LOGINคนอื่นหลงรอยยิ้มของนายแบบหน้าหวาน แต่ข้าวปุ้นกลับอยากอยู่ให้ห่าง แล้วแบบนี้…ออกัสจะยอมได้ยังไง ในเมื่อยิ่งแกล้งก็ยิ่งน่ารัก จนคนที่ตั้งใจแค่แกล้ง ดันตกหลุมรักเสียเอง
View Moreเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีห้าตรง ข้าวปุ้นควานมือออกจากผ้าห่มอย่างงัวเงีย กดปิดเสียงแล้วนอนนิ่งอยู่สามวินาทีก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันที่สองของการทำงาน และที่สำคัญกว่านั้นคือพี่สาวบอกเมื่อคืนว่า วันนี้เธอต้องเป็นคนดูแลออกัสมากขึ้นกว่าเมื่อวาน
ร่างเล็กเด้งขึ้นจากเตียงทันที “ห้ามสาย…พี่ออกัสไม่ชอบคนมาสาย”
เธอพึมพำสิ่งที่จดเอาไว้ในสมุดก่อนจะรีบคว้าแว่นมาใส่แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำ หกโมงครึ่งข้าวปุ้นมาถึงจุดนัดหมายก่อนเวลาเกือบสี่สิบนาที ในมือข้างหนึ่งถือกระเป๋าของตัวเองอีกข้างถือชาไม่หวานที่แวะซื้อมาระหว่างทาง วันนี้เธอเลือกชาอู่หลงเพราะเมื่อคืนยืนคิดหน้าตู้เครื่องดื่มอยู่นานว่าคำว่า ‘อะไรก็ได้’ ของออกัสหมายถึงอะไรกันแน่ สุดท้ายเลยเลือกแบบที่ตัวเองคิดว่าปลอดภัยที่สุด รถตู้ยังมาไม่ถึง ข้าวปุ้นจึงนั่งรออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อพลางเปิดตารางงานดูซ้ำ วันนี้ออกัสมีคิวถ่ายเอ็มวีตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงบ่ายสอง ต่อด้วยลองชุดสำหรับงานเปิดตัวแบรนด์และช่วงค่ำมีถ่ายภาพโปรโมตอีกหนึ่งเซตกว่าจะเสร็จน่าจะเกือบสี่ทุ่ม แค่วันที่สองเธอก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สาวถึงบอกว่างานนี้เหนื่อย
โทรศัพท์สั่นขึ้น
พี่สวย : ถึงยัง
ข้าวปุ้น : ถึงแล้วค่ะ
พี่สวย : ออกัสล่ะ
คิ้วเล็กขมวดเข้าหากัน
ข้าวปุ้น : ยังไม่เห็นค่ะ
พี่สวย : โทรปลุกมัน
ข้าวปุ้นมองข้อความอยู่พักหนึ่ง ก่อนพิมพ์กลับไป
ข้าวปุ้น : ปุ้นเหรอคะ
พี่สวย : ใช่
ข้าวปุ้น : ทำไมพี่ไม่โทรคะ
พี่สวย : วันนี้พี่มีประชุมเช้าฝากแกก่อน เดี๋ยวตามไป
หญิงสาวมองเบอร์โทรศัพท์ที่พี่สาวส่งมาให้แล้วกลืนน้ำลาย ถึงเมื่อวานจะอยู่ด้วยกันทั้งวันแต่เธอยังไม่ได้คุยโทรศัพท์กับเขาสักครั้ง นิ้วเล็กกดโทรออก เสียงรอสายดังอยู่นานจนเธอคิดว่าไม่มีใครรับทว่าในที่สุดเสียงทุ้มงัวเงียก็ดังขึ้น
“ใคร”
“ปุ้นค่ะ”
เงียบ
“ข้าวปุ้นค่ะ”
ยังเงียบ หญิงสาวดึงโทรศัพท์ออกมามองหน้าจอว่าหลุดหรือเปล่าก่อนจะได้ยินเสียงจากปลายสาย
“เอาเบอร์พี่มาจากไหน”
“พี่สวยให้ค่ะ”
“โทรมาทำไม”
“พี่สวยให้โทรปลุกค่ะ วันนี้เรานัดกันเจ็ดโมงสิบนาทีนะคะ”
“อือ”
“พี่ออกัสตื่นหรือยังคะ”
“ตื่นแล้ว”
“จริงนะคะ”
“อือ”
“งั้นปุ้นรออยู่ที่จุดนัดหมายนะคะ”
“ครับ”
สายถูกตัดไป ข้าวปุ้นถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนี่นา เธอวางโทรศัพท์ลงแล้วนั่งรอ เจ็ดโมงสิบนาทีไม่มีใครมา เจ็ดโมงสิบห้ายังไม่มี เจ็ดโมงยี่สิบข้าวปุ้นเริ่มมองนาฬิกาถี่ขึ้น รถตู้มาจอดรอแล้วแต่คนที่บอกว่า ‘ตื่นแล้ว’ ยังไร้วี่แวว เธอตัดสินใจโทรอีกครั้งคราวนี้ปลายสายรับเร็วกว่าเดิม
“คะ…คือ พี่ออกัสอยู่ไหนแล้วคะ”
“บนเตียง”
“…”
ข้าวปุ้นคิดว่าตัวเองได้ยินผิด “อะไรนะคะ”
“บนเตียง”
“พี่บอกว่าตื่นแล้วนี่คะ!”
“ตอนเธอโทรตื่นแล้ว”
“แล้วทำไมยังอยู่บนเตียงคะ”
“หลับต่อ”
ข้าวปุ้นอ้าปากค้าง เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากปลายสาย
“ทำไมเงียบ”
“ปุ้นไม่รู้จะพูดอะไรค่ะ”
“งั้นไม่ต้องพูด”
“แต่เราจะสายแล้วนะคะ”
“ยังไม่สาย”
“อีกสี่สิบนาทีต้องถึงกองค่ะ”
“ทัน”
“จากบ้านพี่ไปสตูดิโอใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงนะคะ แล้วพี่ยังไม่ลุกเลย”
“รู้ได้ไงว่าบ้านพี่อยู่ไหน”
“พี่สวยบอกค่ะ”
“รู้เยอะนะเรา”
“นี่เรื่องงานนะคะ”
“ครับ ผู้จัดการ”
น้ำเสียงกลั้วหัวเราะนั้นทำให้ข้าวปุ้นรู้ทันทีว่าตัวเองกำลังถูกกวนอีกแล้ว
“พี่ออกัสคะ”
“ครับ”
“ช่วยลุกจากเตียงได้ไหมคะ”
“ไม่อยากลุก”
“แต่ต้องทำงานนะคะ”
“ง่วง”
“เมื่อคืนพี่กลับถึงบ้านกี่โมงคะ”
“เกือบเที่ยงคืน”
“ปุ้นก็กลับพร้อมพี่นะคะ”
“แล้ว?”
“ปุ้นตื่นตั้งแต่ตีห้าค่ะ”
“เก่งจัง”
“ปุ้นไม่ได้อยากให้ชมค่ะ ปุ้นกำลังบอกให้พี่ลุก”
ปลายสายเงียบไป ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นชัดกว่าเดิม
“เริ่มดุแล้วนี่”
“ปุ้นไม่ได้ดุค่ะ”
“งั้นพูดเพราะ ๆ สิ”
“ปุ้นก็พูดเพราะอยู่นะคะ”
“ขอเพราะกว่านี้”
ข้าวปุ้นหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “พี่ออกัสขา กรุณาลุกจากเตียงไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ”
เงียบไปสามวินาที คราวนี้เป็นออกัสที่ไม่พูด
“พี่ออกัส?”
“อย่าเรียกแบบนั้น”
“ทำไมคะ”
“ขนลุก”
“พี่เป็นคนให้ปุ้นพูดเองนะคะ”
“วางแล้ว”
“เดี๋ยวค่ะ! พี่ลุกก่อน—”
สายตัด
ข้าวปุ้นมองโทรศัพท์อย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนพึมพำกับตัวเอง “คนอะไรเอาแต่ใจจัง”
ยี่สิบห้านาทีต่อมารถสีดำคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอด ชายหนุ่มร่างสูงเปิดประตูลงมาด้วยเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ผมยาวยังไม่ได้เซตและดูเหมือนเพิ่งเป่าแห้งมาอย่างลวก ๆ ใบหน้าสวยปราศจากเครื่องสำอาง มีแว่นกันแดดปิดดวงตาไว้ครึ่งหน้า
ข้าวปุ้นรีบลุกขึ้น “มาแล้วเหรอคะ”
ออกัสเดินผ่านเธอขึ้นรถโดยไม่ตอบ คนตัวเล็กรีบหอบของตามขึ้นไปก่อนนั่งตรงเบาะด้านหน้าเหมือนเมื่อวาน
“พี่ออกัสคะ”
“อะไร”
“ชา”
เธอยื่นแก้วไปให้
ออกัสมองแก้วในมือเล็ก “อะไร”
“ชาอู่หลงไม่หวานค่ะ เมื่อวานพี่บอกให้เตรียมชา”
เขารับไปดู “จำได้ด้วย?”
“ปุ้นจดไว้ค่ะ”
“ถ้าไม่อร่อยล่ะ”
“พี่บอกว่าซื้อผิดก็กินค่ะ”
คำตอบทันควันทำให้คนขับรถต้องเม้มปากกลั้นยิ้ม
ออกัสเลื่อนแว่นกันแดดลงเล็กน้อย ดวงตาเรียวมองคนตัวเล็กผ่านช่องเหนือกรอบแว่น “ย้อน?”
“ปุ้นทวนสิ่งที่พี่พูดค่ะ”
“เหมือนกัน”
“ไม่เหมือนค่ะ”
“เถียงอีกแล้ว”
ข้าวปุ้นหุบปากฉับ ออกัสยกแก้วขึ้นดูดชาก่อนคิ้วจะยกขึ้นนิดหนึ่ง
“อร่อยไหมคะ”
“ไม่”
ใบหน้าเล็กเสียทันที “จริงเหรอคะ”
“อือ”
“ปุ้นขอโทษค่ะ พรุ่งนี้ปุ้นเปลี่ยนให้ พี่ชอบชาอะไรเป็นพิเศษไหมคะ”
ชายหนุ่มมองคนที่รีบหยิบสมุดขึ้นมาเตรียมจดแล้วเกือบหลุดยิ้ม
“ล้อเล่น อร่อย”
มือที่กำลังเปิดสมุดหยุด ข้าวปุ้นเงยหน้าช้า ๆ ออกัสดูดชาอีกครั้งอย่างหน้าตาเฉย
“พี่แกล้งปุ้นอีกแล้วเหรอคะ”
“แกล้งตรงไหน”
“เมื่อกี้พี่บอกไม่อร่อย”
“เปลี่ยนใจแล้ว”
“ของมันจะอร่อยขึ้นภายในสิบวินาทีได้ยังไงคะ”
“ได้สิ”
“ยังไงคะ”
“ไม่รู้”
ข้าวปุ้นจ้องเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันกลับไปนั่งกอดกระเป๋าตัวเองเงียบ ๆ ออกัสมองด้านหลังศีรษะที่มีเปียพาดอยู่บนไหล่แล้วใช้ปลายรองเท้าสะกิดขาเบาะเบา ๆ
“โกรธ?”
“เปล่าค่ะ”
“โกรธแน่”
“ปุ้นไม่ได้โกรธค่ะ”
“งั้นหันมา”
“ปุ้นต้องเช็กตารางค่ะ”
“ข้าวปุ้น”
เธอไม่หัน
“ยัยแว่น”
ยังไม่หัน
“ข้าวปุ้นขา”
ใบหน้าเล็กหันขวับทันที “อย่าเรียกแบบนั้นค่ะ”
ออกัสยิ้มกว้าง “ทำไม”
“ขนลุกค่ะ”
คนขับรถหลุดหัวเราะพรืด
ออกัสเองก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะตามอย่างอารมณ์ดี “จำเก่งนี่”
ข้าวปุ้นไม่ตอบอีกแต่ในใจตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะคุยกับเขาเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ทว่าความตั้งใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง กองถ่ายเอ็มวีวันนี้ค่อนข้างใหญ่ นักแสดงหญิงที่เล่นคู่กับออกัสเป็นนางแบบสาวชื่อดังอย่าง ‘ลินดา’ สวย เซ็กซี่และดูสนิทกับเขามากกว่าคนทั่วไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอกัน
“กัส ไม่เจอกันตั้งนาน”
หญิงสาวเดินเข้ามากอดแขนทันที ออกัสเพียงก้มมองก่อนยิ้มบาง ๆ “เดือนเดียวเอง”
“เดือนเดียวก็นาน”
ข้าวปุ้นที่กำลังจัดเสื้อผ้าอยู่ไม่ไกลเงยหน้ามองแวบหนึ่งแล้วก้มทำงานต่อ เธอไม่ได้คิดอะไร ข้าวสวยเคยเตือนแล้วว่าออกัสมีผู้หญิงเข้าหาเยอะและเจ้าตัวเองก็ไม่ได้เรียบร้อยอะไรนักเพราะฉะนั้นภาพตรงหน้าจึงไม่ใช่เรื่องที่เธอควรสนใจแต่คนที่ควรจะสนใจลินดากลับเหลือบมองมาทางเธอแทน ข้าวปุ้นกำลังนับขวดน้ำ หนึ่ง สอง สาม สี่… ออกัสหรี่ตา ไม่มองจริง ๆ?
“กัส เย็นนี้ว่างไหม”
“มีงาน”
“หลังงานล่ะ”
“ไม่รู้”
“ไปหาอะไรดื่มกัน”
“ค่อยว่ากัน”
ระหว่างตอบ สายตาของชายหนุ่มยังคงมองสาวแว่นที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้างกล่องอุปกรณ์ ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่นิดเดียว
“ข้าวปุ้น”
คนถูกเรียกเงยหน้าทันที “คะ?”
“มานี่”
เธอลุกแล้วเดินเข้ามาหา “มีอะไรคะ”
ออกัสยื่นโทรศัพท์ให้ “ถือ”
ข้าวปุ้นรับมาถืออย่างงง ๆ
“อะไรอีกไหมคะ”
“ไม่มี”
“งั้นปุ้นไปทำงานต่อนะคะ”
“ยืนตรงนี้”
“ทำไมคะ”
“เดี๋ยวเรียก”
หญิงสาวมองเขาก่อนมองพี่ลินดาที่เกาะแขนเขาอยู่ แล้วพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ค่ะ”
จากนั้นก็ยืนเฉย ออกัสเริ่มหงุดหงิดอย่างประหลาด
“ไม่สงสัย?”
“เรื่องอะไรคะ”
“ผู้หญิงคนนี้”
ลินดาเลิกคิ้วทันที ส่วนข้าวปุ้นมองหญิงสาวแล้วตอบอย่างสุภาพ “พี่ลินดาไงคะ ปุ้นรู้จักค่ะ”
“หมายถึงไม่สงสัยเหรอว่าทำไมเขาเกาะแขนพี่”
“ทำไมปุ้นต้องสงสัยคะ”
คำถามกลับซื่อตรงจนออกัสตอบไม่ออก
ลินดาหัวเราะ “ผู้ช่วยใหม่เหรอ น่ารักจัง”
“น้องข้าวสวย”
“อ๋อ ถึงว่า หน้าคล้ายกันนิด ๆ”
ข้าวปุ้นยิ้มให้ “สวัสดีค่ะ”
“มีแฟนหรือยังจ๊ะ”
“ยังค่ะ”
“สนใจนายแบบไหม พี่แนะนำให้ได้นะ”
ดวงตาเรียวของออกัสเหลือบมองลินดาทันที
แต่ข้าวปุ้นกลับส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ปุ้นยังไม่อยากมีแฟน”
“ทำไมล่ะ”
“อยากทำงานก่อนค่ะ”
“เด็กดีจัง”
ออกัสยื่นมือมาดึงโทรศัพท์กลับ “ไปทำงานได้แล้ว”
ข้าวปุ้นกะพริบตา “เมื่อกี้พี่บอกให้ปุ้นยืน—”
“ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว”
“ค่ะ”
หญิงสาวเดินกลับไปอย่างว่าง่าย
ลินดามองตามก่อนหันกลับมามองออกัส “ทำไมทำหน้าหงุดหงิด”
“?”
“ใช่”
“เปล่า”
“ชอบน้องเขา?”
ออกัสหัวเราะทันที “เพิ่งเจอเมื่อวาน”
“แล้ว?”
“ไม่ใช่สเปก”
เขาตอบโดยไม่ต้องคิด ข้าวปุ้นตัวเล็กเกินไป ดูเด็กเกินไป ใส่แว่น ถักเปีย พูดเพราะจนบางครั้งเหมือนเด็กประถมคุยกับคุณครู ที่สำคัญยังซื่อจนมุกง่าย ๆ บางอย่างต้องใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะเข้าใจ ไม่ใช่สเปกเขาสักอย่างแต่แกล้งสนุก เท่านั้นเอง
ช่วงพักเที่ยงข้าวปุ้นนั่งกินข้าวกล่องอยู่มุมหนึ่งของกองเพียงลำพัง เพราะข้าวสวยยังมาไม่ถึงเธอกำลังคีบหมูชิ้นสุดท้ายขึ้นมาเสียงทุ้มก็ดังเหนือศีรษะ
“กินอะไร”
เธอเงยหน้า ออกัสยืนอยู่ตรงนั้น
“ข้าวค่ะ”
“เห็น”
“แล้วพี่ถามทำไมคะ”
“กับอะไร”
“หมูกระเทียมค่ะ”
เขามองชิ้นหมูในตะเกียบ
“น่ากิน”
ข้าวปุ้นพยักหน้า “อร่อยค่ะ”
แล้วเอาเข้าปาก ออกัสนิ่ง
“…”
หญิงสาวเคี้ยวไปได้สองครั้งก็เห็นว่าเขายังยืนอยู่
“พี่ออกัสไม่ไปกินข้าวเหรอคะ”
“กำลังจะกิน”
“ข้าวอยู่ตรงโน้นค่ะ”
“รู้”
“งั้นไปสิคะ”
ออกัสมองหน้าเธอเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง ก่อนสายตาจะตกลงบนไข่ต้มครึ่งฟองในกล่อง มือใหญ่ยื่นมาหยิบไป
“อ๊ะ!”
ข้าวปุ้นมองไข่ของตัวเองที่ถูกส่งเข้าปากคนอื่นต่อหน้าต่อตา
“พี่ออกัส!”
“อะไร”
“ไข่ปุ้นค่ะ”
“ตอนนี้ของพี่แล้ว”
“พี่มีข้าวของตัวเองนะคะ”
“อยากกินอันนี้”
“แต่นั่นของปุ้น”
“หวง?”
“ก็ปุ้นยังไม่ได้กินเลยค่ะ”
ออกัสเคี้ยวหมดแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ซื้อคืนให้”
“มันไม่เหมือนกันค่ะ”
“ไข่เหมือนกันหมด”
“ไม่เหมือน”
“ตรงไหน”
ข้าวปุ้นอ้าปากจะตอบ แต่คิดไม่ออกว่าจะอธิบายความแตกต่างของไข่ต้มครึ่งฟองอย่างไร สุดท้ายจึงทำได้เพียงก้มมองกล่องข้าวตัวเองด้วยความเสียดาย ออกัสเห็นใบหน้ามุ่ยแล้วกลับรู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก
“กินหมูสิ”
“หมดแล้วค่ะ”
“ก็ข้าว”
“ปุ้นจะกินไข่ปิดท้าย”
“เรื่องเยอะ”
“พี่เป็นคนกินของปุ้นนะคะ”
“เดี๋ยวซื้อ”
“ไม่ต้องค่ะ”
“โกรธ?”
“ไม่ค่ะ”
“โกหก”
ข้าวปุ้นเงยหน้าขึ้น “ปุ้นไม่ได้โกรธค่ะ แต่ปุ้นไม่เข้าใจว่าพี่ชอบแกล้งปุ้นทำไม”
คำถามนั้นทำให้เขาหยุดไปเล็กน้อย
“สนุก”
เธอนิ่ง
“แกล้งปุ้นสนุกเหรอคะ”
“อือ”
ข้าวปุ้นมองเขาผ่านแว่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “แต่มันไม่สนุกสำหรับปุ้นนะคะ”
คราวนี้ออกัสเงียบไป ทว่าเพียงครู่เดียวเขาก็ยื่นมือมาดึงเปียข้างของเธอเบา ๆ
“โอ๊ย”
“ไม่ได้เจ็บสักหน่อย”
“ผมปุ้นจะยุ่งค่ะ”
“ยุ่งอยู่แล้ว”
“พี่ออกัส”
“ครับ”
น้ำเสียงรับคำหน้าตายทำให้เธอเถียงต่อไม่ออก ชายหนุ่มเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มข้าวปุ้นได้แต่มองตามก่อนถอนหายใจยาว
“นิสัยไม่ดีจริง ๆ ด้วย”
บ่ายวันนั้นการถ่ายทำฉากสำคัญเริ่มขึ้น ออกัสกับลินดาต้องถ่ายฉากใกล้ชิดกันตามคอนเซปต์เพลง ทั้งสบตา โอบเอวและมีบางจังหวะที่ใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ ทีมงานสาว ๆ รอบกองพากันแอบกรี๊ด ข้าวปุ้นนั่งเช็กตารางอยู่หลังมอนิเตอร์ไม่เงยหน้าสักครั้ง
“ปุ้น”
ข้าวสวยที่เพิ่งมาถึงสะกิดน้อง “ไม่ดูเหรอ”
“ดูอะไรคะ”
“ออกัส”
“ทำไมต้องดูคะ”
“สาว ๆ ในกองแทบจะกินจออยู่แล้ว”
“ปุ้นเห็นเขาตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ”
ข้าวสวยหลุดหัวเราะ “แกนี่มัน…”
“อะไรคะ”
“ไม่มีอะไร”
พอผู้กำกับสั่งคัตออกัสผละออกจากลินดารับผ้าจากทีมงาน ก่อนสายตาจะมองมาทางสองพี่น้องโดยอัตโนมัติ ข้าวสวยกำลังหัวเราะ ข้าวปุ้นกำลังก้มหน้า อีกแล้ว
เขาเดินตรงมา “ข้าวปุ้น”
“คะ?”
“น้ำ”
เธอหยิบให้
“ผ้า”
หยิบให้
“โทรศัพท์”
หยิบให้
“พัด”
ข้าวปุ้นมองซ้ายขวาก่อนหยิบพัดลมมือถือขึ้นมาเปิดแล้วส่งให้ ออกัสไม่รับ
“ถือให้”
เธอชะงัก “พี่ถือเองไม่ได้เหรอคะ”
“เหนื่อย”
“แต่พี่ถือโทรศัพท์อยู่นะคะ”
“คนละมือ”
“มืออีกข้างก็ว่างค่ะ”
“ข้าวปุ้น”
“คะ”
“พัด”
คนตัวเล็กเม้มปากก่อนยอมถือพัดลมจ่อให้เขา ข้าวสวยยืนกอดอกมองเพื่อนด้วยสายตารู้ทัน
“มึงไม่มีมือ?”
“เหนื่อย”
“ตอแหล”
ออกัสไม่สนใจ เขาก้มมองข้าวปุ้นที่ยืนถือพัดลมให้ด้วยใบหน้าเรียบ ๆ
“สูงเท่าไหร่”
“คะ?”
“ถามว่าสูงเท่าไหร่”
“ร้อยหกสิบค่ะ”
“เตี้ย”
คิ้วเล็กขมวดทันที “ปุ้นไม่ได้เตี้ยค่ะ”
“สูงแค่นี้เรียกอะไร”
“มาตรฐานค่ะ”
“มาตรฐานใคร”
“ผู้หญิงไทยค่ะ”
“ถึงไหล่พี่เอง”
“พี่สูงเกินไปต่างหากค่ะ”
“เถียง”
“ปุ้นพูดความจริง”
ออกัสยกมือวางบนศีรษะเธอ ก่อนกดเบา ๆ เหมือนวัดส่วนสูง “ตัวแค่นี้”
ข้าวปุ้นรีบปัดมือออก “อย่ากดหัวปุ้นค่ะ”
“ทำไม”
“ผมเสีย”
“เปียอยู่”
“เปียก็เสียได้ค่ะ”
“งั้นแกะ”
“ไม่ค่ะ”
“เดี๋ยวพี่แกะให้”
“ไม่ต้องเลยค่ะ”
เธอถอยหลังทันทีออกัสยิ่งยิ้ม
ข้าวสวยส่ายหน้า “มึงอายุห้าขวบเหรอออกัส”
“อะไร”
“แกล้งน้องกูอยู่ได้”
“มันน่าแกล้ง”
ข้าวปุ้นเงยหน้าขึ้นทันที “ปุ้นยืนอยู่ตรงนี้นะคะ”
“รู้”
“ได้ยินด้วยค่ะ”
“ก็ตั้งใจให้ได้ยิน”
เธอเม้มปากอีกแล้ว ออกัสมองแล้วอดไม่ได้ที่จะยื่นนิ้วไปแตะกลางหว่างคิ้วที่กำลังขมวด
“แก่เร็ว”
ข้าวปุ้นรีบปัดมือเขาออกเป็นครั้งที่สอง
“เพราะใครล่ะคะ”
“เริ่มโทษพี่แล้ว?”
“ก็พี่แกล้งปุ้นทั้งวัน”
“ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
ดวงตากลมโตขึ้น “นี่เรียกว่ายังไม่ได้ทำอะไรเหรอคะ”
“อือ”
เขาตอบง่าย ๆ พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ข้าวปุ้นเริ่มรู้สึกไม่ดี เพราะถ้านี่คือ ‘ยังไม่ได้ทำอะไร’ เธอไม่อยากรู้เลยว่าถ้าเขาตั้งใจแกล้งจริง ๆ จะขนาดไหน ช่วงเย็นหลังฟิตติ้งเสร็จข้าวปุ้นกำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่คนเดียวในห้อง ออกัสเดินเข้ามาเปลี่ยนชุดโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ชายหนุ่มจับชายเสื้อแล้วยกขึ้นทันที ข้าวปุ้นที่หันมาเห็นพอดีเบิกตากว้าง
“พี่ออกัส!”
เธอหันหลังแทบไม่ทัน
“อะไร”
“ทำไมถอดเสื้อตรงนี้คะ”
“ห้องเปลี่ยนเสื้อ”
“แต่ปุ้นอยู่ค่ะ”
“แล้ว?”
“ก็…ก็รอปุ้นออกไปก่อนสิคะ”
ออกัสก้มมองตัวเองที่เหลือเพียงกางเกงขายาว ร่างสูงโปร่งไม่ได้ผอมอย่างที่เสื้อผ้าทำให้เห็น กล้ามอกและหน้าท้องชัดเจนจากการออกกำลังกายเป็นประจำ เขาเหลือบมองใบหูเล็กที่เริ่มแดงมุมปากยกขึ้นทันที
“เขิน?”
“ไม่ได้เขินค่ะ”
“หูแดง”
“ตกใจค่ะ”
“ไม่เคยเห็นผู้ชายถอดเสื้อ?”
“เคยเห็นในรูปค่ะ”
“ดูด้วย?”
“โฆษณามันขึ้นเองค่ะ!”
เสียงเธอดังขึ้นจนออกัสหัวเราะ
“หันมาสิ”
“ไม่ค่ะ”
“จะให้ช่วยติดกระดุม”
“พี่ติดเองสิคะ”
“มือเจ็บ”
ข้าวปุ้นชะงัก “เจ็บเหรอคะ”
ความเป็นห่วงทำให้เธอลืมตัวหันกลับมาทันที แล้วก็เห็นออกัสยืนกอดอกอยู่โดยไม่มีท่าทีเจ็บตรงไหน
“ข้างไหนคะ”
“หายแล้ว”
“…”
ดวงตากลมค่อย ๆ หรี่ลง ออกัสแทบหลุดหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเธอ
“พี่หลอกปุ้นอีกแล้ว”
“เชื่อง่ายเอง”
“พี่ออกัส!”
ข้าวปุ้นคว้าเสื้อเชิ้ตบนราวโยนใส่อกเขา “ใส่เองเลยค่ะ!”
แล้วรีบเดินออกจากห้อง เสียงหัวเราะดังตามหลังมา ออกัสก้มมองเสื้อในมือก่อนหัวเราะอยู่คนเดียวอีกครั้ง นานแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้รู้สึกสนุกกับใครง่าย ๆ แบบนี้ ผู้หญิงที่เข้าหาเขาส่วนใหญ่พยายามทำตัวน่ารัก พยายามเอาใจ หรือไม่ก็หยอดคำพูดตรง ๆ จนเขารู้หมดว่าจะเกิดอะไรต่อ แต่ข้าวปุ้นไม่มีอะไรแบบนั้น เขาถอดเสื้อเธอก็อยากหนี เขายิ้มให้เธอก็เฉย เขายืนกับผู้หญิงอื่นเธอก็ไม่สนใจ ยิ่งไม่สนใจเขายิ่งอยากกวน
ก่อนออกจากสตูดิโอ ข้าวสวยเดินมาตบแขนเพื่อนเบา ๆ “มึงเบา ๆ กับน้องกูหน่อย”
“อะไรอีก”
“วันนี้แกแกล้งมันทั้งวัน”
“มันฟ้อง?”
“ไม่ฟ้องสักคำ”
ออกัสเหลือบมองไปทางข้าวปุ้นที่กำลังยืนเช็กของอยู่ข้างรถ
“งั้นมึงรู้ได้ไง”
“กูมีตา”
“ก็เล่นเฉย ๆ”
“สำหรับมึงเล่น แต่ปุ้นมันซื่อ มันไม่ทันมึง”
“รู้”
“รู้แล้วยังแกล้ง”
“ก็มันสนุก”
ข้าวสวยจ้องหน้าเพื่อน “ออกัส กูพูดจริงนะ ปุ้นมันไม่ใช่พวกผู้หญิงที่มึงเคยเล่นด้วย อย่าเล่นแรง”
“กูไม่ได้จีบน้องมึง”
“กูไม่ได้พูดเรื่องจีบ กูพูดเรื่องนิสัยมึง”
ออกัสหัวเราะ “คิดมาก”
“กูเตือนไว้ก่อน”
ชายหนุ่มยักไหล่เหมือนไม่ได้ใส่ใจ
“มันโตแล้ว อายุยี่สิบสองไม่ใช่เด็ก”
“อายุยี่สิบสองแต่ตามมึงไม่ทันหรอก”
“เดี๋ยวก็ทัน”
“แล้วถ้ามันร้องไห้?”
ออกัสเหลือบมองข้าวปุ้นอีกครั้ง หญิงสาวกำลังยืนถือถุงเสื้อผ้าหลายใบจนแทบมองไม่เห็นหน้า พอถุงหนึ่งกำลังจะหล่นก็รีบใช้เข่าดันไว้แบบทุลักทุเล ภาพนั้นทำให้เขาหัวเราะ
“ยัยนั่นเนี่ยนะร้องไห้”
“เออ”
“เรื่องแค่นี้?”
“คนเราความรู้สึกไม่เหมือนกัน”
ออกัสไม่ได้ตอบ เขาเดินตรงไปหาคนตัวเล็กแล้วดึงถุงเสื้อผ้าครึ่งหนึ่งออกจากมือเธอ
ข้าวปุ้นเงยหน้าทันที “พี่ออกัส?”
“ช้า”
“ปุ้นถือเองได้ค่ะ”
“รู้”
“แล้วเอาไปทำไมคะ”
“รำคาญ”
“รำคาญอะไร”
“เห็นแล้วหนักแทน”
เขาเดินนำไปก่อน ข้าวปุ้นยืนงงอยู่สองวินาทีก่อนรีบเดินตาม
“งั้นแปลว่าพี่ช่วยปุ้นเหรอคะ”
“เปล่า”
“แต่พี่ถือให้”
“ไม่ได้ถือให้”
“แล้วถือทำไมคะ”
“พูดมาก”
“ปุ้นถามเฉย ๆ ค่ะ”
ออกัสหยุดเดินกะทันหันจนคนตัวเล็กเกือบชนหลัง เขาหันกลับมาก้มมองก่อนยื่นมือมาดันแว่นที่ไหลลงปลายจมูกของเธอกลับขึ้นไป ข้าวปุ้นนิ่งไปทันที ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้กว่าปกติจนเธอมองเห็นดวงตาเรียวยาวชัดเจน
“พรุ่งนี้ห้ามมาสาย”
เธอกะพริบตา “ปุ้นเคยสายด้วยเหรอคะ”
“ไม่เคย”
“แล้วบอกทำไม”
“อยากบอก”
“…”
เขาหันกลับแล้วเดินต่อ ข้าวปุ้นยืนมองแผ่นหลังกว้างอย่างไม่เข้าใจก่อนพึมพำเบา ๆ
“แปลกคน”
ออกัสได้ยิน แต่คราวนี้เขาไม่หันกลับมาแกล้งเพียงยกมุมปากอยู่คนเดียว วันทำงานวันที่สองจบลงด้วยความคิดของข้าวปุ้นว่า นายแบบหน้าหวานที่สาว ๆ ทั้งประเทศชื่นชอบนั้น ตัวจริงน่ารำคาญกว่าที่เห็นในโทรทัศน์หลายเท่า ส่วนออกัสกลับคิดตรงกันข้าม ผู้ช่วยคนใหม่ของข้าวสวย… น่าสนใจกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ และเพราะยังมองทุกอย่างเป็นแค่ความสนุกเขาจึงไม่ได้เก็บคำเตือนของเพื่อนมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย อย่าเล่นแรง ออกัสไม่รู้ว่าคำสั้น ๆ นั้นจะย้อนกลับมาอยู่ในหัวของเขาอีกครั้งในวันที่สายเกินไป วันที่คนที่เขาคิดว่าแค่แกล้งเล่นเดี๋ยวก็หายกลับยืนร้องไห้อยู่ตรงหน้าเขาจริง ๆ และวันนั้นต่อให้เขาอยากย้อนเวลากลับไปแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาคำพูดกับการกระทำของตัวเองกลับคืนมาได้อีกแล้ว
เช้าวันถัดมาข้าวปุ้นมาถึงสตูดิโอพร้อมชาอู่หลงไม่หวานหนึ่งแก้วตามคำสั่ง แต่คนที่สั่งกลับยังไม่มา เธอวางแก้วไว้บนโต๊ะแล้วเริ่มเช็กตาราง วันนี้งานไม่หนักเท่าวันก่อน มีถ่ายภาพสำหรับนิตยสารช่วงสายและสัมภาษณ์สั้น ๆ ช่วงบ่าย หากทุกอย่างตรงเวลาเธอน่าจะเลิกงานก่อนหกโมงและทันไปเจอพี่นนท์ตามที่นัดไว้“มองนาฬิกาตั้งแต่เช้าเลยนะ”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังจนข้าวปุ้นสะดุ้ง เธอหันไปก็เจอออกัสยืนอยู่ใกล้กว่าที่คิด“พี่ออกัส มาไม่ให้เสียงเลยค่ะ”“มาไม่ให้เสียงคืออะไร พี่เดินเข้าประตูปกติ”“ปุ้นตกใจค่ะ”สายตาเขาเหลือบไปยังหน้าจอโทรศัพท์ในมือเธอ “วันนี้รีบ?”“นิดหน่อยค่ะ”“ไปไหน”“มีนัดค่ะ”“กับใคร”ข้าวปุ้นมองหน้าเขา ก่อนนึกถึงบทสนทนาเมื่อคืน “พี่นนท์ค่ะ”สีหน้าคนฟังเรียบลงเล็กน้อย “จำได้”“ปุ้นยังไม่ได้ถามเลยนะคะว่าพี่จำได้ไหม”“ก็พูดให้รู้”“อ๋อค่ะ”เธอวางโทรศัพท์แล้วหยิบชาให้ “ชาอู่หลงไม่หวานค่ะ”ออกัสรับมาแต่ยังไม่ดื่ม “นัดกี่โมง”“หกโมงครึ่งค่ะ”“ที่ไหน”“ร้านกาแฟแถวมหาวิทยาลัย”“ทำไมต้องร้านกาแฟ”“ก็เขาจะเอาหนังสือมาคืนค่ะ”“คืนตรงไหนก็ได้”ข้าวปุ้นขมวดคิ้ว “พี่นนท์บอกว่าจะเลี้ยงข้าวปุ้นด้วยค่ะ ไม่
สองสัปดาห์หลังเริ่มงาน ข้าวปุ้นค้นพบกฎสำคัญในการอยู่รอดกับออกัสสามข้อ ข้อแรกอย่าเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด ข้อสองอย่าวางของกินไว้ใกล้มือเขา และข้อสุดท้าย ถ้าได้ยินคำว่า “มานี่หน่อย” ให้ถามก่อนทุกครั้งว่าจะให้ไปทำอะไร เพราะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ไม่มีเรื่องงานส่วนอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์…ก็อาจไม่มีเหมือนกัน“ข้าวปุ้น มานี่หน่อย”เสียงเรียกดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้องแต่งตัว คนที่กำลังเช็กตารางงานอยู่ชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นเหนือกรอบแว่น “มีอะไรคะ”ออกัสที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเลิกคิ้ว “เดี๋ยวนี้ต้องถามก่อน?”“ค่ะ”“ทำไม”“ปุ้นเรียนรู้แล้วค่ะ”ช่างแต่งหน้าที่กำลังเก็บอุปกรณ์หลุดหัวเราะ ออกัสปรายตามอง ก่อนหันกลับมาหาสาวแว่น “มานี่”“เรื่องงานไหมคะ”“เรื่องงาน”ข้าวปุ้นจึงยอมเดินเข้าไป “อะไรคะ”“ใกล้อีก”เธอขยับหนึ่งก้าว“อีก”“พี่พูดตรงนี้ก็ได้ค่ะ ปุ้นได้ยิน”“มีอะไรติดหน้า”คนตัวเล็กชะงัก รีบยกมือแตะแก้ม “ตรงไหนคะ”“นี่”ออกัสยื่นมือเข้ามาใกล้ ข้าวปุ้นยืนนิ่งอย่างไว้ใจ ก่อนนิ้วยาวจะหยิกแก้มเธอเบา ๆ แล้วดึง“โอ๊ย! พี่ออกัส!”เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีข้าวปุ้นรีบถอยหนี มือกุมแก้มตัวเอง “ไหนบอกมีอะไรติดหน
ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ ข้าวปุ้นเริ่มคุ้นเคยกับงานมากขึ้น จากวันแรกที่ต้องเปิดสมุดเช็กทุกอย่างตอนนี้เธอจำได้แล้วว่าออกัสต้องเตรียมอะไรบ้างในแต่ละวัน ช่วงเช้าไม่ดื่มกาแฟ ชอบชาไม่หวาน ไม่กินผักชี ต้องมีน้ำอุณหภูมิห้องติดรถ เสื้อสำหรับเปลี่ยนควรมีอย่างน้อยสองชุดและก่อนขึ้นงานต้องเตือนเรื่องโทรศัพท์ทุกครั้ง เพราะเจ้าตัวชอบวางทิ้งไว้แล้วจำไม่ได้ว่าอยู่ไหน สิ่งเดียวที่ข้าวปุ้นยังไม่ชินก็คือนิสัยของคนที่เธอต้องดูแล เพราะยิ่งผ่านไปหลายวันออกัสยิ่งดูเหมือนค้นพบงานอดิเรกใหม่ นั่นคือการหาเรื่องแกล้งเธอ“ข้าวปุ้น”“คะ”“แว่นเอียง”หญิงสาวรีบจับแว่นตัวเองทันที “เอียงเหรอคะ”“ซ้าย”เธอขยับ“เยอะไป ขวานิด”ข้าวปุ้นขยับกลับ“ขึ้นอีก”เธอดันขึ้น“ลงหน่อย”มือเล็กชะงัก ก่อนดวงตากลมหลังเลนส์จะค่อย ๆ หรี่ลง “พี่ออกัสแกล้งปุ้นหรือเปล่าคะ”คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แต่งหน้าตอบหน้าตาย “เปล่า”“แต่ปุ้นรู้สึกว่ามันตรงตั้งแต่แรกแล้วนะคะ”“งั้นก็ตามนั้น”“…”ข้าวปุ้นมองเขาอย่างระแวง ขณะที่ช่างทำผมด้านหลังต้องก้มหน้ากลั้นหัวเราะ ออกัสทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยิบโทรศัพท์มาเลื่อนดูสบายใจ ทิ้งให้สาวแว่นยืนจับกรอบแว่น
“ปุ้น พรุ่งนี้ไปทำงานกับพี่นะ”ช้อนที่กำลังจะเข้าปากหยุดค้างกลางอากาศ ข้าวปุ้นเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวผ่านแว่นกรอบบาง ดวงตากลมกะพริบช้า ๆ อยู่สองครั้งเหมือนกำลังประมวลผลประโยคเมื่อครู่ เธอเพิ่งกลับจากมหาวิทยาลัยหลังจัดการเรื่องเอกสารจบการศึกษาเสร็จได้ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ แผนชีวิตหลังเรียนจบที่วางเอาไว้คือการนอนตื่นสายหนึ่งอาทิตย์ ดูซีรีส์ที่ดองไว้ แล้วค่อยเริ่มหางานอย่างจริงจัง แต่ดูเหมือนแผนนั้นกำลังจะพังตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม“ทำงานอะไรคะ”“ผู้ช่วยพี่”“แต่ปุ้นเพิ่งเรียนจบนะคะ”“พี่รู้”“จบวันนี้เลยนะคะ”“ก็รู้”“แล้วพรุ่งนี้ทำงานเลยเหรอคะ”ข้าวสวยเงยหน้าจากโทรศัพท์มองน้องสาวแท้ ๆ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้าวปุ้นตัวเล็กกว่าพี่สาวอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่เกิดห่างกันเพียงสามปี แต่ถ้าไม่บอกว่าเป็นพี่น้องกัน คนส่วนใหญ่คงเดาไม่ถูก ข้าวสวยสูงเพรียว สวยเฉี่ยว แต่งตัวเก่ง ท่าทางมั่นใจและพูดจาฉะฉาน ส่วนข้าวปุ้นสูงเพียงร้อยหกสิบ ผิวขาว หน้าหวาน มีแว่นติดอยู่บนใบหน้าแทบตลอดเวลา วันนี้ยังถักผมเปียข้างหลวม ๆ ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น ดูอย่างไรก็เหมือนนักศึกษามากกว่าสาววัยทำงาน“พี่ให้วันหยุดแล้





