تسجيل الدخول
ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑
รถไฟสายบูรพาค่อย ๆ เคลื่อนออกจากพระนครในยามรุ่งอรุณ เสียงหวูดดังยาวเหนือหลังคาสถานี ก่อนหัวรถจักรไอน้ำจะลากตู้โดยสารพ้นชานชาลาไปทีละช่วง ล้อเหล็กกระทบรางดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สองฟากข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรือนแถว ร้านรวง และเสาโทรเลข มาเป็นทุ่งนาแนวตาลกระท่อมหลังเล็กและวัดไกลลิบซึ่งปรากฏแล้วลับไปในแดดอ่อน ทุ่งหนึ่งผ่านไป ตามด้วยอีกทุ่งหนึ่ง หมู่บ้านหนึ่งผ่านไปตามด้วยอีกหมู่บ้านหนึ่งจนผู้เดินทางคล้ายถูกพาให้ห่างจากพระนครทีละนิด ลมแล้งพัดลอดช่องหน้าต่างที่เปิดอ้าเข้ามาเป็นระลอก หอบฝุ่นแดงกลิ่นควันถ่านและกลิ่นเหงื่อของผู้คนให้ปะปนกันอยู่ในตู้โดยสารชั้นสามม้านั่งไม้แข็งกระด้างเรียงยาวไปตามผนังรถผู้โดยสารนั่งเบียดเสียดกันตามประสาคนเดินทางไกล มีพ่อค้าชาวตลาดนุ่งกางเกงแพรจีน สวมเสื้อคอกลมสีขาว ถัดไปเป็นชาวนากอดห่อผ้าไว้แนบอก มีพระภิกษุนั่งสำรวมอยู่ริมหน้าต่าง และมีทหารประทวนผู้เดินทางไปราชการนั่งเอนหลังหลับตาครึ่งหนึ่ง ถัดไปเป็นหญิงชราเคี้ยวหมากจนริมฝีปากแดง ในมือถือพัดใบลาน ก่อนที่เสียงสนทนากันเบา ๆ ด้วยถ้อยคำเกรงใจคลอขึ้นเบาๆ “กระผมเห็นทีจะถึงฉะเชิงเทราก่อนเพล หากรถไม่เสียเวลาเสียก่อนขอรับ” ก่อนที่อีกฝ่ายจึงตอบรับช้า ๆ ว่า “ก็สุดแต่ทางและวาสนาเถิดท่าน การเดินทางสมัยนี้ ใจร้อนนักหามีประโยชน์ไม่” หญิงชราผู้หนึ่งนุ่งผ้าถุงสีครามหม่นสวมเสื้อแขนกระบอกเนื้อบางติดกระดุมมุก ผมเกล้ารวบไว้ท้ายทอยอย่างเรียบร้อย ข้างกายนางมีหญิงสาวสองคนแต่งกายทันสมัยกว่าคนบ้านนอกเล็กน้อย นุ่งผ้าถุงเนื้อดี สวมเสื้อคอตื้นแขนสั้น ผมตัดบ๊อบดัดเป็นคลื่นอ่อน ๆ และวางหมวกปีกเล็กไว้บนตักตามอย่างสุภาพสตรีชาวพระนครในกาลใหม่ อากาศในตู้ร้อนอึดอัดและอวลไปด้วยฝุ่นละอองแต่ทุกคนก็จำยอมอยู่กับความร้อนนั้นอย่างเงียบงัน ริมหน้าต่างฝั่งซ้าย เดชาวัต นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความพลุกพล่านหลังแกร่งพิงผนังไม้ซึ่งสั่นสะเทือนตามแรงรถ มือหนาวางสงบบนหมวกทรงหม้อตาลที่วางอยู่บนตัก ดวงตาคมทอดผ่านทุ่งนาเวิ้งว้างและควันอย่างผู้มีเรื่องให้ขบคิด เครื่องแต่งกายของเขาเป็นเครื่องแบบราชการทหารบกสีกากีแกมเขียวอย่างนายทหารในกาลเปลี่ยนแผ่นดิน เสื้อแบบราชการคอพับตัดเข้ารูปพอควร กระดุมโลหะสีทองหม่นเรียงเป็นแนวลงมาตามอก กระเป๋าบนและล่างเย็บติดส่วนภายนอกมีใบปกแนบเรียบร้อย อินทรธนูสีเดียวกับเสื้อวางราบบนบ่า บอกยศอย่างสำรวมมิได้โอ่อ่าเกินควร เข็มขัดหนังสีน้ำตาลคาดทับตัวเสื้อ ซองปืนแนบสะโพกหนา รองเท้าหนังหุ้มข้อสีดำถูกฝุ่นตามทางจับจนหม่น หมวกทรงหม้อตาลสีกากีแกมเขียวมีกระบังและสายรัดคางหุ้มผ้าสีเดียวกับหมวกวางนิ่งอยู่บนตัก ทุกชิ้นดูเรียบร้อย หนักแน่น และเหมาะกับผู้สวมใส่ มิใช่เพื่อโอ้อวด หากเป็นเครื่องหมายของหน้าที่ที่เขาแบกรับอยู่ทุกขณะ เดชาวัตเป็นชายหนุ่มรูปงามสะดุดตา รูปร่างสูงใหญ่ราวหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าเซนติเมตร ช่วงบ่ากว้าง อกผึ่ง เอวสอบ และทรงตัวตรงอย่างผู้ผ่านการฝึกมาอย่างเคร่งครัด ความสูงของเขายิ่งทำให้เครื่องแบบทหารดูสง่าขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งประดับใดๆ ใบหน้าคมได้รูป หน้าผากกว้าง คิ้วเข้มรับกับดวงตาดำสนิทที่จ้องมองนิ่งอย่างระวังตัว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูปและมักปิดสนิท คล้ายเป็นคนไม่ใช้ถ้อยคำเกินจำเป็น ผิวของเขาขาวนวลอมสีน้ำผึ้งอย่างผู้ดี ผิวพรรณนับว่าสะอาดเกลี้ยงเกลา แม้ต้องแดดและฝุ่นจากการเดินทางก็ยังไม่กลบความละเมียดละไมในตัวได้ ลำคอแข็งแกร่ง มือยาวได้สัดส่วน และกิริยาทุกอย่างเรียบร้อยพอดี ไม่กระด้างจนห่างเหิน หญิงสาวสองคนตรงข้ามชำเลืองมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วต่างก้มหน้า นางหนึ่งกระซิบเบาราวกลัวเสียงจะลอยไปถึงเจ้าตัวว่า “คุณพระช่วย ท่านนายร้อยผู้นี้ช่างสง่างามนักหนา” อีกนางแตะข้อศอกเพื่อน พลางว่า “เบาเสียงลงเถิดหล่อน ประเดี๋ยวท่านได้ยินเข้า จะไม่งาม” เดชาวัตยังคงมิได้หันไป เขาปล่อยถ้อยคำนั้นให้ผ่านพ้นไปกับเสียงล้อรถ ลึกลงในกระเป๋าเสื้อมีจดหมายจากบิดาพับเก็บแนบอกอยู่ กระดาษแผ่นนั้นเบาในมือ แต่ทว่าหนักในใจ ถ้อยคำภายในมิได้เกรี้ยวกราด หากสุภาพและเฉียบขาดอย่างอำนาจของผู้ใหญ่ เจ้าเป็นบุตรชายคนโต พึงสำนึกเถิดว่าหน้าที่ต่อสกุลนั้น หาใช่สิ่งที่จะวางลงตามอำเภอใจได้ไม่ บิดาประสงค์ให้เขากลับไปดูตัวกับอรอนงค์ บุตรสาวของสหายสนิท ทว่าเดชาวัตอ่านจดหมายจบแล้วเพียงพับเก็บดังเดิม ไม่เขียนตอบ ไม่กล่าวค้าน ไม่ขัดขืนแต่เขาเลือกทำสิ่งที่เงียบกว่า คือร้องขอย้ายตนเองมายังชายแดน ให้หน้าที่ของเขาพาเขาออกจากพระนคร ออกจากความคาดหมาย ออกจากสายตาของวงศ์สกุล และออกจากชะตาที่ผู้อื่นหมายจะวางไว้ให้ รถไฟหยุดลง ณ สถานีน้อยกลางทุ่ง ไม่มีชานชาลาปูนโอ่อ่า มีแต่แผ่นกระดานเก่าพาดไว้ให้ผู้โดยสารก้าวลงสู่พื้นดิน เดชาวัตลุกขึ้นอย่างสงบ หยิบหมวกทหารจากตักมาสวมให้เข้าที่ ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนผ่านผู้โดยสารซึ่งพากันเหลียวมองเงียบๆ ครั้นเท้าก้าวพ้นบันไดรถไฟลงสู่ดินแห้งแตกระแหง ชายหนุ่มก็เงยหน้ามองไปทางทิศบูรพา เห็นแนวเขาไกลลิบเป็นเงาสีน้ำเงินทึบทอดอยู่ใต้ฟ้า ที่ปลายสถานีมีม้าตัวผู้สีน้ำตาลเข้มถูกผูกคอยอยู่ เดชาวัตรับบังเหียน ขึ้นนั่งอานม้าด้วยท่วงท่าสง่างามคล่องแคล่ว แล้วควบฝ่าทางดินแดงและชายป่าไปอีกหลายชั่วยาม ทิ้งเสียงหวูดรถไฟไว้เบื้องหลังประหนึ่งเสียงจากชีวิตเดิมๆที่ค่อยๆ เลือนหายไป ตะวันยามใกล้เที่ยงแผดแสงแรงกล้า จนเงาไม้หดสั้นลงแทบจมอยู่กับโคนต้น ลมจากทางลำธารพาความชื้นจางๆ มาปะปนกับไอร้อนของแผ่นดิน ทำให้อากาศอับหนักยิ่งกว่าพระนคร ทางดินค่อยๆลาดสูงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ทิวเขา ป่าไม้เริ่มแน่นทึบขึ้นทีละน้อย เสียงจักจั่นเรไรก้องพนา ทว่าเดชาวัตยังคงควบม้าไปข้างหน้า ใบหน้าเรียบเฉย มิแสดงอาการเหน็ดเหนื่อย แม้เครื่องแบบจะชุ่มเหงื่อและแต้มฝุ่นแดงเป็นคราบทาง อาชาพาเขาผ่านหมู่บ้านเล็กที่ตั้งเรียงรายของชาวบ้านตามชายแดน กระท่อมเล็กที่ทำจากไม้ไผ่และหลังคาที่ทำด้วยใบจากตั้งเรียงทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา เด็กเล็กวิ่งตามทางพลางหัวเราะชอบใจยกใหญ่จน หญิงชราใต้ถุนเรือนเงยหน้าจากงานสานใบจากหันมามอง เขาก้มศีรษะให้น้อยๆ นางจึงยิ้มตอบอย่างคนชนบทผู้คุ้นเคยกับคนผ่านทาง ครั้นทางแคบลง และเสียงสัตว์ป่าที่ถี่กระชั้นขึ้น รั้วหนามกับธงผืนหนึ่งก็ปรากฏเหนือยอดไม้ เบื้องหน้าคือค่ายทหารหน่วยปฏิบัติการชายแดน ค่ายทหารตั้งอยู่ในหุบเขาเล็ก มีลำธารสายใสไหลเลียบอยู่ด้านหนึ่ง รอบบริเวณเป็นป่าดงดิบและแนวเขาสลับซับซ้อน อาคารไม้สักหลังใหญ่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่ทำการและที่พักของหัวหน้าหน่วย ส่วนเรือนพักทหารเป็นกระท่อมไม้ไผ่กระจัดกระจายอยู่ตามมุมค่าย มีรั้วและแนวไม้แหลมล้อมไว้โดยรอบ ป้อมปืนกลตั้งประจำอยู่ตรงมุมรั้วสองด้าน ทหารยามเดินตรวจบนทางไม้ยกสูงด้วยท่าทีระแวดระวัง เมื่อเดชาวัตควบม้าเข้าใกล้ ก่อนที่เสียงตะโกนจากป้อมก็ดังขึ้น “หยุด…ประเดี๋ยว ใครมา” เขาดึงบังเหียนให้ม้าชะลอ กายแกร่งยังตั้งตรงบนอานม้า แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “กระผมผู้บังคับบัญชาเดชาวัต มารายงานตัว” ทหารยามรีบเข้าไปแจ้งภายในค่าย ไม่นานนัก ทหารหลายนายก็ออกมายืนต้อนรับ บ้างสวมเสื้อกากีเก่าซีด บ้างปลดกระดุมท่อนบนเพราะอากาศร้อน ใบหน้ากรานแดดและลม คนเหล่านี้ไม่เหมือนทหารในพระนครที่เดชาวัตเคยรู้จัก พวกเขาถูกแผดเผาและถูกสนามจริงขัดเกลาจนเหลือแต่เนื้อแท้ของคนชายแดน เดชาวัตลงจากม้า ส่งบังเหียนให้ทหารหนุ่มนายหนึ่ง แล้วก้าวเข้าสู่ค่าย สายตาคมกวาดสำรวจทุกสิ่งโดยเร็ว กลางลานค่าย ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังสนทนาอยู่กับชายวัยกลางคน เขาสูงโปร่ง ผิวสองสีต้องแดดเป็นทอง ผมตัดสั้นเสมอหู ใบหน้ากลมรี ดวงตากลมโต และมีรูปริมฝีปากซึ่งหากยิ้มแล้วคงทำให้ใบหน้านั้นอ่อนหวานได้โดยง่าย ทว่ากิริยาของเขากลับห่างไกลจากคำว่าอ่อนหวานอยู่มาก เขายืนก่ายหน้าก่ายตา มือเท้าเอว สะบัดคอเป็นระยะเวลาเอ่ยพูด น้ำเสียงดัง พูดรัวเร็วจนถ้อยคำไหลพรั่งพรูออกมาไม่ต่างจากกระสุนปืนกล ชายวัยกลางคนข้างกายหัวเราะหึแล้วพยักหน้ารับ เขาคือ สิบเอกไชย ทหารประทวนผ่านศึกมานับไม่ถ้วน ร่างกายใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผล ดวงตาเล็กแต่คมเป็นคนเก่าแก่ของหน่วย ผู้รู้จักแทบทุกตารางนิ้วของป่าชายแดน ทุกทางลับ ทุกจุดเสี่ยง และผู้คนเกือบทั้งถิ่น ก่อนที่ชายหนุ่มนามว่า ปืน ผู้นั้นจะหันมาเห็นเดชาวัตกำลังก้าวเข้ามา รอยยิ้มซึ่งติดอยู่ที่มุมปากเมื่อครู่พลันดับวับ เขาเห็นเครื่องแบบนายร้อย เครื่องหมายประจำยศ อาวุธข้างเอว และหมวกที่สวมไว้อย่างรัดกุม ก็รู้ได้ในทันทีว่าบุรุษเบื้องหน้าคือหัวหน้าหน่วยคนใหม่ นายร้อยจากพระนครอีกคน ปืนเอียงตัวเข้าไปกระซิบกับสิบเอกไชย เสียงมิได้ดังนัก หากก็หาได้เบาจนพ้นหูคนที่อยู่ใกล้ “นายร้อยอีกแล้ว เห็นแล้วระอา มีดีแต่สั่ง อีกไม่กี่เดือนก็คงร้องหาพระนคร” สิบเอกไชยใช้ศอกกระทุ้งเตือนเบาๆ พลางกระซิบ “เอ็งเบาเถอะ อยู่ใกล้เกินไปแล้ว” แต่ปืนหาได้สนใจเขายังคงมองเดชาวัตด้วยสายตากระด้างของคนเคยถูกผู้มีอำนาจทำให้ผิดหวังมาแล้วหลายต่อหลายครา เดชาวัตเดินผ่านปืนและสิบเอกไชยไปโดยมิได้ชะงัก ครั้นเฉียดเข้าใกล้ เขาหันมามองปืนเพียงชั่วอึดใจ สายตาคมนั้นสะดุดกับใบหน้าติดหวานซึ่งขัดกับท่าทีแข็งกระด้างและวาจาจัดจ้านของเจ้าของ เขาแลเห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ เหนือคิ้วซ้าย และแววดื้อดึงในดวงตากลมโตซึ่งไม่ยอมหลบให้ใครง่ายๆ เดชาวัตมิได้กล่าวคำใด เพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย แล้วเดินต่อไป ปืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วขมวดอย่างไม่ทันระวังตัว ด้วยไม่เคยคาดคิดว่านายร้อยหน้าใหม่จะเสียเวลาทักทหารประทวนเช่นตน ผู้บังคับบัญชาก่อนๆ มักเดินผ่านเหล่าทหารชั้นผู้น้อยเสมอ ปืนมองตามแผ่นหลังกว้างและท่าเดินมั่นคงนั้น แล้วจึงหันกลับมากล่าวกับสิบเอกไชยด้วยน้ำเสียงเดิม แม้ในอกจะสะดุดไปเล็กน้อย “เห็นหรือไม่ ผู้บังคับบัญชาหน้าใหม่ หน้าตาดีก็จริง แต่กระผมว่าอยู่ได้ไม่นานหรอกประเดี๋ยวก็ได้กลับพระนครเป็นแน่” สิบเอกไชยส่ายหน้า ปล่อยถ้อยคำนั้นให้จางหายไปกับแดดกลางลาน เดชาวัตเข้าไปในอาคารไม้สักหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่ทำการของหน่วย ภายในเป็นห้องโถงกว้าง โต๊ะไม้ยาวตั้งอยู่กลางห้อง แผนที่ผ้าใบขนาดใหญ่กางติดผนัง ทหารประจำหน่วยยืนเรียงแถวรออยู่ราวยี่สิบกว่านาย ส่วนใหญ่เป็นทหารประทวน บางคนยืนตรง บางคนเอนตัวเล็กน้อย บางคนยังลอบกระซิบกัน เดชาวัตเดินไปยืนหน้าแถว กวาดตามองทหารทีละคน ทุกคนสวมเครื่องแบบ แม้หลายชุดจะเก่าและซีดเซียวก็ตาม เขายืนตรง ถอดหมวกวางลงบนโต๊ะ แล้วกล่าวด้วยเสียงชัด และหนักแน่น “กระผม เดชาวัต มารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการชายแดนตั้งแต่บัดนี้ กระผมขอให้ทุกท่านปฏิบัติตามคำสั่งและทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ส่วนกระผมก็จะทำหน้าที่ของกระผมให้ดีที่สุดเช่นกัน” คำพูดมีเพียงเท่านั้น ไม่มีถ้อยคำโอ่อวดหรือปลุกใจยืดยาว ทหารทั้งแถวยืนนิ่ง บางคนพยักหน้ารับ บางคนยังเหลือเสียงกระซิบเบาๆ อยู่ปลายแถว ปืนยืนอยู่แถวหลังสุด ข้างพลทหารเล็ก ทหารหนุ่มวัยยี่สิบปี ท่าทางซื่อๆดวงตากลมโตริมฝีปากอ้าค้างเหมือนคนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เดชาวัตอ่านรายชื่อทหารในหน่วยจากแผ่นกระดาษทีละคน ครั้นถึงชื่อ “จ่านายสิบไกปืน” ปืนตอบเสียงดัง … “มา!” เดชาวัตเงยหน้าขึ้นมอง สายตาทั้งสองปะทะกันเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะก้มลงจดชื่อต่อโดยไม่เอ่ยอะไรต่อ ปืนมองแผ่นหลังของผู้บังคับบัญชาคนใหม่ พลางกระซิบกับพลทหารเล็ก “ผู้บังคับบัญชาใหม่รูปร่างหน้าตาดีนะ แต่ก็คงมีดีแค่สั่ง ประเดี๋ยวอยู่ได้ไม่กี่เดือนแน่ อย่าไปหวังอะไรเยอะ” พลทหารเล็กกระซิบตอบอย่างหวาดๆ “พูดเบาๆ ได้ไหมพี่ปืนกระผมกลัว ผู้บังคับบัญชาท่านได้ยินหมดแล้ว” ปืนยักไหล่ “ได้ยินก็ ช่างประไรกระผมพูดจริง” ทว่าในใจกลับสะดุด เพราะเขารู้ดีว่าเดชาวัตได้ยินแน่ แต่ชายผู้นั้นไม่โกรธ ไม่ตำหนิไม่คิดลงโทษ ผู้บังคับบัญชาคนอื่นที่ปืนเคยเจอ หากได้ยินถ้อยคำเช่นนี้คงเรียกไปต่อว่า หรือไม่ก็สั่งทำโทษไปแล้ว ความนิ่งเฉยนั้นทำให้ปืนสับสนระคนสงสัย หลังการประชุม เหล่าทหารแยกย้ายไปตามหน้าที่ เดชาวัตเข้าไปในห้องทำงานของหัวหน้าหน่วย ห้องเล็กด้านในมีโต๊ะไม้และตู้เอกสารไม้ ถัดไปเป็นเตียงไม้ที่ตั้งชิดมุมห้อง เขานั่งลงพลางเปิดสมุดบันทึกภารกิจของหน่วย แล้วอ่านทบทวนทุกหน้าอย่างละเอียด ลายมือของหัวหน้าหน่วยคนก่อนต่างกันไป บางคนเขียนประณีต เดชาวัตอ่านทั้งหมด ก่อนหยิบดินทอมาสรุปสถานการณ์ชายแดน จุดเสี่ยงและเส้นทางลักลอบ ตามด้วยรายชื่อบุคคลสำคัญในพื้นที่บันทึกลงในสมุดของตน ลายมือของเขาเรียบร้อย ตัวอักษรกลมต่ำเสมอกันราวกับผ่านเครื่องพิมพ์ดีด ขณะที่เดชาวัตกำลังเขียนบันทึก เสียงเอะอะจากนอกห้องก็แทรกเข้ามา และเป็นเสียงของปืนที่กำลังตำหนิทหารนายหนึ่งเรื่องอาวุธซึ่งยังมิได้เก็บให้เป็นระเบียบ “เหตุใดจึงไม่เก็บปืน ถ้าดูแลของตนเองยังไม่ได้ ก็อย่าเป็นทหาร อยากตายหรือไร!” เดชาวัตหยุดดินสอพลางเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกไปยืนที่หน้าต่าง ปืนยังคงยืนชี้หน้า ทหารหนุ่มผู้นั้นเพียงกำลังนั่งขัดอาวุธ น้ำเสียงของเขาดังและแข็งกระด้าง แต่ทหารคนนั้นมิได้โกรธ เขาทำเพียงแค่ก้มหน้าทำตามอย่างรู้จักนิสัยของปืนดี เดชาวัตมองภาพนั้นเงียบๆ เขาเห็นว่าถ้อยคำของปืนรุนแรงก็จริงทว่าใจความกลับมีเหตุผล เมื่อเห็นเช่นนั้น เดชาวัตจึงกลับมานั่งเขียนบันทึกต่อ บ่ายวันนั้น เดชาวัตออกจากห้องทำงานเพื่อสำรวจรอบค่าย ตั้งแต่รั้ว ป้อม ทางเข้าออก จุดยาม ไปจนถึงลำธารซึ่งไหลผ่านของพื้นที่ทางการทหารและ เขาแวะยังป้อมหน่วยแพทย์ทหารตรงมุมค่าย ป้ายไม้เหนือประตูแกะสลักคำว่า หน่วยแพทย์ ไว้อย่างเรียบง่าย ภายในมีชายหนุ่มอายุราวๆสามสิบปี สวมเสื้อกากีขาว ผมเรียบ ใบหน้ายิ้มแย้ม กำลังจัดยาและผ้าพันแผลอยู่บนชั้นไม้ เขาคือหมอบัณฑิต หมอทหารประจำหน่วย เดชาวัตเคาะขอบประตูเบาๆ “กระผม เดชาวัต มาทักทาย” หมอบัณฑิตหันมายิ้มกว้าง “ท่านผู้บังคับบัญชา กระผมบัณฑิต หมอทหารประจำหน่วย ยินดีต้อนรับ ที่นี่ไม่มีสิ่งใดหรูหราที่นี่เน้นพึ่งพาซึ่งกันและกัน” เดชาวัตพยักหน้า มองสำรวจยา ผ้าพันแผล และเครื่องมือแพทย์ซึ่งจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ “ที่นี่มีผู้บาดเจ็บบ่อยหรือไม่” เขาถาม หมอบัณฑิตหันมาพลางตอบว่า “บ่อยพอสมควรครับ ลาดตระเวนปะทะเข้ากับพวกนอกรีตกระผมคุ้นชินแล้ว” เดชาวัตพยักหน้าอีกครั้ง “หากมีเรื่องด่วน กระผมจะส่งคนมาเรียก” “ได้ครับ ท่านกระผมอเตรียมพร้อมอยู่ตรงนี้ตลอด” หมอบัณฑิตตอบ เดชาวัตก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินออกมา ระหว่างทาง เขาเห็นทหารหลายนายกำลังฝึกยิงปืนอยู่หลังค่าย เสียงปืนดังเป็นครั้งคราวกระสุนถูกเป้าบ้าง พลาดเป้าบ้าง เขาหยุดยืนดู จดจำท่าทางของแต่ละคนไว้เงียบๆ สิบเอกไชยเดินมายืนข้างๆ เดชาวัตจึงเอ่ยถาม “ทหารที่ยิงปืนไม่ดีมีกี่คน” “สี่ห้าคนครับท่านส่วนใหญ่เพิ่งมาใหม่ ยังมิทันคุ้นอาวุธ” สิบเอกไชยตอบ “พรุ่งนี้ กระผมจะฝึกเอง”เดชาวัตกล่าว สิบเอกไชยชะงักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับผู้บังคับบัญชาที่ลงมือฝึกทหารด้วยตนเองมิใช่ภาพที่พบเห็นได้บ่อยนัก เดชาวัตเดินต่อไปทางลำธาร สิบเอกไชยมองตาม แล้วหันไปพูดกับปืนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล “ผู้บังคับบัญชาคนนี้ เห็นทีจะไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ” ปืนยักไหล่มิได้ตอบ ร่างสูงเพียงหยิบปืนขึ้นเล็งแล้วยิง กระสุนพุ่งเข้ากลางเป้าอย่างแม่นยำ เขาลดปืนลง มองเป้าแล้วเหลือบไปทางที่เดชาวัตเดินหายไป สิบเอกไชยเห็นแววตานั้น จึงยิ้มเงียบๆพลางส่ายหัว เดชาวัตนั่งลงที่ริมลำธาร วักน้ำเย็นล้างมือและใบหน้า แล้วสูดหายใจลึกมองสายน้ำที่ไหลผ่านก้อนหินอย่างเงียบสงบ เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง เขามิได้หันไป แต่รู้ว่ามีคนมา ปืนเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ไทัยังไม่ทันได้ทักทาย เพียงย่อตัวลงล้างหน้าเช่นกัน ทั้งสองอยู่ใกล้กันริมลำธารชั่วขณะ ไม่มีผู้ใดพูดอะไร มีเพียงเสียงน้ำไหลผ่านเท้าของทั้งคู่ ปืนรู้สึกอยากเอ่ยบางอย่าง แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สุดท้ายจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเดิม “น้ำเย็นดีนะ ท่าน” ถ้อยคำนั้นเจือความเย็นชาและคล้ายประชดอยู่เล็กน้อย เดชาวัตมิได้หันมาตอบเพียง “ครับ” ปืนยักไหล่ “พูดน้อยเสียจริง ผู้บังคับบัญชาคนอื่นพูดมากกว่านี้ สั่งโน่นสั่งนี่ แต่ท่านพูดเพียงคำเดียวนี่จะเป็นเจ้านายเขาได้หรอกหรือ” เดชาวัตไม่ตอบ ปืนหันไปมองเสี้ยวหน้าของเขาใต้แสงส้มของอาทิตย์ยามอัสดงที่ส่องลงมากระทบ ใบหน้านั้นนิ่งเรียบหล่อเหลาคมคาย จมูกโด่งเป็นสันส่วนคางนั้นคมได้รูป เชกเช่นเดียวกับดวงตาคมที่ทอดมองสายน้ำโดยไม่ไหวติง จวบจนจะรู้ตัวเผลอจ้องมองนานเกินไป คนตัวเล็กกว่าจึงรีบเบนสายตาไปทางอื่นด้วยความเก้อเขิน “พรุ่งนี้มีลาดตระเวน ท่านจะไปด้วยหรือไม่” “ไป” เดชาวัตตอบสั้นๆ ปืนพยักหน้า ไม่เอ่ยอะไรอีก ก่อนจะหยัดการจะเดินจากไป ระหว่างกลับเรือนพัก เขานึกสงสัยตนเองอยู่เงียบๆ ปกติเขาไม่เคยสนใจว่าผู้บังคับบัญชาคนใดจะออกลาดตระเวนหรือไม่ แต่ผู้บังคับบัญชาคนนี้กลับทำให้เขาอยากรู้ อยากเห็น อยากอยู่ใกล้พอจะตัดสินได้ว่าคนๆนี้จะเหมือนกับคนอื่นหรือไม่ ปืนบอกตัวเองว่านั่นเป็นเพียงความสนใจใคร่อยากรู้ของตนเองเพียงเท่านั้น เดชาวัตมองตามแผ่นหลังของปืนที่ค่อยๆ ห่างออกไป ร่างสูงโปร่งราวร้อยแปดสิบเซนติเมตรรับกับไหล่กว้าง ท่าเดินสะบัดอย่างคนไม่ยอมใคร เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มิได้ปล่อยความคิดให้ไกลนัก แต่ใบหน้าติดหวานกับถ้อยคำปากจัดของปืนกลับติดอยู่ในความทรงจำ คนผู้นั้นพูดตรงไม่ยอมคน เดชาวัตเคยพบผู้คนมากมายในพระนคร หลายคนพูดจาดีแต่ไม่จริงใจ หลายคนยิ้มต่อหน้าแล้วนินทาลับหลัง ปืนมิใช่คนเช่นนั้น เขาคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ชอบก็บอก ไม่พอใจก็แสดงออก ไม่มีการซ่อนเร้น เดชาวัตรู้สึกว่าคนเช่นนี้หาได้ยาก แม้จะหยาบกระด้างไปบ้างก็ตาม ค่ำคืนนั้น เดชาวัตนั่งอยู่ในห้องทำงาน แสงจากตะเกียงน้ำมันเจ้าพายุส่องเป็นวงสีเหลืองลงบนโต๊ะไม้ เขาเปิดสมุดบันทึกส่วนตัวซึ่งมิใช่บันทึกราชการมือหนาหยิบดินสอพลางเขียนลงไป วันนี้กระผมมาถึงหน่วยปฏิบัติการชายแดนภาคตะวันออก อากาศร้อนอบอ้าวอีกทั้งป่ารก แมลงชุม ทหารในหน่วยส่วนใหญ่เป็นทหารประทวน หลายคนผ่านศึกและมีความรู้ภาคสนามดี กระผมได้พบทหารคนหนึ่งนามว่าปืน ยศนายสิบ เป็นบุรุษที่ใบหน้าออกหวานเหมือนกับสตรี แต่ปากจัด พูดจาขวานผ่าซาก กระผมไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่นานเท่าใด แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องส่วนตัว... กระผมยังไม่อยากคิด… เดชาวัตหยุดเขียน มองตัวอักษรในสมุด แล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อซึ่งเป็นจดหมายจากบิดา นายพลเสนีย์ ที่เขียนด้วยลายมือประณีตลงบนกระดาษที่มีกลิ่นหอมจางๆ และมีตราประทับสีแดงที่มุมบน เขาเปิดอ่านซ้ำอีกครั้ง ถึง เดชาวัต ลูกรัก… บิดาได้นัดหมายให้ตัวเธอไปพบหน้าและดูตัวกับคุณอรอนงค์ บุตรีของท่านขุนพลศักดิ์ สหายสนิทของบิดา ในเดือนหน้าที่จะถึงนี้ ขอให้รีบเดินทางกลับยังพระนครเพื่อมาพบปะบิดากับคุณอรอนงค์โดยพลัน เรื่องการนี้บิดาและท่านขุนพลศักดิ์ได้ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะแล้ว คุณอรอนงค์นั้นเป็นกุลสตรีผู้เพียบพร้อมด้วยชาติตระกูล มีความรู้ และมารยาทอันงดงามตามแบบฉบับกุลสตรีไทย บิดาจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกจะรับไมตรีนี้ จดหมายฉบับนี้ส่งไปถึงเธอ ณ หน่วยปฏิบัติการชายแดน ซึ่งเป็นสถานที่ราชการที่ลูกเลือกเดินทางไปประจำการด้วยความสมัครใจ บิดานั้นสารภาพตามตรงว่ายังไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดลูกจึงเลือกไปตรากตรำ ณ ที่ห่างไกลเช่นนั้น แต่กระนั้น บิดาก็เคารพในอุดมการณ์และการตัดสินใจของลูกเสมอมา อย่างไรก็ตาม เรื่องการครองเรือนและงานสมรสนั้นถือเป็นกิจสำคัญยิ่งของชีวิต บิดาจึงใคร่ขอให้ลูกกลับมาปรึกษาหารือกันให้เป็นกิจลักษณะ ด้วยความห่วงใยเป็นแม่นมั่น บิดา เดชาวัตอ่านจดหมายฉบับนั้นจนจบ แล้วบรรจงพับเก็บลงในซองอย่างเงียบเชียบ โดยมิได้คิดจะเขียนตอบกลับแต่อย่างใด เขามีความประสงค์เด็ดเดี่ยวที่จะไม่กลับสู่พระนคร ไม่ไปพบหน้า และไม่อาจเข้าร่วมพิธีดูตัวกับคุณอรอนงค์ตามความประสงค์ของบิดาได้เลย มิใช่เพราะคุณอรอนงค์บกพร่องในความดีงาม หากแต่เป็นเพราะเขารู้สึกตระหนักแน่แก่ใจว่า ตนมิได้มีความเสน่หาหรือความรู้สึกเช่นนั้นต่อหล่อน หรือแม้กระทั่งต่อสตรีใดเลยในโลกหล้า ความจริงข้อนี้ฝังแน่นอยู่ในใจเขามาเนิ่นนาน ตั้งแต่ครั้งยังศึกษาอยู่ ณ โรงเรียนนายร้อย ในยามที่บรรดาเพื่อนร่วมรุ่นต่างพากันสนทนาพาทีถึงหญิงสาวด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ เขากลับไม่เคยมีความรู้สึกร่วมหรือยินดียินร้ายไปกับสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยกระนั้น เดชาวัตก็มิเคยเอ่ยปากแพรพรายความในใจนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้ ด้วยตระหนักดีว่าสังคมรอบตัวในยุคสมัยนั้น หาได้มีพื้นที่รองรับหรือความเข้าใจให้แก่ความจริงเช่นนี้ไม่ เขาจึงเลือกที่จะเก็บงำความลับนั้นไว้ในส่วนลึกของดวงใจ พร้อมกับตัดสินใจหลบลี้หนีหน้ามาประจำการ ณ ชายแดนอันไกลโพ้น ห่างไกลจากความคาดหวังอันหนักอึ้งของบิดา ห่างไกลจากสังคมที่คอยบงการและจับคู่ให้ต้องแต่งงาน และห่างไกลจากทุกสิ่งที่คอยบีบบังคับให้เขาต้องฝืนใจเป็นในสิ่งที่ผู้อื่นเห็นควร เขาปิดสมุดลงช้า ๆ วางดินสอลงบนโต๊ะ แล้วทอดสายตามองเปลวตะเกียงซึ่งไหวระริกตามแรงลม แสงสีเหลืองนวลสาดจับใบหน้าคมสัน เผยให้เห็นร่องรอยเหนื่อยล้าอิดโรยรอบดวงตา แม้ริมฝีปากจะยังคงปิดสนิทแน่นดังเดิม ในห้วงคำนึง เขากลับหวนนึกถึงนายพลเสนีย์ ผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้แก่กองทัพ ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านสนามรบ และผ่านความผันแปรของการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมานักต่อนัก บิดาเป็นคนเข้มงวดแต่ก็เปี่ยมด้วยความรักใคร่ เลี้ยงดูเขามาด้วยระเบียบวินัยอันเคร่งครัด สั่งสอนให้เข้มแข็ง มีความรับผิดชอบ และทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด บิดาคือแบบอย่างอันประเสริฐ หากแต่ก็เป็นบุรุษแห่งยุคสมัยผู้เชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่า บุตรชายทุกคนจักต้องแต่งงาน มีครอบครัว และสืบสกุล บิดาไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่า บุตรชายของตนอาจมิได้มีความรู้สึกนึกคิดในแบบที่โลกกว้างใบนี้คาดหวัง เดชาวัตไม่เคยเอ่ยปากบอกความจริงข้อนี้ มิใช่เพราะความขลาดกลัว หากแต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้บิดาต้องตรอมใจ หรือรู้สึกว่าตนเองล้มเหลวในหน้าที่ของการเป็นบิดาผู้ที่ฟูมฟักเลี้ยงดู เขาจึงเลือกที่จะหลบมาอยู่ ณ ชายแดนอันเปลี่ยวเปล่า เลือกที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดกำลัง และเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตนพอจะมีสิทธิ์เลือกได้ด้วยตนเองแม้เส้นทางสายนี้จะห่างไกลทั้งความสุขสบายและความเข้าใจจากผู้คนรอบข้างก็ตามที เขาเอื้อมมือหนาไปดับเปลวตะเกียงลง ความมืดมิดจึงเข้าปกคลุมทั่วห้อง ก่อนที่เดชาวัตจะเอนกายลงนอนบนเตียงไม้ ทอดสายตาเหม่อมองเพดานไม้เรือนพักท่ามกลางความมืดมัว ภายนอกหน้าต่างที่เปิดกว้างรับลม มีเสียงกบและแมลงขับขานดังระงม สายลมยามราตรีพัดโชยเข้ามา หอบเอาความเย็นบางเบาเจือกลิ่นอายดิน กลิ่นป่าเขตลำเนาไพร และกลิ่นเหงื่อจาง ๆ บนเรือนร่างของเขาเองเข้ามาด้วย เดชาวัตค่อย ๆ หลับตาลง ทว่าก่อนที่สติจะเลือนหายและจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา ภาพใบหน้าของ ปืน กลับวาบผ่านเข้ามาในห้วงความคิดอย่างไม่ทันตั้งตัว รอยยิ้มที่มักจะเลือนหายไปจากใบหน้าทันทีเมื่อยามเห็นใบหน้าเขา สายตากลมโตคู่สวยที่มีประกายดุดัน รอยแผลเป็นจาง ๆ เหนือคิ้วซ้าย ท่าทางดื้อรั้น น้ำเสียงห้าวห้วนดังฟังชัด และวาจาอันเผ็ดร้อนปากจัด ทว่าเปี่ยมด้วยความจริงใจอย่างยิ่งยวด เดชาวัตมิได้ปล่อยให้ความคิดลึกล้ำไปไกลกว่านั้น เขากลับเพียงแค่เก็บบันทึกภาพความทรงจำนั้นไว้ในใจเงียบ ๆ ก่อนจะปล่อยกายปล่อยใจให้หลับใหลไปท่ามกลางความมืดมิดอันเวิ้งว้างของคืนวัน ณ ชายแดนแห่งนี้ ในยามเดียวกันนั้น ณ เรือนพักของทหาร ปืนนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงไม้ไผ่ เสียงกรนสม่ำเสมอของพลทหารเล็กผู้เป็นเพื่อนร่วมห้องดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบกาย เขากลับนอนลืมตาโพลง ทอดสายตามองเพดานเรือนไม้ไผ่สานท่ามกลางความมืดมัว และปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงผู้บังคับบัญชาหน้าใหม่ผู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามา ปืนไม่เคยมีความรู้สึกชื่นชอบนายร้อยคนใดเลยมาแต่ไหนแต่ไร นายร้อยส่วนใหญ่มักเป็นลูกหลานผู้ดีตระกูลสูงส่ง มาเรียนแล้วติดยศประดับบ่าโดยไม่เคยรู้ซึ้งถึงความยากลำบากในภาคสนาม เอาแต่สั่งการซ้ายหันขวาหันตามตำรา แต่ครั้นถึงคราวปฏิบัติจริงกลับทำอะไรไม่เป็น บางคนอยู่ได้ไม่นานก็วิ่งเต้นขอย้ายกลับพระนคร ตัวเขาเองหาได้มีต้นทุนชีวิตเช่นนั้นไม่ ปืนก้าวเข้ามาสู่เส้นทางรับราชการทหารด้วยหยาดเหงื่อแรงงานและน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จากเด็กหนุ่มยากจนข้นแค้น ไร้ซึ่งญาติมิตรคอยฝากฝัง ไร้ผู้หลักผู้ใหญ่คอยหนุนหลัง อาศัยการไต่เต้าเลื่อนขั้นขึ้นมาด้วยฝีมือและความเด็ดเดี่ยวล้วน ๆ ผ่านสมรภูมิรบจริง ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เคยเห็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตา ทำงานหนักหนาสาหัสกว่าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากกว่าใครเพื่อน แต่ทว่า... บั้นปลายกลับยังคงเป็นเพียงนายสิบชั้นประทวนต้อยต่ำ ด้วยเหตุเพราะไม่มีเส้นสายหรือผู้มีอิทธิพลคอยอุปถัมภ์ค้ำจุน ในขณะที่นายร้อยเหล่านั้น เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยมาหมาด ๆ ก็กลับมียศถาบรรดาศักดิ์สูงกว่าเขาทันที มีสิทธิ์ออกคำสั่งแก่เขาได้ทันที ทั้งที่บางคนไม่เคยย่างกรายเข้าสู่สมรภูมิรบจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรมนี้ฝังรากลึกอยู่ในใจปืนมาเนิ่นนาน และหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคน ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด และมักแสดงออกผ่านวาจาอันเผ็ดร้อนเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายที่สร้างมาด้วยมือตนเอง แต่ผู้บังคับบัญชาผู้นี้เล่า... ปืนยังไม่อาจหาคำนิยามใดมาจำกัดความได้ถ่องแท้ แม้ว่าเขาจะเคยแสดงวาจาขวานผ่าซากใส่ไปเสียหลายครา แต่เดชาวัตกลับหาได้โกรธเคือง ตำหนิติเตียน หรือแม้แต่จะใช้อำนาจลงทัณฑ์ประการใดไม่ อีกฝ่ายเพียงแต่ยืนรับฟัง พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วตอบกลับด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ปืนไม่เคยพบผู้บังคับบัญชาคนใดมีกิริยาเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต ในคราที่เดชาวัตเดินผ่านแล้วหันมาสบตา ประกายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นหาได้เจือแววดูถูกเหยียดหยาม หรือเยาะเย้ยถากถางตามที่เขาคุ้นเคย หากแต่มองมาคล้ายกำลังพิจารณา จดจำ และค้นหาบางสิ่งบางอย่างบางสิ่งซึ่งลึกซึ้งจนปืนไม่อยากแม้แต่จะแปลความหมายให้วุ่นวายใจ ปืนพลิกตัวนอนตะแคง หันหลังให้พลทหารเล็กที่ยังคงนอนกรนเสียงดังสนั่น พลางบ่นพึมพำกับตนเองในความมืดว่า “บ้าเอ๊ย... ไฉนเราถึงเก็บเอามาคิดฟุ้งซ่านอยู่ได้ นั่นมันนายร้อยนะ ลูกผู้ดีตีนแดงที่ชอบออกคำสั่งโอ้อวดว่าตนเองนั้นยศฐาบรรดาศักดิ์คับฟ้ามิใช่หรือ” เขารับหลับตาลงแน่น ทว่าภาพใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเดชาวัตกลับยังคงวนเวียนเด่นชัดอยู่ในห้วงความคิด แววตาคมปลาบแต่กลับมิได้เย็นชา คล้ายจับตาดูอยู่ห่าง ๆ แต่มิใช่การจ้องจับผิด ปืนนึกฉงนใจนักว่าเหตุใดผู้บังคับบัญชาหนุ่มผู้นี้จึงทำให้ความรู้สึกนึกคิดของตนปั่นป่วนแปลกไปจากเดิม เขาจึงบอกตัวเองในใจว่า พรุ่งนี้เถิด... เขาจะลองจับตาดู ลองเข้าใกล้ และลองทำงานร่วมกันเสียสักตั้ง แล้วค่อยตัดสินใจให้เด็ดขาดอีกครา ก่อนที่ความอ่อนเพลียจะค่อย ๆ ดึงสติเขาให้จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด *** รุ่งเช้าวันใหม่มาเยือน เดชาวัตตื่นขึ้นก่อนผู้ใด เขาลุกไปชำระร่างกายด้วยน้ำใสเย็นจากลำธารธรรมชาติ ผลัดเปลี่ยนเป็นเครื่องแบบทหารที่สะอาดสะอ้านเรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินออกมายังลานฝึกกลางค่าย ทหารบางคนค่อย ๆ ทยอยตื่นตัวขึ้นจากความหลับใหล บางคนยังคงมีท่าทางง่วงงุน หาวหวอดหวังคลายความอ่อนเพลีย ปืนก้าวเดินมาถึงลานฝึกช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย เรือนผมยังคงยุ่งเหยิงเพราะไม่ได้หวีจัดทรง และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ไม่ค่อยเรียบร้อยนัก ทว่าเมื่อกวาดสายตามาเห็นเดชาวัตยืนสงบนิ่งอยู่กลางลานเคียงข้างสิบเอกไชยและทหารอีกสองสามนาย ฝ่ายนั้นก็ชะงักฝีเท้าลงทันที เดชาวัตหันมามองเพียงชั่วแวบเดียวสายตานิ่งสงบที่สื่อความหมายชัดเจนว่าเขารับรู้แล้วว่าปืนนั้นมาสาย เขารู้สึกเสียหน้า จึงรีบยืดอกผายผึ่งเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า แล้วตอกกลับสายตานั้นด้วยท่าทีดื้อดึงท้าทายตามนิสัย ทว่าเดชาวัตกลับมิได้เอ่ยปากตำหนิติเตียนใด ๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายเพียงแต่หันกลับไปตั้งใจฟังสิบเอกไชยรายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดนต่อ พร้อมกับเอ่ยถามคำถามสั้น ๆ แทรกขึ้นมาเป็นระยะ ระหว่างนั้นเอง ปืนก็พลอยแทรกเสียงห้าวห้วนขึ้นมาด้วยความรู้จากประสบการณ์ภาคสนาม บอกกล่าวถึงเส้นทางลับที่พวกค้าของเถื่อนมักใช้ลักลอบหลบหนี จุดอับสายตาที่การลาดตระเวนปกติยังเข้าไม่ถึง ตลอดจนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ควรตั้งด่านสกัดกั้น ปืนพรั่งพรูถ้อยคำออกมาอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการประดับประดาคำพูดใด ๆ เดชาวัตหันกลับมาฟังด้วยความตั้งใจจริง แม้สีหน้าจะยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยรับสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มว่า “กระผมจำได้” ปืนถึงกับนิ่งงันไปอีก ผู้บังคับบัญชาผู้นี้รับฟังด้วยความใส่ใจจริง มิใช่ฟังเพียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าที่ หรือฟังเพื่อหาช่องทางออกคำสั่งกดขี่ ทว่าตั้งใจรับฟังเพื่อนำเอาข้อมูลนั้นไปปฏิบัติจริงซึ่งนั่นคือสิ่งแปลกใหม่ที่ปืนไม่เคยพบเจอจากผู้บังคับบัญชาคนใดมาก่อนเลยในชีวิตรับราชการ เดชาวัตประกาศกร้าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานและเด็ดเดี่ยวว่า ในวันนี้ตนจะนำกำลังพลชุดเล็กออกลาดตระเวนสำรวจเส้นทางตามแนวชายแดนด้วยตนเอง และมีรายชื่อของปืนร่วมอยู่ในชุดปฏิบัติการนั้นด้วย เมื่อได้ยินชื่อตนเองถูกเอ่ยออกมา ปืนนิ่งงันไปชั่วขณะและมิได้เอ่ยถ้อยคำใด ๆ ออกมา ทว่าภายในช่องอกกลับมีความรู้สึกบางอย่างไหวระริกขึ้นมาอย่างประหลาด มิใช่ความรู้สึกขัดเคืองหรือไม่พอใจอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่คล้ายกับความคาดหวังเล็ก ๆ เบาบาง ซึ่งตัวเขาเองก็พยายามปฏิเสธและไม่อยากยอมรับมัน ปืนคอยพร่ำบอกกับตนเองซ้ำ ๆ ในใจว่า ผู้บังคับบัญชาหน้าใหม่ผู้นี้ก็หาได้มีสิ่งใดพิเศษเหนือคนอื่นไม่ ทว่าลึกลงไปในส่วนลึกของความรู้สึก เขากลับตระหนักแน่แก่ใจเสียแล้วว่า บุรุษผู้สวมเครื่องแบบนายร้อยตรงหน้าผู้นี้มีความแตกต่างจากนายร้อยคนอื่น ๆ ที่เขาเคยพบเจอมาอย่างสิ้นเชิง... เพียงแต่ตัวเขายังไม่อาจหาคำตอบได้ถ่องแท้เท่านั้นว่า ความแตกต่างนั้นซ่อนเร้นสิ่งใดอยู่กันแน่ *** ดวงอาทิตย์ทอแสงสูงขึ้น ส่งความร้อนระอุให้เริ่มแผ่ซ่านกดทับลงมาบนผืนป่า ทีมลาดตระเวนชุดเล็กต่างเร่งมือจัดเตรียมอาวุธและสัมภาระให้พร้อมสรรพสำหรับการออกเดินทาง เดชาวัตสวมหมวกสนามจัดทรงให้เข้าที่ ตรวจตราความเรียบร้อยของอาวุธปืนคู่กายอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ปืนเองก็กระทำไม่ต่างกัน ทั้งคู่ยืนเตรียมพร้อมอยู่บนลานค่ายในระยะห่างกันเพียงชั่วเอื้อม ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเดชาวัตก็หันกลับมาปะทะเข้ากับดวงตาของปืน และในครานี้... ไม่มีผู้ใดเบือนหลบสายตาหนีไปก่อนเลยแม้แต่น้อย เดชาวัตเพียงแต่พยักหน้ารับน้อย ๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณ ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินนำหน้ากำลังพลออกไปจากประตูค่าย ปืนยืนนิ่งทอดสายตามองแผ่นหลังสูงใหญ่ ไหล่กว้างอันเต็มไปด้วยพลัง และท่วงท่าการย่างก้าวอย่างมั่นคงของร่างสูงอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกสติ แล้วก้าวเท้าติดตามไปเบื้องหลัง จบตอนที่ ๑ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ รถไฟสายบูรพาค่อย ๆ เคลื่อนออกจากพระนครในยามรุ่งอรุณ เสียงหวูดดังยาวเหนือหลังคาสถานี ก่อนหัวรถจักรไอน้ำจะลากตู้โดยสารพ้นชานชาลาไปทีละช่วง ล้อเหล็กกระทบรางดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สองฟากข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรือนแถว ร้านรวง และเสาโทรเลข มาเป็นทุ่งนาแนวตาลกระท่อมหลังเล็กและวัดไกลลิบซึ่งปรากฏแล้วลับไปในแดดอ่อน ทุ่งหนึ่งผ่านไป ตามด้วยอีกทุ่งหนึ่ง หมู่บ้านหนึ่งผ่านไปตามด้วยอีกหมู่บ้านหนึ่งจนผู้เดินทางคล้ายถูกพาให้ห่างจากพระนครทีละนิด ลมแล้งพัดลอดช่องหน้าต่างที่เปิดอ้าเข้ามาเป็นระลอก หอบฝุ่นแดงกลิ่นควันถ่านและกลิ่นเหงื่อของผู้คนให้ปะปนกันอยู่ในตู้โดยสารชั้นสามม้านั่งไม้แข็งกระด้างเรียงยาวไปตามผนังรถผู้โดยสารนั่งเบียดเสียดกันตามประสาคนเดินทางไกล มีพ่อค้าชาวตลาดนุ่งกางเกงแพรจีน สวมเสื้อคอกลมสีขาว ถัดไปเป็นชาวนากอดห่อผ้าไว้แนบอก มีพระภิกษุนั่งสำรวมอยู่ริมหน้าต่าง และมีทหารประทวนผู้เดินทางไปราชการนั่งเอนหลังหลับตาครึ่งหนึ่ง ถัดไปเป็นหญิงชราเคี้ยวหมากจนริมฝีปากแดง ในมือถือพัดใบลานก่อนที่เสียงสนทนากันเบา ๆ ด้วยถ้อยคำเกรงใจคลอขึ้นเบาๆ “กระผมเห็นทีจะถึงฉะเชิงเทราก่อนเพล







