Masukครืดๆ ครืดๆ
โทรศัพท์ของธาวินมีสายเรียกเข้าจากบิดาในตอนเช้า เขาเหลือบมองผู้หญิงในอ้อมแขนซึ่งก็จำไม่ได้ว่าเป็นใครมาจากไหน แต่คิดว่าคงเอากลับมาจากในงานปาร์ตี้เมื่อคืน ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบมือถือมากดรับสาย น้ำเสียงบ่งบอกชัดเจนว่ายังไม่ตื่น
“ครับ คุณพ่อ”
[ทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าแกจะกลับมาค้างอาทิตย์ละครั้ง]
ปลายสายตวาดเสียงดังทะลุโทรศัพท์จนคนในอ้อมแขนตื่น หล่อนปรือตามองเขาแล้วขยับตัวเข้ามากอดก่ายก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
“ผมมีธุระ”
[ธุระของแกก็คือการปาร์ตี้กับพวกเพื่อนไม่เอาไหนน่ะเหรอ ไอ้วิน แกอายุจะสามสิบแล้วนะ เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเหลวไหลสักที เป็นแบบนี้แล้วจะเข้ามาบริหารกิจการโรงพยาบาลของเราได้อย่างไร!]
“ได้สิ ถึงอย่างไรโรงพยาบาลก็ต้องเป็นของผมอยู่ดี ในเมื่อคุณพ่อมีลูกชายแค่คนเดียว ถึงจะมีเมียสองคนก็เถอะ”
[ไอ้วิน!]
“แค่นี้นะครับ ไว้เย็นนี้ผมจะเข้าไป”
ธาวินกดตัดสายพร้อมปิดเครื่องอย่างไม่ไยดี ความสัมพันธ์ของเขากับบิดาไม่ลงรอยกันมาได้ห้าปีแล้วนับตั้งแต่ผู้เป็นพ่อตัดสินใจแต่งงานใหม่กับผู้หญิงอายุน้อยกว่านับสิบปีหลังมารดาจากไปได้ไม่นาน
ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ ‘ธาดา’ ก็ทั้งรักทั้งหลงภรรยาใหม่จนยอมให้ทุกอย่างที่หล่อนต้องการ ชายหนุ่มไม่พอใจที่บิดาเอาผู้หญิงอื่นมาแทนที่แม่ ก็เลยเริ่มสร้างปัญหาชวนปวดหัวมาตั้งแต่ตอนนั้น
“จะไปไหนหรือคะ”
ผู้หญิงบนเตียงถามขึ้นเมื่อธาวินลุกออกจากเตียง เขาเปิดกระเป๋าเงินหยิบแบงก์พันปึกใหญ่ออกมายัดใส่มือหล่อน
“เอาไว้ช้อปปิ้งนะครับ เมื่อคืนผมมีความสุขมาก”
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ ทำไมคุณน่ารักขนาดนี้เนี่ย”
ผู้หญิงที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อยื่นหน้ามาหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ ธาวินเหยียดยิ้มด้วยสุดท้ายแล้วพวกเธอก็เป็นแบบนี้ทุกคน ทั้งที่ตอนแรกก็ทำท่าเหมือนจะไม่พอใจตอนเขาจะออกไปเฉย ๆ แต่พอได้เงินก็เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ
คนที่เงินซื้อไม่ได้…จะมีหรือเปล่านะ
...............
คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยไม่รู้ว่าทำไมสุดท้ายแล้วเขาถึงพาตนเองมาอยู่ตรงนี้
ธาวินจอดรถอยู่ริมถนนไม่ไกลจากสี่แยกไฟแดงที่สายขิมกำลังเดินขายพวงมาลัยอยู่ หลายครั้งเวลาเบื่อหน่ายเขามักจะมาอยู่ตรงนี้แล้วมองดูเธอเงียบ ๆ พอรู้สึกดีขึ้นก็ขับรถออกไปโดยไม่เคยปรากฏตัวให้หล่อนเห็นอีกเลยนับจากแยกกันวันนั้น
ผ่านมาได้สองอาทิตย์แล้วล่ะมั้ง
“พวงมาลัยจ้า พวงมาลัยสวย ๆ มาแล้วจ้า”
เสียงหวานร้องเรียกลูกค้าเหมือนอย่างทุกวัน ดวงตากลมกวาดสายตาหารถของชายหนุ่มหากแต่ก็ไม่เคยเจอเขาตรงนี้อีกเลย
หมับ!
“ท่าทางจะขายดีนี่หว่า แบบนี้คงมีเงินใช้หนี้แล้วใช่ไหม”
มือหยาบกร้านจับเข้าที่ไหล่มนพร้อมออกแรงบีบ สายขิมหันกลับไปมองด้วยใบหน้าตกใจ เมื่อกลุ่มเจ้าหนี้รายวันบุกมาถึงที่นี่
“คะ…คือว่าตอนนี้หนูยังไม่มีเลยจ้ะ หนูขอเวลาอีกสักสองสามวันได้ไหมจ๊ะ แล้วหนูจะรีบเอาเงินมาให้ หนูสัญญา”
“เมื่อสามวันก่อนก็พูดแบบนี้ไปแล้วนะ มันถึงเวลาต้องจ่ายหนี้แล้วเว้ย!”
พวกเจ้าหนี้ไม่ยอม เงินทั้งหมดถูกกู้มาตอนมารดาของหล่อนยังไม่ป่วยหนักจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล ทำให้หญิงสาวมีหน้าที่รับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นต่อ
“ตอนนี้หนูยังไม่มีจริง ๆ จ้ะ หนูไหว้ล่ะ ให้หนูกราบก็ได้ ครั้งนี้หนูขอเวลาแค่สามวันจริง ๆ พวกลุงเชื่อหนูเถอะนะจ๊ะ”
สายขิมยกมือไหว้อ้อนวอน เธอได้ยินจากคนแถวบ้านว่าเคยมีลูกหนี้ผู้หญิงถูกพวกมันลากไปขายตัวเพื่อขัดดอกจนกว่าจะใช้หนี้ครบก็เลยกลัว
“เฮ้ย พวกฉันปล่อยกู้เพราะมันคือธุรกิจ ไม่ใช่การกุศล ถ้าไม่มีเงินมาจ่ายคืนก็ต้องเอาร่างกายไปหามาคืนเว้ย จับนังนี่ไว้แล้วพากลับไป”
“ไม่นะ หนูไม่ไป ปล่อยหนูนะ!”
พลั่ก!
ด้วยความตกใจ คนตัวเล็กยกขาเตะผ่าหมากเข้ากลางกล่องดวงใจของหนึ่งในเจ้าหนี้พอดีเป๊ะ จนอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นหน้าเขียวอื๋อด้วยความจุก ก่อนจะรีบวิ่งหนีไปโดยทิ้งพวงมาลัยทั้งหมดเอาไว้ก่อนด้วยตอนนี้ไม่มีทางเลือก ทว่าไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ถูกพวกมันตามมาจับตัวไว้ได้ทัน
หมับ!
“อ๊ะ!”
หล่อนถูกกระชากผมจากด้านหลังจนล้มไปคลุกฝุ่นแล้วถูกลากต่อไปทั้งอย่างนั้น สายขิมเจ็บเหมือนหนังหัวจะหลุดออกไป ได้แต่ดิ้นรนเพื่อหาทางเอาตัวรอด ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปต้องถูกจับไปขายแน่ ๆ
“เอามันมานี่ นังตัวดี กล้าเตะกูเหรอ คอยดูเถอะ กูจะหาแต่แขกโรคจิตมาให้มึง…!”
หมับ!
แขนของชายคนที่โกรธจนเลือดขึ้นหน้าและกำลังง้างมือเพื่อจะตบสายขิมกลับถูกจับเอาไว้ได้ทัน ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวของเธอในวันนั้นจะปรากฏตัวออกมาอีกแล้ว มืออีกข้างถือแบงก์พันปึกใหญ่มาด้วย เขาปรายตามองมาทางหญิงสาว
“เด็กคนนี้เป็นหนี้พวกแกอยู่เท่าไหร่ ฉันจะจ่ายคืนให้เอง”
บทที่ 15 ทำตามคำสั่งเท่านั้น“คุยอะไรกันเหรอครับ ท่าทางน่าสนุกเชียว”เสียงหัวเราะของสายขิมขาดหายไปเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้น หล่อนรีบหลบสายตาเขาเพราะยังจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้แม่นยำ แก้มขาวขึ้นริ้วสีแดงเล็กน้อยพลางเผลอยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากทว่าดูจากท่าทางของธาวินแล้ว เจ้าตัวคงจำไม่ได้เลยสินะว่าทำอะไรไว้ หลังถูกจูบแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่กี่วินาทีต่อมาคนกระทำก็หลับไปทั้งอย่างนั้น เธอเลยจัดให้เขานอนใหม่แล้วห่มผ้าให้ก่อนจะออกมาเลย หัวใจเต้นแรงอย่างนั้นตลอดทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน“หนูขิมเล่านิทานให้ฟังน่ะ เธออ่านหนังสือเก่งมากเลยนะ รู้จักเลียนเสียงเปลี่ยนเสียงให้เข้ากับตัวละคร สนุกเชียวล่ะ พ่อเลยอยากให้เธอไปลองสมัครเป็นนักพากย์ดู”“เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ ผมขอฟังด้วยคนได้ไหม”“มาสิ ๆ พ่อว่าจะเข้าไปนอนพักสักหน่อยพอดี แต่กลัวหนูขิมจะเหงาถ้าไม่มีคนนั่งคุยด้วย อย่างไรก็ให้พี่เขาอยู่เป็นเพื่อนนะ”คนตัวเล็กตั้งท่าจะปฏิเสธแล้วหนีกลับเข้าห้อง หากแต่กลับ
บทที่ 14 หลานสาวแม่เลี้ยงธาวินตื่นขึ้นมาในสาย ๆ ของอีกวัน รู้สึกปวดหัวจากอาการเมาค้าง เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองกลับขึ้นมาบนห้องได้อย่างไร คนตัวสูงเดินลงมาในห้องครัวเพื่อจะหาน้ำดื่ม พี่แจ๋วกำลังเช็ดจานอยู่ในนั้นพอดี พอเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาก็รีบตักซุปแก้เมาค้างไปเสิร์ฟให้“ทานซุปก่อนนะคะคุณชาย”“ขอบคุณครับพี่แจ๋ว”รับมาแล้วใช้ช้อนตักเข้าปาก รสชาติอร่อยทำให้หัวโล่งขึ้นจากตอนแรกหนักอึ้งเหมือนมีหินไปถ่วงเอาไว้“รับอะไรเพิ่มไหมคะ”“ไม่ครับ แค่นี้ก็พอแล้ว อร่อยมากเลย ฝีมือพี่แจ๋วพัฒนาขึ้นนะครับเนี่ย”ชายหนุ่มเอ่ยชมด้วยเมื่อก่อนเขากินอาหารฝีมือพี่แจ๋วมาเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการกินแบบสุ่มดวงมากกว่าว่าจะอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะตนเองมักกลับบ้านไม่ตรงกำหนด ทำให้บางครั้งเจอแจ็กพ็อตแม่ครัวไม่อยู่บ้างล่ะ กับข้าวหมดแล้วบ้างล่ะ ก็จะได้อีกฝ่ายเป็นคนลงมือทำให้กินเอง“ไม่ใช่ฝีมือพี่หรอกค่ะคุณชาย ฝีมือคุณขิมน่ะ”“แค่กๆ”
บทที่ 13 ยัยเด็กทรยศหมับ!“มายืนรบกวนอะไรคนอื่นเขาไม่ทราบ ไปตรงนู้นเร็ว”ไอรีนที่เดินไปเอาของกินกลับเข้ามาร่วมวง เธอกระแทกตัวคุณหมอหนุ่มแล้วดันไปที่โต๊ะ ช่วยชีวิตของหญิงสาวเอาไว้ได้หวุดหวิด“เดี๋ยวสิ ฉันยัง…”“ไปเร็ว ๆ”ถูกดันต่อไปจนถึงโต๊ะ สายขิมถอนหายใจออกมาอย่าง โล่งอกด้วยคำถามนั้นเธอเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ระหว่างหล่อนกับธาวิน…...ที่ผ่านมาคือความสัมพันธ์แบบไหนกันนะ ?“คุณวินคะ ฉันอยากกินผลไม้จังเลยค่ะ ช่วงนี้น้ำหนักขึ้น ต้องงดของมันของทอดไปก่อน”“ได้สิครับ เรียกคนใช้ให้ไปหยิบมาก็ได้”ชายหนุ่มตั้งใจเน้นเสียงคำว่าคนใช้อีกแล้ว หญิงสาวปั้นหน้ายิ้มแล้วเดินเข้าไปหาทั้งสองคน หมอกฤศที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่อดลอบสังเกตพฤติกรรมไม่ได้“คุณชัญญาอยากได้อะไรหรือคะ”“ผลไม้”“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูไปเอามาให้นะคะ มีท่านใดอยากได้อะไรเพิ่มไหมคะ”“ฉันขอแซลม่อนเพิ่มจานหนึ
บทที่ 12 คนใช้สายขิมกลับเข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อคอยช่วยดูแลแขกเหรื่อทุกคน เธอยังอกสั่นขวัญแขวนกับท่าทีของชายหนุ่มไม่หาย สี่ปีที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เลยเหรอ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอีกฝ่ายจะน่ากลัวได้มากขนาดนี้ สีหน้าของหญิงสาวแสดงความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัดหล่อนเกือบจะตายคามือเขาอยู่แล้วนะ ดูท่าธาวินคงตามระรานไม่เลิกแน่ดวงตากลมจ้องมองไปทางศจีด้วยความสงสัย ทำไมชายหนุ่มถึงได้แสดงท่าทีไม่ชอบน้าของเธอได้ถึงขนาดนั้น ว่ากันตามตรงตอนที่เคยฟังเขาพูดเรื่องที่ว่าเกลียดแม่เลี้ยง เธอก็ไม่เคยถามเหตุผลนอกจากรับฟังจนได้รู้ว่าแม่ใหม่คนนั้นมีความลับบางอย่างเก็บซ่อนไว้“คุณวินล่ะ”ขณะกำลังครุ่นคิดก็มีเสียงไม่คุ้นเคยดังขึ้น เจ้าของดวงตากลมหันไปทางต้นเสียงก่อนจะพบว่าคนถามเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย เขียนขอบตาเข้มดูโฉบเฉี่ยวราวกับเหยี่ยว หุ่นดีทรง สะบึ้มจนหญิงสาวได้แต่กลืนน้ำลายตอนมอง“พี่วิน เอ่อ…คุณชายขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะ เดี๋ยวก็ลงมาค่ะ”“เธอเป
บทที่ 11 ลูกหนี้ที่หายไป‘เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้น’ สายขิมเอ่ยถามชายหนุ่มขณะกำลังนั่งกินข้าวมันไก่ข้างทางด้วยกันหลังขายพวงมาลัยของวันนี้หมดแล้ว‘มีเรื่องให้หงุดหงิดน่ะ’‘เรื่องอะไรหรือคะ บอกหนูได้ไหม’ กะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าเขาด้วยรอฟังคำตอบ เธอได้รับการช่วยเหลือจากธาวินมามากจึงอยากช่วยเหลืออีกฝ่ายบ้าง‘แม่เลี้ยง’‘…’‘ฉันเกลียดแม่เลี้ยงของตัวเอง ทุกครั้งที่ต้องกลับบ้านเลยหงุดหงิดมาก ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับไปดูคุณพ่อฉันคงไม่กลับไปหรอก’ น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ดูท่าทางเขาจะเกลียดแม่เลี้ยงมากจริง ๆ ด้วย‘เธอคนนั้นเป็นคนไม่ดีเหรอคะ’‘ใช่ ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่แน่ ๆ คงหวังสมบัติของคุณพ่อมากกว่า’‘แล้วพี่วินจะทำอย่า
บทที่ 10 สี่ปีที่เฝ้ารอสิ้นสุดลงแล้ว“ยาค่ะคุณลุง”เจ้าของเสียงหวานวางยากับน้ำเปล่าลงบนโต๊ะเพื่อให้ธาดากินเมื่อถึงเวลา ก่อนจะนั่งพับเพียบลงบนพื้นข้าง ๆ แล้วหยิบหนังสือวรรณคดีโบราณขึ้นมาเตรียมจะอ่านให้อีกฝ่ายฟัง“ขอบใจมากนะหนูขิม”“ไม่เป็นไรค่ะ”หญิงสาวยิ้มตอบรับ ทว่ายังไม่ทันจะได้อ่านหนังสือให้ธาดาฟังต่อ เสียงเรียกของคนที่ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของแวดวงไฮโซตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเพิ่งกลับมาก็ดังขึ้น“สายขิม อยู่ที่ไหน สายขิม!”“ค่ะน้า”คนตัวเล็กรีบตะโกนตอบรับไปก่อนเพราะหากต้องให้เรียกอีกเป็นครั้งที่สองอาจถูกโมโหใส่ก็เป็นได้ เธอเงยหน้ามองธาดาจนอีกฝ่ายพยักหน้า“ไปเถอะ”“เดี๋ยวหนูมาอ่านหนังสือให้ฟังใหม่นะคะ”หล่อนเอ่ยอย่างนอบน้อมแล้วรีบคลานเข่ากลับเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว“หายไปไหนมา ฉันเรียกตั้งนาน”“หนูอ่านหนังสือให้คุณลุงฟังอยู่ที่ศาลาในสวนค่ะ”







