LOGIN“วันนี้คุณชานนท์ เรียกประชุมพนักงานทั้งหมดที่หน้าโรงแรมเห็นว่าท่านประธานคนใหม่อยากจะพบปะเพื่อแนะนำตัว”
เช้าวันใหม่ป้าอ้อยเอ่ยบอกแผนกแม่บ้านที่มารวมตัวกันแต่เช้าเพราะพอจะรู้เรื่องนี้กันอยู่บ้างแล้ว
“แล้วนี่ ยัยแก้วขวัญเป็นอะไร ถึงใส่ผ้าปิดปากมาเสียจำหน้าไม่ได้เลย”
น้อยหน่าที่หันกลับไปเจอแก้วขวัญที่เอาผ้ามาปิดปากปิดจมูกไว้จนถึงขอบตา หากคนที่ไม่คุ้นเคยมาเจอก็คงจะจำหน้าไม่ได้
“แค่ก ๆ อะแฮ่ม พอดีแก้วเป็นหวัดนิดหน่อยค่ะ กลัวคนอื่นติดด้วยก็เลยใส่แมสปิด”
“อี้ เป็นโควิดหรือเปล่า อย่ามาใกล้ฉันนะ”
เชอรี่แสดงสีหน้ารังเกียจพร้อมกับรีบขยับตัวเองให้ออกห่าง จนป้าอ้อยที่ยืนอยู่อดหมั่นไส้ไม่ได้
“แหม่ นังเชอรี่แกอย่ามาทำเป็นรังเกียจคนนะเว้ย โรคนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครเขาอยากเป็นหรอก ว่าแต่แกเถอะเป็นหวัดก็ยังมาทำงานอยู่แล้วนี่ตรวจดูหรือยัง”
ป้าอ้อยหันมาถามด้วยความเป็นห่วง เพราะไม่อยากให้พนักงานคนอื่นพลอยติดโรคนี้ไปด้วย
“ทุกคนไม่ต้องห่วงนะคะ เมื่อเช้าแก้วแวะไปตรวจATKมาแล้ว ผลเป็นลบค่ะ แค่แพ้อากาศนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
แก้วขวัญพูดพร้อมกับโชว์กระดาษเอสี่ที่เป็นผลตรวจจากโรงพยาบาลเพื่อให้ทุกคนมั่นใจ
แม้ว่ายามนี้รัฐบาลจะประกาศให้โรคนี้เป็นโรคท้องถิ่นทั่วไปแล้ว แต่ผลพวงจากที่โรคนี้ระบาดหลายปีที่ผ่านมา ก็อาจจะยังทำให้คนรู้สึกหวาดระแวงอยู่บ้าง
ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมารัฐบาลเพิ่งประกาศเปิดประเทศไป จึงทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มหลั่งไหลเข้ามาจับจองโรงแรมเพื่อพักผ่อนกันค่อนข้างเยอะ ทำให้เศรษฐกิจที่เคยซบเซากลับมาคึกคักกันอีกครั้ง
“เออ ก็ดีแล้วที่ไม่ได้เป็นอะไร ไปพวกเรา ไปประชุมได้เวลาแล้ว จะได้รีบกลับมาทำหน้าที่ของพวกเราให้เสร็จ”
ป้าอ้อยกวักมือเรียกทุกคนพร้อมกับเดินนำหน้าออกไป เชอรรี่กับน้อยหน่าหันกลับไปมองหน้าแก้วขวัญจ้องมองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พวกหล่อนรู้สึกไม่ค่อยพอใจเสียสักเท่าไร ที่ป้าอ้อยคอยเอาแต่ปกป้องก่อนจะสะบัดหน้าเดินตามทุกคนไป
แก้วขวัญได้แต่พ่นลมหายใจออกมา ไม่รู้ว่าพวกเขาทั้งสองจะจงเกลียดจงชังอะไรเธอนักหนา การที่เธอไม่ได้ตอบโต้ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่รู้สึกอะไร แต่เธอไม่อยากจะมีปัญหาก็เท่านั้น
บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมพนักงานทุกแผนกต่างมารวมตัวกันเต็มพื้นที่ มีแค่บางคนเท่านั้นที่ไม่สามารถปลีกตัวออกมาประชุมได้เพราะต้องคอยให้บริการลูกค้า
“ทุกคนผมขอแนะนำให้รู้จักกับคุณเตวิชน์ ประธานบริหารคนใหม่ของที่นี่ ส่วนนี้คุณติววดีเป็นน้องสาวของคุณเตวิชน์”
ชานนท์แจ้งผ่านลำโพงเคลื่อนที่ขนาดเล็กก่อนจะผายมือไปยังสองพี่น้องที่ก้าวเท้าเดินออกมา
แก้วขวัญทอดสายตามองไปยังร่างสูงเด่นด้านหน้า รอยยิ้มภายใต้หน้ากากสื่อออกมาทางดวงตาที่เริ่มคลอไปด้วยน้ำใส ๆ ใบหน้าหล่อใสที่เธอคอยเอาแต่วิ่งตาม ยามนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นคมเข้ม แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือดวงตาคมและแววตาแสนเย็นชานั้นต่างหาก
ยามนี้เหมือนหัวใจที่แห้งเหี่ยวเหมือนมีหยาดน้ำฝนสาดเข้ามาชโลมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ทว่าเธอก็ต้องหลบซ่อนเขาอยู่ดี
ความรักที่ถูกปฏิเสธ ความรักที่เขาโยนมันทิ้งเหมือนของไม่มีค่า เธอเองก็ต้องยอมรับและเลือกที่จะต้องหลบหลีกเหมือนเดิม
ติววดีที่ยืนอยู่ทางด้านหน้าเมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ พอเห็นว่าแก้วขวัญยืนอยู่ที่ไหน กำลังจะเผยอปากเรียกแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าแก้วขวัญส่งสายตาดุมาให้พร้อมกับส่ายหัวเบาๆ เธอจึงสงบปากแล้วได้แต่ส่งสายตามองพี่สาวที่คุ้นเคย
“พี่เต จะกลับไปทำงานเลยไหม”
“อือ ทำไมเหรอ แกมีอะไรหรือเปล่า”
“เอ่อ...คือว่าติวจะขอไปเดินดูรอบ ๆ โรงแรมหน่อย เมื่อวานยังไม่ได้เดินดูเลย”
แม้น้ำเสียงที่เอ่ยบอกจะตะกุกตะกักเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ เตวิชน์มีท่าทีสงสัยอะไร พร้อมกับพยักหัวเชิงอนุญาต
คล้อยหลังที่น้องสาวเดินจากไปแววตาคมเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นดุดัน ก่อนจะเดินไปอีกทางซึ่งไม่ใช่ทางกลับไปห้องทำงานเสียด้วยซ้ำ
ระหว่างที่เหล่าแม่บ้านกำลังตระเตรียมอุปกรณ์สำหรับขึ้นไปทำความสะอาด ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นติววดีเดินมาด้อม ๆ มอง ๆ หน้าห้องพักแม่บ้าน
“ไม่ทราบว่าคุณติวมีอะไรให้พวกเรารับใช้หรือเปล่าคะ เชอรรี่กับน้อยหน่ายินดีรับใช่ค่ะ!”
ประโยคสุดท้ายเหมือนประสานเสียงกันเพื่อเอาใจคนเป็นเจ้านาย
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ไม่ทราบว่าพี่กะ...เอ่อ พนักงานที่ชื่อแก้วขวัญอยู่ไหมคะ”
ติววดียิ้มมุมปากเล็ก ๆ ชะเง้อคอมองเข้าด้านในเพื่อสอดสายตาหาร่างอวบที่เธออยากจะคุยด้วย เมื่อวานยังไม่ทันได้คุยอะไรเลย พี่ท่านก็วิ่งแจ้นหายไปเสียแล้ว
“ไม่อยู่หรอกค่ะ คุณติว พอดียัยแก้วออกไปเดินเก็บเศษขยะที่อยู่ริมหาดตรงพื้นที่ของโรงแรมนะคะ ถ้าจะกลับก็น่าจะพักเที่ยง ประมาณอีกสองชั่วโมง ว่าแต่คุณติวมีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่ายัยแก้วไปทำอะไรไว้หรือเปล่า”
ป้าอ้อยรีบถามด้วยความร้อนใจไม่อยากให้แก้วขวัญมีปัญหา เพราะเธอรู้ดีว่าแก้วขวัญมีอีกหนึ่งชีวิตที่จะต้องเลี้ยงดู
“ปะ เปล่าค่ะ ถ้างั้นเดี๋ยวติว มาใหม่ก็ได้ค่ะ”
ว่าจบติววดีก็เดินกลับไป เพราะเห็นว่าเป็นเวลางานจึงไม่อยากเดินตามไปรบกวนรอให้เลิกงานก่อนก็แล้วกันเธอจะมาหาใหม่
ติววดีไม่รู้ตัวเลยว่าเธอได้เดินผ่านพี่ชายของตัวเองที่ยืนหลบมุมอยู่ตรงพุ่มไม้ไป เขาได้ยินชื่อผู้หญิงที่น้องสาวมาถามหาอย่างชัดเจนว่าเป็นใคร
ใช่แล้ว เขาจำไม่ผิด เมื่อช่วงเช้าระหว่างที่ยืนประชุมสายตาเขาไปสะดุดเข้ากับผู้หญิงรูปร่างอวบที่รู้สึกคุ้นตา แม้ว่าเธอจะปิดบังใบหน้าไว้ด้วยหน้ากากผ้า แต่เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นเหมือนแก้วขวัญอย่างบอกไม่ถูก แล้วยิ่งท่าทางน้องสาวเขาที่ลุกลี้ลุกลนจนทำให้เขาสงสัยจนต้องเดินตามมาและสิ่งที่ได้ยินก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเธอจริงๆ
ทรายหาดสีขาวที่เรียบไปกับน้ำทะเลสีฟ้าจนสุดลูกหูลูกตา แก้วขวัญกำลังนั่งถอนหายใจอยู่ที่ม้านั่งไม้ หลังจากที่เดินเก็บขยะทั้งหมดที่ถูกลูกค้ามักง่ายวางทิ้งไว้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีกับเรื่องเตวิชน์จะหนีอีกรอบดีไหม แต่ว่าลูกสาวก็เพิ่งเข้าเรียนได้ไม่กี่สัปดาห์เอง จะย้ายที่ใหม่ก็กลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะไม่คุ้นชิน
“โรงแรมเขาจ้างให้พนักงานที่นี่มานั่งอู้งานได้ด้วยเหรอ”
น้ำเสียงทุ้มกังวานดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาแก้วขวัญที่นั่งคิดอะไรเพลินๆ ถึงกับสะดุ้งแล้วลุกขึ้นยืน เมื่อเธอหันกลับไปขาแทบหมดเรี่ยวแรง
ปากเล็กเม้มเข้าหากันสองมือสั่น ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา หัวใจเต้นแรงเหมือนกำลังกลัวมากกว่าดีใจเสียแล้ว
เมื่อตั้งสติได้แก้วขวัญก็คว้าเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดที่วางอยู่ข้างๆ เดินเบี่ยงตัวหลบเขาเพื่อที่จะหนีไปจากตรงนี้แต่ความไวก็ช้ากว่ามือเขาอยู่ดี
“จะไปไหน”
“ไปทำงานค่ะ ไม่อยากโดนดุว่าอู้งาน เดี๋ยวจะหาว่าทำงานไม่คุ้มเงินเดือน”
เธอยังคงก้มหน้าก้มตาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขาสักนิด เพราะในใจยามนี้มันหวาดหวั่นยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
“จะไม่ทักทายพี่หน่อยเหรอ เราไม่ได้เจอกันนานมากเลยนะ”
เตวิชน์ปล่อยข้อมือออกแล้วเดินอ้อมมายืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมลอบมองร่างอวบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
แม้รูปร่างจะไม่ได้แปรเปลี่ยนไปมากแต่ก็ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าผู้หญิงตรงหน้ามีร่างกายที่ทรุดโทรมไปไม่น้อย สีหน้าหมองคล้ำไม่สดใสเหมือนแต่ก่อน แววตาที่มองเขากลับมาก็เช่นกันเหลือไว้แค่ความว่างเปล่า
“สวัสดีค่ะ คุณเตวิชน์สบายดีนะคะ”
ชายหนุ่มถึงกับขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน เมื่อได้ยินสรรพนามที่เธอเอ่ยเรียกซึ่งแตกต่างไปจากเมื่อก่อนนั้นหมายความว่าความห่างเหินของทั้งคู่มันเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเสียแล้ว
“ทำไมแก้วเรียกพี่ว่าคุณล่ะ ไม่เรียกแบบเมื่อก่อน หรือว่า...ยังโกรธพี่เรื่องคืนนั้นอยู่”
ชายหนุ่มหรี่ตาลงเพื่อรอฟังคำตอบ เพราะนับจากวินาทีที่เขามองเห็นร่างคุ้นตาของเธอที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มพนักงานเขาก็จำได้แทบจะในทันที
“คุณเตวิชน์พูดถึงเรื่องอะไรคะ คืนไหน ดิฉันไม่เข้าใจ”
“อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องได้ไหม ก็เรื่องที่เราสองคน...”
“หยุดค่ะ หยุดพูดเรื่องนั้นสักที แก้วไม่อยากได้ยิน แก้วลืมมันไปหมดแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวนะคะ”
ดวงตาหวานตวัดมองเขาด้วยความขุ่นมัวแล้วก้าวเท้ารีบเดินออกไปจากตรงนั้นทันที เตวิชน์ได้แต่มองตามหลังด้วยความรู้สึกผิด
สองขาอวบก้าวพ้นสายตาเขาออกมาได้ก็ถึงกับทรุดตัวลงนั่งยองยอ สองมือยกขึ้นปิดใบหน้าไว้ ปล่อยให้หยดน้ำใส ๆ ไหลอาบลงสองแก้มอีกครั้ง
เป็นอีกครั้งในรอบ 5 ปีเลยก็ว่าได้ที่เธอร้องไห้ให้กับเรื่องนี้อีกครั้ง เขาจะกลับมาทำไม ไม่สิ เราจะกลับมาเจอกันอีกทำไม ทั้ง ๆ ที่เธอก็หนีมาตั้งไกลขนาดนี้
ตัวเขาจะกลับมารื้อฟื้นเรื่องนั้นทำไมอีกทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนที่บอกเธอเองแท้ ๆ ว่าไม่สามารถรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
มืออวบยกขึ้นปาดน้ำตา ดวงตากลมแดงก่ำแต่แววตากลับฉายแววความแข็งกร้าวอย่างเห็นได้ชัด
“พี่เต หายไปไหนมา คุณแม่โทรมา บอกว่าโทรหาพี่เตไม่ติด”
ติววดีร้องทักขึ้นเมื่อเห็นพี่ชายเดินหน้ามุ้ยมาทางนี้พอดี แต่ชายหนุ่มกลับไม่ตอบคำถามแต่เลือกที่จะเดินเลยผ่านคนเป็นน้องสาวไป ทำเอาเจ้าตัวถึงกับยืนงงกับท่าทีที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ของพี่ชาย
‘เป็นอะไรของเขาวะ เดี๋ยวผีเข้า เดี๋ยวผีออก ตามอารมณ์ไม่ทันแล้วนะเนี่ย’
ติววดีมองตามหลังพี่ชายพร้อมกับยกมือขึ้นเกาหัวแกร๊ก ๆ แล้วก็รีบเดินตามหลังไปติด ๆ เพราะต้องทำตามที่คนเป็นแม่สั่งว่าให้พี่ชายตัวดีโทรกลับด่วนๆ
สองเดือนผ่านไปเตวิชน์จัดการย้ายตัวเองพร้อมกับเมียและลูกมาอยู่ที่กรุงเทพฯเหมือนเดิมโดยส่งมอบงานให้กับผู้บริหารที่ไว้ใจไปดูแลโรงแรมแทน ส่วนตัวเขาเองก็มาบริหารงานที่บริษัทใหญ่แทนเพราะการทำงานของเขาก็พิสูจน์ให้ผู้ถือหุ้นเห็นแล้วว่าเขาสามารถทำได้“ต้นข้าว ทำไมหนูทำหน้าเหมือนไม่ได้นอนแบบนั้นล่ะลูก”คนเป็นย่าจับสังเกตอาการของหลานที่เอาแต่ยกมือปิดปากหาวไม่หยุดเลยตั้งแต่เดินลงมาร่วมโต๊ะอาหารเช้า“เมื่อคืนหนูไม่ได้นอนค่ะ เพราะหนูกลัว” หนูน้อยทำตาปริบ ๆ“ใครทำอะไรหนูลูก เมื่อคืนพ่อกับแม่ก็นอนอยู่ด้วย หนูกลัวอะไรทำไมไม่บอก”เตวิชน์เอ่ยถามระคนสงสัยว่าลูกสาวเป็นอะไร“เมื่อคืนมีแผ่นดินไหวค่ะ เตียงนอนก็สั่น คุณพ่อไม่รู้สึกเหรอคะ”หนูน้อยหันไปถามคนเป็นพ่อที่เอาแต่ทำหน้าเลิ่กลัก ส่วนคนเป็นแม่ก็สำลักน้ำประโยคใสซื่อที่หนูน้อยถามออกมาสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนเป็นอา จนปู่กับย่าต้องเอ่ยปราม“เจ้าเต เรื่องแบบนี้แกไม่ควรทำตอนลูกอยู่นะ”“ผมขอโทษครับแม่ คราวหน้าผมจะระวัง” เขาก้มหน้ายอมรับผิด“คุณพ่อจะคอยระวังแผ่นดินไหวเหรอคะ”ต้นข้าวยังคงไม่คลายความสงสัยหันกลับไปถามคนเป็นพ่ออีกครั้ง“ใช่ครับ ต่อไปนี้พ่อจะระวัง
หลังจากที่เหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไปทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติแต่ที่ไม่ปกติเห็นจะมีอยู่แค่อย่างเดียวก็คงจะเป็นเตวิชน์ที่คอยเอาแต่สอดส่องคนเป็นน้องสาวกับเพื่อนรัก“พี่เต ดูอะไรอยู่เหรอคะ แก้วเห็นพี่ยืนดูอยู่ตั้งนานแล้ว”ทันทีที่วางถ้วยกาแฟหอมกรุ่นลงบนโต๊ะหญิงสาวก็เดินไปหยุดยืนอยู่ทางด้านหลังของชายหนุ่มพร้อมกับมองตามสายตาของเขาไป“จะดูอะไรได้ล่ะครับ ก็จับตาดูไอ้ธีร์นะสิ มันจะรุ่มร่ามกับยัยติวหรือเปล่า”“พี่เตจะไปจับตาดูเขาทำไมคะ ถ้าคนรักกันต่อให้เราเอาแม่น้ำมาขวางกั้นยังไงเขาก็หาวิธีข้ามผ่านไปได้อยู่ดี อีกอย่างพี่เองก็ต้องมั่นใจยัยติวสิคะ ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ยังไงก็คุมพี่ธีร์ได้อยู่แล้ว”“ก็จริงอย่างที่แก้วว่า เหมือนกับพี่ตอนนี้ใช่ไหม” เขาหันมาหาพร้อมกับเอื้อมมือป้อม ๆ ขึ้นมากุม“เหมือนกับพี่เต เหมือนยังไงคะ” เธอขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด“ก็เหมือนตรงที่น้องแก้วคุมพี่เสียอยู่หมัดเลย ดูสิพี่ไปไหนไม่รอดแล้วเนี่ย”น้ำเสียงออดอ้อนพร้อมกับย่อตัวเอาหัวซบไหล่ราวกับเด็กน้อยทำเอาแก้วขวัญถึงกับหัวเราะออกมา“อย่ามาทำเนียนค่ะ ไปกินกาแฟได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”เธอใช้มือผลักไปที่หัวเขาเบา ๆ
“หยุดนะ ลิน! ปล่อยต้นข้าว เด็กไม่เกี่ยวอะไรด้วย”น้ำเสียงแข็งกร้าวตะโกนบอกมาตั้งแต่ไกลโดยมีแก้วขวัญเดินตามมาติด ๆ เมื่อเห็นลูกถูกกระชากลากถูแบบนั้นหัวใจเธอแทบแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ “เต คุณตามฉันมาถูกได้ยังไง”“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องรู้หรอก ปล่อยลูกผมมาเดี๋ยวนี้”“ไม่ ก็ดีเหมือนกันที่พวกแกมากันพร้อมหน้าจะได้ทรมาน ตอนที่ฉันฆ่ามันต่อหน้าต่อตาพวกแก”มิลินไม่พูดเปล่าแต่เลือกที่จะดึงปืนที่อยู่ในกระเป๋าออกมาจ่อไปที่หัวของเด็กน้อย แก้วขวัญกรีดร้องออกมาแทบขาดใจพร้อมกับทรุดเข่าลงยกมือขึ้นไหว้ขอร้องว่าอย่าทำอะไรลูกเธอเลย“ลิน อย่าทำแบบนี้เลยผมขอร้อง ปล่อยลูกผมไป ถ้าคุณจะทำอะไรให้ทำที่ผม แก้วกับลูกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย”เห็นสายตาของลูกที่มองมาพร้อมกับเสียงสะอื้นร้องไห้ขอให้พ่อกับแม่ช่วยเธอด้วยแก้วขวัญทนเสียงลูกร้องไม่ไหวเธอลุกขึ้นกระโจนจะเข้าไปหาแต่ก็ช้ากว่ามิลินเธอยิงปืนขู่ไปที่พื้นหนึ่งครั้ง เตวิชน์วิ่งมากอดแก้วขวัญเพื่อเอาตัวเองบังเอาไว้“ท่าทางรักกันมากนี่ แล้วฉันล่ะ ฉันที่แกทำลายทุกอย่างจนไม่มีที่ยืนในสังคม ไปไหนก็มีแต่คนเกลียด....”เธอตวาดออกมาสุดเสียงด้วยความโกรธ เกลียด และน้อยใจในชะตาชีวิตของต
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นน้าของต้นข้าว แม่เขาให้มารับค่ะ”ร่างระหงที่พยายามปิดหน้าปิดตาด้วยหมวกและหน้ากากผ้าเดินเข้ามาบอกครูประจำชั้น“แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกเรียนนะคะ”ครูสาวย่นคิ้วด้วยความสงสัยพยายามเพ่งมองใบหน้าเพราะรู้สึกไม่คุ้นเคยและไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อน“พอดีว่าตอนนี้แก้วขวัญประสบอุบัติเหตุค่ะ เราเลยต้องมารับเด็กไปดูใจก่อน เรื่องนี้ด่วนมากจริง ๆ ค่ะ”“ตายจริง ถ้างั้นรอสักครู่นะคะ”ครูสาวทำสีหน้าท่าทางตกใจเล็กน้อยก่อนจะเดินหายไปในห้องเรียน ก็ประจวบเหมาะกับที่ต้นข้าวเดินกลับมาจากเข้าห้องน้ำ“อะไรนะคะ ใครไปรับต้นข้าวนะคะ” เสียงหวานจากปลายสายถามกลับมาด้วยท่าทีร้อนใจ“ดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ พอดีเห็นว่ามีผู้หญิงสวย ๆ ปิดหน้าปิดตาครูเองก็มองไม่ออกว่าเป็นใคร เธอบอกว่าคุณแม่เกิดอุบัติเหตุ ก็เลยมารับก่อนกำหนด ครูไม่ค่อยไว้ใจเลยโทรถามดูก่อน”ครูสาวคุยโทรศัพท์ไปด้วยแล้วก็เดินออกมายังหน้าห้องเพื่อที่จะดูหน้าผู้หญิงที่มากล่าวอ้างแต่ทว่าก็ไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้นเสียแล้ว แต่พอมองออกนอกอาคารไปยังถนนหน้าโรงเรียนก็เห็นว่าเธอกำลังจูงมือต้นข้าวขึ้นรถไป“ว้าย ตายแล้ว”“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” แก้วขวัญที่ได้ย
[ สวัสดีครับ ผมเตวิชน์นะครับจากที่หลาย ๆ คนได้ติดตามอ่านข่าวในโลกออนไลน์หรือในช่องทางอื่นเกี่ยวกับเรื่องงานแต่งที่ล่มไปอาจจะมองว่าผมไม่ให้เกียรติฝ่ายหญิง ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันมีเหตุผลมากกว่านั้นตามหลักฐานที่ทางสื่อได้รับไปและทุกท่านน่าจะได้เห็นกันบ้างแล้ว เรื่องนี้ผมไม่มีอะไรจะต้องพูดอีกวันนี้ที่ผมต้องออกมาชี้แจงก็คือเรื่องรูปถ่ายของผมกับผู้หญิงที่นอนคู่กันบนเตียง ผมจะเรียนให้ทราบว่านั้นคือแม่ของลูกผมครับ เธอเป็นภรรยาของผม และตอนนี้เรามีลูกด้วยกันหนึ่งคน หวังว่าทุกท่านจะให้เกียรติและเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ]บทความขนาดหน้ากระดาษถูกโพสต์เป็นภาพผ่านทาง IG ส่วนตัวของเตวิชน์เพื่อชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ที่ทางสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนี้ชายหนุ่มคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เขาจะบอกให้ทุกคนรับรู้ว่าแก้วขวัญคือแม่ของลูกเขา และเพื่อเป็นการให้เกียรติเธอ ไม่อยากให้เธอถูกกล่าวหาหรือนินทาไปมากกว่านี้โพสต์ดังกล่าวแก้วขวัญเห็นมันและได้อ่านทุกตัวอักษรที่เขาเขียน แม้มันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่จริงแล้วเขาไม่ออกมาแ
รุ่งเช้าของวันใหม่หนูน้อยต้นข้าวลืมตาขึ้น เด็กน้อยหันหน้ามองซ้ายมองขวาแล้วก็ยิ้มออกมา อ้อมกอดข้างซ้ายคือแม่ที่เห็นมาตั้งแต่เกิด ส่วนด้านขวาคือพ่อที่เธออยากกอดมาตลอดหนูน้อยค่อย ๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเกรงว่าพวกท่านจะตื่นโทรศัพท์หรูถูกยกขึ้นถ่ายภาพคนเป็นพ่อกับแม่ที่นอนก่ายกอดกันเองโดยไม่รู้ตัวโดยฝีมือของเจ้าแก้มป่องแถมยังถูกอัพลงโซเชียลผ่านบัญชีที่เป็นชื่อของแก้วขวัญอีกต่างหากภาพถ่ายเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วทุกคนต่างสงสัยว่าหญิงสาวร่างอวบที่หนุ่มหล่อทายาทเจ้าของโรงแรมกำลังนอนก่ายกอดนั้นเป็นใครกันแน่ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานยังมีข่าวร้อนงานวิวาห์ล่มสนั่นโลกออนไลน์อยู่เลย“พ่อคะ แม่คะ มาดูนี่เร็ว”ติววดีกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหากชมนและอันนพพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เธอยื่นหน้าข่าวออนไลน์ที่มีภาพของพี่ชายตัวเองให้ท่านดู“อุ้ยตาย ใครเอารูปลง ช่างรู้งานเสียจริง”กชมนยกมือขึ้นทาบอก แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มเสียจนออกนอกหน้า อันนพได้แต่ส่ายหัวที่คนเป็นภรรยาแทบจะไม่เก็บอาการเลยว่าอยากได้แก้วขวัญมาเป็นลูกสะใภ้“ภาพถ่ายมันหลุดมาจากfacebookของพี่แก้วค่ะ แต่ถ้าจะให้เดาติวคิดว่าน
ช่วงสายของวันหลังจากที่ไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว แก้วขวัญก็เดินทางมาที่โรงแรมด้วยความเร่งรีบเพราะว่าอีกไม่ถึงสิบนาทีเสียด้วยซ้ำก็ได้เวลาเข้างานแล้วอาชีพแม่บ้านโรงแรมแม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ตรงกับสายที่เรียนมาแต่อย่างน้อยเงินเดือนและสวัสดิการที่นี่ก็ค่อนข้างดี บางครั้งห้องไหนเจอลูกค้าใจดีหน
ข่าวเรื่องความสัมพันธ์บนเตียงของเตวิชน์และมิลินถูกแพร่กระจายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างรวดเร็ว เรื่องราวดังกล่าวถูกเป็นที่พูดถึงในหมู่พนักงานทั้งวันแก้วขวัญซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ เธอเดินกลับบ้านด้วยท่าทีเหม่อลอย ก้อนเนื้อหัวใจข้างซ้ายเหมือนถูกเข็มเล็ก ๆ ทิ่มแทงนับพันเล่ม“แม่แก้วกลับมาแล้ว”เสียงแหลมเล
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้นเป็นระยะ ๆ บ่งบอกว่าผู้มาเยือนนั้นยืนรออยู่นานแล้วจนกชมนที่กำลังนั่งทักผ้าไหมพรมต้องเงยหน้าชะเง้อมองแล้วรีบบอกแม่บ้านให้ไปเปิดประตูในทันทีเวลาเพียงชั่วครู่แม่บ้านก็เดินนำหน้าเข้ามาด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ จน กชมนต้องเอ่ยถามว่าใครมา แต่ทว่าเสียงตอบกลับกับเป็นอีกคน“หนูเองค่ะ คุณป้า
บ่ายแก่ๆ ตะวันเริ่มคล้อยลง ร่างอวบของแก้วขวัญเดินกลับไปกลับมาบริเวณถนนด้านหลังโรงแรมติดกับชายหาด สองมืออูมกุมเข้าหากันจนเหงื่อเปียกชุ่ม ส่วนคอก็คอยชะเง้อมองถนนเบื้องหน้าเพื่อรอใครสักคนไม่นานรถยนต์กึ่งเก่ากึ่งใหม่คันสีดำก็วิ่งเข้ามาจอดเทียบท่า กระจกรถถูกเลื่อนลงพร้อมกับรอยยิ้มสดใสของเมษยา“คิดถึ







