Masukบ่ายแก่ๆ ตะวันเริ่มคล้อยลง ร่างอวบของแก้วขวัญเดินกลับไปกลับมาบริเวณถนนด้านหลังโรงแรมติดกับชายหาด สองมืออูมกุมเข้าหากันจนเหงื่อเปียกชุ่ม ส่วนคอก็คอยชะเง้อมองถนนเบื้องหน้าเพื่อรอใครสักคน
ไม่นานรถยนต์กึ่งเก่ากึ่งใหม่คันสีดำก็วิ่งเข้ามาจอดเทียบท่า กระจกรถถูกเลื่อนลงพร้อมกับรอยยิ้มสดใสของเมษยา
“คิดถึงเจ้าตัวเล็กจนต้องออกมายืนรอรับเลยเหรอจ๊ะ”
เมษยาเอ่ยปากแซวโดยไม่ได้จับสังเกตสีหน้าคนเป็นเพื่อนเลยสักนิดว่าเป็นอย่างไร ซึ่งยามนี้เต็มไปด้วยความกังวล
“เมย์ แกอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะ ฉันฝากลูกกลับไปพร้อมกับแกก่อนได้ไหม เลิกงานแล้วฉันจะรีบไปรับ”
“แกเป็นอะไรยัยแก้ว มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
คราวนี้เมษยาจับอาการของเพื่อนได้ก็ถึงกับคิ้วขมวด
“แล้วฉันจะกลับไปเล่าให้แกฟังทีหลังนะ แต่ตอนนี้แกพาลูกฉันกลับไปรอที่บ้านก่อนได้ไหม”
ปากอิ่มพูดกับเพื่อนแต่ก็มิวายหันซ้าย หันขวาราวกับกลัวว่าจะมีคนมาเห็น
“ไม่เอา ต้นข้าวจะอยู่กับแม่ ต้นข้าวไม่ไปกับน้าเมย์หรอก”
เด็กน้อยแก้มป่องยืดตัวขึ้นแม้ว่าเข็มขัดนิรภัยจะยังคงคาดอยู่ที่อก ปากเล็กเม้มขึ้นเล็กน้อย คิ้วเล็กย่นเข้าหากัน บ่งบอกว่าเด็กน้อยงอนคนเป็นน้าด้วยเรื่องอะไรสักอย่าง
“ต้นข้าวขา เด็กดีของแม่ วันนี้กลับไปรอแม่อยู่ที่บ้านน้าเมย์ก่อนนะ แล้วเย็น ๆ แม่จะรีบไปรับหนูนะคะ”
แก้วขวัญอ้อมไปยังประตูรถอีกฝั่งแล้วเอื้อมมือไปจับสองแก้มกลมๆ ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเบา ๆ เด็กน้อยเหล่ตามองคนเป็นแม่เหมือนจะต่อต้านแต่ว่าก็พยักหน้างึก ๆ ให้
“แต่ว่า...ต้นข้าวอยากกินไอศกรีม”
แม้จะยอมทำตามที่แม่บอกแต่เด็กน้อยก็มักจะมีข้อต่อรองมาให้ฉงนใจอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้แก้วขวัญห้ามคนเป็นลูกทานอะไรที่มันเย็น ๆ เพราะช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อนจัดเธอกลัวว่าลูกจะไม่สบายเอาได้
“โอเค เพื่อเป็นการไถ่โทษที่น้าไปรับหนูช้า เดี๋ยวน้าเมย์จะพาแวะไปกินไอศกรีมก่อนดีไหมคะ”
เมษยาหันไปทำหน้าออดอ้อนหลานสาว เด็กน้อยเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มแฉ่งออกมา
“เย้ ๆ ต้นข้าวจะได้กินไอศกรีมแล้ว”
สองมือป้อม ๆ ชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วส่งเสียงร้องออกมาแสดงถึงความดีใจขั้นสุด
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่จ๊ะ ถ้าเธออยากให้เจ้าตัวเล็กยอมกลับกับฉันง่าย ๆ ”
ยังไม่ทันที่คนเป็นแม่จะอ้าปากทักท้วงจบประโยคเสียด้วยซ้ำ เมษยาก็รีบเอ่ยดักคอไว้ก่อน ซึ่งเธอเองก็ไม่มีข้อที่จะโต้แย้งจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
เมื่อส่งสองคนน้าหลานกลับไปแล้ว แก้วขวัญก็รีบกลับเข้ามาทำงานตามปกติ ภายในใจก็ภาวนาขออย่าให้เขาได้เจอกับลูกเลย เธอไม่อยากให้เขาก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตแล้ว
“อ้าว วันนี้เจ้าตัวเล็กยังไม่เลิกเรียนเหรอ ทำไมยังไม่เห็น”
ป้าอ้อยที่เดินถือไม่กวาดสวนทางมาพอดีเอ่ยถามเพราะเห็นว่าเกือบเย็นแล้วยังไม่เห็นหนูต้นข้าวมาสักที
“เลิกแล้วค่ะป้า พอดีแก้วให้กลับไปกับเมย์ก่อนนะคะ เห็นว่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร ไม่อยากให้ลูกมาวิ่งซุกซนแถวนี้”
“เออ ก็จริงอย่างที่เองว่า ป้าคงคิดถึงหลานแย่เลย”
ป้าอ้อยพยักหน้าให้ว่ารับรู้ก่อนจะเดินเลยผ่านไปทำงานต่อ แก้วขวัญทำได้แค่เพียงยิ้มให้ แล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“พี่เต มานั่งซึมเป็นส้วมอยู่ตรงนี้นี่เอง ติวเดินตามหาตั้งนาน”
“วันนี้แกเป็นอะไรยัยติว เดินตามติดพี่เป็นปลิงตั้งแต่เช้าแล้ว ถ้าจะมาถามพี่ว่าโทรหาแม่หรือยัง บอกเลยพี่โทรแล้ว มีอะไรอีกไหม”
เตวิชน์หันขวับไปทำหน้ายักษ์ใส่น้องสาว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอสะทกสะท้านได้เลยสักนิด
“ไม่มี โทรแล้วก็แล้วไปสิ” เธอไหวไหล่กวนอารมณ์คนเป็นพี่
“ที่ตามติดพี่ขนาดนี้เพราะกลัวพี่จะเจอกับแก้วขวัญใช่ไหม ผู้หญิงคนนั้นขอแกไว้ล่ะสิ”
ใบหน้าเข้มตึงขึ้นมาเล็กน้อยต่างจากคนเป็นน้องสาวที่มีสีหน้าเหวอขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พี่เต รู้แล้วเหรอคะ ว่าพี่แก้วทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่นี่”
“รู้แล้ว แล้วก็จะไม่สนใจแล้วด้วย”
ชายหนุ่มว่าจบก็ลุกขึ้นเดินหนีเขารู้สึกฉุนเล็ก ๆ ที่ถูกแก้วขวัญเมินใส่ ไม่สนใจตัวเขาเองเหมือนแต่ก่อน
ติววดีเองถึงกับยืนงงเพราะตามอารมณ์พี่ชายตัวเองไม่ค่อยทัน เธอส่ายหัวด้วยความเอือมระอา
เมื่อก่อนทำอย่างกับว่าพี่เตสนใจพี่แก้วเสียอย่างนั้น แล้วทำมาเป็นพูดว่าจะไม่สนใจ มันแตกต่างจากเมื่อก่อนซะที่ไหนล่ะ
หญิงสาวเบะหน้าตามหลังคนเป็นพี่ชาย คอยดูเถอะ รู้ใจตัวเองเมื่อไร จะได้ร้องเป็นหมาตามขอความรักจากพี่แก้ว
ติววดีบ่นกระปอดกระแปดแล้วก็สะบัดหน้าหนีกลับขึ้นไปพักบนห้องของตัวเองเหมือนเดิม
“ต้นข้าวขา ตอนนี้เย็นมากแล้ว หนูต้องกินข้าวนะคะ”
จานขาวลายการ์ตูนน่ารักถูกถือมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเด็กน้อยที่เอาแต่ชะเง้อคอมองออกไปทางประตู หนูน้อยเหลือบตามองจานข้าวแล้วรีบยกมือเล็กขึ้นปิดปากพร้อมกับส่ายหัวไปมา
“ต้นข้าวไม่กินหรอก ต้นข้าวจะรอแม่แก้ว”
เด็กน้อยเอามือออกจากปากพร้อมแจ้งความประสงค์กับคนเป็นน้าแล้วก็รีบยกมือขึ้นปิดปากเหมือนเดิม
“เดี๋ยวแม่ก็มานะคะ แต่ถ้าต้นข้าวไม่ยอมกิน น้าเมย์ต้องโดนแม่แก้วดุแน่ ๆ เลย ที่ดูแลหนูไม่ดี”
เมษยาแสร้งทำเป็นตีหน้าเศร้าเพราะรู้ว่าหนูน้อยตรงหน้าเป็นเด็กขี้สงสารและเห็นอกเห็นใจคนอื่ ซึ่งถอดแบบจากคนเป็นแม่มาเกือบทั้งหมดเว้นเพียงแค่ใบหน้าเท่านั้นที่มีความคล้ายคลึงกับคนเป็นพ่อเสียมากกว่า
“ถ้าหนูไม่กิน ทำไมคุณแม่ต้องดุน้าเมย์ด้วยคะ”
“ก็เพราะถ้าหนูทานข้าวไม่ตรงเวลา จะทำให้ปวดท้องและไม่สบายได้ไงคะ แม่แก้วก็ต้องดุน้าเมย์ที่ทำให้หนูป่วย”
“ก็ได้ค่ะ ต้นข้าวไม่อยากให้แม่แก้วดุน้าเมย์”
เด็กน้อยยอมให้เมษยาป้อนข้าวแต่โดยดี แต่ทว่าเจ้าตัวเล็กก็ยังมิวายหันกลับไปมองประตูทางเข้าบ้าน
เมษยาหันมองตามสายตาคนเป็นหลานก็รับรู้ได้ว่าเด็กน้อยกำลังรอคนเป็นแม่กลับมาจากทำงาน
นับครั้งเลยก็ว่าได้ ที่สองคนแม่ลูกจะตัวห่างกัน แม้ว่าจะเลิกเรียนแล้วหนูน้อยก็มักจะไปคลุกอยู่กับคนเป็นแม่ที่ทำงานทุกวัน แต่พอวันนี้ต้องห่างกัน เจ้าหนูต้นข้าวก็คอยเอาแต่ชะเง้อคอมองทางอยู่ตลอดเวลา
“ขอโทษนะเมย์ ที่แก้วมาช้า พอดีว่าวันนี้มีทำโอต่อน่ะ”
ก้าวพ้นประตูเข้ามาแก้วขวัญก็เอ่ยปากขอโทษเพื่อนทันทีเพราะรู้สึกเกรงใจที่ต้องคอยรบกวนให้เพื่อนดูแลลูกอยู่ตลอดเวลา
“เออ ไม่เป็นไร ตอนนี้ต้นข้าวหลับไปแล้ว ตรงโน้น”
เมษยาพยักพเยิดหน้าไปยังโซฟาตัวยาวที่อยู่เลยไปไม่กี่ก้าว แก้วขวัญถอนหายใจเบา ๆ แล้วเหลือบสายตามองคนเป็นลูก แต่แล้วอยู่ ๆ น้ำตาเธอก็ไหลออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว
“แกร้องไห้ทำไม มีอะไรหรือเปล่า แล้วสรุปวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น”
เมษยารู้สึกเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมาจึงเอื้อมไปจับที่ต้นแขนอวบ แก้วขวัญได้แต่เชิดหน้าขึ้นเพื่อสกัดกั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แล้วเช็ดน้ำตาออกลวกๆ
“ที่พวกแกเคยถามฉันว่าพ่อของต้นเข้าวเป็นใคร...คือความจริงแล้ว คนที่เป็นพ่อของลูกฉัน เอ่อ คือ...พี่เตวิชน์”
น้ำเสียงตะกุกตะกักที่บอกเพื่อนไปเหมือนกับว่าตัดสินใจอยู่นานที่จะบอกเรื่องนี้ให้เพื่อนได้รู้
“อืม...แล้วไงต่อ”
“แกไม่ตกใจเลยเหรอกับเรื่องนี้”
แก้วขวัญถึงกับแปลกใจกับทีเฉยเมยของเพื่อนซึ่งไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความจริงที่เธออุตส่าห์รวบรวมความกล้ามาสารภาพเลยก็ว่าได้
“ไม่อ่า พวกฉันทุกคนรู้อยู่แล้วว่าต้นข้าวเป็นลูกพี่เต”
“พะ พวกแกรู้ได้ยังไง เพราะเรื่องนี้ฉันไม่เคยบอกใครเลยแม้แต่คนเดียว”
แก้วขวัญมีสีหน้าตื่นตกใจเพราะกลัวว่าเตวิชน์จะรู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน
“นี่แกซื่อ หรือแกล้งโง่กันแน่ยัยแก้ว แกเลี้ยงลูกอยู่ทุกวันแกมองหน้าต้นข้าวไม่ออกจริง ๆ เหรอว่าเหมือนใคร แล้วการที่พวกฉันไม่ถามเรื่องนี้ เพราะพวกฉันอยากให้แกเป็นคนบอกเรื่องทุกอย่างด้วยตัวเอง”
เมษยายกมือขึ้นกุมไหล่เพื่อนแล้วตบเบา ๆ
“พีระ กับทุกคนก็รู้เรื่องนี้เหรอ”
“อืม” เพื่อนสาวตอบสั้นๆ แล้วพยักหน้าแทนคำตอบ
“ไม่มีใครบอกเรื่องนี้กับพี่เตแล้วก็คนในบ้านนั้นใช่ไหม”
“ไม่ เพราะแกเป็นคนคลอดเด็กออกมายังไม่บอก แสดงว่าแกก็มีเหตุผล แล้วเรื่องอะไรพวกฉันจะบอกล่ะ ว่าแต่แกเถอะวันนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงกล้ามายอมรับกับฉันว่าพ่อของหลานฉันเป็นใคร”
“ประธานบริหารโรงแรมคนใหม่ คือ พี่เตวิชน์”
“หะ จริงดิ โลกมันจะกลมไปหรือเปล่าวะ”
“ฉันไม่อยากให้พี่เตเจอกับลูก ฉันหนีมาไกลขนาดนี้แล้ว ทำไมเราถึงยังต้องมาเจอกันอีกก็ไม่รู้” แก้วขวัญพ่นลมหายใจสีหน้าเศร้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วทำไมแกถึงต้องหนีแล้วทำไมถึงไม่ยอมบอกเรื่องต้นข้าวกับพี่เต แกไม่อยากให้ลูกแกมีพ่อเหรอ”
“อยากสิ ทำไมจะไม่อยาก แต่ฉันไม่อยากเอาลูกมาเป็นข้ออ้างแย่งเขามาจากคนอื่น เรื่องของฉันกับเขามันเป็นแค่ความผิดพลาด ที่เขาไม่สามารถรับผิดชอบได้ต่างหาก”
“แกพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” เมษยาไม่เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนพูด
แก้วขวัญจึงยอมเล่าเรื่องคืนนั้นให้ฟังและที่เขาไม่สามารถรับผิดชอบได้เพราะวันนั้นเขาเป็นคนบอกเองว่ากำลังจะหมั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอหอบท้องที่มีเจ้าตัวเล็กหนีมาไกลถึงที่นี่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
“งั้นก็หมายความว่า ที่แกกับพี่เตมีอะไรกันก็เป็นความผิดของพวกฉันด้วยที่เอาแกไปส่งผิดห้อง”
“ไม่เลย พวกแกไม่ผิด ผิดที่ฉันเองที่ไม่รู้จักป้องกัน เพราะมันมีเรื่องหลายอย่างเข้ามาจนทำให้ฉันลืมคิดถึงเรื่องนี้”
“โธ่ ยัยแก้ว แล้วแกจะเอายังไงต่อ”
“ฉันจะไม่บอกเรื่องลูกกับเขา สิ้นเดือนนี้ฉันจะไปลาออกจากงาน แล้วก็พาลูกไปจากที่นี่ ฉันกลัว กลัวว่าถ้าเขารู้เรื่องนี้เขาจะพรากลูกไป และอีกอย่างฉันไม่อยากทำให้ครอบครัวคนอื่นต้องมาแตกแยกเพราะฉัน”
“แล้วแกจะหนีแบบนี้ไปตลอดเหรอ”
“ฉันก็ไม่ได้อยากหนีหรอก แต่ฉันก็ต้องทำ”
“อืม ฉันเคารพการตัดสินใจของแกนะ ส่วนเรื่องนี้ยังไงก็ต้องบอก ไอ้พีกับเพื่อนๆ แกอย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอีกเลยนะ อย่าลืมว่าแกก็ยังมีพวกฉันเป็นเพื่อน”
แก้วขวัญถึงกับน้ำตารื้นที่ได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้นพร้อมกับอ้าแขนโอบกอดเพื่อนเอาไว้ ปล่อยให้น้ำตามันไหลรินให้ใครได้เห็นบ้างเพราะที่ผ่านมาเธอร้องไห้คนเดียวจนเหนื่อยแล้ว
“แม่ขา กลับมาแล้วเหรอคะ”
เสียงอู้อี้ของต้นข้าวดังจากด้านหลังจนทำให้แก้วขวัญผละออกจากเมษยาแล้วรีบเช็ดน้ำตาออกเพราะกลัวลูกเห็นว่าเธอกำลังร้องไห้
“ตื่นพอดีเลย แม่มารับกลับบ้านค่ะ ขอโทษนะที่แม่มารับช้า”
แก้วขวัญเดินอ้อมไปทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาที่เด็กน้อยลุกขึ้นนั่งแล้วใช้มือสีหน้าสีตางัวเงียตื่น
“ทำไมแม่ตาแดง แม่ร้องไห้เหรอคะ ใครรังแกแม่คะ ข้าวจะทำโทษคนไม่ดีคนนั้น”
ถ้อยคำที่ไม่ประสีประสาตามวัยเด็กที่พร้อมจะปกป้องแม่ตัวเอง ทำเอาแก้วขวัญยิ้มออกมาด้วยความตื้นตัน
“ไม่มีใครรังแกแม่ได้หรอกค่ะ เมื่อกี้ฝุ่นเข้าตาเลยทำให้แม่ตาแดง ถ้าหนูตื่นแล้วเรากลับบ้านกันนะ น้าเมย์จะได้พักผ่อนสักที”
“เย้ กลับบ้านกัน”
หนูน้อยรีบดีดตัวลุกขึ้นวิ่งไปคว้าเอากระเป๋าด้วยความดีใจ แต่ก็ไม่ลืมที่จะวิ่งไปหาเมษยาพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้แล้วย่อตัวลงเพื่อขอบคุณ
เมษยาอดเอ็นดูกับความน่ารักน่าชังของเจ้าแก้มป่องไม่ได้ และก็อดชื่นชมในความแข็งแกร่งของเพื่อนไม่ได้ เพราะกว่าจะผ่านการตั้งท้องที่อยู่ในภาวะแท้งมาได้ก็หนักหนาเหมือนกัน แล้วเธอได้มารู้เรื่องทั้งหมดอีกยิ่งรู้สึกสงสารเพื่อนตัวเองมากขึ้นเป็นเท่าตัว ทำไมโลกใบนี้มันช่างใจร้ายกับเพื่อนเธอแบบนี้นะ....
สองเดือนผ่านไปเตวิชน์จัดการย้ายตัวเองพร้อมกับเมียและลูกมาอยู่ที่กรุงเทพฯเหมือนเดิมโดยส่งมอบงานให้กับผู้บริหารที่ไว้ใจไปดูแลโรงแรมแทน ส่วนตัวเขาเองก็มาบริหารงานที่บริษัทใหญ่แทนเพราะการทำงานของเขาก็พิสูจน์ให้ผู้ถือหุ้นเห็นแล้วว่าเขาสามารถทำได้“ต้นข้าว ทำไมหนูทำหน้าเหมือนไม่ได้นอนแบบนั้นล่ะลูก”คนเป็นย่าจับสังเกตอาการของหลานที่เอาแต่ยกมือปิดปากหาวไม่หยุดเลยตั้งแต่เดินลงมาร่วมโต๊ะอาหารเช้า“เมื่อคืนหนูไม่ได้นอนค่ะ เพราะหนูกลัว” หนูน้อยทำตาปริบ ๆ“ใครทำอะไรหนูลูก เมื่อคืนพ่อกับแม่ก็นอนอยู่ด้วย หนูกลัวอะไรทำไมไม่บอก”เตวิชน์เอ่ยถามระคนสงสัยว่าลูกสาวเป็นอะไร“เมื่อคืนมีแผ่นดินไหวค่ะ เตียงนอนก็สั่น คุณพ่อไม่รู้สึกเหรอคะ”หนูน้อยหันไปถามคนเป็นพ่อที่เอาแต่ทำหน้าเลิ่กลัก ส่วนคนเป็นแม่ก็สำลักน้ำประโยคใสซื่อที่หนูน้อยถามออกมาสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนเป็นอา จนปู่กับย่าต้องเอ่ยปราม“เจ้าเต เรื่องแบบนี้แกไม่ควรทำตอนลูกอยู่นะ”“ผมขอโทษครับแม่ คราวหน้าผมจะระวัง” เขาก้มหน้ายอมรับผิด“คุณพ่อจะคอยระวังแผ่นดินไหวเหรอคะ”ต้นข้าวยังคงไม่คลายความสงสัยหันกลับไปถามคนเป็นพ่ออีกครั้ง“ใช่ครับ ต่อไปนี้พ่อจะระวัง
หลังจากที่เหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไปทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติแต่ที่ไม่ปกติเห็นจะมีอยู่แค่อย่างเดียวก็คงจะเป็นเตวิชน์ที่คอยเอาแต่สอดส่องคนเป็นน้องสาวกับเพื่อนรัก“พี่เต ดูอะไรอยู่เหรอคะ แก้วเห็นพี่ยืนดูอยู่ตั้งนานแล้ว”ทันทีที่วางถ้วยกาแฟหอมกรุ่นลงบนโต๊ะหญิงสาวก็เดินไปหยุดยืนอยู่ทางด้านหลังของชายหนุ่มพร้อมกับมองตามสายตาของเขาไป“จะดูอะไรได้ล่ะครับ ก็จับตาดูไอ้ธีร์นะสิ มันจะรุ่มร่ามกับยัยติวหรือเปล่า”“พี่เตจะไปจับตาดูเขาทำไมคะ ถ้าคนรักกันต่อให้เราเอาแม่น้ำมาขวางกั้นยังไงเขาก็หาวิธีข้ามผ่านไปได้อยู่ดี อีกอย่างพี่เองก็ต้องมั่นใจยัยติวสิคะ ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ยังไงก็คุมพี่ธีร์ได้อยู่แล้ว”“ก็จริงอย่างที่แก้วว่า เหมือนกับพี่ตอนนี้ใช่ไหม” เขาหันมาหาพร้อมกับเอื้อมมือป้อม ๆ ขึ้นมากุม“เหมือนกับพี่เต เหมือนยังไงคะ” เธอขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด“ก็เหมือนตรงที่น้องแก้วคุมพี่เสียอยู่หมัดเลย ดูสิพี่ไปไหนไม่รอดแล้วเนี่ย”น้ำเสียงออดอ้อนพร้อมกับย่อตัวเอาหัวซบไหล่ราวกับเด็กน้อยทำเอาแก้วขวัญถึงกับหัวเราะออกมา“อย่ามาทำเนียนค่ะ ไปกินกาแฟได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”เธอใช้มือผลักไปที่หัวเขาเบา ๆ
“หยุดนะ ลิน! ปล่อยต้นข้าว เด็กไม่เกี่ยวอะไรด้วย”น้ำเสียงแข็งกร้าวตะโกนบอกมาตั้งแต่ไกลโดยมีแก้วขวัญเดินตามมาติด ๆ เมื่อเห็นลูกถูกกระชากลากถูแบบนั้นหัวใจเธอแทบแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ “เต คุณตามฉันมาถูกได้ยังไง”“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องรู้หรอก ปล่อยลูกผมมาเดี๋ยวนี้”“ไม่ ก็ดีเหมือนกันที่พวกแกมากันพร้อมหน้าจะได้ทรมาน ตอนที่ฉันฆ่ามันต่อหน้าต่อตาพวกแก”มิลินไม่พูดเปล่าแต่เลือกที่จะดึงปืนที่อยู่ในกระเป๋าออกมาจ่อไปที่หัวของเด็กน้อย แก้วขวัญกรีดร้องออกมาแทบขาดใจพร้อมกับทรุดเข่าลงยกมือขึ้นไหว้ขอร้องว่าอย่าทำอะไรลูกเธอเลย“ลิน อย่าทำแบบนี้เลยผมขอร้อง ปล่อยลูกผมไป ถ้าคุณจะทำอะไรให้ทำที่ผม แก้วกับลูกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย”เห็นสายตาของลูกที่มองมาพร้อมกับเสียงสะอื้นร้องไห้ขอให้พ่อกับแม่ช่วยเธอด้วยแก้วขวัญทนเสียงลูกร้องไม่ไหวเธอลุกขึ้นกระโจนจะเข้าไปหาแต่ก็ช้ากว่ามิลินเธอยิงปืนขู่ไปที่พื้นหนึ่งครั้ง เตวิชน์วิ่งมากอดแก้วขวัญเพื่อเอาตัวเองบังเอาไว้“ท่าทางรักกันมากนี่ แล้วฉันล่ะ ฉันที่แกทำลายทุกอย่างจนไม่มีที่ยืนในสังคม ไปไหนก็มีแต่คนเกลียด....”เธอตวาดออกมาสุดเสียงด้วยความโกรธ เกลียด และน้อยใจในชะตาชีวิตของต
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นน้าของต้นข้าว แม่เขาให้มารับค่ะ”ร่างระหงที่พยายามปิดหน้าปิดตาด้วยหมวกและหน้ากากผ้าเดินเข้ามาบอกครูประจำชั้น“แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกเรียนนะคะ”ครูสาวย่นคิ้วด้วยความสงสัยพยายามเพ่งมองใบหน้าเพราะรู้สึกไม่คุ้นเคยและไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อน“พอดีว่าตอนนี้แก้วขวัญประสบอุบัติเหตุค่ะ เราเลยต้องมารับเด็กไปดูใจก่อน เรื่องนี้ด่วนมากจริง ๆ ค่ะ”“ตายจริง ถ้างั้นรอสักครู่นะคะ”ครูสาวทำสีหน้าท่าทางตกใจเล็กน้อยก่อนจะเดินหายไปในห้องเรียน ก็ประจวบเหมาะกับที่ต้นข้าวเดินกลับมาจากเข้าห้องน้ำ“อะไรนะคะ ใครไปรับต้นข้าวนะคะ” เสียงหวานจากปลายสายถามกลับมาด้วยท่าทีร้อนใจ“ดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ พอดีเห็นว่ามีผู้หญิงสวย ๆ ปิดหน้าปิดตาครูเองก็มองไม่ออกว่าเป็นใคร เธอบอกว่าคุณแม่เกิดอุบัติเหตุ ก็เลยมารับก่อนกำหนด ครูไม่ค่อยไว้ใจเลยโทรถามดูก่อน”ครูสาวคุยโทรศัพท์ไปด้วยแล้วก็เดินออกมายังหน้าห้องเพื่อที่จะดูหน้าผู้หญิงที่มากล่าวอ้างแต่ทว่าก็ไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้นเสียแล้ว แต่พอมองออกนอกอาคารไปยังถนนหน้าโรงเรียนก็เห็นว่าเธอกำลังจูงมือต้นข้าวขึ้นรถไป“ว้าย ตายแล้ว”“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” แก้วขวัญที่ได้ย
[ สวัสดีครับ ผมเตวิชน์นะครับจากที่หลาย ๆ คนได้ติดตามอ่านข่าวในโลกออนไลน์หรือในช่องทางอื่นเกี่ยวกับเรื่องงานแต่งที่ล่มไปอาจจะมองว่าผมไม่ให้เกียรติฝ่ายหญิง ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันมีเหตุผลมากกว่านั้นตามหลักฐานที่ทางสื่อได้รับไปและทุกท่านน่าจะได้เห็นกันบ้างแล้ว เรื่องนี้ผมไม่มีอะไรจะต้องพูดอีกวันนี้ที่ผมต้องออกมาชี้แจงก็คือเรื่องรูปถ่ายของผมกับผู้หญิงที่นอนคู่กันบนเตียง ผมจะเรียนให้ทราบว่านั้นคือแม่ของลูกผมครับ เธอเป็นภรรยาของผม และตอนนี้เรามีลูกด้วยกันหนึ่งคน หวังว่าทุกท่านจะให้เกียรติและเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ]บทความขนาดหน้ากระดาษถูกโพสต์เป็นภาพผ่านทาง IG ส่วนตัวของเตวิชน์เพื่อชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ที่ทางสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนี้ชายหนุ่มคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เขาจะบอกให้ทุกคนรับรู้ว่าแก้วขวัญคือแม่ของลูกเขา และเพื่อเป็นการให้เกียรติเธอ ไม่อยากให้เธอถูกกล่าวหาหรือนินทาไปมากกว่านี้โพสต์ดังกล่าวแก้วขวัญเห็นมันและได้อ่านทุกตัวอักษรที่เขาเขียน แม้มันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่จริงแล้วเขาไม่ออกมาแ
รุ่งเช้าของวันใหม่หนูน้อยต้นข้าวลืมตาขึ้น เด็กน้อยหันหน้ามองซ้ายมองขวาแล้วก็ยิ้มออกมา อ้อมกอดข้างซ้ายคือแม่ที่เห็นมาตั้งแต่เกิด ส่วนด้านขวาคือพ่อที่เธออยากกอดมาตลอดหนูน้อยค่อย ๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเกรงว่าพวกท่านจะตื่นโทรศัพท์หรูถูกยกขึ้นถ่ายภาพคนเป็นพ่อกับแม่ที่นอนก่ายกอดกันเองโดยไม่รู้ตัวโดยฝีมือของเจ้าแก้มป่องแถมยังถูกอัพลงโซเชียลผ่านบัญชีที่เป็นชื่อของแก้วขวัญอีกต่างหากภาพถ่ายเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วทุกคนต่างสงสัยว่าหญิงสาวร่างอวบที่หนุ่มหล่อทายาทเจ้าของโรงแรมกำลังนอนก่ายกอดนั้นเป็นใครกันแน่ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานยังมีข่าวร้อนงานวิวาห์ล่มสนั่นโลกออนไลน์อยู่เลย“พ่อคะ แม่คะ มาดูนี่เร็ว”ติววดีกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหากชมนและอันนพพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เธอยื่นหน้าข่าวออนไลน์ที่มีภาพของพี่ชายตัวเองให้ท่านดู“อุ้ยตาย ใครเอารูปลง ช่างรู้งานเสียจริง”กชมนยกมือขึ้นทาบอก แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มเสียจนออกนอกหน้า อันนพได้แต่ส่ายหัวที่คนเป็นภรรยาแทบจะไม่เก็บอาการเลยว่าอยากได้แก้วขวัญมาเป็นลูกสะใภ้“ภาพถ่ายมันหลุดมาจากfacebookของพี่แก้วค่ะ แต่ถ้าจะให้เดาติวคิดว่าน
ข่าวเรื่องความสัมพันธ์บนเตียงของเตวิชน์และมิลินถูกแพร่กระจายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างรวดเร็ว เรื่องราวดังกล่าวถูกเป็นที่พูดถึงในหมู่พนักงานทั้งวันแก้วขวัญซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ เธอเดินกลับบ้านด้วยท่าทีเหม่อลอย ก้อนเนื้อหัวใจข้างซ้ายเหมือนถูกเข็มเล็ก ๆ ทิ่มแทงนับพันเล่ม“แม่แก้วกลับมาแล้ว”เสียงแหลมเล
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้นเป็นระยะ ๆ บ่งบอกว่าผู้มาเยือนนั้นยืนรออยู่นานแล้วจนกชมนที่กำลังนั่งทักผ้าไหมพรมต้องเงยหน้าชะเง้อมองแล้วรีบบอกแม่บ้านให้ไปเปิดประตูในทันทีเวลาเพียงชั่วครู่แม่บ้านก็เดินนำหน้าเข้ามาด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ จน กชมนต้องเอ่ยถามว่าใครมา แต่ทว่าเสียงตอบกลับกับเป็นอีกคน“หนูเองค่ะ คุณป้า
“วันนี้คุณชานนท์ เรียกประชุมพนักงานทั้งหมดที่หน้าโรงแรมเห็นว่าท่านประธานคนใหม่อยากจะพบปะเพื่อแนะนำตัว”เช้าวันใหม่ป้าอ้อยเอ่ยบอกแผนกแม่บ้านที่มารวมตัวกันแต่เช้าเพราะพอจะรู้เรื่องนี้กันอยู่บ้างแล้ว“แล้วนี่ ยัยแก้วขวัญเป็นอะไร ถึงใส่ผ้าปิดปากมาเสียจำหน้าไม่ได้เลย”น้อยหน่าที่หันกลับไปเจอแก้วขวัญที่เ
ช่วงสายของวันหลังจากที่ไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว แก้วขวัญก็เดินทางมาที่โรงแรมด้วยความเร่งรีบเพราะว่าอีกไม่ถึงสิบนาทีเสียด้วยซ้ำก็ได้เวลาเข้างานแล้วอาชีพแม่บ้านโรงแรมแม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ตรงกับสายที่เรียนมาแต่อย่างน้อยเงินเดือนและสวัสดิการที่นี่ก็ค่อนข้างดี บางครั้งห้องไหนเจอลูกค้าใจดีหน







