LOGINผ่านมาได้ห้าเดือน งานมงคลของมู่เฟยหยากับองค์ชายใหญ่ก็เกิดขึ้น จินหว่านนางไม่อยากจะไปร่วมงานแต่ก็ไม่อาจหาทางปฏิเสธมารดาได้ นางกลัวว่าจะต้องพบหลี่หรงฝู แล้วหากเขาเกิดจำนางได้ขึ้นมา นางกลัวว่าจะต้องกลับไปอยู่ในกรงขังอีกครั้ง แต่พอใคร่ครวญให้ดี นางในตอนนี้เพิ่งจะสิบเอ็ดหนาวเองเขาจะจำนางได้อย่างไร เมื่อชาติก่อนหลี่หรงฝูพบเจอนางในวัยสิบหกหลังจากนางแต่งให้จ้าวตงหยุนได้เพียงแค่หนึ่งปี
อีกอย่างนางไปเป็นแขกที่จวนตระกูลมู่ ยามนั้นหลี่หรงฝูต้องมารับตัวเจ้าสาว อย่างไรก็ไม่มีทางได้พบเจอนางเป็นแน่ เมื่อคิดได้ตกความกังวลใจของจินหว่านก็ค่อยๆ เบาบางลง
วันงานจินหว่านถูกสาวใช้และแม่นมปลุกแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปร่วมงาน นางคิดว่าตนเองเป็นเจ้าสาวเสียอีก เมื่อถูกแม่นมจับแต่งตัวเสียงดงาม ขาดก็เพียงไม่ได้แต่งแต้มใบหน้าก็เท่านั้น
ผมทั้งสองข้างถูกมัดเป็นแกละ ไข่มุกเม็ดงามขนาดเท่ากันร้อยเรียงมัดอยู่รอบแกละทั้งสองข้างอย่างน่ามอง ยามที่ถูกแสงแดดกระทบตัวมุกจะยิ่งเปล่งประกายเล่นแสง ส่งให้ใบหน้าอวบอิ่มของจินหว่านน่ามองเพิ่มเข้าไปอีก
“งามนักเจ้าค่ะ จะมีคุณหนูตระกูลใด งามเท่าคุณหนูของบ่าวอีก” แม่นมเอ่ยชื่นชมผลงานของตนเอง
“ข้าก็เห็นแม่นมชมข้าเช่นนี้ทุกวัน วันนี้ควรจะให้เจ้าสาวได้งามที่สุดมิใช่หรือ” นางมองแม่นมอย่างหยอกล้อ
เพราะใบหน้านี้ของนาง ทำให้ชะตาชีวิตเมื่อชาติภพที่แล้วต้องถูกลากไปลากมา หากเลือกได้นางของามน้อยกว่านี้สักสองส่วน อย่างไรความงามก็คู่กับสตรี หากไม่งามเลยก็คงจะไม่ได้
จินหว่านออกมาจากเรือนมาก็พบว่าบิดามารดาและพี่ชายของนางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามยิ้มมองร่างเล็กที่เร่งฝีเท้าเดินเข้ามาหาอย่างพอใจ ไม่ว่าจินหว่านนางจะแต่งตัวเช่นใดก็ล้วนแต่งามไปเสียหมด ชุยเซียวอดที่จะภูมิใจไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพูดของสหายที่อิจฉาว่าตนมีบุตรสาวที่งดงามเช่นนี้
“ไปกันเถิด” ชุยเซียวเดินนำไปที่หน้าประตูจวน
ไป๋ซื่อกับจินหว่านขึ้นไปนั่งบนรถม้า ส่วนชุยเซียวและชุยจิ้นขี่ม้านำหน้าอยู่ที่หน้ารถม้าของสองแม่ลูก ภายในรถม้าเตรียมของว่างเอาไว้ให้สองแม่ลูกได้กินรองท้องเสียก่อน ภายในงานเลี้ยงที่มีแต่ฮูหยินคุณหนู แต่ละคนล้วนเขินอายไม่กล้ากินของในงานเลี้ยงมากนัก รวมทั้งไป๋ซื่อและจินหว่านด้วย
กินของว่างรองท้องได้เพียงไม่กี่ชิ้นรถม้าก็มาหยุดที่หน้าจวนตระกูลมู่แล้ว พอลงมาจากรถม้าจึงได้รู้ว่าตระกูลมู่จัดเตรียมงานยิ่งใหญ่เพียงใด รถม้าจอดส่งเจ้านายที่หน้าประตูจวนยาวเหยียด ผ้าแดงถูกผูกไว้จนแทบจะเต็มกำแพงจวน ไม่ต้องบอกว่าด้านในจะผูกผ้าแดงมากเพียงใด อย่างว่าได้แต่งบุตรสาวเข้าตำหนักองค์ชายใหญ่จะจัดอย่างขอไปทีก็ไม่ได้
ที่นั่งของบุรุษและสตรีต่างแยกกันนั่ง บ่าวที่มารอรับเห็นคนตระกูลชุยสายหลักมาแล้วต่างก็พาเดินไปส่งด้านใน ชุยเซียวกับชุยจิ้นต้องไปนั่งที่ห้องโถงด้านหน้า ส่วนไป๋ซื่อและจินหว่านเดินตามบ่าวไปที่เรือนด้านหลัง แขกในงานเริ่มมากันมากแล้ว
ในงานนี้แทบจะเรียกได้ว่ารวมจวนอ๋อง กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน และขุนนางใหญ่เล็กเอาไว้ทั้งหมด ที่นั่งของไป๋ซื่อกับจินหว่านถูกจัดให้อยู่ถัดลงมาจากจวนอ๋องและบรรดาศักดิ์น้อยใหญ่ ยังนับว่ามีความสำคัญอยู่ พอมองไปด้านหลังก็แทบจะเห็นหน้าโต๊ะสุดไม่ชัดแล้ว
พอมองหาตระกูลชุยสายรองก็ไม่พบว่ามีผู้ใดของฝั่งสตรีมารวมงานต่อให้ตระกูลมู่เชิญมาก็ต้องดูว่าตระกูลชุยสายรองจะกล้ามาสู้หน้าคนหรือไม่
ภายในโต๊ะที่จินหว่านกับไป๋ซื่อนั่ง ยังมีตระกูลเกา ฮูหยินและคุณหนูอีกสองคนของเสนาบดีเกานั่งอยู่ด้วย คุณหนูเกาคนเล็กอายุไล่เลี่ยกับจินหว่านทั้งสองยังเป็นสหายที่ดีต่อกันจึงนับว่าได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
เกาอวี้ม่าน คุณหนูเล็กตระกูลเกา อีกห้าปีข้างหน้านางจะต้องแต่งเข้าตำหนักองค์ชายใหญ่ แต่ชีวิตของนางภายในวังหลวงก็ไม่ใคร่จะดีนัก เมื่อต้องอยู่ในเงื้อมมือของมู่เฟยหยา จินหว่านเมื่อพูดคุยกับสหายก็อดที่จะมองนางอย่างเห็นใจไม่ได้ แต่ก็เพียงแค่ไม่กี่ชั่วอึดใจด้วยกลัวว่าสหายจะพบสิ่งที่ผิดสังเกต นางเองก็อยากเตือนแต่คงไม่ใช่ยามนี้
หลี่หรงฝูต้องการจะรวมอำนาจของตระกูลใหญ่ เพื่อหนุนตนเองให้เป็นองค์รัชทายาท ย่อมต้องคัดเลือกจากตระกูลขุนนางที่มีบทบาทในราชสำนักมากที่สุด ยามนั้นนางเองมีสัญญาหมั้นหมายอยู่กับองค์ชายสามแล้วจึงถูกปัดตกไป
ก่อนที่ขบวนรับเจ้าสาวจะมาถึง สตรีในลานจัดงานเลี้ยงต่างก็ชักชวนกันไปที่เรือนพักของเจ้าสาวเพื่อชื่นชมความงามก่อนที่จะถูกส่งตัว ไป๋ซื่อย่อมเป็นหนึ่งในนั้น ด้วยตัวนางเป็นสตรีที่เพียบพร้อม อีกทั้งภายในจวนยังไม่มีสาวใช้หรืออนุอีกด้วย ย่อมจะถูกเจ้าบ้านชวนให้ไปร่วมอวยพรให้ชีวิตหลังแต่งงานของเจ้าสาวราบรื่น
“ไปด้วยกันเถิด หากเจ้าไม่ไปท่านแม่ต้องให้ข้านั่งอยู่กับเจ้าแน่” เกาอวี้ม่านอยากไปร่วมชมความสนุกจึงได้ชวนจินหว่านที่ไม่อยากไปให้ไปด้วยกัน
“ข้าเห็นแก่เจ้านะ” จินหว่านถอนหายใจออกมา นางไม่อยากเจอมู่เฟยหยาที่มอบความตายให้นางเมื่อชาติภพที่แล้ว
จินหว่านยอมไปด้วยก็จริง แต่นางรออยู่ด้านนอกมิได้เข้าไปด้านใน ปล่อยให้เกาอวี้ม่านเข้าไปพร้อมกับไป๋ซื่อ นางยืนรอพร้อมสาวใช้อยู่ด้านนอก
พอเสียงประทัดดังขึ้น สตรีที่เข้าไปรวมอวยพรให้เจ้าสาวต่างก็รีบทยอยออกมา เกาอวี้ม่านที่ออกมาแล้วก็ทำหน้าตื่น นางเล่าเรื่องความงามของชุดเจ้าสาวให้ฟังอย่างสนุกสนาน
“อาหว่านเจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเพื่อนข้าหน่อย” สตรีในยุคโบราณอย่างเข้าห้องน้ำแต่หน้าบางจึงใช่คำว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าแทน
“แต่ข้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน” นางเม้มปากอย่างกังวล นางไม่เคยมาตระกูลมู่และไม่อยากเดินไปทั่วด้วยกลัวจะพบคนที่ไม่อยากเจอเข้า
“ถามสาวใช้นางนั้นก็ได้”
ภายในเรือนของมู่เฟยหยาวุ่นวายจนแทบไม่มีผู้ใดสนใจเด็กน้อยทั้งสองคน แต่เกาอวี้ม่านก็ยังหาตัวคนที่พานางไปห้องน้ำมาจนได้ จินหว่านบอกกล่าวไป๋ซื่อก่อนจะเดินไปพร้อมกับเกาอวี้ม่าน
ยามนี้ขบวนรับเจ้าสาวเข้ามาภายในจวนตระกูลมู่แล้ว เสียงโหร้องและเสียงต่อบทกลอนดังอยู่ไม่ขาดสาย เกาอวี้ม่านนางอยากจะเข้าห้องน้ำเสียที่ไหน เมื่อให้สาวใช้ชี้ทางแล้ว นางก็พาจินหว่านหมุนตัวไปแอบดูขบวนรับเจ้าสาวแทน
“อาม่าน!!! หากถูกจับได้จะทำเช่นใด” นางร้องถามอย่างตกใจ เมื่อเห็นสหายลากนางไปแอบอยู่ด้านหลังต้นไม้ เพื่อดูความครึกครื้น
“เจ้าก็อย่าเสียงดัง อาหว่านดู...นี่แทบจะรวมเหล่าคุณชายทั่วเมืองหลวงเลยกระมัง พี่ชายเจ้าก็อยู่ในขบวนด้วยหรือเนี่ย”
พอได้ยินว่าชุยจิ้นอยู่ในขบวนด้วย ทั้งยังถูกดึงมาช่วยต่อบทกลอน จินหว่านก็สนใจขึ้นมาทันที นางชะเง้อคอออกไปมองอย่างสนใจ เมื่อเห็นพี่ชายนางต่อบทกลอนโดยลื่นไหลนางก็ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ
แต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มของนางก็แข็งค้างไปทันที เมื่อหลี่หรงหาน องค์ชายสามหันมามองทางทิศที่นางอยู่ ไม่รู้ว่าเขาเห็นนางหรือไม่ แต่จินหว่านก็มุดตัวลงไปอยู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว นางจับหัวใจที่เต้นระรัวเอาไว้แน่น สายตาเย็นชาที่กวาดมองทุกสิ่งอย่างไร้ค่า ใบหน้าที่เรียบเฉยไม่มีรอยยิ้มแม้จะอยู่ในงานมงคลของพี่ชาย ทำให้นางตกใจไม่น้อย
“อาหว่านเป็นอันใด” เกาอวี้ม่านเหมือนจะเห็นความผิดปกติ นางจึงหันมาเอ่ยถามสหายที่นั่งยองๆ อยู่กับพื้น
“ปะ เปล่า ไปกันได้แล้ว ประเดี๋ยวท่านแม่ตามหาจะถูกดุเอา” นางส่ายหน้าระรัว
ยามดึก ทั้งสองขึ้นไปบนระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อมองโคมไฟทั้งเมืองเมืองหลวงด้านล่างเต็มไปด้วยแสงสีแดงระยิบระยับดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นฟ้า ซูจินหว่านยืนพิงราวไม้ มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม“สวยจังเลยเพคะ…”ทันใดนั้น เสื้อคลุมหนาก็ถูกคลุมลงบนไหล่นางแขนแข็งแรงโอบจากด้านหลังหลี่หรงหานกอดนางไว้แนบอกคางซบศีรษะเบา ๆ“หนาวหรือไม่”“ไม่หนาวแล้วเพคะ”ไม่นานเขากระซิบเสียงต่ำ“จินหว่าน”“เพคะ?”“ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้า ไม่ชอบให้ใครยิ้มให้เจ้า ไม่ชอบให้เจ้าอยู่ไกลสายตา”“…ท่านอ๋อง”“ข้ารู้ว่าตัวเองงี่เง่า” เขาหัวเราะเบา ๆ “แต่ข้าหยุดไม่ได้”มือใหญ่ประสานมือนางแน่นขึ้น“ทั้งชีวิตข้าเสียของสำคัญมามากเกินไปแล้วข้าจะไม่เสียเจ้าอีกคน”หัวใจนางอ่อนยวบ ซูจินหว่านหันกลับไปกอดตอบซบหน้าลงบนอกเขา“เช่นนั้น…ก็จับมือข้าไว้ตลอดไปสิ”หลี่หรงหานยิ้มรอยยิ้มที่มีไว้ให้นางคนเดียว“ไม่ใช่แค่จับมือ” เขากระซิบข้างหู“ชีวิตนี้ ข้าจะกอดเจ้าไว้แบบนี้ ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่ปล่อย”ดอกไม้ไฟระเบิดสว่างเต็มท้องฟ้า เสียงดังสนั่นแต่สำหรับท่านอ๋องหลี่หรงหานนั้น แม้โคมไฟพันดวงงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่าความงามของพระชายาซูจิหว่านของท่านอ๋
ตอนพิเศษหลังพายุเลือดและการช่วงชิงอำนาจผ่านพ้นไปเมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จวนอ๋องเงียบกว่าที่เคยไม่มีฎีกากองสูงเท่าภูเขา ให้เขาต้องมาตรวจงานจนหามรุ่งหามค่ำมีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านต้นเหมยกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนราวหิมะอ่อน ๆซูจินหว่านนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ชายเสื้อแพรสีอ่อนถูกรวบขึ้นเล็กน้อย ขณะตั้งใจชงชาไอน้ำลอยกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบชาชั้นดีคลอเคลียในอากาศ“พระชายา…”เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังจากด้านหลังยังไม่ทันหันกลับไป นางก็รู้ว่าเป็นใครหลี่หรงหาน บุรุษที่ครั้งหนึ่งทั้งใต้หล้าครั่นคร้ามท่านอ๋อง ผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดแต่ตอนนี้กลับเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลังเหมือนเด็กที่แอบอ้อนภรรยาของเขา “…ท่านอ๋อง” นางหัวเราะเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ ยังจะทำตัวเหมือนโจรอีกหรือเพคะ”“ในสนามรบข้าคืออ๋อง” เขาซบคางบนไหล่นาง เสียงแผ่วลงอย่างเกียจคร้าน “แต่ในจวนนี้ ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้าเท่านั้น”คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้นางหน้าแดงยิ่งกว่าดอกเหมยมือใหญ่ของเขาจับมือนางที่กำลังถือถ้วยชาแล้วพาไปนั่งด้วยกันทั้งสองดื่มชาในถ้วยเดียวกันอย่างไม่ถือพิธีเงาสะท้อนในผ
ขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่เข้าหาชุยเซียวด้วยรู้ดีว่า ต่อไปหลี่หรงหานย่อมต้องได้นั่งบัลลังก์ ชุยเซียวย่อมต้องขึ้นเป็นโหวฟู่ (บิดาของฮองเฮา) อย่างแน่นอนหลังจากหลี่หรงหานเดินทางขึ้นเหนือแล้ว ชุยเซียวถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ชุยจิ้นเองก็สอบจิ้นซื่อได้อันดับหนึ่งจนได้เป็นจอหงวน ตระกูลชุยนับว่าทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของราชสำนักทันทีแต่ชุยเซียวก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะกับขุนนางฝ่ายใดเขาก็ยังคงคบหาได้อย่างสนิทใจ ทั้งยังรักษาระยะห่างแต่พอดี ไม่เข้าร่วมพรรคพวกหรือหาพรรคพวกให้เว่ยอ๋องเสียนเฟยให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่หกแก่ฮ่องเต้ ภายหลังถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาองค์ใหม่อย่างสมเกียรติ นับว่าเวลาที่รอคอยมานับยี่สิบปีในที่สุดฮ่องเต้ก็สามารถมอบตำแหน่งให้สตรีที่รักได้เสียทีขบวนเดินทางของหลี่หรงหาน กว่าจะเดินทางถึงชายแดนเหนือก็ใช้เวลาถึงห้าเดือน เหตุที่ยาวนานเพียงนี้ก็เป็นที่หลี่หรงหานพาจินหว่านเที่ยวเล่นแทบจะทุกหัวเมืองที่ผ่านตำหนักอ๋องที่โจวเป่ยให้คนเดินทางล่วงหน้ามาปรับปรุงเสียใหม่แล้ว พอเดินทางมาถึง จินหว่านนางจึงได้เห็นสวนดอกเหมยแดงที่กว้างใหญ่ภายในตำหนักดอกเหมยแดงส่งกลิ่นหอมไป
จินหว่านเมื่อรู้เรื่องก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่ายามนี้บิดากับพี่ชายจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อถูกหลี่หรงหานเอาคืน จินหว่านได้แต่ปลอบใจไป๋ซื่อที่กระวนกระวายอยู่ภายในห้องของนางให้สงบใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปกับหลี่หรงหานด้วย อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลาพอถึงเวลารับตัวเจ้าสาว หลี่หรงหานก็เร่งให้กรมพิธีการรีบร้องบอกขั้นตอนสำหรับพิธีจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเร็วๆชุยเซียวกับไป๋ซื่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบลาบิดามารดาเพื่อออกเรือน หูซื่อเองย่อมต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย ชุยหมิ่นหมดสิ้นวาสนาในเรื่องเส้นทางขุนนางแล้ว ได้แต่หวังว่าบุตรชายอนุอีกสองคนที่เหลือจะพอกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ชุยหมิ่น หวงซื่อที่เข้าร่วมงานดูสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย จินหลันที่แต่งให้พ่อหม้ายหยวนไปก็กลับมาร่วมงานแต่งของจินหว่าน ใบหน้าของนางดูอิ่มเอมมิได้เศร้าหมองอย่างที่คิด เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ใต้เท้าหยวนดูแลนางดีไม่น้อย บุตรชายสองคนของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นเด็กรู้ความไม่ทำให้นางลำบากใจ จินหว่านย่อมยินดีกับนางด้วยเช่นกันที่มีความสุขเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่ รับตัวเจ้าสาวเดินทางไปที่ตำหนักอ๋อง ผู้ที่แบกเ
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลี่หรงฝูรักนางอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่ภายหลังนางถึงได้รู้ว่าที่เขาเลือกนางเป็นพระชายารองก็ด้วยฐานะของบิดานาง แต่จะทำเช่นใดได้ ในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว หากนางเชื่อในคำของสหายจะดีเพียงใด“เก็บเอาไว้ให้ดี” นางส่งกล่องไม้ให้เกาอวี้ม่านอีกกล่องถึงแม้จะบอกให้เกาอวี้ม่านเชื่อในคำพูดของมู่เฟยหยา แต่สหายของนางคนนี้ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย นางไม่มีทางเชื่อทุกคนที่มู่เฟยหยาพูด ของทั้งสองกล่องคือตั๋วเงิน เพียงแต่ในกล่องของมู่เฟยหยามีมากถึงห้าพันตำลึงเงิน แม้จะไม่ได้มากเท่าที่มู่เฟยหยาเคยมี แต่เงินก้อนนี้นางย่อมมีหนทางทำให้งอกขึ้นมาได้อีกหลายเท่าทุกคำที่จินหว่านพูดคุยกับสตรีทั้งสองหลี่หรงฝูล้วนแต่ได้ยิน แต่สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้ล้วนไม่ได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรือตัวนางจินหว่านมองส่งรถม้าที่สิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา มือหนารวบเอวของนางเข้ามาสวมกอดจึงเรียกสติของนางกลับมาได้“อยากไปกับมันหรือ” น้ำเสียงที่แฝงเอาไว้อย่างไม่พอใจของหลี่หรงหานทำให้จินหว่านหัวเราะออกมา“ท่านจะเปิดร้านขายน้ำส้มสายชู (หึงหวง) หรือ” นางเอียงคอยิ้มอย่างหยอกล้อ“หึ กลับได้แล้ว” หลี่หรงหานอยู่กับนางตลอดเ
ไม่ผิดจากที่ชุยเซียวเคยบอกเสนาบดีเกานัก ฮ่องเต้ไม่มีทางสังหารพระโอรสของตนหากไม่ทำผิดถึงขั้นก่อกบฏ เพียงปลดให้เป็นสามัญชนแล้วขับไล่ไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ ขุนนางในเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว ชายแดนเหนือเป็นเขตแดนที่ตระกูลซ่งของเสียนเฟยดูแลอยู่ หากมิโง่เขลาเกินไปย่อมรู้ได้ดีว่าฮ่องเต้ต้องการให้คนตระกูลซ่งควบคุมความประพฤติขององค์ชายใหญ่นี้ เพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แล้วไปเริ่มใหม่ ต่อให้กลายเป็นสามัญชนนางก็เชื่อว่าความรู้ที่นางมีอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย แต่เขาได้หาเชื่อในคำของนางไม่ในคืนเดียวกันนั้น ภายในเมืองหลวงถูกกองกำลังขององค์ชายใหญ่ที่เลี้ยงดูไว้ภายใต้ตระกูลสวี บุกเข้าวังหลวงเพื่อก่อกบฏหลี่หรงหานเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูสวีที่รู้เรื่องว่าหลานชายของตนลงมือโดยไม่ได้ขอความเห็นก็เป็นลมหมดสติไปทันที ตอนนี้แม้ตระกูลสวีจะถูกริบตำแหน่งราชครูคืน แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ก็ยังเหลือชีวิตเอาไว้ให้เขา ต่อไปจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ได้หรือแต่หลี่หรงฝูก็ปิดประตูความหวังที่แสนริบหรี่ของเขาลง เพียงแค่กองกำลังลับบุกเข้าเมืองหลวง ทหารก็ล้อมจวนตระกูลสวีและตำหนักฮอง







