Se connecterระหว่างทางกลับจวน รถม้าของสกุลเสิ่นเคลื่อนผ่านหน้าจวนสกุลไป๋อย่างช้าๆ เสิ่นอวี๋ซินเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือรถม้าของจวนเฉิงโหวที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าประตูทางเข้า
เสิ่นอวี๋ซินจ้องมองภาพนั้นอยู่นิ่งๆ ก่อนที่มุมปากจะหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ทว่าเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยันในโชคชะตาของตนเอง
‘เขารีบเร่งเพียงนั้น เพื่อมาพบสตรีที่คู่ควรกับเขา ส่วนข้าก็แค่ธุระน่ารำคาญที่เขาเพิ่งสลัดทิ้งมาได้’
“คุณหนู อย่ามองเลยเจ้าค่ะ” ฉ่งเอ๋อร์รีบเอื้อมมือมาปิดม่านหน้าต่างลงเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
เสิ่นอวี๋ซินหันกลับมาสบตาสาวใช้ นางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ตีโพยตีพายอย่างที่เคยเป็น
“ไม่เป็นไรหรอกฉ่งเอ๋อร์ ข้าไม่ได้คิดอะไรแล้วจริงๆ” นางกล่าววาจานั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แววตาของนางนิ่งสงบจนน่าใจหาย
ทว่าในส่วนลึกของขั้วหัวใจ เสิ่นอวี๋ซินรู้ดีว่านางกำลังโกหก ความรักที่ฝังรากลึกมาหลายปีมีหรือจะขุดรากถอนโคนได้เพียงชั่วข้ามคืน นางยังรู้สึกถึงแรงกระตุกเบาๆ ในอก ยามเห็นสิ่งของที่เป็นของเขา ยามเห็นที่ที่เขาเคยอยู่ ความผูกพันเหล่านั้นยังคงเป็นหนามแหลมที่ทิ่มแทงอยู่ลึกๆ
แต่ความแตกต่างในวันนี้คือ นางเข็ดขยาดกับความรักที่เกินคว้านั้นไปแล้ว
“ฉ่งเอ๋อร์ เจ้าฟังข้านะ” นางเอ่ยพลางกุมมือสาวใช้ไว้แน่น
“ข้าอาจจะยังตัดใจจากเขาไม่ขาดในวันนี้ แต่ความเจ็บปวดที่เขาหยิบยื่นให้ข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันมีค่ามากกว่าความรักที่ข้าเคยมีให้เขาเสียอีก ข้าไม่อยากรักเขาอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะข้าไม่รัก แต่เพราะข้าทนรับความเจ็บปวดเช่นนั้นไม่ไหวอีกต่อไป” น้ำเสียงของนางเด็ดเดี่ยวขึ้นเรื่อยๆ ท่าทางที่เคยดูเป็นเด็กสาวขี้อ้อนหายไปสิ้น เหลือเพียงสตรีที่กำลังเรียนรู้ที่จะปกป้องหัวใจตนเองจากเพลิงรักที่เผาผลาญ
“ต่อให้วันนี้หัวใจข้าจะยังสะอื้นชื่อเขาอยู่ แต่ข้าจะบังคับให้มันเงียบลง ข้าจะเดินไปข้างหน้า เดินไปหาใครสักคนที่มองเห็นความสำคัญของข้า ไม่ใช่คนที่มองข้าเป็นเพียงความรำคาญใจที่ต้องขจัดทิ้ง”
รถม้าเคลื่อนผ่านหน้าจวนสกุลไป๋ไปพร้อมกับหัวใจที่ค่อยๆ เย็นชาลงของเสิ่นอวี๋ซิน นางหลับตาลงอย่างอ่อนแรงแต่ก็สงบลงมากจนฉ่งเอ๋อร์ชื่นชมในความเข้มแข็งของเด็กสาว
************************
หลังออกจากจวนสกุลไป๋ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า หลี่หานสือสั่งให้รถม้ามุ่งหน้าไปยังโรงน้ำ เขาแอบหวังว่าจะเห็นร่างบอบบางในชุดสีสดใสมายืนดักรอพร้อมรอยยิ้มออดอ้อนเหมือนทุกครั้ง หรืออย่างน้อยนางก็ควรจะฝากเทียบเชิญไว้ให้แก่เขา
ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในโรงน้ำชา ความเงียบเหงาที่ปกกลับทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งอก เขาพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็พบเพียงกลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นตา
“เถ้าแก่” หลี่หานสือเรียกเจ้าของร้านเสียงเข้ม
เถ้าแก่รีบกุลีกุจอเข้ามาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ช่วงหลายวันนี้ คุณหนูเสิ่นมาที่นี่บ้างหรือไม่ นางได้ฝากสิ่งใดไว้ให้ข้าหรือเปล่า” เขาถามเสียงเรียบอย่างไว้ท่าที
“เรียนซื่อจื่อ ช่วงสามสี่วันมานี้ ไม่เห็นเงาของคุณหนูเสิ่นเลยขอรับ นางไม่ได้มาที่นี่ และไม่ได้ฝากคำพูดหรือสิ่งของใดไว้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว”
คิ้วหนาของหลี่หานสือขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นทันที
“นางไม่ได้มาเลยอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร”
“ข้าน้อยได้ยินบ่าวในตลาดพูดกันว่า ช่วงนี้จวนเสิ่นคึกคักนัก” เถ้าแก่เอ่ยเสริมโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคนฟัง
“คุณหนูเสิ่นคงกำลังเตรียมงานปักปิ่นในวันพรุ่งนี้อย่างขะมักเขม้นกระมังขอรับ นางคงอยู่ในเรือนปรนนิบัติผิวพรรณและเตรียมตัวทำพิธีสำคัญ ทั่วเมืองหลวงตอนนี้ต่างก็เฝ้ารอจะเห็นความงามล่มเมืองของคุณหนูในวันงานกันทั้งนั้น”
หลี่หานสือไม่ได้ฟังประโยคหลังจากนั้น มือหนาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง ความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้พุ่งพล่านขึ้นมากลางอก ร้อนรุ่มราวกับมีกองไฟแผดเผา
เขารู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูก ปกตินางต้องกระวนกระวายใจสิ นางต้องมาหาเขา มาอ้อนวอนให้เขาไปร่วมงานเพื่อให้เขาไปร่วมงานสำคัญของนาง แต่นี่นางกลับทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนในชีวิตของนางอีกต่อไป การหายไปเฉยๆ ของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกลูบคม
ความมั่นใจที่เคยมีว่านางคือของตาย เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง เขาสะบัดหน้าเดินออกจากโรงน้ำชาด้วยท่าทางฉุนเฉียว ในหัวมีแต่คำถามที่ไร้คำตอบ
‘เจ้าแกล้งทำเพื่อจะเรียกร้องความสนใจจากข้าใช่ไหม พรุ่งนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกหนึ่งวัน อยากรอดูให้เห็นกับตาว่าเจ้าจะเล่นงิ้วบทไหนให้ข้าดูอีก’
เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นนั้นหาใช่เพราะรำคาญใจอย่างที่เคยปากแข็งบอกใครต่อใคร แต่มันคือความกลัว กลัวว่าครั้งนี้เด็กสาวที่เคยวิ่งตามเขาจะหยุดวิ่งและหันหลังให้เขาจริงๆ
‘แต่ไม่มีวัน นางนะหรือจะตัดใจจากข้าได้’ หลี่หานสือยังคงปลอบใจตัวเองด้วยความมั่นใจ
************************
หลังจากพูดคุยกันจนเวลาล่วงเลยไปถึงตอนเย็น คุณหนูต่างสกุลทั้งสองจึงถึงวลาร่ำลา เสิ่นอวี๋ซินเดินเคียงข้างสหายรักมาตามทางเดินยาวที่ขนาบด้วยสวนไม้ดอก เพื่อไปส่งที่ประตูหน้าตามมารยาททว่าในจังหวะที่เดินผ่านโถงกลาง พวกนางกลับพบกับเสิ่นอี้หลุน ที่กำลังยืนตรวจตราความเรียบร้อยของเครื่องเรือนสำหรับงานวันเกิดที่กำลังจะมาถึง“อ้าว จะกลับแล้วหรือคุณหนูหวัง” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและรอยยิ้มอบอุ่นอย่างพี่ชายที่แสนดีหวังลี่อินชะงักกึกราวกับถูกมนต์สะกด นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า แววตาที่เคยร่าเริงสดใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับอย่างไม่อาจซ่อนเร้น ในใจของนางนึกไปถึงสัมผัสที่แข็งแกร่งยามเขารวบตัวนางหลบรถม้าทว่าในจังหวะที่เสิ่นอี้หลุนหันมาสบตาตอบโดยบังเอิญ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างทำให้สะท้านไปทั้งร่าง หวังลี่อินหน้าร้อนผ่าวแดงลามไปถึงลำคอ“ข้าเห็นเจ้าไม่ได้นำสาวใช้ติดตามมาด้วย จึงเตรียมรถม้าไว้ให้คนไปส่งเจ้า” เขากล่าวเสียงนุ่มนวลด้วยความใส่ใจ“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขะ... ข้า
ยามบ่ายที่ตลาดแถบชานเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสิ่นอี้หลุนกำลังเดินทอดน่องกลับจวนด้วยท่าทีสงบ ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลัก พลันเกิดเหตุชุลมุนเมื่อรถม้าคันหนึ่งเสียหลักพุ่งตรงมายังสตรีร่างบอบบางที่กำลังยืนเลือกซื้อของอยู่ริมทางด้วยสัญชาตญาณอันรวดเร็ว เสิ่นอี้หลุนพุ่งตัวเข้าไปรวบเอวสตรีผู้นั้นแล้วเบี่ยงหลบออกมาได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและความตกใจของชาวบ้านรอบข้างเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เขาจึงค่อยๆ ปล่อยมือออกแล้วก้มลงถามด้วยความห่วงใย“แม่นาง ท่านได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเช็ดฝุ่นบนแก้มเบาๆ เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร ทั้งสองก็อุทานออกมาพร้อมกัน“พี่อี้หลุน”“หวังลี่อิน เจ้าเองหรือเนี่ย”น้องสาวตัวน้อยของหวังเจี๋ยรีบจัดแจงเสื้อผ้าพลางย่อกายขอบคุณพี่ชายของสหายรักด้วยรอยยิ้มสดใส“ขอบคุณพี่อี้หลุนมากเจ้าค่ะ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนจะได้พบอวี๋ซินแน่ๆ”“เจ้ากำลังจะไปหาน้องสามงั้นหรือ” เสิ่นอี้หลุนเลิกคิ้
ณ โรงน้ำชาแห่งเดิมที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นใบหอม หวังเจี๋ยทำหน้าที่เป็นหัวแรงใหญ่ในการนัดแนะสหายให้มารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อเสิ่นอี้หลุนก้าวเข้ามาในห้องรับรอง เขาก็ตรงเข้ามาร่วมวงจิบน้ำชากับเหล่าสหายอย่างเป็นกันเอง“ในเมื่อพวกเจ้าอยู่นี่กันครบ ข้าก็มีเรื่องจะบอก” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยพลางรินน้ำชาให้ตนเอง พอจิบไปได้ครึ่งจอกก็กล่าวเรื่องน่ายินดีออกมาทันที“อีกสามวันจะเป็นวันเกิดครบรอบสิบเก้าปีของข้า ท่านแม่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ภายในจวน เชิญเฉพาะคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น หากพวกเจ้าว่าง ก็เชิญไปร่วมดื่มสุราที่จวนข้าเสียหน่อย”“งานสำคัญของสหายเช่นนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไร ยินดียิ่งนักที่เจ้าให้เกียรติเชิญข้า” หลี่หานสือพยักหน้ารับทันที แววตาฉายความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด“ที่จริงข้าน่ะ ไม่อยากจะเชิญเจ้านักหรอก แต่ก็เกรงว่าจะเสียมารยาทหากข้ามหัวซื่อจื่อจวนโหวไป” เสิ่นอี้หลุนแค่นยิ้มพลางมองสหายรักด้วยสายตาที่รู้ทัน“ดูเอาเถิดหวังเจี๋ย นิ่งชวน พอเริ่มสนิทเข้าหน่อย เสิ่นอี้หลุนก็กล้าเล่นหัวข้าเสียแล้ว เมื่อก่อนยังเห็นเกรงอกเกรงใจกันอยู่แท้ๆ” หลี่หานสือหัวเราะร่
ยามเช้าในจวนสกุลเสิ่น นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งร่อนลงที่ระเบียงห้องของเสิ่นอวี๋ซิน มันอยู่ในสภาพที่อ่อนแรง ขนหลุดรุ่ยจากการฝ่าแดดฝ่าลมพายุมาเป็นระยะทางไกลแสนไกล บ่งบอกว่าภารกิจที่มันแบกรับมานั้นเร่งด่วนและสำคัญเพียงใดเสิ่นอวี๋ซินรีบปรี่เข้าไปรับนกตัวนั้นไว้ในอุ้งมือด้วยความถนอม ก่อนจะแกะกระบอกไม้ไผ่จิ๋วที่ผูกติดขาออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นลายมือที่คุ้นเคยดวงตาของนางก็สั่นระริกด้วยความตื้นตัน“จดหมายจากพี่เมิ่งยวน...”นางค่อยๆ คลี่กระดาษออกอ่าน ทุกตัวอักษรที่บรรจงเขียน แม้จะแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่นางไม่อาจล่วงรู้ กลับกลายเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจสตรีที่เฝ้ารอคอย นางไล่สายตาอ่านไปจนถึงประโยคสุดท้ายที่บอกว่าคิดถึง หัวใจของนางก็พองโตจนแทบลืมหายใจเสิ่นอวี๋ซินมองดูวันที่ในจดหมายแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความสะท้อนใจ จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นที่เมืองตงซานเมื่อเดือนก่อน หากมิใช่ว่าหลินเมิ่งยวนตัดสินใจใช้นกพิราบสื่อสารที่บินได้รวดเร็วกว่าม้าเร็วหลายเท่า นางคงต้องรอไปอีกหลายเดือนกว่าจะได้รับรู้ข่าวคราวของเขา‘พี่เมิ่งยวน... ท่านต้องลำบากถึงเพียงไหนกัน’ นางพึมพำ
ในที่สุด วันที่เสบียงหลวงเดินทางมาถึงเมืองตงซานก็มาถึง ขบวนคุ้มกันของสำนักตระกูลหลินเริ่มขยับเขยื้อนเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้งท่ามกลางแสงแดดจ้าจางจื่ออิงอยู่ในชุดรัดกุมสำหรับนักเดินทาง นางนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามเกินกว่าสตรีทั่วไปในห้องหอ มือบอบบางแต่แข็งแรงกระชับสายบังเหียนอย่างคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมงผิดกับภาพลักษณ์บุตรีขุนนางที่เคยจินตนาการไว้ นางควบม้ามาขนาบข้างหลินเมิ่งยวนพร้อมรอยยิ้มสดใสที่มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าอย่างเปี่ยมความหวังเจ้าของร่างสูงโปร่งกำยำในวัยสิบเก้าเหลือบมองสตรีข้างกายด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก ฝ่ามือข้างที่เขากรีดเนื้อเพื่อเตือนสติแม้จะเริ่มตกสะเก็ดแล้ว แต่กลับประท้วงความรู้สึกทุกครั้งที่เขาเห็นนาง‘นางเก่งทั้งดนตรี งามทั้งศาสตร์แห่งศิลป์ แต่ยามถืออาวุธ นางกลับองอาจไม่แพ้บุรุษ’ เขาคิดพลางลอบถอนหายใจ นี่มิใช่สตรีที่ข้าเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตหรอกหรือสำหรับหลินเมิ่งยวนที่เติบโตมาในสำนักคุ้มกันภัย ชีวิตที่ต้องเดินทางผ่านความเป็นความตายทำให้เขาโหยหาใครสักคนที่สามารถก้าวไปพร้อมกับเขาได้ ไม่ใช่คนที่รออยู่ข้างหลังเพียงอย่า
ความเงียบสงัดภายในห้องพักไม่ได้ทำให้ใจของหลินเมิ่งยวนสงบตาม เขาจัดการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่ติดกลิ่นแป้งหอมชวนคลื่นเหียนจากหอนางโลมออก แล้วใช้น้ำเย็นจัดลูบไล้ใบหน้าและลำตัว หวังจะให้ความเย็นเยียบนั้นช่วยดับเปลวไฟแห่งความสับสนที่กำลังแผดเผาเขาอยู่“เจ้าเป็นอะไรไป หลินเมิ่งยวน… เสิ่นอวี๋ซินคือสตรีที่เจ้ารอคอยมาทั้งชีวิต นางคือคู่หมั้นที่ขบวนขันหมากเตรียมจะแห่ไปหาทันทีที่กลับถึงเมืองหลวง เจ้าจะปล่อยให้ความหวั่นไหวชั่ววูบต่อสตรีที่เพิ่งพบหน้าไม่กี่วันมาทำลายทุกอย่างเชียวหรือ..” เขาพึมพำกับเงาของตัวเองในอ่างน้ำ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพชเขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเค้นภาพความอ่อนโยนของเสิ่นอวี๋ซินขึ้นมาทับถมภาพความองอาจของจางจื่ออิง เขาเดินไปบรรจงหยิบปิ่นเงินเรียบง่ายที่เสิ่นอวี๋ซินเคยมอบให้เขาไว้ก่อนออกเดินทางขึ้นมา มองปิ่นในมือด้วยความรู้สึกที่บีบคั้น ความรู้สึกผิดต่อเสิ่นอวี๋ซินและความโหยหาในตัวจางจื่ออิงกำลังฉีกกระชากใจเขาเป็นสองเสี่ยง“ต้องมีสติ ข้าต้องซื่อสัตย์ต่อนาง” หลินเมิ่งยวนกัดฟันกรอด ยิ่งเขานึกถึงความตื่นเต้นยามที่ได้ใกล้ชิดจางจื่ออิง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองก







