LOGIN"ฮูหยิน นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้นางหนึ่งรีบวิ่งมาบอกกล่าวแก่หลิวหลีตามหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมาย
หญิงสาวที่นั่งรอจูหยวนจางอยู่นานจึงรีบลุกขึ้นแล้วเดินมาที่ประตูห้องเพื่อเมียงมองตามทางเดินเข้าเรือนพลางกล่าวแก่สาวใช้ "ขอบใจมาก เจ้าไปนอนเสียเถิด"
"เจ้าค่ะ" สาวใช้กล่าวรับอย่างไม่รีรอก่อนรีบเดินจากไป
หลิวหลีนั่งรอจูหยวนจางกลับมาจากทำงานจนดึกดื่น แม้จะง่วงงุนอยู่บ้าง แต่นางยังอยากจะรอเขา
"ท่านกลับมาแล้ว" หญิงสาวกล่าวทักทายเสียงใสเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้าห้องมา "เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ" นางกล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้ชายหนุ่มด้วยท่วงท่านอบน้อมอ่อนช้อย
จูหยวนจางที่เห็นหลิวหลีรอเขาอยู่พร้อมเสียงหวานใสของนางที่กล่าวแก่ตน แต่เขาก็มิได้สนใจนำพาใดๆกับนาง
เขาเพียงปรายตามองนางเพียงนิดก่อนเดินเข้าห้องอาบน้ำไป
หลิวหลีได้แต่มองตามหลังกว้างใหญ่ของเขาที่เดินห่างนางไปอย่างเงียบงัน
อืม...หยิ่งจริงเชียว คืนเข้าหอยังคึกอยู่เลย
หญิงสาวนึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ
ภายในห้องอาบน้ำที่ตลบอบอวลไปด้วยกลุ่มควันพวยพุ่งเพราะน้ำอุ่นได้รับการเติมเต็มอยู่ตลอดเวลาก่อนที่จูหยวนจางจะเข้ามาภายในห้องแห่งนี้นั้น
ชายหนุ่มยังคงนั่งแช่น้ำอุ่นอยู่อย่างใจเย็น
เขายังไม่ชินจริงๆ กับการอยู่ร่วมห้องกับสตรี
เขาไม่เคยต้องอยู่ร่วมชายคากับสตรีนางใด
ทั้งยังเป็นสตรีแปลกหน้า
นางเป็นใครมาจากไหน
เขาไม่อยากจะรู้
เขาไม่เคยคิดอยากจะแต่งงาน
เขาไม่เคยต้องการที่จะมีเมียมาเป็นห่วงผูกคอ
เขาชอบชีวิตอิสระ
ชอบทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ เยี่ยงชายชาติทหาร
เขาเข้ารับการฝึกทหารและเป็นทหารมาตั้งแต่ยังเด็ก
ตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่เขาได้มานั้น ล้วนได้มาด้วยความสามารถของเขาเอง
แต่กับสมรสพระราชทานที่ไม่อาจปฏิเสธนี้
ทำให้หลายคนเคลือบแคลง
และคิดว่าเขาได้ตำแหน่งมาด้วยเพราะอำนาจของตระกูลใหญ่ฝ่ายหญิง
ช่างเหลวไหลสิ้นดี!
เมื่อคิดถึงตรงนี้
ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!
นางเป็นอะไรมากหรือไม่
ใยถึงอยากแต่งงานกับเขานัก
เขารู้มาว่าสมรสพระราชทานนี้
เป็นความต้องการของนาง
นางคงชมชอบเขา
นางคงเป็นหนึ่งในสตรีหลายๆคนที่ชมชอบเขา
แต่เขามิได้ชมชอบสตรีนางใด
เขามิได้ชมชอบนาง...
เวลาผ่านไปเกือบสองเค่อ(ครึ่งชั่วโมง)
"อาบน้ำเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ" หลิวหลีรีบกล่าวขึ้นเมื่อเห็นจูหยวนจางเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ "ดื่มน้ำแกงบำรุงร่างกายหน่อยนะเจ้าคะ" นางยังคงออดอ้อนเอาใจเขา
"ข้าไม่หิว" ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงห้วนขณะหมุนตัวเดินไปนั่งอ่านหนังสือที่มุมหนังสือตรงโต๊ะตัวหนึ่ง
หญิงสาวถึงกับเงียบงัน กระพริบตาปริบๆ
อืม...
เอาใจยากจริง หลิวหลีคิดในใจ
แต่ไม่เป็นไร
เพราะว่าอย่างน้อยนางกับเขาก็ได้อยู่ร่วมห้องเดียวกัน
ไม่เหมือนที่บ้านเก่าของนาง ที่จวนตระกูลของนาง บิดาและมารดาของนาง
ที่นั่น บุรุษมีเรือนที่แยกออกไป บรรดาสตรีที่เป็นภรรยาต่างแยกออกไปอยู่คนละเรือน
ทุกค่ำคืน สตรีพวกนั้นจะต้องชะเง้อคอรอคอยว่าเมื่อไหร่จะได้รับใช้ปรนนิบัติชายผู้เป็นสามี
และก็ต้องคอตกหรือไม่ก็อิจฉาริษยาจนนอนไม่หลับ เมื่อผู้เป็นสามีเลือกเข้าเรือนของสตรีอื่นที่มิใช่เรือนนอนของตน
อืม...
เอาล่ะ
หลิวหลีเสียอย่าง
ไม่มีอะไรที่นางทำไม่ได้
นางอยากได้อะไร นางย่อมต้องได้
แม้แต่บุรุษที่เข้าถึงยากผู้นี้
นางไม่ยอมแพ้หรอก
ถึงแม้ว่าจะมีหญิงอื่นอีกมากที่ชมชอบเขา
แล้วอย่างไร
ใครสน!
ในเมื่อเขามิได้ชมชอบใครตอบกลับไป นางย่อมทำได้ทุกอย่างที่นางอยากทำ
ยามนี้ นางได้ตัวเขาแล้ว ได้แต่งงานกับเขาแล้ว
ต่อไป
สิ่งที่นางจะต้องได้
ก็คือ รอยยิ้ม
รอยยิ้มของเขา
นางอยากได้...
หลิวหลีกระตุกยิ้มที่มุมปากเพียงนิดด้วยสายตามุ่งมั่นหมายมาด
กิริยานั้นหาได้รอดพ้นสายตาคมของใครบางคนตรงมุมหนังสือไม่
จูหยวนจางนั่งพิศมองนางผู้เป็นภรรยาหมาดๆ ตาปริบๆ ก่อนหรี่ตาคิดในใจ
อา...สตรีนางนี้
ไม่น่าไว้ใจ
เขาต้องระวังตัวเอาไว้เสียแล้ว...
แต่ทว่ายามนั้นมีเหตุการณ์วุ่นวายอยู่นับครั้งไม่ถ้วนตรงแถบชายแดน เขาจึงต้องเดินทางไปประจำการอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่ถึงกระนั้น หลิวหลีก็มิได้น่าห่วงสักเท่าไหร่เพราะว่านางย่อมมีผู้พิทักษ์นางได้เป็นอย่างดีแทนตัวของเขา เมื่อจูหยวนจางคิดมาถึงตรงนี้ เสียงเล็กๆแต่ทว่าเข้มข้นดุดันพลันดังขึ้น“หยุดเลยท่านพ่อ” เสียงของเด็กชายวัยเจ็ดขวบปีที่เป็นบุตรชายคนโตของจูหยวนจางเอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้ามาทางจูหยวนจางที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง “ห้ามแตะต้องน้องเล็กนะ” “ใช่ๆท่านพ่อควรไปอาบน้ำล้างตัวเปลี่ยนอาภรณ์เสียก่อน” และตามมาด้วยเสียงของเด็กชายวัยห้าขวบปีเอ่ยตามคนเป็นพี่ชาย “ข้าเห็นคราบเลือดติดอยู่ที่ชุดเกราะของท่านพ่อ” จูหยวนจางจึงรีบดึงฝ่ามือที่กำลังคิดจะอุ้มบุตรสาวที่เกิดมายังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนี้ในทันที เขาลืมไป...เมื่อเขาได้รับข่าวว่าหลิวหลีใกล้คลอดเต็มทีและนางก็เริ่มที่จะมีอาการผิดปกติคล้ายกับเจ็บท้องใกล้คลอดเตือนเป็นระยะๆมาหลายวัน เขาจึงรีบจัดการกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่หมายจะเข้ามาสร้างความวุ่นวายตรงหมู่บ้านแถบชายแดนจนเสร็จสิ้นแล้วก็รีบควบม้าตะบึงกลับมาเขาใช้เวลาเดินทางอยู่
ด้วยความเมามาย ด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ด้วยยังไม่ทันได้สังเกตหน้าตา จูหยวนจางเพียงเอื้อมฝ่ามือขึ้นมาแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวให้ตกไป ก่อนจะเข้าแนบชิดจัดการสตรีตัวร้ายที่บังอาจใช้สมรสพระราชทานครั้งนี้ผูกมัดเขาเอาไว้ค่ำคืนของการเข้าหอ ค่ำคืนของการเคี่ยวกรำ ค่ำคืนแห่งการทรมาน จูหยวนจางเพียงแค่อยากให้สตรีนางนี้ได้รู้ว่า นางกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ ที่บังอาจใช้มารยาร้ายกาจเช่นนี้กับเขาเขาผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่สตรีนางใด เขาผู้ที่ไม่เคยหลงกลสตรีคนไหน แต่กับนาง...ฮึ่ม! มันใช่หรือไม่และเมื่อเวลาผ่านไป ชายหนุ่มเริ่มสร่างเมา กิจกรรมกระทำชำเราได้สิ้นสุดลงและแล้วเขาจึงได้เห็นโฉมหน้าของเจ้าสาวเขาได้เห็นใบหน้าของนางได้ชัดเจนถนัดตาหลังจากที่เขาได้กระทำการกับนางไปอย่างถึงใจนางกำลังนอนหลับใหลอย่างหมดแรงอยู่ข้างๆกายของเขานางคือสตรีนางนั้นสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษนั่นจูหยวนจางถึงกับตกตะลึงลุกขึ้นนั่ง ด้วยคาดไม่ถึง ว่าจะเป็นนางใยถึงเป็นนางเป็นนางได้อย่างไรใยนางถึงต้องทำเยี่ยงนี้ใยนางไม่มาพบเขาดีๆใยนางต้องใช้สมรสพระราชทานฮึ! นี่คงจะเป็นมารยาที่แท้จริงของนางมันเกินไปหรือไม่!?เจอกันคราแรกแสร
แต่ไม่ว่าหลิวหลีจะเดินเล่นไปยังทางเดินด้านใด สายตาของนางก็มักจะไปหยุดอยู่ที่ใครบางคนอยู่ทุกทีร่ำไปโดยไม่รู้ตัวอา...นั่นเขากำลังทำอะไรเขากำลังยืนคุยอยู่กับเหล่าทหารทั้งหลาย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายยามเมื่อได้อยู่กับเหล่าสหายของเขาหือ!เขายิ้ม นั่นเขายิ้มเขายิ้มกับสหายของเขานางอยากเป็นสหายของเขาผู้นั้นเหลือเกินอืม...แล้วนี่นางจะมองเขาอีกนานหรือไม่กันหลิวหลีเริ่มงุนงงกับตนเอง มิรู้ได้ว่าทำไม รองแม่ทัพจูอะไรนี่ถึงได้อยู่ในสายตาของนางอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกัน… จูหยวนจาง...จูหยวนจางยังคงครุ่นคิดถึงใครบางคนที่เขาได้เจอะเจอในวันนั้นในวันที่เขาไล่ต้อนเหล่าผู้ร้ายของชนเผ่าๆหนึ่งไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในวันนั้นเขาได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งเอาไว้จากคมหอกที่พุ่งตัวลงมาจนเกือบจะปักกลางหลังของคนผู้นั้น ด้วยสัญชาตญาณของเขา เขาจึงก้มลงอุ้มร่างนั้นขึ้นมาบนหลังม้าของเขาเพื่อหลบคมหอกเล่มนั้น บุคคลคนนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือเอาไว้เป็นสตรีมิใช่บุรุษเหมือนดั่งเช่นอาภรณ์ที่นางสวมใส่เขาสังเกตได้จากดวงตากลมโตที่เหม่อมองเขาอยู่จนตลอดในระหว่างที่เขาสั่งการอยู่กับทหารของเขาสตรีนางนี้เป็นใครกัน ใ
ทันใดนั้น ม้าตัวนี้พลันกระตุก หลิวหลีถึงกับสะดุ้งตกใจเกือบตกม้าไปจนต้องรีบเอื้อมมือน้อยๆของตนโอบกระชับคนตัวโตที่อยู่ตรงหน้าของนางเอาไว้แน่นหึ! เขาแกล้งนางหลิวหลีได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจเวลาผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะมาถึงในหมู่บ้านหลิวหลีรู้ดีว่ามันช่างใช้เวลานานมากกว่าคราแรกมากนัก กว่าจะเข้าถึงหมู่บ้านแห่งเดิม เนื่องจากว่าในคราแรกนั้นม้ามันวิ่งเร็วมากเพื่อที่จะต้องตามตะครุบคนร้าย แต่รอบนี้มันเพียงแค่วิ่งเหยาะๆก็เท่านั้นแต่ทว่า...ไม่รู้ทำไมหลิวหลีกลับรู้สึกได้ว่ามันเร็วเกินไปใยถึงหมู่บ้านเร็วเกินไปนัก นางยังอยากจะนั่งมองแผ่นหลังของใครบางคนอีกครู่หนึ่ง ไม่ได้หรือไรหลิวหลียังคงนั่งเหม่อมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของรองแม่ทัพจูอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วจู่ๆแผ่นหลังเปี่ยมเสน่ห์พลันหายไปหญิงสาวถึงกับกระพริบตากลมโตปริบๆ ขณะยังคงนั่งเก้ออยู่บนหลังม้าเมื่อหญิงสาวมองไปรอบๆทิศทางรอบตัว นางจึงได้เห็นรองแม่ทัพจูผูกม้าเอาไว้ทางหนึ่งแล้วเดินไปคุยอยู่กับชาวบ้านอีกทางหนึ่งโดยที่นางยังนั่งอยู่บนหลังม้าอยู่เลย...อะไรกัน?“น้องชายท่านนั้นไม่ลงมาจากม้าหรือ” เสียงของชาวบ้านท่านหนึ่งถามไปทางรองแม่ทัพจูโดยวาด
รอยเลือดที่มีมากกว่า ฝุ่นดินที่มีเยอะกว่า สิ่งเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่ารองแม่ทัพจูผู้นี้กล้าหาญชาญชัยเพียงใดมิใช่ว่าเขาจะต้องอยู่กลางกลุ่มขบวนหรอกหรือ มิใช่ว่าเขาจะต้องให้เหล่าทหารออกประจัญบานล่วงหน้าหรอกหรือเพื่อรักษาบุคคลสำคัญที่มีตำแหน่งสูงส่งเหล่าทหารชั้นล่างย่อมต้องนำหน้าฟาดฟันก่อนมิใช่หรือ หลิวหลีคิดไปพลางเมียงมองสังเกตการณ์เหล่าทหารคนอื่นโดยรอบทิศทางอยู่อย่างนั้น“จะกลับหรือไม่” เสียงห้วนๆของรองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นทำเอาเด็กชายพลันสะดุ้งตกใจจนหัวของเขาเกือบตกออกจากไหล่ของหลิวหลี“เอ่ยดีๆไม่ได้หรือไร เด็กตกใจแล้วเห็นหรือไม่” หลิวหลีดุใส่รองแม่ทัพจูอย่างไม่ชอบใจ ดวงตากลมโตของนางจ้องเขม็งใส่รองแม่ทัพผู้นี้อย่างไม่ยินยอมให้เขาทำนิสัยแข็งกระด้างใส่นางรองแม่ทัพจูไม่เอ่ยตอบคำใด เขาเพียงก้มหน้าโน้มตัวลงมาใกล้ๆหลิวหลีที่นั่งอยู่กับพื้นหลิวหลีถึงกับถลึงตาโตตกใจเขาจะทำสิ่งใดนาง!?หญิงสาวถึงกับกระโดดตัวลอยหลบออกจากระยะที่รองแม่ทัพจูก้มใบหน้าคมคายของเขาและโน้มตัวของเขาลงมาเด็กชายที่นั่งพิงไหล่ของหลิวหลีอยู่ถึงกับล้มตัวหน้าทิ่มลงพื้นดิน“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ พี่ชาย” เด็กน้อยถึงกับโวยวายใส่หลิวหล
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่หลังการจลาจลสงบลงโดยการที่กลุ่มคนร้ายถูกกลุ่มทหารกลุ่มใหญ่ไล่ต้อนจนกลุ่มคนร้ายพวกนั้นถูกล้อมเอาไว้และโดนไล่ต้อนไปที่ทุ่งโล่งกว้างหลังหมู่บ้านแห่งนี้หลิวหลีและเด็กชายคนหนึ่งจึงถูกบุรุษเจ้าของฝ่ามือที่กระตุกหลิวหลีขึ้นมานั่งอยู่บนหลังม้าตัวนี้ก่อนหน้านั้นจึงได้ถูกปลดปล่อยให้หลิวหลีกับเด็กชายเป็นอิสระจากบนหลังม้า“รองแม่ทัพจู” เสียงทหารนายหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับทำความเคารพมายังบุรุษผู้ที่หลิวหลีกำลังจ้องมองเขาอยู่“เจ้ากลุ่มพวกนี้มิใช่กบฏ แต่เป็นชนเผ่าๆหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามชายแดนที่เข้ามาหมายก่อความวุ่นวายเพื่อดึงความสนใจให้พรรคพวกของมันเข้าปล้นชิงอีกทางหนึ่ง” บุคคลที่นายทหารเรียกว่ารองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่ายำเกรง“ตรงนี้มิได้มีอาณาเขตติดกับชายแดน ใยถึงเข้ามาได้กัน” หลิวหลีโพล่งถามขึ้นตามที่ตนสงสัยขณะยืนอยู่ไม่ไกลกับบุรุษนามว่ารองแม่ทัพจูรองแม่ทัพจูท่านนั้นหันหน้ามามองหลิวหลีด้วยสายตาคมเข้มดุดันพลางเอ่ยเสียงต่ำ “หากคิดจะปลอมตัวเป็นบุรุษก็ควรจะทำให้แนบเนียน มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะไม่รอด” จบคำก็สะบัดชายผ้าเดินจากไปไร้ซึ่งคำตอบใดๆที่หลิวหลีเอ่ยถามไปเมื่อครู่
กลางตลาดแห่งหนึ่งที่กำลังคับคั่งไปด้วยเหล่าชาวบ้านร้านตลาด มีบุคคลคนหนึ่งกำลังเดินปะปนกันไปกับบรรดาชาวบ้านเหล่านั้นด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์คล้ายๆกับบุรุษแต่ทว่า...หากใบหน้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น บุคคลผู้นี้มีนามว่าหลิวหลีวันนี้หลิวหลีแค่อยากมาเดินตลาดเพื่อเลือกซื้อผ้าสักผืนสองผืนนำไปตัดอาภร
ความห่วงหาอาทร ความโหยหาที่แสนคิดถึง ความต้องการเสพสมร่วมสุข เป็นเรื่องปกติของสามีภรรยาทุกคู่ที่ล้วนแล้วแต่เป็นไปเฉกเช่นเดียวกันนี้หนึ่งชั่วยามถัดมา...หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำตามอารมณ์ความรู้สึกที่แสนจะโหยหาไปหลายครา จนพายุอารมณ์ทั้งหมดสงบลง แต่ทว่าสองสามีภรรยายังคงโอบกอดรัดเกี่ยวคลอเคลียกันและกัน
หลังจากที่ฮ่องเต้ทรงโกรธกริ้วและไม่มีทีท่าที่จะยินยอมรับฟังคำแก้ตัวใดๆของเฉินหยางจินนั้นจูหยวนจางจึงเสนอแนะให้เฉินหยางจินร่วมมือกับเขาโดยการบอกกล่าวแก่องค์ฮ่องเต้ถึงการทำร้ายร่างกายว่าเป็นเพียงแค่การท้าประลองฉันท์มิตรสหายที่ดีต่อกัน แล้วจูหยวนจางจะทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงไว้วางใจเฉินหยางจินให้จงได้เฉิ
ตรงทางเดินทอดยาวระหว่างคุกหลวงกับทางเชื่อมระหว่างทางเดินด้านหลังของพระราชวังแคว้นเฉิน“ถวายบังคมฝ่าบาท” เสียงนุ่มนวลเนิบนาบของอัครเสนาบดีหลิวดังขึ้นเมื่อฮ่องเต้แคว้นเฉินดำเนินเสด็จพาดผ่านเจ้าแห่งแผ่นดินเพียงโบกพระหัตถ์ไปทางขันทีและคณะติดตามส่วนพระองค์ให้เคลื่อนตัวออกไปเพียงนิดก่อนเอ่ยขึ้นกับอัครเส







