Masuk“ทะเล”
“ว้าย!”
ดุลยาเผลอร้องอย่างตกใจ ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ใกล้ๆนี่ด้วย เธอพลิกตัวหันมาเผชิญหน้า แผ่นหลังชิดราวระเบียง สายลมที่พัดแรงทำให้ผมยาวปลิวสยายจนเธอต้องยกมือขึ้นรวบผมไว้ เธอเพ่งมองชายหนุ่มที่ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั้งเหมือนแมวเกียจคร้าน เขาจ้องมองหญิงสาวที่ท่าทีตื่นตระหนกก่อนถอนลมหายใจยาวเฮือกใหญ่แล้วถอดแว่นกันแดดออกเปิดเผยดวงตาคมเข้มคู่นั้น แล้วหญิงสาวก็อ้าปากค้าง เขาคือผู้ชายคนเดียวกับเธอที่เคยพบตอนที่เธอไปเดินเล่นที่ชายหาดคนเดียว
“คุณ!!”
“อลัน” เขาพูดแล้วลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ “ชื่อของผมคือ อลัน หยาง”
ดุลยาอ้ำอึ้งไปไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าเขาจะลุกขึ้นมาแนะนำตัวเองแบบนี้
“ตามมารยาทคุณก็ควรแนะนำตัวเองเสียหน่อยนะ อย่างน้อยผมก็ช่วยคุณไว้”
พอโดนเขาจี้เข้าแบบนี้ดุลยาก็ได้สติขึ้นมา
“ชื่อดุลยาค่ะ เรียกดาวก็ได้”
เธอกวาดตามองเขาอย่างไม่เกรงมายาท แต่กลับทำให้อีกฝ่ายหัวเราะออกมา ก็แน่ล่ะ คนอย่าง อลัน หยาง ไม่เคยถูกมองแบบนี้แน่ หากเป็นหญิงสาวก็ส่งสายตาเชิญชวน หากเป็นผู้ชายถ้าไม่อยากฆ่าเขาก็หวาดกลัวไม่กล้าสบตา
การหัวเราะอย่างเปิดเผยของเขาทำให้ดุลยาขมวดคิ้ว ทำไมล่ะ เขาวิปริตไปแล้วเหรอ จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาแบบนี้
“คุณ! หัวเราะอะไรกัน แล้วที่นี่ที่ไหน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“รีสอร์ทริมทะเล”
เขาตอบจ้องมองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาเป็นคนฮ่องกงแต่พูดไทยได้ชัด แต่เป็นสำเสียงไทยปนจีนนั้นแหละ แต่เขาก็ฟังภาษาไทยได้รู้เรื่อง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวคลายอาการตื่นตระหนกได้บ้างก็เบาใจลง แต่เพราะใส่ชุดไทยแบบนี้หรือเปล่านะ ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ เหมือนเธอหลุดออกมาจากภาพวาดยังไงไม่รู้
“แล้ว?”
“ผมแบกคุณออกมาจากเวทีประมูล” เขาพูดง่ายราวกับว่าเพิ่งไปร้านสะดวกซื้อมา
ดุลยารู้สึกปวดหัวตุบๆ จนต้องหลับตาลงทันที นี่ความจริงใช่ไหม? เธอถูกวางยาสลบแล้วเอาไปเร่ขายเหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง และ ‘เขา’ คือผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ที่อยู่ดีๆ ก็มาซื้อตัวเธอในราคาสองแสนบาท
เดี๋ยวนะ เขาประมูลเธอมาใช่ไหม?
อลันเห็นสีหน้าซีดเผือดของเธอแล้วก็ประหลาดใจ เมื่อครู่ยังเห็นเหมือนเธอจะลุกขึ้นมาตะปบเขาด้วยซ้ำไป ตอนนี้กลับกลายเป็นหนูน้อยผู้อ่อนแอแล้วรึ
“ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ” ดุลยาพยายามอธิบาย “คงจับตัวผิดคนแน่ๆ เลยค่ะ”
“ผมไม่รู้หรอก แค่รู้ว่าเสียเงินสองแสนแล้วต้องได้อะไรตอบแทนคืน”
ดุลยารู้สึกหวาดกลัวเขาขึ้นมา ท่าทางของเขาดูราวกับราชสีห์ แม้สวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ แต่ดูแล้วเขาไม่ใช่คนธรรมดาเลย และถ้าให้พูดกันตามตรง เงินสองแสนที่เขาซื้อตัวเธอมา เธอจะหาเงินก้อนนี้มาจากไหนเพื่อมาคืนเขา
อลันเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายแล้วลอบยิ้ม ก้าวเดินเข้าไปหาอย่างไม่รู้ตัว ใช้ปลายนิ้วเชยคางเธอขึ้น ดวงตากลมยังมีความสับสนชัดเขน ทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว รวดเร็วราวงูพิษฉกเหยื่อ ริมฝีปากของเขายื่นมาประกบกับริมฝีปากของเธอแล้ว กว่าจะตั้งสติและยกมือขึ้นดันแผงอกของเขาได้นั้น เรียวลิ้นเจ้าเล่ห์ก็ชิมความหวานจากริมฝีปากเธอหนำใจแล้ว
“คุณ!”
“เอาล่ะ คุณเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า ผมรออยู่ข้างนอกก็แล้วกัน ใจเย็นๆ คิดอะไรได้ค่อยมาคุยกัน หรือจะเตรียมแต่งเรื่องดราม่าให้ผมใจอ่อนก็ได้นะ แต่ผมเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง”
เขาหมุนตัวเดินออกไปด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเห็นเรื่องพวกนี้จนชินตา ดุลยาได้แต่ถอนหายใจ ตอนนี้มีเขาคนเดียวที่เธอจะหวังพึ่งพาได้ หรืออาจจะไม่ได้ ดุลยามองเห็นเสื้อผ้าชุดหนึ่งพับวางไว้บนโต๊ะพร้อมผ้าขนหนู เธอรวบทั้งหมดแล้วเดินเข้าห้องน้ำที่อยู่มุมหนึ่งของห้อง อุปกรณ์อาบน้ำครบครัน หญิงสาวถอดชุดนางรำออกแล้วจัดการอาบน้ำอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นก็ยังสังเกตเห็นว่ามีรอยช้ำหลายแห่ง
พ่อกับแม่เลี้ยงจะเป็นห่วงเธอไหม? จะรู้หรือเปล่าว่าเธอหายไป คิดแล้วก็ใจหาย ไม่รู้ว่าหายตัวมากี่วันแล้ว เพื่อนร่วมงานคนอื่นล่ะ ไม่เห็นเธอตามขึ้นรถไปด้วย ป่านนี้อาจจะแจ้งความคนหายแล้วก็ได้ คิดถึงตรงนี้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถึงพ่อแม่ไม่ใส่ใจ ก็ยังมีเพื่อนและพี่ที่ทำงานด้วยกันมากนานหลายปี คงมีใครสักคนเป็นห่วงเธอบ้างละนะ
“จริงๆ ก็ติดตามน้องสาวหนีเที่ยวของผมด้วย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ“น้องสาว? ฉันไม่ยักรู้ว่าคุณมีน้องสาว” สาริศาถามกลับด้วยความงุนงง“เรื่องนั้นอย่าไปสนใจเลย” ชีควาคิมกอดร่างบางแน่นขึ้น “สนใจเรื่องของเราเถอะ ผมคิดถึงคุณทรมานเหลือเกินที่ห่างคุณแบบนี้”ชีควาคิมสารภาพชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อเพราะรสจูบขอเขา “ผมทนไม่ได้อีกแล้ว ยิ่งเห็นตาหมอคนนั้นตามติดคุณผมยิ่งอยากกระชากคุณมาให้ไกลจากมือเขา”“วาคิม...”ชีควาคิมประคองใบหน้าหวานด้วยสองมือ “อย่าทำน้ำเสียงไม่พอใจอย่างนั้น ผมเป็นห่วงคุณ ผมละสายตาจากคุณไม่ได้แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรั้งคุณไว้”สาริศารู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อล้น เธอพยายามก้มหน้าซ่อนความรู้สึกของตัวเองแต่ก็ทำไม่ได้ “คุณไม่ควรทำแบบนี้เลย”ชายหนุ่มจูบเธออีกเขาครอบครองริมฝีปากเธอแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทั้งรุนแรงและเร่าร้อนจน ร่างเล็กสั่นสะท้านด้วยแรงปรารถนา เขาเอนกายหญิงสาวให้พิงพนักโซฟามือใหญ่เลื่อนมาลูบไล้เรือนกายแผ่วเบาอย่างปลอบโยน แต่สาริศาต้องตัดใจจากรสเสน่หาที่แสนคิดถึง เธอผลักอกเขาออกอย่างแรงแล้วรีบลุกขึ้นยืนทันที “ริต้า” ชีควาคิมเริ่มหัวเสีย “คุณกับผมเรารู้เท่าๆ กันว่าเร
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันผิดเองที่วิ่งตัดหน้ารถคุณ” หญิงสาวอายุน้อยยิ้มแหะๆ “ให้ฉันช่วยอะไรไหมคะ” สาริศาถามยิ้มๆ ดูท่าทางหญิงสาวจะอายุไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ “ฉันโบกเที่ยวมาเรื่อยๆ ค่ะ” หญิงสาวแปลกหน้าสารภาพ “ตอนนี้อยากได้ที่พักถูกๆ คุณพอจะพาไปโรงแรมใกล้ๆ หน่อยได้ไหมคะ” “ได้ค่ะ ฉันกำลังเข้าเมืองพอดี” สาริศาพยักหน้ารับแล้วหญิงสาวแปลกหน้าก็เดินมาขึ้นที่รถของเธอ “คุณจะพักกี่วันคะ ฉันจะได้แนะนำที่พักให้ได้” “อยากจะพักสักอาทิตย์ค่ะ สัปดาห์หน้าก็จะกลับบ้านเกิดแล้ว อยากอยู่สงบๆ ส่งท้ายหน่อยค่ะ” “ที่นี่สงบจริงๆ ค่ะ แถมยังนั่งเรือข้ามฟากไปลาวได้ด้วย” สาริศาแนะนำแล้วใช้เวลาขับรถมาส่งนักท่องเที่ยวสาวที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง “ที่นี่สะอาดปลอดภัยและราคาถูก คุณจะได้เซฟเงินไว้ทำอย่างอื่นได้ค่ะ” “ติดแม่น้ำด้วย ขอบคุณมากๆเลยค่ะ” “ยินดีค่ะ” หญิงสาวแปลกหน้ากล่าวขอบคุณอีกครั้งและโบกมือลา แต่เธอนึกได้วิ่งตามสาริศาแล้วเอ่ยปากถาม “คุณใจดีจังชื่ออะไรคะ เผื่อเราได้เจอกันอีก” “สาริศาค่ะ” สาริศาแนะนำตัว “เร
พิชชาเบ้ปากน้อยๆ เขาหายไปจริงๆ นั้นแหละ หลังจากกลับจากเทซาเนียก็ไม่ติดต่อกลับมาพอนานวันเข้าเธอก็เริ่มชินชา ถ้าเขาจะเล่นตัวคิดว่าเธอจะคิดถึงเขาจนทุรนทุรายละก็...คิดผิดเสียแล้วล่ะ แต่การเงียบไปแบบนี้ก็ทำให้พิชชาทบทวนตัวเอง เธอไม่เคยคิดจะมีใครไม่ว่าจะในฐานะไหนก็ตาม ผู้ชายคืออุปสรรคในชีวิตเธอ หญิงสาวตั้งใจจะอยู่เป็นโสดไปจนตาย!แฮรี่และพิชชาลาสาริศาเพื่อขึ้นห้องพัก ธันวาอาสาขับรถมาส่งสาริศาที่บ้านพักซึ่งใช้เวลาขับรถเพียงยี่สิบนาทีก็ถึงบ้านพักเจ้าหน้าที่หลังเล็กๆ ที่สดใสหลังจากที่ถูกทิ้งร้างให้ทรุดโทรมมาหลายปี เมื่อรถจอดสนิทแล้วธันวาก็รีบลงจากรถแล้วเดินอ้อมรถมาเปิดประตูให้สาริศา“ขอบคุณนะคะ ทำให้หมอต้องเสียเวลาพักผ่อนมาฟังสาวๆ คุยกันเลย” สาริศายิ้มน้อยๆ แล้วปล่อยเข็มขัดนิรภัยก้าวลงจากรถ แต่จู่ๆ เธอก็หน้ามืดทรงตัวไม่อยู่ โชคดีที่หมอหนุ่มไหวตัวทันเข้าไปประคองได้ทันเวลา“ริต้า คุณเป็นยังไงบ้าง”“ไม่เป็นไรคะ ฉันแค่หน้ามืดนิดหน่อย” สาริศาขืนตัวออกจากวงแขนของหมอหนุ่มซึ่งเขาก็ยอมปล่อยเธอแต่โดยดี“จริงๆ ผมก็สังเกตเห็นคุณหน้าซีดมาหลายวันแล้ว ให้ผมตรวจเสียหน่อยดีไหม”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องลำบา
สาริศาหัวเราะอารมณ์ดี ก็เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วพิชชาเพิ่งจะมาเยี่ยมเธอถึงเชียงราย แต่สำหรับแฮรี่นั้นตั้งแต่วันที่เธอไปเทซาเนียก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย เขาคงต้องเหนื่อยและยุ่งยากใจที่เธอหายตัวไปผิดนัดงานหลายแห่ง แม้ว่าชีควาคิมจะยินดีจ่ายค่าเสียหายทั้งหมดก็ตาม แต่ข่าวคาวๆ ใส่สีตีไข่เรื่องที่เธอเงียบหายไปก็ดังกระฉ่อนอยู่เกือบเดือนจนมีข่าวดาราอื่นๆ มาแทนที่ เธอหายไปจากแวดวงบันเทิงเวลาสั้นๆ ใครๆ ต่างก็พาลืมเธอได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสาริศาเองก็รู้และเข้าใจเรื่องในวงการนี้เป็นอย่างดี แต่การที่เธอมาใช้ชีวิตที่นี่ก็เป็นความต้องการของเธอด้วย“บังเอิญเจอพิชชาที่คอนโดของริต้าจ๊ะ” แฮรี่ตอบ“ฉันไปเอาของตามที่เธอสั่งนั้นแหละ” พิชชาขยับแว่นสายตากรอบหนาชิดใบหน้า “พอดีเจอกับแฮรี่มาด่อมๆ มองๆ พอดีก็เลยได้คุยกัน”“บ้าซิ! ฉันก็แค่ลองแวะไปเผื่อได้เจอริต้าเท่านั้น” แฮรี่ส่ายหน้าไปมา “พอรู้ว่ามาเป็นครูอาสาอยู่ที่นี่ก็เลยขอให้พิชชามาเป็นเพื่อนกันนะ”“มีคนออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ฉันก็เลยมา” พิชชายักไหล่แล้วหยิบผลไม้ในจานเข้าปาก “ฉันไม่ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนล่วงหน้านะ”สาริศาส่ายหน้าไปมาเธอเชื่อใจเพื่อนรัก พิชชาคงคิ
สามเดือนต่อมา ประเทศไทย หญิงสาวในชุดสบายๆ เสื้อผ้าฝ้ายสีม่วงอ่อนกับกระโปรงยาวคลุมเข่าสีเดียวกัน เธอนั่งท่ามกลางเด็กๆ มอมแมมอายุประมาณ 5-8 ขวบพร้อมกับหนังสือนิทานในมือ เด็กๆ ทั้งชายและหญิงรวมกันราวยี่สิบคนต่างนั่งจ้องมองเธอเล่านิทานด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนอย่าลืมกลับไปทำการบ้านแล้วก็ก่อนนอนห้ามลืมแปรงฟันก่อนนอนด้วยไม่อย่างนั้นจะฝันร้ายแบบในนิทานนะคะ” “ครับ/ค่ะ” “คนไหนที่คนพ่อกับคุณแม่ยังไม่มารับรออยู่กับพี่ริต้าก่อนนะคะ” เพียงเวลาไม่นานศูนย์ดูแลเด็กเล็กก็เหลือเด็กชายหน้าตามอมแมมอยู่คนเดียว ริต้ายื่นมือไปจูงมือเล็กๆ ให้เดินมาที่แปลงดอกไม้ด้านหน้าห้องแล้วช่วยกันรดน้ำต้นไม้ “ให้พี่ริต้าไปส่งน้องมะขามที่บ้านคุณยายดีไหมเอ่ย” ริต้าถามเมื่อเห็นเด็กชายดูเหงาๆ พ่อกับแม่ของเขาทำงานที่กรุงเทพ ตอนนี้อยู่กับตาและยายซึ่งขายข้าวแกงในตลาดไม่ไกลนัก “ก็ได้ครับ” เด็กชายอายุหกขวบเอ่ยตอบอย่างเหงาๆ แอบอิจฉาที่คนอื่นๆ มีพ่อหรือแม่มารับที่ศูนย์ดูแลเด็กเล็กประจำหมู่บ้าน
ชีควาคิมเดินมาส่งสาริศาที่ห้องนอนของเธอ วันเวลาเหมือนไม่กี่วันแต่มันยาวนานในความรู้สึกที่เขาไม่ได้เฉียดใกล้เธอเลยทั้งที่เขาถวิลหารสหวานรัญจวนใจจากหญิงสาวปรารถนาจะกอดเธอไว้จนรุ่งสางเช่นที่เคยอยู่ด้วยกันในทะเลทราย “ท่าทางคุณเดวิทจะปราบพิชชาเสียอยู่หมัดเชียว” สาริศาชวนคุยเหมือนจะชั่งใจตัวเองมากกว่า แม้บางสิ่งจะตัดสินใจแล้วแต่ความลังเลก็ยังสั่นคลอนหัวใจอยู่ “เพื่อนของคุณเป็นคนดี” ชีควาคิมเอ่ยด้วยความจริงใจ แม้จะรู้จักกันไม่นานก็พอจะดูออกว่าพิชชาเป็นคนตรงไปตรงมา แม้การพูดจาจะเหมือนเด็กที่ชอบโต้เถียงตลอดเวลาก็ตาม “ขอบคุณค่ะ” สาริศาลังเลอยู่หน้าบานประตู “ขอบคุณเรื่องอะไร?” “สำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา” เธอแหงนหน้ามองใบหน้าคมเข้ม สีหน้าเย็นชาแต่แววตาแน่วแน่ที่จ้องมองราวกับเธอกระต่ายป่าที่พญาเหยี่ยวหมายจะเป็นอาหาร “ถ้ารวมถึงเครื่องบินเดินทางกลับด้วยละก็...ผมตอบตรงนี้เลยว่า ‘ไม่เป็นไร’” ชีควาคิมหมุนตัวกลับ เขาไม่ต้องการอยู่เผชิญหน้าเธอนานกว่านี้ เขาอยากคว้าเอวบางมาชิดใกล้แล้วกระหน่ำจูบให้หายแค้นหรือไม่ก็บ
“คุณนี่มีแต่คำถามจริงๆ “ เขาเลื่อนปลายนิ้วมาแตะที่ริมฝีปากอิ่มสวยของหญิงสาว “ไม่ถามแล้วฟังเฉยๆ ได้ไหม” สาริศาเบือนหน้าหนี “ฉันไม่ใช่ลูกหนี้โง่ๆ ที่จะยอมทำตามทุกอย่างหรอกนะ” สิ้นเสียงหวานเอ่ยเอื้อย มือใหญ่ก็บีบปลายคางให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา วาคิมจ้องมองลึกในดวงตาที่แส
“ผมน่าจะเป็นคนถามมากกว่า” เขากระตุกยิ้ม “ผมไม่คิดว่าคุณจะทอดทิ้งสร้อยเส้นนี้อย่างไร้เยื่อใยอย่างนี้” “คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดกับฉันแบบนี้” สาริศากัดฟันกรอดๆ แล้วพยายามเอื้อมมือไปคว้าสร้อยคืนมาอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้ ยิ่งพยายามยื้อยุดเอาสร้อยคอคืนมันกลับกลายเป็นว่าร่างบอบบางบดเบียดแนบชิดร่างใหญ่
“ยืมไปโดยไม่บอกเจ้าของนี่เข้าข่ายขโมยมากกว่านะ” สาริศายกมือขึ้นกอดอก “เอาคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” “เอาตอนนี้ไม่มีให้หรอก” อานนท์ยักไหล่แล้วทิ้งตัวนั่งบนโซฟา “อะไรนะ!” สาริศาอยากจะกรีดร้องออกมา “แล้วคุณเอาสร้อยฉันไปไหน เอาไปทำอะไร” “ก็เอาไปลงทุนนิดหน่อย”
สาริศารู้สึกสุขใจทุกครั้งที่ได้เล่นไวโอลิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เอพอจะมีเวลาว่าง หญิงสาวก็มักจะมาเล่นดนตรีให้ผู้ป่วยเด็กตามโรงพยาบาลต่างๆ หรือไม่ก็ไปที่บ้านพักคนชรา นานหลายปีแล้วที่เธอทำเช่นนี้และเป็นอีกภาพที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นหรือรู้จักนัก แม้วาเธอจะเป็นนักดนตรีมานานแต่ภาพนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จั







