공유

บทที่ 6

last update 최신 업데이트: 2026-01-05 07:31:56

“ส่งน้ำร้อนเข้าไปในห้องนาง หลังจากนั้นค่อยส่งข้าวปลาอาหารเข้าไป” น้ำเสียงติดจะเย็นชาของเขา ทำให้เด็กรับใช้รีบละสายตามาจากจูอี้หลิน ก่อนจะเดินนำทั้งคู่ไปยังห้องพัก

            จูอี้หลินพยายามเดินตามร่างสูงไปติดๆ นางไม่กล้ามองไปรอบๆ เพราะรับรู้ได้ถึงสายตาของบุรุษ ทั้งที่กำลังนั่งดื่มกิน และเดินทางผ่านไปมา

แม้กระทั่งเด็กรับใช้ที่ทำงานอยู่โดยรอบก็พากันหยุดมือ ก่อนจะหันมาจ้องนางอย่างเอาเป็นเอาตาย

หญิงสาวแทบจะเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของร่างสูงที่เดินอยู่ด้านหน้า แต่เมื่อลองคิดดูก็ยั้งมือเอาไว้ ในใจรู้สึกดีใจเหลือเกินที่เขาปฏิเสธยามที่นางเสนอให้เขาแยกกับนางเมื่อตอนเที่ยง

           

ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ในที่พักค้างแรม ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มองไปยังจูอี้หลิน เนื่องจากความสนใจของพวกเขาคือสือเจี้ยนหาว

ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกชัดเจนถึงความตกตะลึง บุรุษทั้งสี่หันกลับมามองบุรุษสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งบนศีรษะของเขามีหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้ ทำให้ไม่รู้ว่าเขามีรูปโฉมเช่นไร

            “นายท่าน...”

            บุรุษชุดขาวผู้นั้นก็คล้ายกำลังตกตะลึงเช่นกัน เขานั่งเงียบ มองตามร่างสูงไปไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา กระทั่งร่างของสือเจี้ยนหาวลับตาไป เขาจึงได้สติ

มือทั้งสองที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่น ก่อนจะคลายออก ผู้คุ้มกันทั้งสี่ของเขามองไม่เห็นใบหน้าของผู้เป็นนาย จึงไม่รู้ว่ามีสีหน้าเช่นไร

            “ไม่ ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ในตอนที่เราถูกไล่ล่า เราต้องรีบไปจากที่นี่ มิเช่นนั้นเขาจะมีภัย”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นผ่านผ้าคลุม ท่วงท่าสง่างามเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ทั่วทั้งร่างของเขาแฝงเอาไว้ด้วยราศีแห่งความสูงศักดิ์ ทำให้ผู้คนโดยรอบไม่กล้าเข้าไปใกล้ อีกทั้งบุรุษที่อยู่รอบกายเขา ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าพวกเขาต่างก็เป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ ดังนั้นเหล่าชาวยุทธ์จึงเลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากกลุ่มคนพวกนี้ให้มากที่สุด

            “ต้วนหง เราไปกันเถิด”

            “แต่ว่านายท่าน..”

            “ไป”

            แม้ว่าผู้เป็นนายจะบอกเช่นนั้น ทว่าต้วนหงกลับขมวดคิ้ว เขายังคงมองไปที่ชั้นสองซึ่งเป็นทิศที่สือเจี้ยนหาวเดินลับตาไป ในใจอยากจะขึ้นไปชั้นสองมากกว่า แต่จนใจจึงทำได้เพียงเดินตามผู้เป็นนายออกไปขึ้นรถม้าที่

“นายท่านจะให้แยกอาหารออกเป็นสองห้อง หรือว่าส่งมารวมกันขอรับ”

เด็กรับใช้ถามขึ้นเมื่อเดินมาส่งทั้งสองที่หน้าห้องพัก

            “ส่งน้ำร้อนมาก่อน ส่วนอาหาร...” สือเจี้ยนหาวเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “ส่งทั้งหมดไปที่ห้องของนาง ข้าจะไปกินที่นั่น”

กล่าวจบก็ล้วงเงินออกมาจ่าย เงินนี้เป็นอีกหนึ่งในของที่อยู่ในห่อผ้า เขาแบ่งออกมาเล็กน้อยเท่านั้น เพราะตั้งใจจะมอบให้จูอี้หลินในตอนที่แยกกัน

            “ไปอาบน้ำก่อนเถิด หลังกินอะไรแล้วจะได้พักผ่อน พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่”

            “เจ้าค่ะ” จูอี้หลินรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง

            หลังจากที่สือเจี้ยนหาวออกมาจากห้องของจูอี้หลิน เขาก็ตรงกลับเข้าห้องของตัวเอง บาดแผลที่เขาได้รับมาทำให้ร่างกายกระหายที่จะได้นอนหลับสักงีบหลังจากที่เดินทางมาทั้งวัน

            เมื่อเข้าไปในห้องหญิงสาวทำตามที่เขาบอก โดยปิดประตูหน้าต่างห้องอย่างแน่นหนา จากนั้นเข้านอนทันที โดยที่ทั้งสองคนไม่ได้สังเกตเลยว่าประตูของห้องพักฝั่งตรงข้ามเพิ่งจะปิดลง หลังจากที่แง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อรอคอยเวลา

           

กลุ่มควันสีขาวลอยเข้ามาภายในห้องยามวิกาลไม่ได้ทำให้จูอี้หลินรู้สึกตัวขึ้นมาแม้แต่น้อย นางยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงด้วยท่าทีสงบ

เสียงฝีเท้าเบาหวิวของบุรุษ ร่างหนาเดินอยู่ข้างหน้าต่างดังแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ ทว่านางก็ยังคงนอนนิ่งสนิท คล้ายไม่รับรู้สิ่งรอบกาย

ไม่นานปลายมีดก็ยื่นเข้ามาปลดดาลหน้าต่าง ก่อนที่บานหน้าต่างจะถูกเปิดออก ร่างของบุรุษสามคนปีนข้ามหน้าต่างเข้ามา แล้วเดินตรงไปหาคนที่หลับใหลอยู่บนเตียง 

            ความเย็นเยียบที่ไต่ผิวกาย ทำให้จูอี้หลินลืมตาตื่น นางมองเห็นเงาหนาคร่อมอยู่บนร่างของตนแล้วตกใจจนแทบสิ้นสติ ทว่าเมื่อยกมือขึ้นตั้งใจจะผลักเขาออก ร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง นางอ้าปากหมายจะกรีดร้อง แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้

            “ตื่นแล้วหรือ เช่นนั้นก็ดี เรามาหาความสุขกันนะแม่นางคนงาม ข้าไม่เคยเห็นหญิงคนใดงดงามเท่าเจ้ามาก่อนเลย”

            “พวกข้าจะอ่อนโยนต่อเจ้าให้มาก แม่นางคนงาม เจ้าอย่ากลัวไปเลย”

            “เร็วเข้าสิอย่ามัวพิรี้พิไร เรามีกันถึงสามคนนะ ไม่กี่ชั่วยามก็จะสว่างแล้ว”

            จูอี้หลินมองมือหยาบกำลังเปิดสาบเสื้อของนางออกด้วยดวงตาแตกตื่น พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายทว่ากลับไร้ผล

พวกมันเข้ามาในตอนไหนนางมิอาจรู้ ลมหายใจของนางหอบแรงเป็นห้วงๆ ด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างมองบุรุษทั้งสามกำลังปีนขึ้นมาบนเตียง

            “อย่าขัดขืนเลย พวกเจ้าโดนควันสะกดใจของข้า ดังนั้นพวกเจ้าจะไร้เรี่ยวแรงไปถึงเช้า ข้าหมายถึงเจ้าหนุ่มคนที่มากับเจ้านั่นด้วย”

น้ำเสียงน่าสะอิดสะเอียนของมันดังอยู่เหนือร่างของนาง จูอี้หลินน้ำตาไหลพราก ความสิ้นหวังประดังประเดเข้ามาภายในจิตใจ

ใบหน้าของบุรุษที่อยู่ห้องข้างๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ภายในใจของนางได้แต่กรีดร้องออกมาด้วยความขมขื่น เป็นเช่นนี้เสมอ...ความงดงามของนางมักจะเป็นตัวชักนำเภทภัยเข้ามา

มารดาของนางต้องตาย เพราะให้กำเนิดนาง

บิดาปกป้องนางจากชายหนุ่มในหมู่บ้านจึงถูกแทงกระทั่งสิ้นใจ

ลุงกับป้าที่สมควรจะช่วยนาง หลังจากที่บิดาถูกฆ่าตายอย่างไร้ความเป็นธรรม พวกเขากลับโทษว่านางคือตัวซวยจึงขายนางให้หอนางโลม ตอนนั้นนางอายุเพียงแค่สิบห้า เพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นเท่านั้นเอง

เด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นโฉมสะคราญที่งดงามปานล่มเมืองอย่างนาง เพียงปีแรกที่เข้าไปอยู่ในหอฉานจ้วน กลับก้าวขึ้นเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งของแคว้นจ้าวได้อย่างง่ายดาย แต่นางยังนับว่าโชคดีที่แม่เล้าคอยดูแลรักใคร่เป็นอย่างมาก แม้จะถูกขายเข้าหอนางโลมแต่ก็ได้ชื่อว่าขายศิลป์ ไม่ขายร่างกาย

นับจากที่ก้าวขึ้นเป็นโฉมงามอันดับหนึ่ง จนกระทั่งก้าวออกมา จูอี้หลินยังไม่เคยให้ชายใดเป็นแขกหลังม่านมาก่อนเลยสักครั้ง นางรักษาเกียรติและความบริสุทธิ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 143 จบ

    เขาเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อ และซื้อเนื้อตากแห้งมาไม่กี่ชิ้น ด้วยเงินที่นางใส่เอาไว้ในห่อสัมภาระ ทั้งที่เงินนั้นสามารถเหมาทั้งแผงเนื้อเลยก็ได้ แต่เขากลับยืนขมวดคิ้ว คิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมล้วงมันออกมาเพียงไม่กี่อีแปะ ฝีเท้าอันมั่นคงก้าวขึ้นเหนือไปตามถนนสายหลัก ใบหน้ายิ้มแย้มของเขา กวาดไปทั่วบริเวณ บางครั้งเขาก็ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ คล้ายกำลังร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี โดยที่เขาไม่ได้ผ่อนฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เช้ากระทั่งบ่ายคล้อย เขาหยุดพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และนั่นทำเอาคนที่ใช้ปีกบินตามเขามาเงียบๆ อยู่เหนือศีรษะถึงกับถอนหายใจ นางกังวลว่ากว่าเขาจะหานางพบ ไม่ล้มป่วยลงก็แปลกแล้ว ห้าวัน! ห้าวันแล้ว! จูเสวี่ยหลินสบถ นางสะกดรอยตามเขามาห้าวันเต็มๆ เขาเอาแต่เดินขึ้นเหนือโดยหยุดพักเพียงไม่กี่ครั้ง อาหารที่กินก็น้อยนิด เงินที่มีติดตัวก็ไม่เคยใช้จ่าย ทั้งยังไม่เคยเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลย ได้แต่อาศัยนอนกลางดินกินกลางทราย แต่ใบหน้าของเขาก็ยังประดับรอยยิ้มเบิกบาน ผิดกับนางที่อารมณ์ยิ่งมาก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน กระทั่ง

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 142

    เวทีกลางตลาดที่มีผ้าม่านล้อมรอบ ทำให้ผู้คนต่างก็อดที่จะมองด้วยความสงสัยไม่ได้ เนื่องจากเสียงครางกระเส่า ที่ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังมากับเสียงครวญคราง ซึ่งไม่ว่าผู้ใดที่ได้ยิน ก็อดที่จะหน้าแดงใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งสายตะวันโด่งผู้คนก็ยิ่งมาก เสียงซุบซิบและเสียงชี้ชวนให้กันล้อมวงเข้ามาดูก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจ กระทั่งจำนวนคนมากพอ ละครฉากใหญ่จึงเริ่มขึ้น หลังจากผ้าม่านถูกดึงออก พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชม เมื่อได้เห็นภาพชายร่างใหญ่สามคน และสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน ต่างก็เปลือยกายร่วมรักอย่างเร่าร้อน อีกทั้งพวกเขาทั้งห้าคนก็ไม่เลือกหญิงเลือกชาย แต่ต่างคนต่างก็รุกเร้าพัวพันกันแบบเนื้อถึงเนื้อ โดยไม่สนเหล่าผู้ชมที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเวทีเลยแม้แต่น้อย ผู้ชมเหล่านั้นถึงแม้ว่าปากจะรุมประณาม ด่าทอ ทั้งยังสบถด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทว่าพวกเขาทั้งหมดกลับยืนดูอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครมีทีท่าจะเดินหนีแม้แต่คนเดียว หลังจากสมรภูมิอันหนักหน่วงบนเวทีกลางตลาด จูเสวี่ยหลินมั่นใจว่าสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน คงนั่งไม่ได้ไปอีกนาน เนื่องจากบุรุษกำ

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 141

    จูเสวี่ยหลินเบือนหน้าไปมองด้านอื่น เพราะเกรงว่านางจะใจอ่อนยอมให้เขาขึ้นรถม้าไปด้วย ...นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้... ภาพของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูเมือง เรียกความสนใจของชาวเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าใครจะเข้าไปคุยกับเขา หรือเข้าไปซักถาม เขาก็ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือว่ามีเด็กขว้างปาข้าวของใส่เขา เขาก็ไม่ขยับกายไปไหน ได้แต่นั่งนิ่งๆ ภายในใจก็คอยนับว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เมื่อผ่านไปได้หนึ่งวันเขาก็จะยิ้มออกมา และนับวันใหม่ต่อไป จนแทบจะทนรอให้ครบสามวันไม่ไหว จูเสวี่ยหลินได้แต่ถอนหายใจ ภาพที่เจี่ยนอิงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ทำให้นางกลัดกลุ้มยิ่งนัก เขาทำตามที่นางสั่งอย่างเคร่งครัด นางสมควรจะดีใจจึงถูก แต่มันกลับทำให้นางหงุดหงิดเสียนี่ เขาไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินปลา ไม่ยอมแม้กระทั่งลุกไปเข้าสุขา แล้วอย่างนี้หากครบสามวันจริงๆ ไม่หน้ามืดไปก่อนที่จะทันได้ตามหานางหรอกหรือ คิดแล้วก็ได้แต่หนักใจ ก่อนจะหันหลังไปมองบุรุษกำยำหลายคนที่โดนนางฟาดจนสลบ คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนข

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 140

    เนื่องจากถูกเลี้ยงดูให้ยืดมั่นถือมั่นในคนผู้เดียว แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำ ทว่าจิตใต้สำนึกของเขายังคงผลักดันให้เขาทำเช่นนั้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขาตระหนักชัดว่าจูเสวี่ยหลินคือคนเดียวที่ดีต่อเขาอย่างแท้จริง เขายึดนางเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และการที่เขาพบว่านางกำลังอยู่กับเหวินอี๋ชิว ทำให้เขาเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งใช้วรยุทธ์ที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่ามีออกไป ร่างสูงคำรามลั่นก่อนที่จะพุ่งตัวออกไป เมื่อเห็นมือของเหวินอี๋ชิวกำลังยื่นออกมาแตะที่ต้นแขนของจูเสวี่ยหลิน “เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากนายหญิง!” กว่าที่ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหวินอี๋ชิวก็ล้มตัวลงไปนอนกองกับพื้น โดยมีเท้าข้างหนึ่งของเจี่ยนอิงวางอยู่บนลำตัว เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏแววอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นแล้วกางออกคล้ายกรงเล็บ ก่อนจะเงื้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วตั้งใจจะฟาดลงไป โดยเล็งที่กลางกระหม่อมของผู้ที่อยู่ใต้ร่าง “อิง!” เสียงของจูเสวี่ยหลินทำให้เขาชะงัก ใบหน้าเหมือนกำลังสับสนมึนงงหันมามองหญิงสา

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 139

    รุ่งเช้าวันต่อมารถม้าที่นางมอบเงินให้เขา และวานให้บอกเสี่ยวเอ้อจัดหามาให้ก็จอดรออยู่แล้ว ยังมีเสบียงอาหารสำหรับคนสองคน ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อย ทว่าใบหน้าของเสี่ยวเอ้อ ทำเอาหญิงสาวได้แต่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เขานึกอยู่ครึ่งค่อนคืนขอรับว่าท่านจะเอาอะไรบ้าง กว่าจะนึกออกข้าเกือบจัดเตรียมทุกอย่างไม่ทัน” นั่นคือคำตอบที่ทำเอานางเกือบหลุดหัวเราะ ทว่านางไม่ได้ทำเพียงแต่เอ่ยชมเขาออกมาคำสองคำ ในที่สุดจูเสวี่ยหลินก็มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนใหญ่เป็นครั้งแรก นางใช้มันซื้อรถม้าอย่างดี มีที่นั่งบุนวมรอบด้านและมีข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง เรื่องค่าเดินทางที่นางใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้น นางไม่ได้กังวลเลยสักนิด ความจุของนาฬิกาไมโครของนางที่เรียกได้ว่าเดินทางทั้งชีวิต เงินที่ได้มาจากหนานเฟยหลงก็ไม่มีวันหมด คิดแล้วได้แต่นึกขำ ในยามที่หนานเฟยหลงให้นางเอ่ยความปรารถนาในใจได้สองข้อ เพื่อเป็นรางวัลที่นางช่วยเหลือเขาในการกอบกู้บัลลังก์ และสิ่งที่นางขอก็มีสองข้อจริงๆ ข้อที่หนึ่งคือเงิน ข้อสองก็คือเงินอีกนั่นแหละ

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 138

    “ขะ..ขอรับ” อาฉินก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ “นะ...นายท่านลงมือเฆี่ยนตีก็จริง แต่เพราะแผลนั่นนายท่านจึงเกรงว่าเขาจะรับไม่ไหวจึงเฆี่ยนลงไปบนแขนขาเขาแทน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะหึงหวงนายหญิง กระทั่งวันหนึ่งข้าได้ยินนายท่านทะเลาะกับนายหญิง ข้าจึงรู้มาว่าที่นายท่านเดือดดาลถึงเพียงนั้น ก็เพราะนายท่านชอบพอเขา และนายหญิงรู้ถึงความชอบนั้นจึงพยายามยั่วยวนเขาให้นายท่านเห็น ทั้งยังเอ่ยขอเขากับนายท่าน หรือไม่เช่นนั้นก็แบ่งกันคนละวัน นับจากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในห้องใต้ดินสลับกัน หลังจากกลับออกมาแผลที่ถูกเฆี่ยนตีบนตัวเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานนายท่านก็ขายเขาออกมา ส่วนนายหญิงรู้ว่าข้าแอบส่งน้ำส่งอาหารให้เขา ข้าจึงถูกขายออกมาด้วย” อาฉินเอ่ยจบก็มีเพียงความเงียบงัน จูเสวี่ยหลินสูดลมหายใจเข้า มือสองข้างกำแน่นจนขาวซีด ขนลุกขนพองไปทั้งร่าง เมื่อหันไปมองใบหน้าเดือดดาลของหญิงสาว อาฉินจึงรีบเล่าเรื่องสุดท้ายให้ฟัง “ตอนที่เดินทางมากับขบวนค้าทาส เขาถูกซื้อไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็จะถูกนำมาคืน และเขาก็ถูกทุบตีกลับมาแทบจะทุกครั้ง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเขามีท่าทีหวาดกลัวแ

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status