เข้าสู่ระบบตามทางเดินในตลาดทอดยาวรายล้อมไปด้วยร้านรวงมากมาย ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างพากันจับจ่ายใช้สอยกันอย่างวุ่นวาย หลิวหลีก็เช่นกัน วันนี้หญิงสาวออกมาเดินตลาดเพื่อเลือกซื้อของอย่างตั้งใจ โดยไร้ซึ่งสาวใช้ติดตาม นางมักจะชอบเดินตลาดคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร
อืม...
นางอยากเอาใจจูหยวนจางให้มากเข้าไว้
ยิ่งเห็นท่าทางหยิ่งยโสของเขาอย่างนั้นแล้ว
นางยิ่งคึก!
เอ....
นางเป็นอะไรมากหรือไม่กันนี่?
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่...
หลิวหลียังคงเลือกเดินเข้าไปยังร้านขายผ้าเพื่อเลือกซื้อผ้าเอาไปตัดเย็บให้จูหยวนจาง
นางมีฝีมือตัดเย็บไม่ด้อยไปกว่าผู้คนที่ทำอาชีพนี้เสียด้วยซ้ำ
นางอยากตัดเย็บเสื้อผ้าให้เขาเอาไว้ใส่ในทุกโอกาส ทุกเทศกาล ทุกฤดูกาล
อืม...
นางกำลังทำให้ตนเองเหนื่อยเกินไปหรือไม่?
ช่างเถอะ!
ซื้อไปเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวดูอารมณ์อีกทีหนึ่ง
หลิวหลีคุยกับตนเอง เถียงกับตนเองอยู่อย่างนั้น
นางมั่นใจว่านางรักจูหยวนจาง
แต่ทว่า!
จูหยวนจางมิได้รักนาง
นางอาจจะดูเป็นสตรีโง่งมอยู่บ้าง
แต่นิสัยของนาง
ถ้ายึดมั่นถือมั่นแล้ว
นางไม่มีคำว่าถอย
นางสะกดไม่เป็น!
เวลาผ่านไปซักพัก...
หลิวหลีเดินทอดน่องมาระยะหนึ่งจึงมาถึงร้านขายหนังสือ หญิงสาวรีบก้าวเท้าเข้าไปในร้ายขายหนังสือในทันทีอย่างไม่รีรอ
นางเป็นพวกหนอนหนังสือ
นางชอบอ่านหนังสือ ทุกแนว ทุกแบบ
ในหนังสือมีทุกเรื่องที่นางอยากรู้
อา...
เจอแล้ว!
วิธีการห้ามครรภ์!
แม้หลิวหลีจะได้แต่งงานออกเรือนกับบุรุษที่นางปักใจ
แต่...
นางยังไม่อยากมีบุตร
เนื่องจากนางไม่อยากเอาเด็กน้อยมาเป็นข้ออ้างข้อผูกมัดใดๆ
ถ้าจูหยวนจางจะรักนาง
ย่อมต้องเป็นเพราะตัวนาง
เขาควรรักนางเพราะตัวนาง
มิใช่เอาลูกน้อยมาเป็นเครื่องมือ
ถึงแม้ว่าการมีบุตร
จะทำให้ครอบครัวได้รับการเติมเต็ม เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์
แต่...
จะมีความหมายอะไร
ถ้าการมีบุตรมิได้เกิดจากความรักของบิดาที่มีต่อมารดา
เมื่อคิดได้ดังนั้นหลิวหลีจึงไม่รอช้า นางรีบจ่ายเงินเพื่อซื้อหนังสือเล่มนั้นในทันที ก่อนจะรีบเดินตรงไปเพื่อเข้าร้านขายโอสถตามคำแนะนำในหนังสือเกี่ยวกับตัวยาที่ทำให้นางระงับการตั้งครรภ์เอาไว้ได้
เมื่อกลับมาถึงเรือนในจวนแล้วนั้นหลิวหลีจึงไม่รอช้า นางรีบกระวีกระวาดเข้าไปยังห้องครัวพร้อมทั้งสั่งกำชับไม่ให้บ่าวไพร่คนใดได้เข้ามา
และเพียงไม่นานยาสมุนไพรทั้งหลายก็ถูกบรรจุอยู่ในหม้อและถูกต้มเสร็จสรรพ หญิงสาวไม่รอช้ารีบนำยาหม้อนี้ใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นดื่มกินในทันที
"นั่นเจ้า กำลังทำอะไร!" เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นทำหลิวหลีถึงกับสำลัก แค่ก แค่ก
"อะไรกัน โอสถพวกนี้" จูหยวนจางเอ่ยถามขึ้นเมื่อมองเห็นยาสมุนไพรมากมายพร้อมด้วยหม้อต้มขนาดย่อม เขาสังเกตเห็นบ่าวไพร่ถูกสตรีนางนี้ไล่ให้ออกไปจากโรงครัวจึงเกิดสงสัยและเดินเข้ามาดู มิคาดว่านางจะแอบต้มโอสถกินแบบลับๆล่อๆ
ฮึ! นางคงกำลังบำรุงร่างกาย เพื่อจะได้มีทายาทกับเขาสินะ!
ช่างเป็นมารยาที่ตื้นเขินสิ้นดี!
คิดจะใช้แผนตื้นๆจับเขาเอาไว้
โง่งม!
"ตามข้ามา" จูหยวนจางสั่งเสียงเข้มก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องครัวไป หลิวหลีจึงไม่รอช้ารีบเดินตามไปติดๆ
นี่เขาเคืองนางเรื่องใดกัน
หรือว่าเขาจะรู้ว่า นางยังไม่พร้อมจะมีบุตรกับเขา
หึ!
ช่วยไม่ได้
นางเป็นคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นแล้ว มันเป็นสิทธิ์ของนาง
ว่านางจะยินยอมตั้งครรภ์หรือไม่!
เวลาเพียงไม่นานจูหยวนจางและหลิวหลีก็เดินเข้ามายังห้องส่วนตัวของพวกเขา
เมื่อหลิวหลีเดินตามจูหยวนจางเข้ามาในห้องส่วนตัวแล้วจูหยวนจางจึงเดินเข้าไปที่โต๊ะหนังสือเพื่อหยิบจดหมายราชการฉบับหนึ่งส่งให้หลิวหลี
หญิงสาวเพียงก้มมองอย่างฉงนก่อนรับจดหมายนั่นมาเปิดอ่าน
"จดหมายสั่งการให้ไปประจำการค่ายทหารหน้าด่าน" หลิวหลีอ่านออกมาโดยไม่รู้ตัวอย่างตกตะลึง
"ใช่" จูหยวนจางรับคำนิ่งๆ พลางปรายสายตาคมเข้มจ้องมองนาง
เขากับนางต้องแยกกันอยู่โดยคำสั่งที่มิอาจปฏิเสธได้ แผนการต่างๆของนางที่คิดจะยึดเหนี่ยวเขาเอาไว้คงยากเสียหน่อย ชายหนุ่มคิดในใจอย่างเย้ยหยันจ้องมองใบหน้านวลเนียนของนางผู้เป็นภรรยาอย่างท้าทาย
หลิวหลีเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมของผู้เป็นสามี หญิงสาวเพียงเม้มริมฝีปากของตนอย่างเก็บข่มอารมณ์มากมาย
นี่นางต้องแยกกันอยู่กับเขาเช่นนั้นหรือ แล้วจะแต่งงานเพื่ออะไร
ไม่!
นางไม่ยอม!
หลิวหลีคิดในใจอย่างดื้อดึง ไร้ความจำนนยินยอมใดๆ
ชายหนุ่มหญิงสาวจ้องหน้ากันและกันนิ่งงันไร้วาจาใดๆ
ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะทำอย่างไร ชายหนุ่มคิดพลางยกมุมปากมอบรอยยิ้มเย้ยหยันส่งไป
คิดจะหนีห่างจากข้าเช่นนั้นหรือ ไม่มีทาง หญิงสาวคิดพลางหรี่ตามองอย่างไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด
นิสัยของนางมักเป็นเช่นนี้ ใครจะว่าโง่งมก็ช่าง
นางไม่สน!
แต่ทว่ายามนั้นมีเหตุการณ์วุ่นวายอยู่นับครั้งไม่ถ้วนตรงแถบชายแดน เขาจึงต้องเดินทางไปประจำการอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่ถึงกระนั้น หลิวหลีก็มิได้น่าห่วงสักเท่าไหร่เพราะว่านางย่อมมีผู้พิทักษ์นางได้เป็นอย่างดีแทนตัวของเขา เมื่อจูหยวนจางคิดมาถึงตรงนี้ เสียงเล็กๆแต่ทว่าเข้มข้นดุดันพลันดังขึ้น“หยุดเลยท่านพ่อ” เสียงของเด็กชายวัยเจ็ดขวบปีที่เป็นบุตรชายคนโตของจูหยวนจางเอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้ามาทางจูหยวนจางที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง “ห้ามแตะต้องน้องเล็กนะ” “ใช่ๆท่านพ่อควรไปอาบน้ำล้างตัวเปลี่ยนอาภรณ์เสียก่อน” และตามมาด้วยเสียงของเด็กชายวัยห้าขวบปีเอ่ยตามคนเป็นพี่ชาย “ข้าเห็นคราบเลือดติดอยู่ที่ชุดเกราะของท่านพ่อ” จูหยวนจางจึงรีบดึงฝ่ามือที่กำลังคิดจะอุ้มบุตรสาวที่เกิดมายังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนี้ในทันที เขาลืมไป...เมื่อเขาได้รับข่าวว่าหลิวหลีใกล้คลอดเต็มทีและนางก็เริ่มที่จะมีอาการผิดปกติคล้ายกับเจ็บท้องใกล้คลอดเตือนเป็นระยะๆมาหลายวัน เขาจึงรีบจัดการกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่หมายจะเข้ามาสร้างความวุ่นวายตรงหมู่บ้านแถบชายแดนจนเสร็จสิ้นแล้วก็รีบควบม้าตะบึงกลับมาเขาใช้เวลาเดินทางอยู่
ด้วยความเมามาย ด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ด้วยยังไม่ทันได้สังเกตหน้าตา จูหยวนจางเพียงเอื้อมฝ่ามือขึ้นมาแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวให้ตกไป ก่อนจะเข้าแนบชิดจัดการสตรีตัวร้ายที่บังอาจใช้สมรสพระราชทานครั้งนี้ผูกมัดเขาเอาไว้ค่ำคืนของการเข้าหอ ค่ำคืนของการเคี่ยวกรำ ค่ำคืนแห่งการทรมาน จูหยวนจางเพียงแค่อยากให้สตรีนางนี้ได้รู้ว่า นางกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ ที่บังอาจใช้มารยาร้ายกาจเช่นนี้กับเขาเขาผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่สตรีนางใด เขาผู้ที่ไม่เคยหลงกลสตรีคนไหน แต่กับนาง...ฮึ่ม! มันใช่หรือไม่และเมื่อเวลาผ่านไป ชายหนุ่มเริ่มสร่างเมา กิจกรรมกระทำชำเราได้สิ้นสุดลงและแล้วเขาจึงได้เห็นโฉมหน้าของเจ้าสาวเขาได้เห็นใบหน้าของนางได้ชัดเจนถนัดตาหลังจากที่เขาได้กระทำการกับนางไปอย่างถึงใจนางกำลังนอนหลับใหลอย่างหมดแรงอยู่ข้างๆกายของเขานางคือสตรีนางนั้นสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษนั่นจูหยวนจางถึงกับตกตะลึงลุกขึ้นนั่ง ด้วยคาดไม่ถึง ว่าจะเป็นนางใยถึงเป็นนางเป็นนางได้อย่างไรใยนางถึงต้องทำเยี่ยงนี้ใยนางไม่มาพบเขาดีๆใยนางต้องใช้สมรสพระราชทานฮึ! นี่คงจะเป็นมารยาที่แท้จริงของนางมันเกินไปหรือไม่!?เจอกันคราแรกแสร
แต่ไม่ว่าหลิวหลีจะเดินเล่นไปยังทางเดินด้านใด สายตาของนางก็มักจะไปหยุดอยู่ที่ใครบางคนอยู่ทุกทีร่ำไปโดยไม่รู้ตัวอา...นั่นเขากำลังทำอะไรเขากำลังยืนคุยอยู่กับเหล่าทหารทั้งหลาย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายยามเมื่อได้อยู่กับเหล่าสหายของเขาหือ!เขายิ้ม นั่นเขายิ้มเขายิ้มกับสหายของเขานางอยากเป็นสหายของเขาผู้นั้นเหลือเกินอืม...แล้วนี่นางจะมองเขาอีกนานหรือไม่กันหลิวหลีเริ่มงุนงงกับตนเอง มิรู้ได้ว่าทำไม รองแม่ทัพจูอะไรนี่ถึงได้อยู่ในสายตาของนางอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกัน… จูหยวนจาง...จูหยวนจางยังคงครุ่นคิดถึงใครบางคนที่เขาได้เจอะเจอในวันนั้นในวันที่เขาไล่ต้อนเหล่าผู้ร้ายของชนเผ่าๆหนึ่งไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในวันนั้นเขาได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งเอาไว้จากคมหอกที่พุ่งตัวลงมาจนเกือบจะปักกลางหลังของคนผู้นั้น ด้วยสัญชาตญาณของเขา เขาจึงก้มลงอุ้มร่างนั้นขึ้นมาบนหลังม้าของเขาเพื่อหลบคมหอกเล่มนั้น บุคคลคนนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือเอาไว้เป็นสตรีมิใช่บุรุษเหมือนดั่งเช่นอาภรณ์ที่นางสวมใส่เขาสังเกตได้จากดวงตากลมโตที่เหม่อมองเขาอยู่จนตลอดในระหว่างที่เขาสั่งการอยู่กับทหารของเขาสตรีนางนี้เป็นใครกัน ใ
ทันใดนั้น ม้าตัวนี้พลันกระตุก หลิวหลีถึงกับสะดุ้งตกใจเกือบตกม้าไปจนต้องรีบเอื้อมมือน้อยๆของตนโอบกระชับคนตัวโตที่อยู่ตรงหน้าของนางเอาไว้แน่นหึ! เขาแกล้งนางหลิวหลีได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจเวลาผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะมาถึงในหมู่บ้านหลิวหลีรู้ดีว่ามันช่างใช้เวลานานมากกว่าคราแรกมากนัก กว่าจะเข้าถึงหมู่บ้านแห่งเดิม เนื่องจากว่าในคราแรกนั้นม้ามันวิ่งเร็วมากเพื่อที่จะต้องตามตะครุบคนร้าย แต่รอบนี้มันเพียงแค่วิ่งเหยาะๆก็เท่านั้นแต่ทว่า...ไม่รู้ทำไมหลิวหลีกลับรู้สึกได้ว่ามันเร็วเกินไปใยถึงหมู่บ้านเร็วเกินไปนัก นางยังอยากจะนั่งมองแผ่นหลังของใครบางคนอีกครู่หนึ่ง ไม่ได้หรือไรหลิวหลียังคงนั่งเหม่อมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของรองแม่ทัพจูอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วจู่ๆแผ่นหลังเปี่ยมเสน่ห์พลันหายไปหญิงสาวถึงกับกระพริบตากลมโตปริบๆ ขณะยังคงนั่งเก้ออยู่บนหลังม้าเมื่อหญิงสาวมองไปรอบๆทิศทางรอบตัว นางจึงได้เห็นรองแม่ทัพจูผูกม้าเอาไว้ทางหนึ่งแล้วเดินไปคุยอยู่กับชาวบ้านอีกทางหนึ่งโดยที่นางยังนั่งอยู่บนหลังม้าอยู่เลย...อะไรกัน?“น้องชายท่านนั้นไม่ลงมาจากม้าหรือ” เสียงของชาวบ้านท่านหนึ่งถามไปทางรองแม่ทัพจูโดยวาด
รอยเลือดที่มีมากกว่า ฝุ่นดินที่มีเยอะกว่า สิ่งเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่ารองแม่ทัพจูผู้นี้กล้าหาญชาญชัยเพียงใดมิใช่ว่าเขาจะต้องอยู่กลางกลุ่มขบวนหรอกหรือ มิใช่ว่าเขาจะต้องให้เหล่าทหารออกประจัญบานล่วงหน้าหรอกหรือเพื่อรักษาบุคคลสำคัญที่มีตำแหน่งสูงส่งเหล่าทหารชั้นล่างย่อมต้องนำหน้าฟาดฟันก่อนมิใช่หรือ หลิวหลีคิดไปพลางเมียงมองสังเกตการณ์เหล่าทหารคนอื่นโดยรอบทิศทางอยู่อย่างนั้น“จะกลับหรือไม่” เสียงห้วนๆของรองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นทำเอาเด็กชายพลันสะดุ้งตกใจจนหัวของเขาเกือบตกออกจากไหล่ของหลิวหลี“เอ่ยดีๆไม่ได้หรือไร เด็กตกใจแล้วเห็นหรือไม่” หลิวหลีดุใส่รองแม่ทัพจูอย่างไม่ชอบใจ ดวงตากลมโตของนางจ้องเขม็งใส่รองแม่ทัพผู้นี้อย่างไม่ยินยอมให้เขาทำนิสัยแข็งกระด้างใส่นางรองแม่ทัพจูไม่เอ่ยตอบคำใด เขาเพียงก้มหน้าโน้มตัวลงมาใกล้ๆหลิวหลีที่นั่งอยู่กับพื้นหลิวหลีถึงกับถลึงตาโตตกใจเขาจะทำสิ่งใดนาง!?หญิงสาวถึงกับกระโดดตัวลอยหลบออกจากระยะที่รองแม่ทัพจูก้มใบหน้าคมคายของเขาและโน้มตัวของเขาลงมาเด็กชายที่นั่งพิงไหล่ของหลิวหลีอยู่ถึงกับล้มตัวหน้าทิ่มลงพื้นดิน“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ พี่ชาย” เด็กน้อยถึงกับโวยวายใส่หลิวหล
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่หลังการจลาจลสงบลงโดยการที่กลุ่มคนร้ายถูกกลุ่มทหารกลุ่มใหญ่ไล่ต้อนจนกลุ่มคนร้ายพวกนั้นถูกล้อมเอาไว้และโดนไล่ต้อนไปที่ทุ่งโล่งกว้างหลังหมู่บ้านแห่งนี้หลิวหลีและเด็กชายคนหนึ่งจึงถูกบุรุษเจ้าของฝ่ามือที่กระตุกหลิวหลีขึ้นมานั่งอยู่บนหลังม้าตัวนี้ก่อนหน้านั้นจึงได้ถูกปลดปล่อยให้หลิวหลีกับเด็กชายเป็นอิสระจากบนหลังม้า“รองแม่ทัพจู” เสียงทหารนายหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับทำความเคารพมายังบุรุษผู้ที่หลิวหลีกำลังจ้องมองเขาอยู่“เจ้ากลุ่มพวกนี้มิใช่กบฏ แต่เป็นชนเผ่าๆหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามชายแดนที่เข้ามาหมายก่อความวุ่นวายเพื่อดึงความสนใจให้พรรคพวกของมันเข้าปล้นชิงอีกทางหนึ่ง” บุคคลที่นายทหารเรียกว่ารองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่ายำเกรง“ตรงนี้มิได้มีอาณาเขตติดกับชายแดน ใยถึงเข้ามาได้กัน” หลิวหลีโพล่งถามขึ้นตามที่ตนสงสัยขณะยืนอยู่ไม่ไกลกับบุรุษนามว่ารองแม่ทัพจูรองแม่ทัพจูท่านนั้นหันหน้ามามองหลิวหลีด้วยสายตาคมเข้มดุดันพลางเอ่ยเสียงต่ำ “หากคิดจะปลอมตัวเป็นบุรุษก็ควรจะทำให้แนบเนียน มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะไม่รอด” จบคำก็สะบัดชายผ้าเดินจากไปไร้ซึ่งคำตอบใดๆที่หลิวหลีเอ่ยถามไปเมื่อครู่
เขาแค่อยากรู้ว่านางจะทำอะไรบ้างในที่พักของเขาแห่งนี้ จูหยวนจางเพียงยืนกอดอกมองภรรยาของเขาอาบน้ำอยู่หลังตู้มุมหนึ่งอย่างนึกสนุกหลิวหลีนั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าจูหยวนจางเดินออกไปด้านนอกของที่พักแล้วจึงรีบเข้ามาในที่พักของจูหยวนจางอย่างย่ามใจ เมื่อหญิงสาวเข้ามาถึงห้องด้านในจนมองเห็นอ่างอาบน้ำแล้ว จึงไม
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องคิดมาก" เสียงของอาต้วน ยังคงกล่าวอย่างเอาใจใส่ในตัวสหายของตนเมื่อเหล่าทหารทุกคนได้รับคำสั่งให้พักอีกครั้งหลังจากทดสอบฝีมือด้วยมือเปล่า "ฝึกฝนให้มากเข้าไว้ นะอาหลิ่ว" เขาจบประโยคด้วยการตบไหล่หลิวหลีเป็นเชิงให้กำลังใจ หญิงสาวเพียงพยักหน้าหงึกๆเหมือนเคย"ข้าจะช่วย
เขาวิ่งเข้าหาหลิวหลีหวังเหวี่ยงแขนฟาดฝ่ามือมาอีก หลิวหลีก็กระโดดหนีอีก เขาตามมาอีกหลิวหลีก็หมุนตัวหลบอีก เขาเข้ามาหลิวหลีหลบ เขาตามหลิวหลีหนี ภายในวงก็แคบเหลือเกินหนีไปหนีมาก็จนมุม สุดท้ายเมื่อคู่ต่อสู้ทำท่าขยับแขนขยับขาเข้าใส่หลิวหลี หญิงสาวจึงตัดสินใจฝ่าฝูงชนวิ่งหนีออกไปนอกกลุ่มอย่างไม่คิดชีวิตน
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่งทหารทุกนายก็ถูกหัวหน้าหน่วยเรียกให้มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมถัดมาคือการขี่ม้า แต่ละคนจะได้ผลัดเปลี่ยนกันขี่ม้าตามกติกาของหัวหน้าหน่วย และหลิวหลีก็ยังคงสามารถทำได้ดีอีกเช่นเดียวกัน เพียงแต่...ถ้าไม่บังเอิญหันไปสบตากับใครบางคนเข้า นางก็คงไม่โดนม้าดีดจนร่างกระเด็นตกลงจากหลังม้า







