Mag-log inดุลยาคิดพลางน้ำตาเอ่อล้น ความหวาดกลัวแล่นขึ้นจับขั้วหัวใจ แล้วชีวิตเธอต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรเล่า?
ไม่ได้นะ ไม่ใช่เวลาที่จะมาร้องไห้ คนๆ นั้น ถึงจะดูน่ากลัวไปนิด แต่...เขาไม่ได้ฉวยโอกาสตอนที่เธอไม่ได้สติ แต่เขาอาจแค่หลอกให้เธอตายใจก็ได้ อย่างไรก็อย่าเพิ่งไว้ใจเขานักเลยนะ
หญิงสาวสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ มันเป็นเสื้อยืดกับกางเกงผ้าฝ้ายแบบมีเชือกผูก คนซื้อคงกะขนาดเอวไม่ถูกถึงได้เลือกแบบนี้มา แต่มันก็ใส่สบายดี เสียตรงที่... เธอไม่มีชุดชั้นในตัวใหม่เปลี่ยนนั้นแหละ จำใจต้องซักของเก่าแอบหาที่ตากไว้ในห้องน้ำนั้นแหละ จัดการตัวเองเสร็จแล้วจึงออกมาพบผู้ชายคนนั้นแล้ว
อลันเดินเข้าครัว เขาไม่ใช่ผู้ชายแบบที่ชอบบริการใคร ที่ทำให้เพราะสงสาร หากสายตาเขาไม่ย่ำแย่จนเกินไป ก็มีบ้างอย่างไม่ชอบมาพากลในการปรากฏตัวของหญิงสาวคนนั้นนัก
แต่เพราะเคยเชื่อใจ-ไว้ใจไม่ใช่รึ เขาจึงเกือบตายมาแล้ว
ชายหนุ่มกดน้ำร้อนใส่แก้วกาแฟของตัวเอง ตู้เย็นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเบียร์ขวดเล็กครึ่งโหล ถ้าเธอหิวค่อยว่ากัน ไม่ซิ ยังไงก็คงต้องหิวอยู่แล้วล่ะ โอ๊ย! แย่ล่ะ! ไหนบอกตัวเองว่าเป็นคนไม่สนใจคนอื่น ทำไมถึงเป็นห่วงว่าผู้หญิงคนนั้นจะหิวไปได้นะ
ไม่หรอก เขาไม่ได้เป็นห่วงอะไรนักหรอก แค่...แค่... แค่อะไรดีล่ะ
ยังไม่ทันคิดหาคำตอบของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ร่างบางในชุดเสื้อยืดกางกางขายาวเดินเข้ามา ท่าทางเสื้อผ้าที่เขาเลือกให้จะตัวใหญ่ไปนิด ดูท่าทางขัดเขินของเธอแล้วก็กดหัวคิ้วลง เธอดูตัวเล็กกว่าที่คิดไว้มาก หรือเพราะเสื้อผ้าตัวใหญ่เกินไปก็ไม่รู้
“เอ่อ...” ดุลยาไม่รู้ว่าควรพูดขอบคุณเขาไหม เพราะไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของเขา
“หิวไหม?” อลันเพียงพยักหน้าให้ แล้วก็เห็นเธอพยักหน้าน้อยๆ เขาชี้นิ้วไปที่กระติกน้ำร้อน “ดูแลตัวเองไปก่อนแล้วกัน ผมโทรสั่งอาหารให้”
“ขอบคุณค่ะ” เธอเดินไปหยิบแก้วสำหรับใส่น้ำร้อนชงกาแฟ เหลือบมองเห็นเขาถือแก้วกาแฟของตัวเองเดินออกมา ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเขาโทรศัพท์สั่งอาหารให้เข้ามาส่งที่พัก
ดุลยาประคองแก้วกาแฟเดินกลับมาหาที่นั่ง เห็นเขานั่งที่เก้าอี้ยาวริมระเบียงที่มองเห็นวิวทะเล เธอถือวิสาสะเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ว่างอีกตัว
“อีกครึ่งชั่วโมงอาหารจะมาส่ง” อลันพูดง่ายๆ เหมือนไม่มีอะไรสลักสำคัญ
“เอ่อ... ฉันคิดว่าต้องคุยกับคุณเรื่องนั้น”
“ก็เอาซิ” เขาไม่ได้หันหน้ามามองเธอ แต่ยังมองวิวทะเลเบื้องหน้า
“คือ...เรื่องมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันเป็นนางรำมาทำงานพิเศษที่โรงแรม...เสร็จแล้วกำลังจะกลับแต่มีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอให้ไปถ่ายรูปกับลูกของเธอเป็นที่ระลึก ฉันออกไปแล้วก็เหมือนถูกยาสลบทำให้หมดสติ รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่เวทีประมูลบ้าๆนั้นแล้ว”
เธอเล่าไปตามความจริง หวังให้เขาเข้าใจ แต่ก็เห็นเพียงเขาจิบกาแฟด้วยท่าทีเฉยชา
“ฉันไม่ได้เต็มใจ แล้ว...ก็อาจจะจับตัวผิดคนก็ได้”
“จะอะไรก็ช่างเถอะ แต่ยังไงผมก็เสียเงินไปแล้วสองแสน”
“ฉัน...ฉันจะพยายามหาเงินมาคืนคุณ”
“ด้วยวิธีไหน? โทรไปขอเงินพ่อแม่หรือไง” เขายกกาแฟขึ้นดื่ม
ดุลยาไม่กล้าหวังว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจ แต่เธอก็อยากลองดู “ฉันขอใช้โทรศัพท์นะคะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว เขาล้วงโทรศัพท์มือถือของตนออกมา ปลดระบบล็อกแล้วยื่นให้เธอ
“ตามสบาย”
ดุลยากลืนกาแฟไม่ลง เธอรับโทรศัพท์จากเขาแล้วลุกขึ้นเดินไปที่อื่น กดหมายเลขบ้านที่กรุงเทพฯ รออยู่นานจนได้ยินคนรับสายโทรศัพท์
“แม่วาณีหรือคะ” ดุลยากำโทรศัพท์แน่น ไม่อยากเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าแม่เลยสักนิด แต่เพราะพ่อบังคับทำให้เธอต้องเรียกแม่
“อ้าว ยัยดาว ทำไมถึงโทรมาได้ล่ะ” ปลายเสียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงตกใจ
“ดาวอยากคุยกับพ่อค่ะ” เธอมั่นใจว่าแม่เลี้ยงไม่ช่วยเธอแน่ๆ
“พ่อไม่อยู่หรอกจ๊ะ ไปคุมงานหมู่บ้านจัดสรรที่สระบุรีอีกสี่ห้าวันถึงจะกลับ”
“พ่อไปต่างจังหวัดเหรอคะ” เธออึกอัก “เดี๋ยวดาวโทรหาพ่อเองค่ะ”
“คุณพ่อเค้ายุ่งอยู่นะ ไม่รู้จะสะดวกรับสายหรือเปล่า”
“แม่วาณีคะ คือดาวกำลังเดือดร้อนค่ะ” เธอลองเสี่ยงดู
“เดือดร้อนอะไร แกไปเที่ยวอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ดาวไม่ได้มาเที่ยวนะคะ ดาวมาทำงานแล้วดาวก็ถูกจับตัว”
“จริงๆ ก็ติดตามน้องสาวหนีเที่ยวของผมด้วย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ“น้องสาว? ฉันไม่ยักรู้ว่าคุณมีน้องสาว” สาริศาถามกลับด้วยความงุนงง“เรื่องนั้นอย่าไปสนใจเลย” ชีควาคิมกอดร่างบางแน่นขึ้น “สนใจเรื่องของเราเถอะ ผมคิดถึงคุณทรมานเหลือเกินที่ห่างคุณแบบนี้”ชีควาคิมสารภาพชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อเพราะรสจูบขอเขา “ผมทนไม่ได้อีกแล้ว ยิ่งเห็นตาหมอคนนั้นตามติดคุณผมยิ่งอยากกระชากคุณมาให้ไกลจากมือเขา”“วาคิม...”ชีควาคิมประคองใบหน้าหวานด้วยสองมือ “อย่าทำน้ำเสียงไม่พอใจอย่างนั้น ผมเป็นห่วงคุณ ผมละสายตาจากคุณไม่ได้แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรั้งคุณไว้”สาริศารู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อล้น เธอพยายามก้มหน้าซ่อนความรู้สึกของตัวเองแต่ก็ทำไม่ได้ “คุณไม่ควรทำแบบนี้เลย”ชายหนุ่มจูบเธออีกเขาครอบครองริมฝีปากเธอแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทั้งรุนแรงและเร่าร้อนจน ร่างเล็กสั่นสะท้านด้วยแรงปรารถนา เขาเอนกายหญิงสาวให้พิงพนักโซฟามือใหญ่เลื่อนมาลูบไล้เรือนกายแผ่วเบาอย่างปลอบโยน แต่สาริศาต้องตัดใจจากรสเสน่หาที่แสนคิดถึง เธอผลักอกเขาออกอย่างแรงแล้วรีบลุกขึ้นยืนทันที “ริต้า” ชีควาคิมเริ่มหัวเสีย “คุณกับผมเรารู้เท่าๆ กันว่าเร
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันผิดเองที่วิ่งตัดหน้ารถคุณ” หญิงสาวอายุน้อยยิ้มแหะๆ “ให้ฉันช่วยอะไรไหมคะ” สาริศาถามยิ้มๆ ดูท่าทางหญิงสาวจะอายุไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ “ฉันโบกเที่ยวมาเรื่อยๆ ค่ะ” หญิงสาวแปลกหน้าสารภาพ “ตอนนี้อยากได้ที่พักถูกๆ คุณพอจะพาไปโรงแรมใกล้ๆ หน่อยได้ไหมคะ” “ได้ค่ะ ฉันกำลังเข้าเมืองพอดี” สาริศาพยักหน้ารับแล้วหญิงสาวแปลกหน้าก็เดินมาขึ้นที่รถของเธอ “คุณจะพักกี่วันคะ ฉันจะได้แนะนำที่พักให้ได้” “อยากจะพักสักอาทิตย์ค่ะ สัปดาห์หน้าก็จะกลับบ้านเกิดแล้ว อยากอยู่สงบๆ ส่งท้ายหน่อยค่ะ” “ที่นี่สงบจริงๆ ค่ะ แถมยังนั่งเรือข้ามฟากไปลาวได้ด้วย” สาริศาแนะนำแล้วใช้เวลาขับรถมาส่งนักท่องเที่ยวสาวที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง “ที่นี่สะอาดปลอดภัยและราคาถูก คุณจะได้เซฟเงินไว้ทำอย่างอื่นได้ค่ะ” “ติดแม่น้ำด้วย ขอบคุณมากๆเลยค่ะ” “ยินดีค่ะ” หญิงสาวแปลกหน้ากล่าวขอบคุณอีกครั้งและโบกมือลา แต่เธอนึกได้วิ่งตามสาริศาแล้วเอ่ยปากถาม “คุณใจดีจังชื่ออะไรคะ เผื่อเราได้เจอกันอีก” “สาริศาค่ะ” สาริศาแนะนำตัว “เร
พิชชาเบ้ปากน้อยๆ เขาหายไปจริงๆ นั้นแหละ หลังจากกลับจากเทซาเนียก็ไม่ติดต่อกลับมาพอนานวันเข้าเธอก็เริ่มชินชา ถ้าเขาจะเล่นตัวคิดว่าเธอจะคิดถึงเขาจนทุรนทุรายละก็...คิดผิดเสียแล้วล่ะ แต่การเงียบไปแบบนี้ก็ทำให้พิชชาทบทวนตัวเอง เธอไม่เคยคิดจะมีใครไม่ว่าจะในฐานะไหนก็ตาม ผู้ชายคืออุปสรรคในชีวิตเธอ หญิงสาวตั้งใจจะอยู่เป็นโสดไปจนตาย!แฮรี่และพิชชาลาสาริศาเพื่อขึ้นห้องพัก ธันวาอาสาขับรถมาส่งสาริศาที่บ้านพักซึ่งใช้เวลาขับรถเพียงยี่สิบนาทีก็ถึงบ้านพักเจ้าหน้าที่หลังเล็กๆ ที่สดใสหลังจากที่ถูกทิ้งร้างให้ทรุดโทรมมาหลายปี เมื่อรถจอดสนิทแล้วธันวาก็รีบลงจากรถแล้วเดินอ้อมรถมาเปิดประตูให้สาริศา“ขอบคุณนะคะ ทำให้หมอต้องเสียเวลาพักผ่อนมาฟังสาวๆ คุยกันเลย” สาริศายิ้มน้อยๆ แล้วปล่อยเข็มขัดนิรภัยก้าวลงจากรถ แต่จู่ๆ เธอก็หน้ามืดทรงตัวไม่อยู่ โชคดีที่หมอหนุ่มไหวตัวทันเข้าไปประคองได้ทันเวลา“ริต้า คุณเป็นยังไงบ้าง”“ไม่เป็นไรคะ ฉันแค่หน้ามืดนิดหน่อย” สาริศาขืนตัวออกจากวงแขนของหมอหนุ่มซึ่งเขาก็ยอมปล่อยเธอแต่โดยดี“จริงๆ ผมก็สังเกตเห็นคุณหน้าซีดมาหลายวันแล้ว ให้ผมตรวจเสียหน่อยดีไหม”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องลำบา
สาริศาหัวเราะอารมณ์ดี ก็เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วพิชชาเพิ่งจะมาเยี่ยมเธอถึงเชียงราย แต่สำหรับแฮรี่นั้นตั้งแต่วันที่เธอไปเทซาเนียก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย เขาคงต้องเหนื่อยและยุ่งยากใจที่เธอหายตัวไปผิดนัดงานหลายแห่ง แม้ว่าชีควาคิมจะยินดีจ่ายค่าเสียหายทั้งหมดก็ตาม แต่ข่าวคาวๆ ใส่สีตีไข่เรื่องที่เธอเงียบหายไปก็ดังกระฉ่อนอยู่เกือบเดือนจนมีข่าวดาราอื่นๆ มาแทนที่ เธอหายไปจากแวดวงบันเทิงเวลาสั้นๆ ใครๆ ต่างก็พาลืมเธอได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสาริศาเองก็รู้และเข้าใจเรื่องในวงการนี้เป็นอย่างดี แต่การที่เธอมาใช้ชีวิตที่นี่ก็เป็นความต้องการของเธอด้วย“บังเอิญเจอพิชชาที่คอนโดของริต้าจ๊ะ” แฮรี่ตอบ“ฉันไปเอาของตามที่เธอสั่งนั้นแหละ” พิชชาขยับแว่นสายตากรอบหนาชิดใบหน้า “พอดีเจอกับแฮรี่มาด่อมๆ มองๆ พอดีก็เลยได้คุยกัน”“บ้าซิ! ฉันก็แค่ลองแวะไปเผื่อได้เจอริต้าเท่านั้น” แฮรี่ส่ายหน้าไปมา “พอรู้ว่ามาเป็นครูอาสาอยู่ที่นี่ก็เลยขอให้พิชชามาเป็นเพื่อนกันนะ”“มีคนออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ฉันก็เลยมา” พิชชายักไหล่แล้วหยิบผลไม้ในจานเข้าปาก “ฉันไม่ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนล่วงหน้านะ”สาริศาส่ายหน้าไปมาเธอเชื่อใจเพื่อนรัก พิชชาคงคิ
สามเดือนต่อมา ประเทศไทย หญิงสาวในชุดสบายๆ เสื้อผ้าฝ้ายสีม่วงอ่อนกับกระโปรงยาวคลุมเข่าสีเดียวกัน เธอนั่งท่ามกลางเด็กๆ มอมแมมอายุประมาณ 5-8 ขวบพร้อมกับหนังสือนิทานในมือ เด็กๆ ทั้งชายและหญิงรวมกันราวยี่สิบคนต่างนั่งจ้องมองเธอเล่านิทานด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนอย่าลืมกลับไปทำการบ้านแล้วก็ก่อนนอนห้ามลืมแปรงฟันก่อนนอนด้วยไม่อย่างนั้นจะฝันร้ายแบบในนิทานนะคะ” “ครับ/ค่ะ” “คนไหนที่คนพ่อกับคุณแม่ยังไม่มารับรออยู่กับพี่ริต้าก่อนนะคะ” เพียงเวลาไม่นานศูนย์ดูแลเด็กเล็กก็เหลือเด็กชายหน้าตามอมแมมอยู่คนเดียว ริต้ายื่นมือไปจูงมือเล็กๆ ให้เดินมาที่แปลงดอกไม้ด้านหน้าห้องแล้วช่วยกันรดน้ำต้นไม้ “ให้พี่ริต้าไปส่งน้องมะขามที่บ้านคุณยายดีไหมเอ่ย” ริต้าถามเมื่อเห็นเด็กชายดูเหงาๆ พ่อกับแม่ของเขาทำงานที่กรุงเทพ ตอนนี้อยู่กับตาและยายซึ่งขายข้าวแกงในตลาดไม่ไกลนัก “ก็ได้ครับ” เด็กชายอายุหกขวบเอ่ยตอบอย่างเหงาๆ แอบอิจฉาที่คนอื่นๆ มีพ่อหรือแม่มารับที่ศูนย์ดูแลเด็กเล็กประจำหมู่บ้าน
ชีควาคิมเดินมาส่งสาริศาที่ห้องนอนของเธอ วันเวลาเหมือนไม่กี่วันแต่มันยาวนานในความรู้สึกที่เขาไม่ได้เฉียดใกล้เธอเลยทั้งที่เขาถวิลหารสหวานรัญจวนใจจากหญิงสาวปรารถนาจะกอดเธอไว้จนรุ่งสางเช่นที่เคยอยู่ด้วยกันในทะเลทราย “ท่าทางคุณเดวิทจะปราบพิชชาเสียอยู่หมัดเชียว” สาริศาชวนคุยเหมือนจะชั่งใจตัวเองมากกว่า แม้บางสิ่งจะตัดสินใจแล้วแต่ความลังเลก็ยังสั่นคลอนหัวใจอยู่ “เพื่อนของคุณเป็นคนดี” ชีควาคิมเอ่ยด้วยความจริงใจ แม้จะรู้จักกันไม่นานก็พอจะดูออกว่าพิชชาเป็นคนตรงไปตรงมา แม้การพูดจาจะเหมือนเด็กที่ชอบโต้เถียงตลอดเวลาก็ตาม “ขอบคุณค่ะ” สาริศาลังเลอยู่หน้าบานประตู “ขอบคุณเรื่องอะไร?” “สำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา” เธอแหงนหน้ามองใบหน้าคมเข้ม สีหน้าเย็นชาแต่แววตาแน่วแน่ที่จ้องมองราวกับเธอกระต่ายป่าที่พญาเหยี่ยวหมายจะเป็นอาหาร “ถ้ารวมถึงเครื่องบินเดินทางกลับด้วยละก็...ผมตอบตรงนี้เลยว่า ‘ไม่เป็นไร’” ชีควาคิมหมุนตัวกลับ เขาไม่ต้องการอยู่เผชิญหน้าเธอนานกว่านี้ เขาอยากคว้าเอวบางมาชิดใกล้แล้วกระหน่ำจูบให้หายแค้นหรือไม่ก็บ
“คุณนี่มีแต่คำถามจริงๆ “ เขาเลื่อนปลายนิ้วมาแตะที่ริมฝีปากอิ่มสวยของหญิงสาว “ไม่ถามแล้วฟังเฉยๆ ได้ไหม” สาริศาเบือนหน้าหนี “ฉันไม่ใช่ลูกหนี้โง่ๆ ที่จะยอมทำตามทุกอย่างหรอกนะ” สิ้นเสียงหวานเอ่ยเอื้อย มือใหญ่ก็บีบปลายคางให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา วาคิมจ้องมองลึกในดวงตาที่แส
“ผมน่าจะเป็นคนถามมากกว่า” เขากระตุกยิ้ม “ผมไม่คิดว่าคุณจะทอดทิ้งสร้อยเส้นนี้อย่างไร้เยื่อใยอย่างนี้” “คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดกับฉันแบบนี้” สาริศากัดฟันกรอดๆ แล้วพยายามเอื้อมมือไปคว้าสร้อยคืนมาอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้ ยิ่งพยายามยื้อยุดเอาสร้อยคอคืนมันกลับกลายเป็นว่าร่างบอบบางบดเบียดแนบชิดร่างใหญ่
“ยืมไปโดยไม่บอกเจ้าของนี่เข้าข่ายขโมยมากกว่านะ” สาริศายกมือขึ้นกอดอก “เอาคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” “เอาตอนนี้ไม่มีให้หรอก” อานนท์ยักไหล่แล้วทิ้งตัวนั่งบนโซฟา “อะไรนะ!” สาริศาอยากจะกรีดร้องออกมา “แล้วคุณเอาสร้อยฉันไปไหน เอาไปทำอะไร” “ก็เอาไปลงทุนนิดหน่อย”
สาริศารู้สึกสุขใจทุกครั้งที่ได้เล่นไวโอลิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เอพอจะมีเวลาว่าง หญิงสาวก็มักจะมาเล่นดนตรีให้ผู้ป่วยเด็กตามโรงพยาบาลต่างๆ หรือไม่ก็ไปที่บ้านพักคนชรา นานหลายปีแล้วที่เธอทำเช่นนี้และเป็นอีกภาพที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นหรือรู้จักนัก แม้วาเธอจะเป็นนักดนตรีมานานแต่ภาพนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จั







