Share

2

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-19 18:10:33

“ใครจะไปชิน ว่าแต่เลี้ยงอะไรกันแทบทุกอาทิตย์ ช่างร่ำรวยเสียจริงๆ” นงนุชพูดเสียงสูง

คราวนี้คนเป็นน้องสาวหัวเราะเสียงดัง “พวกนั้นคงจะร่ำรวยจริงอย่างที่พี่นุชว่าแหละจ้ะ ไม่งั้นคงไม่จัดงานเลี้ยงทุกอาทิตย์หรอก รถยนต์ที่วิ่งเข้าวิ่งออกก็ราคาแพงๆ ทั้งนั้น”

“จะแพงสักแค่ไหนกันเชียว ถ้าจะซื้อจริงอย่างเราก็มีปัญญาซื้อได้” คนเป็นพี่สาวยังพูดเสียงสูง “ได้ยินคนแถวนี้พูดกันว่าพวกคนในกำแพงสูงที่ย้ายมาอยู่ใหม่นั่นเป็นเจ้าหรือ”

นงนุชถามพลางหันไปมองกำแพงสูงอีกครั้ง พลางเบ้ปากด้วยท่าทางไม่ชอบใจนัก เดิมทีนางอยู่กับบิดาซึ่งเป็นกำนันเก่าที่ทุ่งรังสิต เพิ่งจะย้ายมาอยู่กับน้องสาวเมื่อสามเดือนที่ผ่านมานี้ เพราะทนคิดถึงหลานๆ ไม่ไหว

คำถามของผู้เป็นป้าทำให้พัดชาพลันเงยหน้าขึ้นจากการเช็ดใบตอง พลอยเงี่ยหูฟังอย่างสนอกสนใจไปด้วย เพราะนึกอยากจะซักถามมารดาเรื่องนี้พอดี คนในกำแพงสูงที่ถูกเอ่ยถึงนั่นเพิ่งย้ายมาอยู่เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นเด็กหญิงก็เห็นว่ามีรถยนต์ทยอยขนข้าวของมาหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน

“น่าจะเป็นอย่างที่พี่นุชได้ยินแหละจ้ะ” อรสาตอบผู้เป็นพี่สาว ขณะที่มือก็เจียนใบตองอย่างคล่องแคล่วไปด้วย “อรก็ได้ยินพี่เอิบเล่าให้ฟังว่า วังเก่าที่พวกนั้นเคยอยู่โดนระเบิดลงตอนเกิดสงครามจนเสียหายและกำลังซ่อมแซมอยู่ จึงต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ก่อน”

เอิบที่อรสาพาดพิงถึงเป็นคนในละแวกเดียวกัน ที่มักจะรู้เรื่องราวของคนโน้นคนนี้ก่อนใครเสมอ แม้จะจริงบ้างไม่จริงบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ทุกข่าวก็มักจะมีมูลความจริง

“อ้อ เป็นพวกเจ้านี่เอง ถึงได้ทำตัวสูงส่งมองคนอื่นด้วยสายตาดูถูกดูแคลน พี่ละเกลียดนักเชียว”

นงนุชบ่นด้วยความไม่พึงพอใจ เพราะเคยได้รับสายตาดังกล่าวเมื่อหลายวันก่อน นางกับน้องสาวถึงแม้จะไม่ได้เป็นลูกผู้ดีมีตระกูลมาจากไหน แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวคหบดีจากทุ่งรังสิต มีที่นานับร้อยไร่ วิชาความรู้ก็พอมีไม่น้อยหน้าใคร

“ช่างเขาเถอะจ้ะพี่นุช เราก็คงไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับพวกเขาหรอก ต่างคนต่างอยู่” อรสาเงยหน้าบอกพี่สาวยิ้มๆ

“แล้วทำไมสองคนผัวเมียนั่นถึงขายบ้านเสียล่ะยายอร น่าเสียดายออก” พี่สาวเอ่ยถามอย่างข้องใจ พลางช่วยน้องสาวเจียนใบตองด้วยอีกแรง

“สาเหตุที่สองคนผัวเมียนั่นขายบ้านคงต้องถามจากยายพัดชา เพราะสนิทสนมกับสองคนนั้นดี เห็นวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านนั้นเป็นว่าเล่น”

“ว่าไงยายพัดชา” คนเป็นป้าหันไปไล่เบี้ยเอากับหลานสาวที่นั่งเงี่ยหูฟังอยู่

“เป็นเพราะคุณน้าเจมส์ต้องย้ายกลับไปประจำที่ประเทศอังกฤษจ้ะป้านุช คุณน้าสิริมาจึงต้องตามกลับไปด้วย เจ้าตัวยังบ่นกับพัดชาเลยว่าไม่อยากจะขายบ้านและไม่อยากไป อยู่ที่นี่อากาศก็ดี ผู้คนแถบนี้ก็เป็นมิตร”

มิสเตอร์เจมส์ที่พูดถึงเป็นวิศวกรชาวอังกฤษ มีภรรยาเป็นคนไทยชื่อสิริมา และเป็นเจ้าของบ้านคนเก่า สนิทสนมรักใคร่เอ็นดูเธอมากกระทั่งสอนภาษาอังกฤษให้ จนเธอพูดเขียนอ่านได้คล่องแคล่วเกินเด็กในวัยเดียวกัน เด็กหญิงเองก็เสียดายไม่น้อยเช่นกันที่บ้านหลังดังกล่าวต้องถูกเปลี่ยนเจ้าของ เพราะเมื่อก่อนยังวิ่งเข้าไปเล่นในนั้นได้ เรียกว่ารู้ทุกซอกทุกมุมในบ้านนั้น แต่หลังจากบ้านถูกขาย เจ้าของคนใหม่ที่เธอก็เพิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าก็ทำรั้วกำแพงใหม่สูงลิ่วอย่างที่เห็น

“ก็คงอย่างที่ยายพัดชาว่าน่ะยายอร หายากนะคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีน้ำใจไมตรีอย่างพวกเรา สองคนผัวเมียนั่นอัธยาศัยก็ดี แม้จะคุยด้วยไม่กี่ครั้ง ไม่เหมือนคนมาอยู่ใหม่ แหม...สร้างรั้วเสียสูงราวกับกำแพงเมืองจีน”

นงนุชพูดเสียงสูงติดหมั่นไส้ ซึ่งพัดชาก็พยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย

“ก็พวกมาอยู่ใหม่เป็นถึงเจ้านี่นา คงไม่อยากลดตัวมาคบหาสมาคมกับชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเรามั้งจ๊ะ”

อรสาพูดยิ้มๆ อย่างคนมองโลกในแง่ดี แล้วลงมือห่อข้าวต้มผัด เริ่มจากหยิบใบตองที่ลูกสาวเช็ดเรียบร้อย มาห่อข้าวเหนียวที่ถูกกวนเข้ากับกะทิจนส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอจากกะละมังตรงหน้า แล้วใส่กล้วยน้ำว้าที่ผ่าเป็นซีกไว้ตรงกลาง ก่อนจะใช้ตอกมัดสองห่อเข้าด้วยกันจนแน่น จากนั้นก็วางเรียงในซึ้ง

“พวกเราถึงจะไม่ใช่ผู้ดีมีตระกูล แต่ก็ไม่ได้ต่ำต้อยด้อยค่านักหรอก เขาเรียกว่าผ้าขี้ริ้วห่อทองย่ะ” พี่สาวยังคงพูดเสียงขึ้นจมูก ไม่วายตวัดมองค้อนไปยังกำแพงสูง

พัดชาวางมือจากใบตองที่ช่วยมารดาเช็ดจนเสร็จเรียบร้อย เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นป้าแล้วยิ้มกว้างอย่างถูกใจ เพราะคำพูดดังกล่าวไม่ได้เกินจริงเลย ด้วยครอบครัวเดิมของมารดาเป็นคหบดีของละแวกนั้น กำนันมิ่งผู้เป็นตาของเธอนั้นใครต่อใครก็รู้จักดี มิหนำซ้ำยังเป็นผู้มีอิทธิพลอีกต่างหาก

“แม่จ๋า เดี๋ยวพัดชาไปเก็บดอกมะลิไว้ให้แม่ร้อยมาลัยนะจ๊ะ”

เด็กหญิงบอกพลางทำทีเป็นจ้องไปยังมะลิกอใหญ่ ที่ออกดอกขาวสะพรั่งด้วยท่าทีกระตือรือร้น ทว่าในใจกลับโลดแล่นไปยังกระท้อนต้นใหญ่ที่อยู่ติดกำแพงสูง ซึ่งตัวเองชอบปีนขึ้นไปแอบดูภายในกำแพงนั้นบ่อยๆ

“ไปเถอะจ้ะ แล้วก็ไม่ต้องปีนต้นกระท้อนขึ้นไปแอบดูคนในกำแพงนั่นอีกนะพัดชา”

อรสาพูดดักคอพร้อมกับมองบุตรสาวอย่างรู้ทัน ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มแหยๆ กลับมา ก่อนร่างสูงเก้งก้างจะเดินไปคว้าขันเงินใบใหญ่ที่วางอยู่ไม่ไกลมาถือไว้ หยิบหมวกแก๊ปใบเล็กครอบลงบนศีรษะ แล้วเดินลิ่วๆ ลงจากระเบียงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีนงนุชมองตามและพูดด้วยความเป็นห่วง

“เมื่อกี้แกบอกว่ายายพัดชาชอบปีนต้นไม้ขึ้นไปแอบดูพวกคนหลังกำแพงสูงนั่นหรือยายอร เกิดพลาดพลั้งตกลงมาแข้งขาหักจะว่ายังไง”

“ใช่จ้ะ” คนเป็นน้องสาวพยักหน้ายิ้มๆ “ยายพัดชาชอบแอบดูเสื้อผ้าที่เขาสวม แล้วก็มารบเร้าให้อรตัดแบบนั้นให้บ้าง ท่าทางจะมีหัวด้านนี้อยู่ แล้วพี่นุชก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกจ้ะเรื่องตกต้นไม้ หลานสาวของพี่น่ะปีนต้นไม้เก่งราวกับลิงวอก”

“เก่งยังไงยายพัดชาก็เป็นผู้หญิง จะไม่ให้เป็นห่วงคงไม่ได้หรอก ส่วนเรื่องที่ว่าแม่หลานสาวตัวดีมีหัวทางด้านเสื้อผ้า ก็คงได้มาจากแกนั่นแหละยายอร เพราะแกเองก็ตัดเย็บเสื้อผ้าได้สวยเหมือนช่างมืออาชีพนี่นา”

สิ่งที่นงนุชพูดก็ไม่ได้เกินความจริงอีกเช่นกัน น้องสาวของนางนั้นนอกจากจะทำขนมและกับข้าวอร่อยชนิดหาตัวจับยากแล้ว ยังมีหัวด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าอีก ถ้าเห็นเสื้อผ้าของใครสวยแปลกตา มองปราดเดียวก็สามารถตัดเย็บตามได้ มิหนำซ้ำยังมีลูกเล่นเก๋ๆ มากกว่าเสียอีก ไม่แปลกที่พรสวรรค์ดังกล่าวจะถ่ายทอดมาสู่หลานสาวของนาง

“หลานสาวพี่นุชน่ะเก่งหลายด้านจนไม่รู้ว่าจะเอาดีด้านไหนกันแน่” อรสาพูดแล้วยิ้ม ซึ่งพี่สาวก็พยักพเยิดอย่างเห็นด้วย

“นั่นสิ พี่จำได้ว่าแม้แต่ขี่ควายที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยายพัดชาก็ยังทำได้ดีไม่แพ้เด็กตามท้องนา สมกับเป็นหลานสาวกำนันมิ่งจริงๆ”

ระหว่างเกิดสงครามอรสาพาครอบครัวหลบระเบิดไปอาศัยที่บ้านบิดาซึ่งเป็นบ้านเกิด บรรยากาศท้องทุ่งนาถูกอกถูกใจบุตรสาวของนางยิ่งนัก เนื่องจากได้ลองหัดขี่ควายเป็นครั้งแรก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • กำแพงสิเน่หา   5

    ขณะเดียวกันพัดชาที่ขึ้นมานั่งอยู่บนคาคบของกระท้อนต้นใหญ่เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ก็เริ่มนั่งขยุกขยิกอยู่ไม่สุข เพราะถูกเจ้าถิ่นอย่างมดแดงรังควานอย่างหนัก จนต้องสังหารไปเสียหลายตัว ก่อนจะสะดุ้งเฮือกจนเกือบพลัดตกลงไปด้านล่าง เมื่อได้ยินเสียงเรียกไม่คุ้นหูที่ดังอยู่ใต้ต้น“ไอ้หนู ขึ้นไปทำอะไรอยู่บนนั้น เดี๋ยวก็ตกลงมาขาแข้งหักหรอก”คนถูกเรียกว่าไอ้หนูเลยลืมมดแดงไปชั่วขณะ เมื่อก้มลงไปมองก็เห็นชายหนุ่มสองคนในเครื่องแบบสีขาว ที่น่าจะอายุมากกว่าเธอหลายปียืนอยู่ ซ้ำร้ายยังตาถั่วเห็นเธอเป็นเด็กผู้ชายเสียอีก จึงนึกฉุนระคนขุ่นเคืองเลยหันไปบี้มดแดงที่กำลังกัดแขนเธอจนแดดิ้น ก่อนจะเชิดหน้าปีนขึ้นไปยังกิ่งที่มีกระท้อนลูกที่หมายตา เลิกสนใจคนแปลกหน้าทั้งสอง“เฮ้ย! ไอ้หนู ไหนๆ ก็อยู่บนนั้นแล้ว เก็บกระท้อนส่งลงมาให้พี่สักสองสามลูกสิ” ฉัตรพงษ์ที่ยืนอยู่ใต้ต้นตะโกนบอกเสียงดังคนอยู่บนต้นกระท้อนนิ่งไปชั่วครู่ ผุดยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ากระท้อนลูกโต บิดจากขั้วแล้วโยนลงไปข้างล่างตามที่ถูกขอทันที“เฮ้ย! ค่อยๆ สิไอ้หนู โยนลงมาแบบนี้เกิดหัวแตกขึ้นมาจะทำไง”เสียงตะโกนที่ดังโหวกเหวกช่วยให้อารมณ์ฉ

  • กำแพงสิเน่หา   4

    “คุณหญิงเอื้อยอุตส่าห์เล่นเปียโนเพลง “Moonlight Sonata” ให้ใครบางคนฟัง แต่คนคนนั้นกลับเดินออกมาชมนกชมไม้เสียนี่ ไม่กลัวเจ้าตัวเสียใจแย่หรือครับคุณชายณุ”“ถ้าแกอยากฟังเพลงที่ว่านั่นนักก็กลับเข้าไปก็ได้นะ ฉันไม่ว่า” คนถูกกระเซ้าไม่เลิกพูดเสียงหนัก ทำเอาผู้เป็นเพื่อนส่ายหน้าพลางโบกไม้โบกมือ“คงไม่ละ ฉันไม่อยากไปยืนตัวลีบเวลาอยู่ต่อหน้าหม่อมอา แค่อยู่ที่โรงเรียนก็เต็มกลืนแล้ว”หม่อมอาที่ฉัตรพงษ์พูดถึงคือหม่อมราชวงศ์นภดารา เทพรัตน์ มารดาของผู้เป็นเพื่อน เขารู้จักสนิทสนมกับคุณชายณุมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น เพราะพลเรือตรีจักรภพ บริรักษ์สกุลวงศ์ บิดาของเขานั้นถูกส่งไปเรียนด้านการทหารที่ประเทศอังกฤษ พร้อมกับหม่อมเจ้าอลงกต เทพรัตน์ บิดาของผู้เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น จึงรักใคร่สนิทสนมกันดีจนมาถึงรุ่นลูก แม้แต่การเลือกสอบเข้าเป็นนักเรียนนายเรือก็ยังเลือกเหมือนกันอีก“แกก็พูดเกินไป ฉันไม่เคยเห็นแกยืนตัวลีบเลยสักครั้งเวลาคุยกับหม่อมแม่” หม่อมราชวงศ์พิษณุวัชร์ค่อนขอดเพื่อน“ใครบอกล่ะ ฉันเกร็งทุกครั้งเวลาพบหน้า หม่อมอาทำท่าอย่างกับครูฝ่ายปกครองที่คอยจับผิดนักเรียนยังไงยังงั้น ฉันยังคิดไม่ออกเลยว

  • กำแพงสิเน่หา   3

    “นอกจากขี่ควายได้ดีอย่างที่พี่นุชว่า แม้แต่ม้า ยายพัดชาก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน”“ม้า!!! แกหมายถึงขี่ม้าเหรอยายอร” นงนุชร้องถามเสียงหลง“ใช่จ้ะ ขี่ม้า” คนเป็นน้องสาวพยักหน้า “มิสเตอร์เจมส์มีม้าพันธุ์อาหรับคู่หนึ่ง เพราะคุณสิริมาน่ะชอบขี่ม้ามาก ก็เลยจับยายพัดชาหัดขี่ด้วย อรเองก็เพิ่งจะมารู้ว่าแม่ลูกสาวขี่ม้าเป็นกับเขาก็เมื่อไม่นานมานี้เอง”“ตายแล้วหลานสาวฉัน ทำไมถึงได้โลดโผนอย่างนี้” คนเป็นป้าพูดพลางยกมือขึ้นทาบอกเพราะตกใจกับสิ่งที่ได้รับรู้จากน้องสาว “ตอนเห็นขี่ควายพี่ก็ยังนึกกลัวจะพลัดตกลงมา แต่นี่ม้ามันสูงแถมวิ่งเร็ว ไม่ตกลงมาขาแข้งหักก็บุญแล้ว”“ยายพัดชาขี่ม้าเก่งจนมิสเตอร์เจมส์ชมเปาะ เก่งกว่าคนสอนอย่างคุณสิริมาเสียอีก”“แล้วผัวแกไม่ว่าอะไรเลยหรือไงที่แม่ลูกสาวโลดโผนแบบนี้” นงนุชถามพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ทั้งที่พอจะเดาคำตอบได้“จะว่าอะไรล่ะ เห็นดีเห็นงามไปด้วยละสิไม่ว่า บอกว่าลูกสาวเก่งถูกใจไปหมดทุกอย่าง” อรสาพูดถึงวิศาลผู้เป็นสามีด้วยสีหน้ายิ้มๆ“นี่ดีนะที่ผัวแกเป็นแค่ลูกหลานคนจีน ถ้าเป็นคนจีนแท้ๆ ป่านนี้ยายพัดชาคงกลายเป็นลูกชังไปแล้ว”สิ่งที่ผู้เป็นพี่สาวพูดอรสาก็เห็นด้วย เพราะคนจีนส่วนใ

  • กำแพงสิเน่หา   2

    “ใครจะไปชิน ว่าแต่เลี้ยงอะไรกันแทบทุกอาทิตย์ ช่างร่ำรวยเสียจริงๆ” นงนุชพูดเสียงสูงคราวนี้คนเป็นน้องสาวหัวเราะเสียงดัง “พวกนั้นคงจะร่ำรวยจริงอย่างที่พี่นุชว่าแหละจ้ะ ไม่งั้นคงไม่จัดงานเลี้ยงทุกอาทิตย์หรอก รถยนต์ที่วิ่งเข้าวิ่งออกก็ราคาแพงๆ ทั้งนั้น”“จะแพงสักแค่ไหนกันเชียว ถ้าจะซื้อจริงอย่างเราก็มีปัญญาซื้อได้” คนเป็นพี่สาวยังพูดเสียงสูง “ได้ยินคนแถวนี้พูดกันว่าพวกคนในกำแพงสูงที่ย้ายมาอยู่ใหม่นั่นเป็นเจ้าหรือ”นงนุชถามพลางหันไปมองกำแพงสูงอีกครั้ง พลางเบ้ปากด้วยท่าทางไม่ชอบใจนัก เดิมทีนางอยู่กับบิดาซึ่งเป็นกำนันเก่าที่ทุ่งรังสิต เพิ่งจะย้ายมาอยู่กับน้องสาวเมื่อสามเดือนที่ผ่านมานี้ เพราะทนคิดถึงหลานๆ ไม่ไหวคำถามของผู้เป็นป้าทำให้พัดชาพลันเงยหน้าขึ้นจากการเช็ดใบตอง พลอยเงี่ยหูฟังอย่างสนอกสนใจไปด้วย เพราะนึกอยากจะซักถามมารดาเรื่องนี้พอดี คนในกำแพงสูงที่ถูกเอ่ยถึงนั่นเพิ่งย้ายมาอยู่เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นเด็กหญิงก็เห็นว่ามีรถยนต์ทยอยขนข้าวของมาหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน“น่าจะเป็นอย่างที่พี่นุชได้ยินแหละจ้ะ” อรสาตอบผู้เป็นพี่สาว ขณะที่มือก็เจียนใบตองอย่างคล่องแคล่วไปด้วย “อรก

  • กำแพงสิเน่หา   1

    ณ ทุ่งบางกะปิ พุทธศักราช ๒๔๙๐“ง่วงนอนจัง”เสียงบ่นงึมงำตามด้วยอาการหาวหวอดที่ดังมาจากเด็กหญิงในวัยแรกรุ่น ผิวคล้ำแดด รูปร่างสูงเก้งก้าง ดวงหน้ามีเค้าสวยงาม ผมดำยาวถูกถักเป็นเปียพันไว้รอบศีรษะ สวมเสื้อกางเกงขาสั้นชุดติดกันลายสกอตสีแดงสดใส นั่งขัดสมาธิเช็ดใบตองอยู่บนพื้นกระดานขัดมันวับตรงระเบียงกว้างของเรือนไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยาสีขาวขนาดไม่เล็กนัก หลังคามุงกระเบื้องว่าว ตลอดตามชายคาฉลุลายแบบขนมปังขิงอย่างสวยงามต้นเหตุของความง่วงมาจากสายลมที่กำลังพัดจนต้นไม้รอบข้างพากันไหวเอน บวกกับเป็นช่วงยามเย็นแดดร่มลมตก จนเกือบทำให้เปลือกตาของเด็กหญิงปิดลงอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วเข้าหูเสียก่อน“เอ๊ะ!!!”คนที่กำลังจะผล็อยหลับส่งเสียงอุทานเบาๆ ดวงตากลมโตที่กำลังหรี่ปรือจะปิดมิปิดแหล่พลันเบิกกว้างขึ้นทันควัน เพราะสิ่งที่ได้ยินนั้นคือเสียงบรรเลงเปียโนที่ดังกังวาน คลอไปกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกที่ดังลอดมา ซึ่งทำให้อาการง่วงเหงาหาวนอนหายเป็นปลิดทิ้งเสียงที่ได้ยินบ่งบอกว่าภายในขอบรั้วกำแพงสูงลิบลิ่วของวังเทพรัตน์ ซึ่งอยู่เยื้องกับบ้านของเธอจะต้องมีงานเลี้ยงอย่างแน่นอน เพราะนับแต่เจ้าของค

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status