LOGINหนึ่งวันก่อนถึงกำหนดพิธีสำคัญของสกุลเสิ่น แต่บรรยากาศภายในจวนสกุลหลี่กลับตึงเครียดเสียจนบ่าวไพร่แทบไม่กล้าหายใจแรง
หลี่หานสือนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ ทว่ากลับไม่ได้แตะต้องพู่กันแม้แต่ปลายก้อย สายตาคมกริบจดจ้องไปยังขอบประตูห้องโถงอย่างจดจ่อ ทุกครั้งที่มีเสียงฝีเท้าเดินผ่าน เขาจะยืดตัวขึ้นด้วยความหวังที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ทว่าครู่ต่อมามันก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดเมื่อพบว่าไม่ใช่คนที่เขาเฝ้ารอ
“ป่านนี้แล้ว ป่านนี้แล้วเหตุใดจึงยังไม่มีเทียบเชิญมาจากสกุลเสิ่นอีก”
เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องพร้อมกับมือหนาที่ปัดถ้วยน้ำชาจนหกเลอะเทอะ
อินเหยาบ่าวรับใช้คนสนิทรีบก้มหน้าลงจนแทบชิดอก ใจหนึ่งก็สงสาร อีกใจหนึ่งก็แปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้านาย
“เรียนซื่อจื่อ บางทีคุณหนูเสิ่นอาจจะยุ่งอยู่กับการเตรียมพิธี หรือไม่นางอาจจะส่งมาล่าช้ากว่าผู้อื่นเล็กน้อยขอรับ”
“ล่าช้าหรือ ปกตินางจะรบเร้าให้ข้าตอบตกลงตั้งแต่ไก่โห่ด้วยซ้ำ” หลี่หานสือลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนไปวนมาในห้องด้วยความกระวนกระวายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“นางกล้าดีอย่างไรถึงปล่อยให้ข้ารอถึงเพียงนี้ หรือนางโกรธที่ข้าพูดจารุนแรงใส่วันนั้น แต่ข้าก็ทำเพื่อให้นางรู้จักกาลเทศะไม่ใช่หรืออย่างไร”
ในใจของเขาบัดนี้ประดุจมีมดนับล้านตัวมารุมกัดกิน ทั้งหงุดหงิด ทั้งว้าวุ่น และที่มากไปกว่านั้นคือความรู้สึก ‘ไม่มั่นคง’ ที่เริ่มกัดเซาะหัวใจ
เขามั่นใจมาตลอดว่าตนเองคือจุดศูนย์กลางในชีวิตของเสิ่นอวี๋ซิน แต่วันนี้เมื่อโลกใบนั้นกลับเงียบสงัด เขากลับพบว่าตนเองต่างหากที่กำลังเสียศูนย์
“นางแกล้งข้า ใช่ นางต้องกำลังแกล้งเรียกร้องความสนใจจากข้าแน่ๆ” เขากัดฟันกรอด พยายามปลอบใจตัวเองด้วยทิฐิที่เหลืออยู่
“นางคงคิดว่าหากนางนิ่งเฉย ข้าจะเป็นฝ่ายไปอ้อนวอนนางเองล่ะสิ ฝันไปเถิดเสิ่นอวี๋ซิน สตรีที่น่ารำคาญเช่นเจ้า หากไม่อยากเชิญข้า ข้าก็ไม่อยากจะไปร่วมงานที่น่าเบื่อเช่นนั้นนักหรอก”
ทว่ายิ่งพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ใบหน้าของหลี่หานสือกลับยิ่งดูดุดันและร้อนรุ่ม มือหนากำแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในฝ่ามือ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ในหัวเขามีเพียงภาพของเด็กสาวที่เคยวิ่งตามเขาด้วยรอยยิ้มร่าเริง และตอนนี้เขากำลังกลัวเหลือเกินว่า หากพรุ่งนี้ไม่มีเทียบเชิญมาถึงมือเขาจริงๆ เขาควรจะทำเช่นไรต่อไป
“อินเหยา”
“ขอรับ” บ่าวหนุ่มขานรับเสียงสุภาพ
“เตรียมของขวัญ ข้าจะนำไปแสดงความยินดีที่สกุลเสิ่นในวันพรุ่งนี้” เขากล่าวเสียงเรียบ
อินเหยาค้อมรับแล้วรีบออกไปอย่างรวดเร็ว พลางคิดในใจว่ามิใช่ซื่อจื่อของตนหรือหรือที่ผลักไสนาง พอนางไม่สนใจแล้วกลับวิ่งตามอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นอวี๋ซินประคองชุดพิธีการสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีที่สุดขึ้นมาดูอย่างเบามือ แสงเทียนในห้องสะท้อนกับดิ้นทองที่ปักเป็นลวดลายหงส์เหินดูระยิบระยับราวกับมีชีวิต
นางไล้ปลายนิ้วไปตามเนื้อผ้าที่เย็นลื่น แววตาที่เคยมองอาภรณ์ชุดนี้ด้วยความเพ้อฝันว่า บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นประกายที่สดใสและมั่นคงอย่างประหลาด
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่นางหยุดคิดถึงเขา ความเงียบสงบและการได้อยู่กับตัวเองมากขึ้นได้กลายเป็นยารักษาแผลใจชั้นเลิศ แม้จะยังมีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ลึกๆ ราวกับหนามที่ยังถอนออกไม่หมด แต่นางกลับรู้สึกว่าจิตวิญญาณของนางนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
‘พรุ่งนี้ข้าจะอายุสิบห้าแล้ว ก้าวสู่วัยผู้ใหญ่เสียที ควรหยุดคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ โดยเฉพาะกับคนที่ข้าไม่มีวันเอื้อมถึง’ นางคิดในใจ พลางแย้มยิ้มให้แก่เงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง
รอยยิ้มนี้หาได้มีไว้เพื่อเอาใจบุรุษคนใด แต่เป็นรอยยิ้มที่มอบให้แก่ตัวเอง ความรู้สึกโหยหาที่เคยบีบคั้นจนหายใจไม่ออกในอดีต เริ่มถูกแทนที่ด้วยความสงบเย็นเยียบ
นางรู้สึกเหมือนเด็กสาวที่เคยวิ่งไล่ตามเงาของคนอื่นได้ตายจากไปในกองน้ำตาแล้ว และสตรีที่กำลังจะก้าวข้ามผ่านวัยปักปิ่นคนนี้ คือผู้ที่จะกำหนดโชคชะตาของตนเอง
“คุณหนู ท่านดูเปลี่ยนไปมากเลยนะเจ้าคะ” ฉ่งเอ๋อร์ที่กำลังจัดเตรียมเครื่องประดับเอ่ยขึ้นเบาๆ
“เพียงไม่กี่วัน แววตาของท่านดูสงบและเด็ดเดี่ยว จนบ่าวแทบไม่กล้าเล่นหัวเหมือนเมื่อก่อนเลยเจ้าค่ะ”
“เป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้างก็ดีไม่ใช่หรือฉ่งเอ๋อร์ หรือการที่ข้าตกตะกอนความคิดได้ เจ้าไม่ดีใจ” เสิ่นอวี๋ซินตอบพลางวางชุดลง
“ดีเจ้าค่ะ บ่าวแค่ตื้นตัน คุณหนูของบ่าวโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ”
“ที่ผ่านมาข้าใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นมามากพอแล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ทุกฝีก้าวของข้า ทุกรอยยิ้มของข้า จะมีไว้เพื่อตัวข้าเองและครอบครัวเท่านั้น”
นางมองออกไปนอกหน้าต่าง สูดลมหายใจเข้าลึก รับเอาความหนาวเย็นของอากาศในตอนนั้นเข้ามา เพื่อย้ำเตือนใจตนเองว่า พรุ่งนี้คือการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง
************************
หลังจากพูดคุยกันจนเวลาล่วงเลยไปถึงตอนเย็น คุณหนูต่างสกุลทั้งสองจึงถึงวลาร่ำลา เสิ่นอวี๋ซินเดินเคียงข้างสหายรักมาตามทางเดินยาวที่ขนาบด้วยสวนไม้ดอก เพื่อไปส่งที่ประตูหน้าตามมารยาททว่าในจังหวะที่เดินผ่านโถงกลาง พวกนางกลับพบกับเสิ่นอี้หลุน ที่กำลังยืนตรวจตราความเรียบร้อยของเครื่องเรือนสำหรับงานวันเกิดที่กำลังจะมาถึง“อ้าว จะกลับแล้วหรือคุณหนูหวัง” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและรอยยิ้มอบอุ่นอย่างพี่ชายที่แสนดีหวังลี่อินชะงักกึกราวกับถูกมนต์สะกด นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า แววตาที่เคยร่าเริงสดใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับอย่างไม่อาจซ่อนเร้น ในใจของนางนึกไปถึงสัมผัสที่แข็งแกร่งยามเขารวบตัวนางหลบรถม้าทว่าในจังหวะที่เสิ่นอี้หลุนหันมาสบตาตอบโดยบังเอิญ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างทำให้สะท้านไปทั้งร่าง หวังลี่อินหน้าร้อนผ่าวแดงลามไปถึงลำคอ“ข้าเห็นเจ้าไม่ได้นำสาวใช้ติดตามมาด้วย จึงเตรียมรถม้าไว้ให้คนไปส่งเจ้า” เขากล่าวเสียงนุ่มนวลด้วยความใส่ใจ“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขะ... ข้า
ยามบ่ายที่ตลาดแถบชานเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสิ่นอี้หลุนกำลังเดินทอดน่องกลับจวนด้วยท่าทีสงบ ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลัก พลันเกิดเหตุชุลมุนเมื่อรถม้าคันหนึ่งเสียหลักพุ่งตรงมายังสตรีร่างบอบบางที่กำลังยืนเลือกซื้อของอยู่ริมทางด้วยสัญชาตญาณอันรวดเร็ว เสิ่นอี้หลุนพุ่งตัวเข้าไปรวบเอวสตรีผู้นั้นแล้วเบี่ยงหลบออกมาได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและความตกใจของชาวบ้านรอบข้างเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เขาจึงค่อยๆ ปล่อยมือออกแล้วก้มลงถามด้วยความห่วงใย“แม่นาง ท่านได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเช็ดฝุ่นบนแก้มเบาๆ เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร ทั้งสองก็อุทานออกมาพร้อมกัน“พี่อี้หลุน”“หวังลี่อิน เจ้าเองหรือเนี่ย”น้องสาวตัวน้อยของหวังเจี๋ยรีบจัดแจงเสื้อผ้าพลางย่อกายขอบคุณพี่ชายของสหายรักด้วยรอยยิ้มสดใส“ขอบคุณพี่อี้หลุนมากเจ้าค่ะ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนจะได้พบอวี๋ซินแน่ๆ”“เจ้ากำลังจะไปหาน้องสามงั้นหรือ” เสิ่นอี้หลุนเลิกคิ้
ณ โรงน้ำชาแห่งเดิมที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นใบหอม หวังเจี๋ยทำหน้าที่เป็นหัวแรงใหญ่ในการนัดแนะสหายให้มารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อเสิ่นอี้หลุนก้าวเข้ามาในห้องรับรอง เขาก็ตรงเข้ามาร่วมวงจิบน้ำชากับเหล่าสหายอย่างเป็นกันเอง“ในเมื่อพวกเจ้าอยู่นี่กันครบ ข้าก็มีเรื่องจะบอก” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยพลางรินน้ำชาให้ตนเอง พอจิบไปได้ครึ่งจอกก็กล่าวเรื่องน่ายินดีออกมาทันที“อีกสามวันจะเป็นวันเกิดครบรอบสิบเก้าปีของข้า ท่านแม่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ภายในจวน เชิญเฉพาะคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น หากพวกเจ้าว่าง ก็เชิญไปร่วมดื่มสุราที่จวนข้าเสียหน่อย”“งานสำคัญของสหายเช่นนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไร ยินดียิ่งนักที่เจ้าให้เกียรติเชิญข้า” หลี่หานสือพยักหน้ารับทันที แววตาฉายความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด“ที่จริงข้าน่ะ ไม่อยากจะเชิญเจ้านักหรอก แต่ก็เกรงว่าจะเสียมารยาทหากข้ามหัวซื่อจื่อจวนโหวไป” เสิ่นอี้หลุนแค่นยิ้มพลางมองสหายรักด้วยสายตาที่รู้ทัน“ดูเอาเถิดหวังเจี๋ย นิ่งชวน พอเริ่มสนิทเข้าหน่อย เสิ่นอี้หลุนก็กล้าเล่นหัวข้าเสียแล้ว เมื่อก่อนยังเห็นเกรงอกเกรงใจกันอยู่แท้ๆ” หลี่หานสือหัวเราะร่
ยามเช้าในจวนสกุลเสิ่น นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งร่อนลงที่ระเบียงห้องของเสิ่นอวี๋ซิน มันอยู่ในสภาพที่อ่อนแรง ขนหลุดรุ่ยจากการฝ่าแดดฝ่าลมพายุมาเป็นระยะทางไกลแสนไกล บ่งบอกว่าภารกิจที่มันแบกรับมานั้นเร่งด่วนและสำคัญเพียงใดเสิ่นอวี๋ซินรีบปรี่เข้าไปรับนกตัวนั้นไว้ในอุ้งมือด้วยความถนอม ก่อนจะแกะกระบอกไม้ไผ่จิ๋วที่ผูกติดขาออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นลายมือที่คุ้นเคยดวงตาของนางก็สั่นระริกด้วยความตื้นตัน“จดหมายจากพี่เมิ่งยวน...”นางค่อยๆ คลี่กระดาษออกอ่าน ทุกตัวอักษรที่บรรจงเขียน แม้จะแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่นางไม่อาจล่วงรู้ กลับกลายเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจสตรีที่เฝ้ารอคอย นางไล่สายตาอ่านไปจนถึงประโยคสุดท้ายที่บอกว่าคิดถึง หัวใจของนางก็พองโตจนแทบลืมหายใจเสิ่นอวี๋ซินมองดูวันที่ในจดหมายแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความสะท้อนใจ จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นที่เมืองตงซานเมื่อเดือนก่อน หากมิใช่ว่าหลินเมิ่งยวนตัดสินใจใช้นกพิราบสื่อสารที่บินได้รวดเร็วกว่าม้าเร็วหลายเท่า นางคงต้องรอไปอีกหลายเดือนกว่าจะได้รับรู้ข่าวคราวของเขา‘พี่เมิ่งยวน... ท่านต้องลำบากถึงเพียงไหนกัน’ นางพึมพำ
ในที่สุด วันที่เสบียงหลวงเดินทางมาถึงเมืองตงซานก็มาถึง ขบวนคุ้มกันของสำนักตระกูลหลินเริ่มขยับเขยื้อนเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้งท่ามกลางแสงแดดจ้าจางจื่ออิงอยู่ในชุดรัดกุมสำหรับนักเดินทาง นางนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามเกินกว่าสตรีทั่วไปในห้องหอ มือบอบบางแต่แข็งแรงกระชับสายบังเหียนอย่างคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมงผิดกับภาพลักษณ์บุตรีขุนนางที่เคยจินตนาการไว้ นางควบม้ามาขนาบข้างหลินเมิ่งยวนพร้อมรอยยิ้มสดใสที่มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าอย่างเปี่ยมความหวังเจ้าของร่างสูงโปร่งกำยำในวัยสิบเก้าเหลือบมองสตรีข้างกายด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก ฝ่ามือข้างที่เขากรีดเนื้อเพื่อเตือนสติแม้จะเริ่มตกสะเก็ดแล้ว แต่กลับประท้วงความรู้สึกทุกครั้งที่เขาเห็นนาง‘นางเก่งทั้งดนตรี งามทั้งศาสตร์แห่งศิลป์ แต่ยามถืออาวุธ นางกลับองอาจไม่แพ้บุรุษ’ เขาคิดพลางลอบถอนหายใจ นี่มิใช่สตรีที่ข้าเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตหรอกหรือสำหรับหลินเมิ่งยวนที่เติบโตมาในสำนักคุ้มกันภัย ชีวิตที่ต้องเดินทางผ่านความเป็นความตายทำให้เขาโหยหาใครสักคนที่สามารถก้าวไปพร้อมกับเขาได้ ไม่ใช่คนที่รออยู่ข้างหลังเพียงอย่า
ความเงียบสงัดภายในห้องพักไม่ได้ทำให้ใจของหลินเมิ่งยวนสงบตาม เขาจัดการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่ติดกลิ่นแป้งหอมชวนคลื่นเหียนจากหอนางโลมออก แล้วใช้น้ำเย็นจัดลูบไล้ใบหน้าและลำตัว หวังจะให้ความเย็นเยียบนั้นช่วยดับเปลวไฟแห่งความสับสนที่กำลังแผดเผาเขาอยู่“เจ้าเป็นอะไรไป หลินเมิ่งยวน… เสิ่นอวี๋ซินคือสตรีที่เจ้ารอคอยมาทั้งชีวิต นางคือคู่หมั้นที่ขบวนขันหมากเตรียมจะแห่ไปหาทันทีที่กลับถึงเมืองหลวง เจ้าจะปล่อยให้ความหวั่นไหวชั่ววูบต่อสตรีที่เพิ่งพบหน้าไม่กี่วันมาทำลายทุกอย่างเชียวหรือ..” เขาพึมพำกับเงาของตัวเองในอ่างน้ำ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพชเขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเค้นภาพความอ่อนโยนของเสิ่นอวี๋ซินขึ้นมาทับถมภาพความองอาจของจางจื่ออิง เขาเดินไปบรรจงหยิบปิ่นเงินเรียบง่ายที่เสิ่นอวี๋ซินเคยมอบให้เขาไว้ก่อนออกเดินทางขึ้นมา มองปิ่นในมือด้วยความรู้สึกที่บีบคั้น ความรู้สึกผิดต่อเสิ่นอวี๋ซินและความโหยหาในตัวจางจื่ออิงกำลังฉีกกระชากใจเขาเป็นสองเสี่ยง“ต้องมีสติ ข้าต้องซื่อสัตย์ต่อนาง” หลินเมิ่งยวนกัดฟันกรอด ยิ่งเขานึกถึงความตื่นเต้นยามที่ได้ใกล้ชิดจางจื่ออิง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองก







