로그인“อยู่นี่เจ้าค่ะ มันเปียกน้ำแต่ข้าผึ่งไฟแล้ว ยาสมานแผลที่อยู่ในขวดข้าใช้กับบาดแผลของท่าน...” นางพอจะมองออกว่าถุงใบนี้น่าจะมีความสำคัญจึงเก็บเอาไว้ให้เขา
“ท่าน ชื่อของท่านเล่าเจ้าคะ ข้าขอทราบนามของผู้มีพระคุณได้หรือไม่”
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก” สือเจี้ยนหาวปฏิเสธก่อนหลับตาแล้วพยายามเดินลมปราณในร่าง เขาเพิ่งจะกลืนยาเม็ดที่สามเข้าไปอีกทั้งร่างกายยังได้พักบ้าง เรี่ยวแรงของเขาจึงกลับคืนมาหลายส่วน
“แผลตรงแขนซ้ายของท่านลึกมาก” จูอี้หลินมองแขนซ้ายของเขาอย่างเป็นกังวล แต่เขากลับดูไม่ใส่ใจนัก เพราะประโยคต่อมากลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับบาดแผลบนร่างของเขา
“หมู่บ้านที่พวกเจ้าจะไปอยู่ไกลหรือไม่”
“หมู่บ้านจงตู ข้ามเขาทางใต้ไปสองลูกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้านอนเสีย” สือเจี้ยนหาวเอ่ย ตอนนี้เขาลุกขึ้นได้แล้ว จึงเดินไปเติมฟืนให้กองไฟลุกโชติช่วงขึ้นอีก
“รุ่งเช้าข้าจะพาเจ้าไปส่งที่หมู่บ้านจงตู เจ้ามีญาติที่นั่นหรือไม่” เขาถามเสียงเรียบ
“ฮูหยินของท่านหัวหน้าหมู่บ้านมีญาติอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ ข้าคงจะไปแจ้งข่าวกับพวกเขา แล้วอาจจะอาศัยอยู่ที่นั่นสักพักจนกว่าจะหาทางได้”
“เอาล่ะ เราต้องออกเดินทางแต่เช้า ก่อนที่โจรพวกนั้นจะกลับมาตามหาร่องรอยของคนที่หายไป”
ตอนนี้เป็นตอนกลางคืน อีกทั้งหมาป่าก็ชุกชุม ดังนั้นแม้จะเป็นโจรป่าที่เชี่ยวชาญพื้นที่ก็คงไม่โง่งมออกมาตามหาผู้ใดในยามนี้
จูอี้หลินมองเขาที่ลุกขึ้นคล้ายมิได้บาดเจ็บมาก่อนก็ลอบถอนหายใจ นางเองก็เป็นกังวลอยู่เหมือนกันว่าอาการเขาจะหนักหนาไปกว่านี้
นางผอมบาง เรี่ยวแรงน้อยนิด ตอนลากเขาขึ้นมาจากน้ำนางก็แทบจะสิ้นเรี่ยวแรง ดังนั้นเมื่อทิ้งตัวลงนอนก็แทบจะหลับไปในทันที ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าผู้มีพระคุณกำลังนั่งจ้องนางด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
เช้าวันถัดมาจูอี้หลินค่อยๆ พลิกกาย ทว่าทันทีที่สายตาของนางสานสบเข้ากับดวงตาของปิศาจร้าย ใบหน้างดงามก็แดงระเรื่อขึ้น ไม่รู้ว่าโดนเขาจดจ้องอยู่นานเท่าไรแล้ว นางเป็นคนตื่นเช้าแต่ยังคงมีคนที่ตื่นเช้ากว่า
...เขาตื่นเช้าถึงเพียงนี้ทั้งที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บมาก
“ท่านตื่นนานแล้วหรือเจ้าคะ” จูอี้หลินถามเขาอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ไปล้างหน้าล้างตาเสีย เราจะออกเดินทางเมื่อเจ้าพร้อม” เขาเอ่ยเสียงเย็นชาและไม่ได้ตอบคำถามของนาง ร่างสูงเพียงเดินไปรื้อค้นข้าวของในห่อสัมภาระเพื่อมองหาสิ่งที่จำเป็น
จูอี้หลินทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย น้ำในลำธารเย็นเฉียบจนสั่นสะท้าน แต่กระนั้นก็ช่วยให้ใบหน้าที่ร้อนจนแทบลุกเป็นไฟรู้สึกดีขึ้น
สือเจี้ยนหาวลองก้าวเดินพร้อมกับสำรวจบาดแผลที่ขาทั้งสองข้าง บาดแผลที่ต้นขาของเขาดีขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังรู้สึกเจ็บมากหากเดินเท้า แต่เขาก็ไม่อาจชักช้าอยู่ที่นี่เช่นกัน
เขาต้องรีบกลับไปยังป้อมเจิ้งจิน เนื่องจากใบหน้าของจ้าวเหยียนเจี๋ยและเสียงตะโกนของอีกฝ่ายยังคงกึกก้องในความทรงจำ
...ไม่รู้ว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยจะโทษตัวเองในสิ่งที่เกิดขึ้นขนาดไหน
ทว่าก่อนอื่นจะต้องไปส่งหญิงสาวผู้นี้เสียก่อน อย่างน้อยๆ นางเองก็ถือว่าได้ช่วยเหลือเขาเช่นกัน เขาจึงไม่อาจดูดายปล่อยนางทิ้งเอาไว้กลางป่าได้
การเดินทางค่อนข้างล่าช้า สือเจี้ยนหาวค่อนข้างหงุดหงิดและอารมณ์เสีย เขาไม่อาจจะใช้กำลังภายในอุ้มนางเหินกายไปอย่างที่ใจอยากทำ
หนึ่งบุรุษที่กำลังบาดเจ็บ กับอีกหนึ่งสตรีผู้บอบบางอ่อนแอจึงได้แต่เดินเท้าไปช้าๆ กระทั่งดวงอาทิตย์เลยศีรษะไปแล้ว ทั้งคู่จึงพบถนนสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านภูเขาลูกแรก
จูอี้หลินมองสีหน้าท่าทางของเขาออก เขาทั้งกังวล ทั้งเร่งร้อนเพื่อที่จะเดินทาง แต่กระนั้นเขาก็ยังมีน้ำใจคิดที่จะไปส่งนาง ในใจของนางนั้นรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ทะ...ท่านเจ้าคะ” จูอี้หลินเอ่ยเรียกเสียงแผ่วด้วยความขลาดกลัว
แผ่นหลังกล้าแกร่งโดดเด่นห่างไปหลายก้าว ทำให้นางรู้สึกกลัวอยู่บ้าง ทว่าในความหวาดกลัวกลับมีความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยอย่างประหลาด ทั้งนี้หญิงสาวได้แต่ลอบมองเขาอย่างขลาดเขลามาตลอดการเดินทาง
เขาคือบุรุษคนแรกที่มองนางแล้วไม่มีแววคุกคามในดวงตา ไม่มีความหื่นกระหาย ไม่มีแววกระเพื่อมไหว ไร้ซึ่งกิเลสตัณหาใดๆ ทั้งปวง
รอบกายเขามีเพียงความดุร้ายเย็นชาที่แผ่กระจายออกมา ดวงหน้างดงามซึ่งเป็นถึงอดีตโฉมงามอันดับหนึ่งของแคว้นจ้าวเช่นนาง ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
“ข้าพอจะมองออกว่าท่านกำลังรีบร้อน หากท่านอยากจะแยกกับข้า เส้นทางนี้จะนำข้าไปยังที่พักของนักเดินทาง ดังนั้น...”
จูอี้หลินหยุดเท้าทั้งที่ยังเอ่ยไม่จบ นั่นเพราะจู่ๆ เขาก็หยุดเดิน ทำให้หน้าผากที่ก้มงุดของนางแทบจะชนเข้ากับแผ่นอกกว้างที่หันกลับมาอย่างกะทันหัน
สือเจี้ยนหาวก้มลงมองใบหน้าแดงเรื่อเพราะความเหน็ดเหนื่อยแล้วถอนใจเสียงเบา เขารู้ดีว่านางเดินตามเขามาโดยไม่ปริปากตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งยังมีท่าทีหวาดกลัวเขาอย่างเห็นได้ชัด ทว่านางก็ไม่เอ่ยปากขอหยุดพัก ทั้งที่นางเหน็ดเหนื่อยจนแทบจะก้าวเท้าไม่ออก
“เจ้ากลัวข้าหรือ” สือเจี้ยนหาวก้มลงถามเสียงเรียบ
หญิงสาวแทบจะพยักหน้าในทันที ทว่านางไม่ได้ทำเมื่อเงยหน้าขึ้นไปสบตาโกรธกรุ่นอยู่เป็นนิจของเขา นางกัดริมฝีปากแล้วนิ่วหน้า ในใจได้แต่แอบคิดว่าจะกล้าตอบตามตรงได้อย่างไรกันว่านางกลัวเขาจริงๆ แต่เป็นความกลัวว่านางจะสร้างปัญหาให้เขาต่างหาก
“ขะ...ข้าเพียงแต่คิดว่าหากท่านรีบร้อนและมีเรื่องอื่นจะต้องทำ เช่นนั้น...เช่นนั้น...” จูอี้หลินหลบสายตาเขา
“เดินทางต่อไป เราจะไปหยุดพักยังที่พักที่เจ้าว่า หลังจากนั้นจะไม่มีการพักอีก ดังนั้นตามข้าให้ทัน”
สือเจี้ยนหาวหันหลังเดินไปทันที โดยไม่รอให้นางพูดจบ จูอี้หลินไม่มีเวลาคิดอะไรนอกจากต้องวิ่งตามเขาให้ทัน
เมื่อไปถึงที่พักนักเดินทาง ทั้งสือเจี้ยนหาวและจูอี้หลินต่างก็รับรู้ได้ถึงสายตาของเหล่านักเดินทาง เพราะเสียงสนทนาที่เงียบงันลงไปอย่างชัดเจน บวกกับสายตาที่มองตรงมายังทางเข้า
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจคนรอบข้าง หากแต่เดินตรงเข้าไปถามเด็กรับใช้ที่ยืนรอต้อนรับอยู่ เขาจ่ายเงินสำหรับห้องพักสองห้อง นั่นทำให้เด็กรับใช้ตาโต จดจ้องใบหน้างดงามที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยความประหลาดใจ
เขาเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อ และซื้อเนื้อตากแห้งมาไม่กี่ชิ้น ด้วยเงินที่นางใส่เอาไว้ในห่อสัมภาระ ทั้งที่เงินนั้นสามารถเหมาทั้งแผงเนื้อเลยก็ได้ แต่เขากลับยืนขมวดคิ้ว คิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมล้วงมันออกมาเพียงไม่กี่อีแปะ ฝีเท้าอันมั่นคงก้าวขึ้นเหนือไปตามถนนสายหลัก ใบหน้ายิ้มแย้มของเขา กวาดไปทั่วบริเวณ บางครั้งเขาก็ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ คล้ายกำลังร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี โดยที่เขาไม่ได้ผ่อนฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เช้ากระทั่งบ่ายคล้อย เขาหยุดพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และนั่นทำเอาคนที่ใช้ปีกบินตามเขามาเงียบๆ อยู่เหนือศีรษะถึงกับถอนหายใจ นางกังวลว่ากว่าเขาจะหานางพบ ไม่ล้มป่วยลงก็แปลกแล้ว ห้าวัน! ห้าวันแล้ว! จูเสวี่ยหลินสบถ นางสะกดรอยตามเขามาห้าวันเต็มๆ เขาเอาแต่เดินขึ้นเหนือโดยหยุดพักเพียงไม่กี่ครั้ง อาหารที่กินก็น้อยนิด เงินที่มีติดตัวก็ไม่เคยใช้จ่าย ทั้งยังไม่เคยเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลย ได้แต่อาศัยนอนกลางดินกินกลางทราย แต่ใบหน้าของเขาก็ยังประดับรอยยิ้มเบิกบาน ผิดกับนางที่อารมณ์ยิ่งมาก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน กระทั่ง
เวทีกลางตลาดที่มีผ้าม่านล้อมรอบ ทำให้ผู้คนต่างก็อดที่จะมองด้วยความสงสัยไม่ได้ เนื่องจากเสียงครางกระเส่า ที่ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังมากับเสียงครวญคราง ซึ่งไม่ว่าผู้ใดที่ได้ยิน ก็อดที่จะหน้าแดงใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งสายตะวันโด่งผู้คนก็ยิ่งมาก เสียงซุบซิบและเสียงชี้ชวนให้กันล้อมวงเข้ามาดูก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจ กระทั่งจำนวนคนมากพอ ละครฉากใหญ่จึงเริ่มขึ้น หลังจากผ้าม่านถูกดึงออก พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชม เมื่อได้เห็นภาพชายร่างใหญ่สามคน และสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน ต่างก็เปลือยกายร่วมรักอย่างเร่าร้อน อีกทั้งพวกเขาทั้งห้าคนก็ไม่เลือกหญิงเลือกชาย แต่ต่างคนต่างก็รุกเร้าพัวพันกันแบบเนื้อถึงเนื้อ โดยไม่สนเหล่าผู้ชมที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเวทีเลยแม้แต่น้อย ผู้ชมเหล่านั้นถึงแม้ว่าปากจะรุมประณาม ด่าทอ ทั้งยังสบถด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทว่าพวกเขาทั้งหมดกลับยืนดูอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครมีทีท่าจะเดินหนีแม้แต่คนเดียว หลังจากสมรภูมิอันหนักหน่วงบนเวทีกลางตลาด จูเสวี่ยหลินมั่นใจว่าสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน คงนั่งไม่ได้ไปอีกนาน เนื่องจากบุรุษกำ
จูเสวี่ยหลินเบือนหน้าไปมองด้านอื่น เพราะเกรงว่านางจะใจอ่อนยอมให้เขาขึ้นรถม้าไปด้วย ...นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้... ภาพของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูเมือง เรียกความสนใจของชาวเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าใครจะเข้าไปคุยกับเขา หรือเข้าไปซักถาม เขาก็ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือว่ามีเด็กขว้างปาข้าวของใส่เขา เขาก็ไม่ขยับกายไปไหน ได้แต่นั่งนิ่งๆ ภายในใจก็คอยนับว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เมื่อผ่านไปได้หนึ่งวันเขาก็จะยิ้มออกมา และนับวันใหม่ต่อไป จนแทบจะทนรอให้ครบสามวันไม่ไหว จูเสวี่ยหลินได้แต่ถอนหายใจ ภาพที่เจี่ยนอิงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ทำให้นางกลัดกลุ้มยิ่งนัก เขาทำตามที่นางสั่งอย่างเคร่งครัด นางสมควรจะดีใจจึงถูก แต่มันกลับทำให้นางหงุดหงิดเสียนี่ เขาไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินปลา ไม่ยอมแม้กระทั่งลุกไปเข้าสุขา แล้วอย่างนี้หากครบสามวันจริงๆ ไม่หน้ามืดไปก่อนที่จะทันได้ตามหานางหรอกหรือ คิดแล้วก็ได้แต่หนักใจ ก่อนจะหันหลังไปมองบุรุษกำยำหลายคนที่โดนนางฟาดจนสลบ คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนข
เนื่องจากถูกเลี้ยงดูให้ยืดมั่นถือมั่นในคนผู้เดียว แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำ ทว่าจิตใต้สำนึกของเขายังคงผลักดันให้เขาทำเช่นนั้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขาตระหนักชัดว่าจูเสวี่ยหลินคือคนเดียวที่ดีต่อเขาอย่างแท้จริง เขายึดนางเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และการที่เขาพบว่านางกำลังอยู่กับเหวินอี๋ชิว ทำให้เขาเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งใช้วรยุทธ์ที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่ามีออกไป ร่างสูงคำรามลั่นก่อนที่จะพุ่งตัวออกไป เมื่อเห็นมือของเหวินอี๋ชิวกำลังยื่นออกมาแตะที่ต้นแขนของจูเสวี่ยหลิน “เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากนายหญิง!” กว่าที่ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหวินอี๋ชิวก็ล้มตัวลงไปนอนกองกับพื้น โดยมีเท้าข้างหนึ่งของเจี่ยนอิงวางอยู่บนลำตัว เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏแววอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นแล้วกางออกคล้ายกรงเล็บ ก่อนจะเงื้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วตั้งใจจะฟาดลงไป โดยเล็งที่กลางกระหม่อมของผู้ที่อยู่ใต้ร่าง “อิง!” เสียงของจูเสวี่ยหลินทำให้เขาชะงัก ใบหน้าเหมือนกำลังสับสนมึนงงหันมามองหญิงสา
รุ่งเช้าวันต่อมารถม้าที่นางมอบเงินให้เขา และวานให้บอกเสี่ยวเอ้อจัดหามาให้ก็จอดรออยู่แล้ว ยังมีเสบียงอาหารสำหรับคนสองคน ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อย ทว่าใบหน้าของเสี่ยวเอ้อ ทำเอาหญิงสาวได้แต่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เขานึกอยู่ครึ่งค่อนคืนขอรับว่าท่านจะเอาอะไรบ้าง กว่าจะนึกออกข้าเกือบจัดเตรียมทุกอย่างไม่ทัน” นั่นคือคำตอบที่ทำเอานางเกือบหลุดหัวเราะ ทว่านางไม่ได้ทำเพียงแต่เอ่ยชมเขาออกมาคำสองคำ ในที่สุดจูเสวี่ยหลินก็มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนใหญ่เป็นครั้งแรก นางใช้มันซื้อรถม้าอย่างดี มีที่นั่งบุนวมรอบด้านและมีข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง เรื่องค่าเดินทางที่นางใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้น นางไม่ได้กังวลเลยสักนิด ความจุของนาฬิกาไมโครของนางที่เรียกได้ว่าเดินทางทั้งชีวิต เงินที่ได้มาจากหนานเฟยหลงก็ไม่มีวันหมด คิดแล้วได้แต่นึกขำ ในยามที่หนานเฟยหลงให้นางเอ่ยความปรารถนาในใจได้สองข้อ เพื่อเป็นรางวัลที่นางช่วยเหลือเขาในการกอบกู้บัลลังก์ และสิ่งที่นางขอก็มีสองข้อจริงๆ ข้อที่หนึ่งคือเงิน ข้อสองก็คือเงินอีกนั่นแหละ
“ขะ..ขอรับ” อาฉินก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ “นะ...นายท่านลงมือเฆี่ยนตีก็จริง แต่เพราะแผลนั่นนายท่านจึงเกรงว่าเขาจะรับไม่ไหวจึงเฆี่ยนลงไปบนแขนขาเขาแทน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะหึงหวงนายหญิง กระทั่งวันหนึ่งข้าได้ยินนายท่านทะเลาะกับนายหญิง ข้าจึงรู้มาว่าที่นายท่านเดือดดาลถึงเพียงนั้น ก็เพราะนายท่านชอบพอเขา และนายหญิงรู้ถึงความชอบนั้นจึงพยายามยั่วยวนเขาให้นายท่านเห็น ทั้งยังเอ่ยขอเขากับนายท่าน หรือไม่เช่นนั้นก็แบ่งกันคนละวัน นับจากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในห้องใต้ดินสลับกัน หลังจากกลับออกมาแผลที่ถูกเฆี่ยนตีบนตัวเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานนายท่านก็ขายเขาออกมา ส่วนนายหญิงรู้ว่าข้าแอบส่งน้ำส่งอาหารให้เขา ข้าจึงถูกขายออกมาด้วย” อาฉินเอ่ยจบก็มีเพียงความเงียบงัน จูเสวี่ยหลินสูดลมหายใจเข้า มือสองข้างกำแน่นจนขาวซีด ขนลุกขนพองไปทั้งร่าง เมื่อหันไปมองใบหน้าเดือดดาลของหญิงสาว อาฉินจึงรีบเล่าเรื่องสุดท้ายให้ฟัง “ตอนที่เดินทางมากับขบวนค้าทาส เขาถูกซื้อไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็จะถูกนำมาคืน และเขาก็ถูกทุบตีกลับมาแทบจะทุกครั้ง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเขามีท่าทีหวาดกลัวแ







