปรงสีฟันอยู่ “อื้อ ขออาบน้ำแปรงฟันก่อนได้ไหมคะ”เธอพูดเสียงอู้อี้ แต่ทว่าคน
ลลิลดิ้นเร่าราวกับถูกไฟช็อต สะโพกกระตุกขึ้นลงตามจังหวะรัวลิ้นของเขา มือเล็กทั้งสองข้างจิกผ้าปูที่นอนแน่นจนผ้าเกือบขาด ปลายนิ้วเท้าจิกเกร็งอย่างแรง "อื้อ~ อ๊าสสส" ร่างสูงยังคงเร่งจังหวะ ดูดติ่งสีสดด้านบนอย่างแรง พร้อมกับสอดลิ้นเข้าไปในร่องแคบตอดตุบของเธออย่างดุเดือด ลิ้นตวัดเลียวนภายในโพรงรัก กวาดเลียน้ำหวานสีใสของเธอไม่หยุด “อ๊าาสสส พี่จ๋า ลิลจะเสร็จแล้ว ยะ อย่าหยุด อ่ะ อ๊าสสส อื้อ~” ร่างเล็กเกร็งกระตุกสุดแรง ร่างกายทุกส่วนเดือดพล่าน อกอวบกระเพื่อมขึ้นลง ก่อนจะปลดปล่อยน้ำหวานสีใสเข้าปากของคนตัวสูงอย่างรุนแรง มีบางส่วนกระเด็นโดนใบหน้าหล่อเหลาของเขา "อร้ายยยยย" ลลิลร้องครางยาว น้ำตาไหลพรากจากความเสียวที่ท่วมท้น ทว่าร่างสูงยังคงกวาดน้ำหวานของเธอเข้าปากไปจนหมด ก่อนจะยกตัวขึ้น มองใบหน้าสวยหวานของเมียรัก ที่ลำตัวอ่อนยวบ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเสร็จสม หลังจากนั้น เขาก็หยัดตัวขึ้น จับเสื้อยืดถอดออกทางศรีษะ ตามด้วยกางเกงที่ถูกดึงตามออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโยนทิ้งลงไปกองกับพื้นห้อง เอ็นร้อนแข็งขืนเต็มลำดีดเด้งออกมา ปลายหัวบานแดงก่ำ มีน้ำเสียวผุดซึมออกมาตรงรูเล็ก จากความกระสันที่กำลังเดือด
คำตอบของเธอทำให้เขากำปากกาในมือแน่นขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าร่างเล็กกลับหลุดยิ้มออกมา เธอไม่ได้เกรงกลัวสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย"พี่จะพยายามทำเป็นเกลียดฉันไปทำไมคะ เหนื่อยเปล่า ๆ ค่ะ"".....""ไปทานข้าวดีกว่าค่ะ คุณอาอุตส่าห์จองร้านอาหารไว้ให้นะคะ"ปึก!ปากกาในมือถูกวางลง
หลังจากลองชุดแต่งงาน และคีรินเป็นคนเลือกชุดสุดท้ายที่เธอลองโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนกระอักกระอ่วนจนต้องรีบกลับลลิลนั่งเงียบ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถตลอดทาง จนกระทั่งรถจอดสนิทที่หน้าคอนโดของเธอ เสียงหวานถึงได้เอ่ยออกมา"ต่อให้พี่จะเกลียดหรือรังเกียจฉันสักแค่ไหน แต่ยังไงเร
วันต่อมาเวลาเก้าโมงตรง รถสปอร์ตสีดำจอดนิ่งอยู่หน้าคอนโดของลลิล ร่างสูงของคีรินนั่งอยู่หลังพวงมาลัย สายตามองนาฬิกาข้อมือของตัวเองเขาเอนหลังพิงเบาะ รอด้วยท่าทางเรียบเฉย ทว่าผ่านไปห้านาที ทุกอย่างก็ยังคงเงียบ สิบนาทีแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววลลิลเดินออกมา คีรินเริ่มขมวดคิ้ว หงุดหงิดที่เธอเป็นคนไม่รักษา
เธอเม้มปากแน่น กำลังคิดหาประโยคตอกกลับเขา แต่ทว่าก็ไม่มีเลย เพราะเธอเป็นเหมือนที่เขากำลังตราหน้าทุกอย่าง จนเธอเถียงไม่ออก ยิ่งออกมาจากปากผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษเกินร้อยแบบเขา มันยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าเดิมหลายเท่า"ไม่จริงหรอก"“อะไรที่ว่าไม่จริง”“พี่ไม่ได้เกลียดฉัน แต่พี่แค่กลัว”เธอเอ่ยเข้าข้าง







