تسجيل الدخول“อ๊ะ โอ๊ย…”
หญิงสาวร้องเสียงหลงด้วยรู้สึกแสบตรงจุดที่ขาถลอกเพราะถูกลากมาตามพื้นถนนขรุขระ ทว่าเหตุผลที่ทำให้แสบคือยาในมือของธาวินต่างหาก
“พวกเราจะเจอกันแบบที่เธอไม่เจ็บตัวบ้างได้ไหม”
“หนูขอโทษค่ะ”
หล่อนตอบเสียงเบา มองดูชายหนุ่มที่นั่งยอง ๆ ลงกับพื้นโดยให้เธอนั่งอยู่บนเบาะในรถยนต์ ส่วนตัวเขาก็คอยทำแผลใส่ยาให้
“ขอโทษ ขอบคุณ คำพูดติดปากเธอสินะ ครั้งก่อนตอนเจอกันก็เอาแต่พูดสองคำนี้”
“ไม่รู้สิคะ เหมือนในชีวิตจะมีแต่เรื่องให้พูดอยู่เรื่อย”
คนตัวเล็กเกาศีรษะพลางยิ้มแห้ง รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นระรัวเหมือนมีคนแอบเข้าไปตีกลองอยู่ในนั้นเพียงแค่มองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่าย
“มันก็ไม่ได้แย่หรอกนะ แต่เอาไว้พูดเวลาจำเป็นจริง ๆ ดีกว่า อย่าขอโทษพร่ำเพรื่อจนต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่คนเดียว และอย่าเอาแต่ขอบคุณเวลามีใครทำดีด้วย หัดมองจุดประสงค์จริง ๆ บ้างว่าคนพวกนั้นทำดีกับเธอไปเพื่ออะไร”
“การทำดีกับคนดีต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงด้วยหรือคะ ไม่ใช่แค่ว่าเป็นคนใจดีเหรอ”
คำถามของสายขิมทำเอาชายหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบ ดูเหมือนเธอจะเป็นพวกมองโลกในแง่บวกแบบสุด ๆ ไปเลย ตรงข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง
“คนใจดีจริง ๆ ก็มี แต่คนทำดีหวังผลก็เยอะ เธอต้องดูให้ออก จะได้ไม่ถูกใครหลอกง่าย ๆ เข้าใจไหม”
“แล้วพี่วินล่ะคะ”
“…”
“พี่วินใจดีกับหนูเพราะหวังผลหรือเปล่า บอกไว้ก่อนว่าหนูมีแค่สองร้อยนะคะ”
คนตัวเล็กชูนิ้วดักขึ้นมาสองนิ้ว ความใสซื่อจนน่าเป็นห่วงของหล่อนทำเอามองข้ามไม่ได้เลยจริง ๆ
“ของฉันคือข้อแรก”
“…”
“ฉันใจดีขนาดนี้แค่กับเธอเท่านั้น”
พูดจบก็แปะปลาสเตอร์ลงบนรอยถลอกให้ก่อนจะสังเกตเห็นว่าตามแขนขาของหญิงสาวมีร่องรอยเขียวช้ำที่ใกล้จะจางหายหลายจุด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
“เอ่อ…หนูเดินหกล้มค่ะ”
ทั้งที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม แค่เอาแต่จ้องมองรอยพวกนั้นอยู่นานสองนาน สายขิมก็รีบเอามือมาปิดแล้วอธิบายทันที
“ฝีมือใคร”
“พี่วินหมายถึงอะไรคะ หนูไม่เข้าใจ”
“ก็รอยพวกนี้ไง!”
พรึ่บ!
เขาเผลอเสียงดังใส่อย่างลืมตัวด้วยทั้งเป็นห่วงทั้งโกรธเพราะมั่นใจว่ารอยเขียวช้ำพวกนี้ไม่ได้เกิดจากการหกล้มเองแต่มีคนทำร้ายเธอแน่ ๆ ธาวินถลกกระโปรงหล่อนขึ้นเพื่อดูรอยตรงขาอ่อน ซึ่งดูแล้วเหมือนถูกไม้แขวนหรือพวกไม้เรียวตีเสียมากกว่า
“ยังจะบอกว่าหกล้ม…!”
คำถามขาดหายไปทั้งอย่างนั้น ดวงตาคมเบิกกว้างเมื่อเห็นสายขิมเอาสองมือขึ้นมาอุดหูหลับตาแน่น พลางนั่งตัวสั่นน้ำตาไหลพรากราวกับกำลังกลัวอะไร จากเด็กผู้หญิงที่เคยมีรอยยิ้มสดใสแต้มอยู่บนใบหน้าตลอด ตอนนี้เหมือนเป็นคนอื่นไปแล้ว
“หนูขอโทษค่ะ หนูขอโทษ หนูจะไม่ทำแล้ว หนูขอโทษ ฮึก…”
“สายขิม…”
“ขอโทษ หนูขอโทษ หนูขอโทษ ฮือ…”
หญิงสาวร้องไห้หนักขึ้นเหมือนคนสติหลุด การที่เธอเอามืออุดหูไว้แน่นแถมยังหลับตาสนิทมันดูราวกับ…ตกใจบางอย่าง
แม้ธาวินจะไม่ใช่หมอแต่เขาก็เป็นหนึ่งในผู้บริหารโรงพยาบาลจึงเห็นคนไข้มาเยอะแยะมากมาย ลักษณะแบบหญิงสาวใช่ว่าจะไม่เคยเจอ
‘ก็รอยพวกนี้ไง!’
“หนูขอโทษ ฮึก…ขอโทษ ขอโทษ…”
หมับ!
คนตัวสูงดึงหล่อนเข้ามากอดไว้แน่น ฝ่ามือใหญ่ลูบไปตามแผ่นหลังบอบบางที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัวเพื่อปลอบโยน ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ อยู่นานหลายสิบนาทีจนหญิงสาวเริ่มสงบลง เสียงสะอื้นค่อย ๆ หายไป สองมือลดลงไปทิ้งข้างลำตัวราวกับคนหมดแรง
“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว”
สายขิมหลับตาลงอีกครั้ง เสียงทุ้มนุ่มลึกของชายหนุ่มตราตรึงลงในหัวใจของหล่อนเหมือนมีคนกำลังร้องเพลงให้ฟัง
“ที่นี่แหละค่ะบ้านของหนู”
หลังใช้เวลาปลอบโยนจนเธอสงบ ธาวินก็อาสามาส่งหญิงสาวจนถึงบ้าน หล่อนอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดที่ตัวบ้านส่วนใหญ่ทำจากไม้ไม่ก็สังกะสีประกอบกัน
“เธออยู่ที่นี่เหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“อยู่กับใคร”
“แม่ค่ะ แต่ว่าตอนนี้แม่อยู่โรงพยาบาลหนูเลยอยู่คนเดียว”
สายขิมกลับมายิ้มแย้มสดใสตามเดิม หล่อนเปิดประตูเข้าไปในบ้านซึ่งแทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์อำนวยความสะดวกใด ๆ เลย
“แน่ใจนะว่าอยู่ที่นี่ได้”
“ได้สิคะ หนูก็อยู่มาตั้งแต่เกิด ขอบคุณพี่วินมากนะคะสำหรับวันนี้ ส่วนเรื่องเงิน…หนูจะรีบทำงานหาเงินมาใช้คืนแน่นอน หนูสัญญา”
เธอยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้า พอมาเห็นสภาพแวดล้อมที่
สายขิมโตมาก็ยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าหล่อนมองโลกในแง่บวกขนาดนี้ได้อย่างไรกัน“ฉันจะมาเก็บเงินจากเธอวันละหนึ่งบาท หนี้ทั้งหมดสามแสนก็เท่ากับ…สามแสนวัน”
“หมายความว่าเราจะได้เจอกันทุกวันเป็นเวลาสามแสนวันเลยเหรอคะ”
เสียงหวานถามขึ้นอย่างดีใจ แววตาก็เปล่งประกายด้วยรู้สึกอยากจะเป็นหนี้เขาเพิ่มอีกสักล้านสองล้าน
“เตรียมตัวไว้เถอะ ถ้าวันไหนไม่มีให้ ฉันจะคิดดอกเพิ่มวันละห้าบาท ไปล่ะ”
“ขับรถดี ๆ นะคะ พรุ่งนี้อย่าลืมมาหาหนู ไม่สิ อย่าลืมมาเก็บหนี้นะคะ”
คนตัวเล็กโบกมือบ๊ายบายไล่หลังชายหนุ่มก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา หัวใจพองฟูเหมือนมีบอลลูนกำลังพองโตอยู่…
…มีความสุขจัง
บทที่ 15 ทำตามคำสั่งเท่านั้น“คุยอะไรกันเหรอครับ ท่าทางน่าสนุกเชียว”เสียงหัวเราะของสายขิมขาดหายไปเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้น หล่อนรีบหลบสายตาเขาเพราะยังจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้แม่นยำ แก้มขาวขึ้นริ้วสีแดงเล็กน้อยพลางเผลอยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากทว่าดูจากท่าทางของธาวินแล้ว เจ้าตัวคงจำไม่ได้เลยสินะว่าทำอะไรไว้ หลังถูกจูบแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่กี่วินาทีต่อมาคนกระทำก็หลับไปทั้งอย่างนั้น เธอเลยจัดให้เขานอนใหม่แล้วห่มผ้าให้ก่อนจะออกมาเลย หัวใจเต้นแรงอย่างนั้นตลอดทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน“หนูขิมเล่านิทานให้ฟังน่ะ เธออ่านหนังสือเก่งมากเลยนะ รู้จักเลียนเสียงเปลี่ยนเสียงให้เข้ากับตัวละคร สนุกเชียวล่ะ พ่อเลยอยากให้เธอไปลองสมัครเป็นนักพากย์ดู”“เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ ผมขอฟังด้วยคนได้ไหม”“มาสิ ๆ พ่อว่าจะเข้าไปนอนพักสักหน่อยพอดี แต่กลัวหนูขิมจะเหงาถ้าไม่มีคนนั่งคุยด้วย อย่างไรก็ให้พี่เขาอยู่เป็นเพื่อนนะ”คนตัวเล็กตั้งท่าจะปฏิเสธแล้วหนีกลับเข้าห้อง หากแต่กลับ
บทที่ 14 หลานสาวแม่เลี้ยงธาวินตื่นขึ้นมาในสาย ๆ ของอีกวัน รู้สึกปวดหัวจากอาการเมาค้าง เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองกลับขึ้นมาบนห้องได้อย่างไร คนตัวสูงเดินลงมาในห้องครัวเพื่อจะหาน้ำดื่ม พี่แจ๋วกำลังเช็ดจานอยู่ในนั้นพอดี พอเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาก็รีบตักซุปแก้เมาค้างไปเสิร์ฟให้“ทานซุปก่อนนะคะคุณชาย”“ขอบคุณครับพี่แจ๋ว”รับมาแล้วใช้ช้อนตักเข้าปาก รสชาติอร่อยทำให้หัวโล่งขึ้นจากตอนแรกหนักอึ้งเหมือนมีหินไปถ่วงเอาไว้“รับอะไรเพิ่มไหมคะ”“ไม่ครับ แค่นี้ก็พอแล้ว อร่อยมากเลย ฝีมือพี่แจ๋วพัฒนาขึ้นนะครับเนี่ย”ชายหนุ่มเอ่ยชมด้วยเมื่อก่อนเขากินอาหารฝีมือพี่แจ๋วมาเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการกินแบบสุ่มดวงมากกว่าว่าจะอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะตนเองมักกลับบ้านไม่ตรงกำหนด ทำให้บางครั้งเจอแจ็กพ็อตแม่ครัวไม่อยู่บ้างล่ะ กับข้าวหมดแล้วบ้างล่ะ ก็จะได้อีกฝ่ายเป็นคนลงมือทำให้กินเอง“ไม่ใช่ฝีมือพี่หรอกค่ะคุณชาย ฝีมือคุณขิมน่ะ”“แค่กๆ”
บทที่ 13 ยัยเด็กทรยศหมับ!“มายืนรบกวนอะไรคนอื่นเขาไม่ทราบ ไปตรงนู้นเร็ว”ไอรีนที่เดินไปเอาของกินกลับเข้ามาร่วมวง เธอกระแทกตัวคุณหมอหนุ่มแล้วดันไปที่โต๊ะ ช่วยชีวิตของหญิงสาวเอาไว้ได้หวุดหวิด“เดี๋ยวสิ ฉันยัง…”“ไปเร็ว ๆ”ถูกดันต่อไปจนถึงโต๊ะ สายขิมถอนหายใจออกมาอย่าง โล่งอกด้วยคำถามนั้นเธอเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ระหว่างหล่อนกับธาวิน…...ที่ผ่านมาคือความสัมพันธ์แบบไหนกันนะ ?“คุณวินคะ ฉันอยากกินผลไม้จังเลยค่ะ ช่วงนี้น้ำหนักขึ้น ต้องงดของมันของทอดไปก่อน”“ได้สิครับ เรียกคนใช้ให้ไปหยิบมาก็ได้”ชายหนุ่มตั้งใจเน้นเสียงคำว่าคนใช้อีกแล้ว หญิงสาวปั้นหน้ายิ้มแล้วเดินเข้าไปหาทั้งสองคน หมอกฤศที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่อดลอบสังเกตพฤติกรรมไม่ได้“คุณชัญญาอยากได้อะไรหรือคะ”“ผลไม้”“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูไปเอามาให้นะคะ มีท่านใดอยากได้อะไรเพิ่มไหมคะ”“ฉันขอแซลม่อนเพิ่มจานหนึ
บทที่ 12 คนใช้สายขิมกลับเข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อคอยช่วยดูแลแขกเหรื่อทุกคน เธอยังอกสั่นขวัญแขวนกับท่าทีของชายหนุ่มไม่หาย สี่ปีที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เลยเหรอ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอีกฝ่ายจะน่ากลัวได้มากขนาดนี้ สีหน้าของหญิงสาวแสดงความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัดหล่อนเกือบจะตายคามือเขาอยู่แล้วนะ ดูท่าธาวินคงตามระรานไม่เลิกแน่ดวงตากลมจ้องมองไปทางศจีด้วยความสงสัย ทำไมชายหนุ่มถึงได้แสดงท่าทีไม่ชอบน้าของเธอได้ถึงขนาดนั้น ว่ากันตามตรงตอนที่เคยฟังเขาพูดเรื่องที่ว่าเกลียดแม่เลี้ยง เธอก็ไม่เคยถามเหตุผลนอกจากรับฟังจนได้รู้ว่าแม่ใหม่คนนั้นมีความลับบางอย่างเก็บซ่อนไว้“คุณวินล่ะ”ขณะกำลังครุ่นคิดก็มีเสียงไม่คุ้นเคยดังขึ้น เจ้าของดวงตากลมหันไปทางต้นเสียงก่อนจะพบว่าคนถามเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย เขียนขอบตาเข้มดูโฉบเฉี่ยวราวกับเหยี่ยว หุ่นดีทรง สะบึ้มจนหญิงสาวได้แต่กลืนน้ำลายตอนมอง“พี่วิน เอ่อ…คุณชายขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะ เดี๋ยวก็ลงมาค่ะ”“เธอเป
บทที่ 11 ลูกหนี้ที่หายไป‘เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้น’ สายขิมเอ่ยถามชายหนุ่มขณะกำลังนั่งกินข้าวมันไก่ข้างทางด้วยกันหลังขายพวงมาลัยของวันนี้หมดแล้ว‘มีเรื่องให้หงุดหงิดน่ะ’‘เรื่องอะไรหรือคะ บอกหนูได้ไหม’ กะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าเขาด้วยรอฟังคำตอบ เธอได้รับการช่วยเหลือจากธาวินมามากจึงอยากช่วยเหลืออีกฝ่ายบ้าง‘แม่เลี้ยง’‘…’‘ฉันเกลียดแม่เลี้ยงของตัวเอง ทุกครั้งที่ต้องกลับบ้านเลยหงุดหงิดมาก ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับไปดูคุณพ่อฉันคงไม่กลับไปหรอก’ น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ดูท่าทางเขาจะเกลียดแม่เลี้ยงมากจริง ๆ ด้วย‘เธอคนนั้นเป็นคนไม่ดีเหรอคะ’‘ใช่ ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่แน่ ๆ คงหวังสมบัติของคุณพ่อมากกว่า’‘แล้วพี่วินจะทำอย่า
บทที่ 10 สี่ปีที่เฝ้ารอสิ้นสุดลงแล้ว“ยาค่ะคุณลุง”เจ้าของเสียงหวานวางยากับน้ำเปล่าลงบนโต๊ะเพื่อให้ธาดากินเมื่อถึงเวลา ก่อนจะนั่งพับเพียบลงบนพื้นข้าง ๆ แล้วหยิบหนังสือวรรณคดีโบราณขึ้นมาเตรียมจะอ่านให้อีกฝ่ายฟัง“ขอบใจมากนะหนูขิม”“ไม่เป็นไรค่ะ”หญิงสาวยิ้มตอบรับ ทว่ายังไม่ทันจะได้อ่านหนังสือให้ธาดาฟังต่อ เสียงเรียกของคนที่ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของแวดวงไฮโซตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเพิ่งกลับมาก็ดังขึ้น“สายขิม อยู่ที่ไหน สายขิม!”“ค่ะน้า”คนตัวเล็กรีบตะโกนตอบรับไปก่อนเพราะหากต้องให้เรียกอีกเป็นครั้งที่สองอาจถูกโมโหใส่ก็เป็นได้ เธอเงยหน้ามองธาดาจนอีกฝ่ายพยักหน้า“ไปเถอะ”“เดี๋ยวหนูมาอ่านหนังสือให้ฟังใหม่นะคะ”หล่อนเอ่ยอย่างนอบน้อมแล้วรีบคลานเข่ากลับเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว“หายไปไหนมา ฉันเรียกตั้งนาน”“หนูอ่านหนังสือให้คุณลุงฟังอยู่ที่ศาลาในสวนค่ะ”







