เข้าสู่ระบบ๒
เมื่อไร้อำนาจก็โดนมองเป็นหมาจรจัด
เย่หยูเหวินในชุดผ้าเนื้อดีทั่วไปก้าวขึ้นรถม้าเตรียมออกเดินทางไป นางไม่หันไปมองด้านหลัง มองไปเพียงด้านหน้า ไม่เผื่อใจว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก
หลางหลางที่ออกมาส่งพระชายาแทนเจ้านายน้ำท่วมปาก สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวอันใดนอกจากปล่อยนางขึ้นรถม้าแล้วเดินไปกำชับองครักษ์เจ็ดคนที่ส่งไปคุ้มกันนางตลอดการเดินทาง
“ดูแลพระชายาให้ดี”
“ขอรับ”
หัวหน้าองครักษ์รับคำขึงขัง รีบพาทุกคนออกเดินทางเพื่อที่จะได้ตามขบวนเดินทางใหญ่ของฮองเฮาและรัชทายาทได้ทัน
หลางหลางรอส่งขบวนเดินทาง จนกระทั่งลับตาแล้วถึงได้เดินเข้าจวนไปรายงานเจ้านายที่เรือนใหญ่ แต่หาทั้งเรือนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นห้องบรรทมหรือห้องหนังสือต่างก็ไม่พบ เดินออกมาหน้าห้องถามองครักษ์ก็ได้รับการตั้งคำถาม
“ท่านอ๋องไม่ได้อยู่ด้านในหรือขอรับ”
หลางหลางถลึงตาใส่ลูกน้อง “ไม่ได้เรื่อง” แล้วออกตามหาเจ้านายโดยไม่ถามใครอีก
เขาเดินมาที่เขตเรือนพระชายา ลังเลว่าจะเข้าไปหาด้านในดีหรือไม่ ชั่งใจครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าไป
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ…”
เขานิ่งรอฟังเสียง ขณะนั้นไร้เสียงตอบกลับจากอ๋องหนุ่ม ทว่ายังได้ยินเสียงบางอย่างที่ทำให้เขาก้าวเข้าไปด้านในต่อ แล้วก็เห็นร่างสูงยืนอยู่ตรงโต๊ะน้ำชา
“ท่านอ๋อง…”
“ฮึ่ม!”
ตูชานเฟิงปากระดาษลงพื้น เสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่จนตัดสินใจเดินเข้ามาด้านในคือเสียงขยำกระดาษ
“อวดดี สตรีอัปลักษณ์” เอ่ยเพียงเท่านี้ก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องพระชายาด้วยท่าทางฉุนเฉียว
หลางหลางไม่ได้เดินตามไปในทันที เขาก้มลงเก็บกระดาษบนพื้นคลี่ออก ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นว่าเนื้อความด้านในคืออันใด
“หนังสือหย่า!...พระชายาขวัญกล้าดีแท้ ถึงว่าท่านอ๋องกริ้วเพียงนี้” หลางหลางเก็บหนังสือหย่าเอาไว้เตรียมเอาไปทำลายทิ้ง
ขยำจนไม่มีชิ้นดีเช่นนี้ ไม่ต้องออกคำสั่งให้ชัดเจนเขาก็ทราบว่าควรทำอย่างไรต่อ
ทางด้านเย่หยูเหวิน…
การเดินทางที่เร่งรีบกอปรกับขบวนเดินทางใหญ่ตั้งใจหยุดรอ ราวสองชั่วยามขบวนเดินทางของเย่หยูเหวินก็ตามทัน ยามนี้ขบวนเดินทางใหญ่ตั้งกระโจมพักอยู่กลางป่า ไม่อนุญาตให้พักโรงเตี๊ยมตามรับสั่งฮ่องเต้ทรราช
“เลี่ยวโถว…”
“คำนับพระชายาเพคะ”
เลี่ยวโถวคือนางกำนัลคนสนิทของเย่เฉิงมี่ นางได้รับการบอกกล่าวจากม้าเร็วว่าเย่หยูเหวินจะร่วมทางด้วยจึงออกมารอต้อนรับแทนเจ้านาย
“เรียกข้าว่าคุณหนูเหมือนเดิม ข้าไม่ใช่พระชายาอีกต่อไปแล้ว”...หนังสือหย่าวางอยู่บนโต๊ะน้ำชาคงเห็นแล้วกระมัง ข้ากับเขาไม่มีพันธะใดต่อกันอีก
“คุณหนูไปพักด้านในก่อนเจ้าค่ะ”
เลี่ยวโถวไม่ถามเหตุผล เมื่อโดนออกคำสั่งให้ทำเช่นนั้นนางก็ทำตามแต่โดยดี เดินนำผู้มาใหม่ไปที่กระโจมที่ทำอย่างลวก ๆ ให้พออาศัยได้
เมื่อสิ้นอำนาจแล้วบ่าวไพร่ก็เลือกปฏิบัติ ทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่รายล้อมเหมือนทหารเดนตาย ไร้ความเป็นระเบียบ สูบบุหรี่ทั้งที่มีกฎหมายห้ามสูบบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
เย่หยูเหวินกำหมัดแน่น จ้องทหารที่จับกลุ่มกันด้วยดวงตาไม่เป็นมิตร พวกเขาไม่สนใจสายตานางไม่พอยังพ่นควันมาทางนางด้วย
“ต่ำ! ปฏิบัติเช่นนี้ต่อพระชายาได้อย่างไร” เจียวเจียวตวาดใส่ทหารนายนั้นแต่กลับถูกหัวเราะใส่
“ข้าไม่เอาบุหรี่จี้หน้าพวกเจ้าจนเสียโฉมก็ดีเท่าไรแล้ว มาอยู่ในขบวนนี้ก็ไม่ได้มีสถานะที่ดี ยังไม่เจียมตัวอีก!”
เจียวเจียวสีหน้าย่ำแย่ ไม่กล้าแสดงท่าทางแข็งกร้าวต่อ คนด้านในกระโจมได้ยินเสียงการทะเลาะกันด้านนอกจึงรีบเดินออกมาดู
“หยูเหวิน…”
“พี่หญิง!”
เย่หยูเหวินรีบเดินไปหาพี่สาว เห็นสภาพอดีตฮองเฮาที่เคยแต่งตัวงดงามแต่ตอนนี้เป็นผ้าสีขาวทั้งตัวไร้การปักลวดลาย ไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียวก็ไม่โหยหาจวนอ๋องอีก
“ท่านน้า!”
“องค์รัชทายาท”
เย่หยูเหวินย่อกายลงให้ความสูงใกล้เคียงกับเด็กน้อย ยิ่งเห็นใบหน้ามอมแมมผมเผ้าชี้ฟูของหลานชายสูงศักดิ์ นางยิ่งนึกโกรธฮ่องเต้ทรราชที่ทำให้ครอบครัวนางต้องประสบกับเรื่องเช่นนี้
“ท่านน้า ร้องไห้ด้วยเหตุใดกัน”
มือเล็กบางยื่นมาปาดน้ำตาบนใบหน้าเนียน รัชทายาทตูชานหลินอยู่ในวัย ๑๒ ชันษาย่าง ๑๓ ร่างกายกำลังเติบโตขึ้นตามวัย เช่นเดียวกับสติปัญญาและจิตใจที่ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา
อย่างในตอนนี้เขายังเข้มแข็งที่สุดในบรรดาทุกคน ทั้งที่อายุน้อยกว่าใคร
“รัชทายาท เหตุใดพระองค์เข้มแข็งเช่นนี้เพคะ”
“ข้าคือบุรุษคนเดียวในบรรดาพวกเรา หากข้าไม่เข้มแข็งจะเป็นกำลังใจให้เสด็จแม่ได้อย่างไร”
ตูชานหลินแทนตัวเองด้วยถ้อยคำธรรมดา ดวงตาผลซิ่งมองหน้าพระมารดาสลับกันน้าสาว ยื่นมือไปจับมือทั้งสองบีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ
“เราเข้าไปพักในกระโจมกันเถิดขอรับ ต่อจากนี้ท่านน้าเรียกข้าว่าชานหลินก็พอ ไม่ต้องเรียกข้าด้วยฐานะนั้นอีกแล้ว” ตูชานหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่ทุกคนไม่คิดปฏิเสธ พยักหน้าจริงจังดั่งเป็นราชโองการแล้วเดินตามกันเข้าไปด้านในกระโจม
ภายในกระโจมมีเก้าอี้ไม้ไผ่และแคร่ไม่กี่ตัวเท่านั้นไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด น้ำชาที่หาทานได้ง่าย ยามนี้กลายของหายากแล้ว
“ชาก็ไม่มีให้ดื่มขนมก็ไม่มีให้ทาน หากข้าไม่ตัดสินใจมาที่นี่ก็คงยังเสวยสุขอยู่เพียงคนเดียว ดีแล้วที่ได้ตามทุกคนมาที่นี่ด้วย” เย่หยูเหวินเอ่ยเสียงเศร้าในยามที่กวาดตามองภายในกระโจม
“เจ้าไม่ควรมาที่นี่ พี่หญิงรู้สึกผิดต่อเจ้า ต่อท่านพ่อ หากพี่ไม่รั้นจะแต่งเข้าราชวงศ์ให้ได้ ครอบครัวเราก็คงมีความสุขอยู่ที่ใดสักที่หนึ่ง”
เย่เฉิงมี่ลืมคำนึงถึงโอรส จมเข้าสู่ห้วงภวังค์อดีต
เย่หยูเหวินที่มองสีหน้าตูชานหลินอยู่รีบเอ่ยประโยคนี้ ไม่อยากให้ตูชานหลินเสียใจ
“พี่หญิงอย่ากล่าวเช่นนี้ อย่างน้อยการแต่งเข้าราชวงศ์ของพี่หญิงก็ได้รับสิ่งมีค่ากลับมานะเจ้าคะ” ดวงตามองไปยังตูชานหลิน
ในตอนนั้นเองที่เย่เฉิงมี่ดึงสติตัวเองกลับมาได้ เมื่อมองไปยังโอรสก็เห็นว่าเขากำลังจ้องหน้านางอยู่ตาแป๋ว คล้ายอยากทราบว่าสำหรับมารดาแล้ว เขาคือสิ่งมีค่าหรือไม่
“นั่นสิ” มือเรียวยื่นใบลูบแก้มนิ่ม “สิ่งที่มีค่าที่สุดอยู่ตรงนี้แล้ว ในเมื่อไม่อาจย้อนเวลาได้ เรามาทำปัจจุบันให้ดีกันเถิด”
ตูชานหลินใบหน้าฉาบรอยยิ้มเมื่อเห็นแววตาที่สื่อออกมาจากก้นบึ้ง ขยับเข้าไปหาพระมารดาอิงตัวพิงกับไหล่กอดให้กำลังใจกัน
เย่หยูเหวินเห็นภาพนี้แล้วปาดน้ำตา “ไม่เอาไม่เศร้ากันดีกว่า เรามาเตรียมรับมือชีวิตต่อจากนี้กันดีหรือไม่”
เย่เฉิงมี่ปาดน้ำตา สูดหายใจเข้าลึกแล้วตั้งคำถาม
“เหตุใดชานเฟิงถึงยอมให้เจ้ามาที่นี่” เย่ฉางมี่เรียกตูชานเฟิงอย่างสนิทสนม
เดิมทีเย่เฉิงมี่สนิทกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้พระองค์ก่อนตูชานโถว ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันตูชานเหอและตูชานเฟิง แต่เพราะเรื่องอำนาจความรักตัดทุกอย่างได้แม้แต่มิตรภาพ ชีวิตของทุกคนจึงเดินมาถึงตรงนี้
“เดิมเขาก็อยากขับไล่ชายาอัปลักษณ์เช่นข้าอยู่แล้วเจ้าค่ะ ข้าตายไปเขาก็คงยิ่งรู้สึกยินดี ข้าขอโทษทุกคนที่ไม่งามพอจะเปลี่ยนความคิดท่านอ๋องให้ช่วยพวกเราได้”
เย่เฉิงมี่หลุดยิ้มเมื่อได้เห็นท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งขัดกับสิ่งที่นางรู้สึก
“อยากไล่จริงคงไม่ส่งองครักษ์ฝีมือดีมาให้ ไม่ลองฟังเสียงด้านนอกดูเล่า เงียบกันแล้วมิใช่เพราะโดนองครักษ์สวามีเจ้าปรามเอาหรือ”
เย่หยูเหวินค้านในใจ…
องครักษ์ที่ส่งมามิใช่เพราะกลัวข้าย้อนกลับเมืองหลวงหรือ ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะส่งมาเพราะเป็นห่วงข้า
“บ่าวไปดูให้เจ้าค่ะ”
เจียวเจียวพิสูจน์แทนเจ้านาย ลอบดูสถานการณ์ด้านนอกก่อนที่จะรีบเดินเข้ามารายงาน
“ไม่มีใครกล้าสูบบุหรี่กันอีกแล้วเจ้าค่ะคุณหนู หรือว่าท่านอ๋องไม่ได้อยากไล่คุณหนูออกจากเมืองหลวง”
เย่หยูเหวินย้อนภาพสวามีก่อนหน้านี้ ส่ายหน้าให้กับตัวเอง ในใจไม่ยอมรับ
ไม่จริง คนใจดำอย่างเขาไม่มีทางหวังดีกับข้า
“ตอนนี้เจ้าอาจยังไม่เชื่อ ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เถอะ”
“พิสูจน์อันใดเจ้าคะ ตอนนี้เขาเลือกข้างทรราชไม่เลือกข้างเราจะให้ข้ามองเขาไปในทางที่ดีหรือ”
“อย่าโกรธเขาที่ไม่ช่วยเหลือพวกเราเลย เขาเองก็มีความลำบากใจเป็นของตัวเอง ในชีวิตของความเป็นจริง ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ยิ่งมีคนด้านหลังให้ดูแล มีครอบครัวบ่าวไพร่ จะตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงชีวิตพวกเขาไม่ได้”
เย่หยูเหวินถอนหายใจให้กับชุดความคิดของคนเคยเป็นฮองเฮามาก่อน ในใจคิด…
พี่หญิงข้าสมกับเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน ส่วนข้าก็ยังสามัญชนไม่เปลี่ยน
๒๒บทส่งท้ายเสนาบดีหลิวที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาไม่ยิ่งหย่อนไปว่าอัครมหาเสนาบดี ยามนี้ถูกตัดสินให้เป็นผู้หมิ่นเบื้องสูง สอบสวนเพิ่มเติมและลงอาญาแต่เนื่องจากเขาคือนักโทษที่เจ้าแผ่นดินหมายตาเอาไว้ ผู้คุมขังผู้สอบสวนไม่คิดผ่อนปรน ใช้วิธีทรมานเฆี่ยนไม่ยั้งจนกว่าจะรับคำสารภาพตอนแรกเสนาบดีหลิวย่อมไม่รับสารภาพ จนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้ใช้วิธีของกองทัพยามเค้นไส้ศึก เอาเหล็กร้อนจี้ที่จุดกึ่งกลางกายชายหนุ่ม หลิวยี่ฉิงถึงได้ยอมรับสารภาพ โทษตัดสินประหารชีวิตกลางเมืองส่วนหลิวกุ้ยเฟยที่ไม่มีโอกาสได้ถวายตัวเลยสักครั้งถูกเนรเทศเป็นสามัญชนแนวชายแดนเรื่องราวของตระกูลหลิวเป็นที่พูดถึงทั่วทั้งแคว้น แม้แต่ในวังหลวงก็ยังพูดเรื่องของเสนาบดีหลิวอยู่ เช่นยามนี้กำลังเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างไทฮองไทเฮาและไทเฮา“สตรีตระกูลเย่วาสนาสูงส่งนัก ฝ่าบาทยอมลงโทษขุนนางใหญ่เพียงเพราะเขาจ้างวานนักฆ่าไปปลิดชีพนาง ชาวเมืองลือกันทั่ว ฝ่าบาทมั่นในรัก ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หญิงงามมาครอบครอง”คำพูดยืดยาวของไทฮองไทเฮามีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกพระทัยไทเฮา“พี่หญิงกล่าวว่าเพียงจ้างวานหรือ”ไทฮองไทเ
๒๑ชัยชนะมอบแด่เจ้าการศึกชายแดนกินเวลาราวสองเดือนก็จบลง ฮ่องเต้ตูชานโถวสามารถพาทหารเรือนแสนกำชัย ชูธงแคว้นต้าชานโบกสะบัดลมพัดพลิ้ว กลับเมืองหลวงโดยเสียเลือดเนื้อไม่มากกองทัพหลวงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงวันนี้ ถูชานเฟิงตื่นเต้น สองเดือนที่ผ่านมาเขาได้รับข่าวสารผ่านสายข่าว ดูการสู้รบผ่านการบรรยายทางตัวอักษรจึงเฝ้ารอที่จะได้ฟังการถ่ายทอดเรื่องราวการศึกแล้ว “หยูเหวิน” “…”“หยูเหวินตื่น เช้าแล้ว วันนี้เราต้องไปรับเสด็จ จำมิได้หรือ” ตูชานเฟิงกระซิบข้างหูพระชายาเสียงแหบพร่า สูดกลิ่นตรงซอกคอหอมกรุ่นแล้วคลอเคลียนางการกระทำนี้เป็นไปเพื่อ ‘ปลุก’ แต่หากเช้านี้ได้มากกว่านั้น เขาจะถือว่าเป็นกำไร!“...ท่านอ๋อง หม่อมฉันบอกพระองค์แล้วว่าไม่ต้อง ๆ เมื่อคืนก็ยังเคี่ยวกรำหม่อมฉันทั้งคืน เหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่าพูดถึงเดินเหินเลยเพคะ แค่ลุกขึ้นนั่งจากเตียงยังยาก”เย่หยูเหวินอยากร้องไห้ ยิ่งตอนที่ผิวหนังสัมผัสได้ถึงจมูกโด่ง ลมหายใจอุ่นร้อน สัญญาณเริ่มการโหมกายลงร่างกายนาง ร้องไห้ไปแต่ก็ต้องตอบสนองมีอยู่จริง เมื่อคืนเป็นหนึ่งในคืนที่นางมอบกายถวายเขา ร่างกายที่เคยเป็นของนางคนเดียว…มิใช่อีกแล้ว!“เช่นนั้นนอ
๒๐เปิ่นกงกลับมาแล้ว ขบวนเดินทางรับเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทเข้าสู่เมืองหลวง มีชาวเมืองจำนวนมากมาต้อนรับ ไม่เหมือนครั้งที่ออกจากเมืองหลวง สิ่งที่ทำให้เย่หยูเหวินและเย่เฉิงมี่ดีใจที่สุดคือการเห็นบิดาและน้องชายบุญธรรมมารอรับหน้าประตูเมืองโดยที่ร่างกายไม่มีจุดใดบุบสลาย “ท่านพ่อ…” เย่หยูเหวินขอลงจากรถม้าต่างจากเย่เฉิงมี่ที่เปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ดูให้แน่ใจว่าบิดาไม่ได้รับอันตรายใด “คำนับพระชายา” เย่หยูเหวินรีบดึงเย่หวงซู่ ไม่ให้เขาทำความเคารพตน แม้จะทราบว่าบิดามิใช่คนซื่อมือสะอาด แต่ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางอย่างดีมาตลอด “ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ” ตูชานเฟิงลงจากม้าเดินเข้ามาคารวะพ่อตา เย่หวงซู่ผงกศีรษะคารวะตอบทั้งยังโค้งต่ำกว่าเขยสูงศักดิ์ “คำนับท่านอ๋อง” “หลายวันมานี้ท่านพ่อตาลำบากแล้ว” “มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงคืนตำแหน่งให้กระหม่อมเท่านั้นแต่ยังส่งคนไปเชิญเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทหวนคืนสู่วังหลวง ทรงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น”
๑๙เวลาพักผ่อนหมดลงแล้วสถานการณ์ทางหมู่บ้านซ่งชู่กลับสู่สภาพปรกติ ชาวบ้านช่วยกันดับไฟส่วนที่เสียหายเตรียมซ่อมวันพรุ่งนี้ เรือนใครเสียหายมากนอนเรือนเพื่อนบ้านมือสังหารที่สิ้นชีพในหมู่บ้านถูกลากไปเผารวมกันอยู่ที่เนินเตี้ย ไม่ฝังเอาไว้ให้รกพื้นที่ทำกิน“ดีที่ดับไฟกันได้ทุกหลัง ดีที่สุดคือไม่มีใครเป็นอันใด มิเช่นนั้นพี่ได้รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่”เย่เฉิงมี่เอ่ยในยามที่ฟังคำรายงานจากองครักษ์ทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องรอการสอบสวนนางก็ทราบว่ามือสังหารพุ่งมาที่ใคร ที่ผ่านมาหมู่บ้านซ่งชู่สงบเงียบ นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรอยู่ที่นี่ต่อหรือไปจากที่นี่ คืนความสงบสุขให้กับทุกคน“พี่หญิง สีหน้าพี่หญิงดูไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”“พี่แค่…รู้สึกผิดกับทุกคน หรือว่าพวกเราควรไปจากที่นี่ ยอมแพ้เสีย” ปลายเสียงเย่เฉิงมี่แผ่วเบาเพราะการที่นางเอ่ยคำนี้ออกมาไม่ต่างอันใดกับการตอบตกลงกลับเมืองหลวงแล้วรับตำแหน่งฮองเฮาอีกครั้ง“พี่หญิง…”เย่หยูเหวินไม่รู้ว่าตนจะปลอบพี่สาวอย่างไรนอกจากยื่นมือไปบีบมือบาง ให้กำลังใจกันและกันในยามยากลำบาก“พี่ไม่เป็นไร” เย่เฉิงมี่บีบมือน้องสาวตอบตูชานเฟิงเห็นเย่เฉิงมี่เริ่มให้ความสนใจรอบน
๑๘เมื่อไม่อยากให้กลับยิ่งต้องกลับไปให้ได้เมื่อเปิดตัวแล้วว่าเป็นคู่สามีภรรยาทั่วไปมิใช่มีพื้นที่ระหว่างกัน ทะเลาะกันมากกว่าปราศรัย คืนนี้ตูชานเฟิงก็ย้ายมานอนกับเย่หยูเหวินที่เรือนหลังน้อย “ท่านอ๋อง คืนนี้ห้ามยุ่งกับหม่อมฉันนะเพคะ”ตูชานเฟิงชะงักในตอนที่กำลังเอนกายลงนอนข้างพระชายา จากที่ตอนแรกจะเข้านอนได้เปลี่ยนมานั่งกอดอกมองหน้านาง“เห็นเปิ่นหวางเป็นบุรุษมักมากในกามหรือ สามีภรรยานอนคุยกันไม่ได้เลย” ปลายเสียงสูง“ก็…เพคะ! ในใจหม่อมฉันท่านอ๋องเป็นคนเช่นนั้น อีกอย่างเมื่อช่วงเย็นท่านอ๋องก็เพิ่งตรัสว่าหากหม่อมฉันปรนนิบัติได้ถึงใจจะไม่รับชายารอง”เมื่อหาคำแก้ตัวไม่ได้และอยากทราบความจริง เย่หยูเหวินจึงเปลี่ยนใจถามสวามีตามตรง จิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่านเพราะคิดไปเอง “คืนนี้ไม่แล้ว แคร่ไม้ไผ่ไม่แข็งแรงพอรองรับพละกำลังของเปิ่นหวาง” …!!!“หน้าแดงอีกแล้ว เผลอคิดไปเองอีกแล้วหรือ”ใบหน้าที่ฉายความล้อเลียนของเขาทำหญิงสาวอายยิ่งกว่าโดนจับได้เรื่องที่คิดไปเอง ทำหน้าตัดพ้อเขาแล้วนอนหันหลังให้ทันที “ราตรีสวัสดิ์เพคะ…อะ!”เย่หยูเหวินร่างแข็งทื่อเมื่อโดนสวมกอดจากด้านหลัง แผ่นหลังแนบชิดแผ่นอก ลมหายใจอุ่นร
๑๗มิอาจอยู่เล่นที่นี่ได้อีกแล้ว“เปิ่นหวางจะปลูกผักไปทำไมในเมื่อหลานรักปลูกอยู่แล้ว ทำต่อไป เจ้าทำได้…สู้!”สองน้าหลานมองท่าให้กำลังใจจอมปลอมนี้ด้วยสีหน้าปั้นยาก ตูชานเฟิงเห็นสีหน้าเช่นนี้พลันกอดอกถามอย่างเอาเรื่อง (ที่ไม่จริงจังมากนัก)“มองเปิ่นหวางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”“เสด็จอาดูแปลกไปพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ไม่เพียงทำให้ตูชานเฟิงร้อนตัวเท่านั้น เย่หยูเหวินที่ร้อนตัวไปเช่นกันตั้งคำถามพร้อมสวามี“แปลกไปอย่างไร/แปลกหรือ” เย่หยูเหวินตูชานเฟิงตูชานหลินกอดอกหรี่ตามองทั้งคู่“ตอนแรกข้าก็คิดว่าแปลกอยู่นิดหน่อย แต่พอท่านทั้งสองถามพร้อมกันเช่นนี้ยิ่งดูแปลกขึ้นไปใหญ่ หรือว่าไปแอบทำอันใดมิถูกมิควร”“จะ เจ้าคิดมากแล้ว เราอภิเษกกันอย่างถูกต้องตามประเพณี หนังสือสมรสก็ลงนามแล้ว จะใช้คำว่าแอบได้อย่างไร” เย่หยูเหวินหัวเราะกลบเกลื่อนไม่ดูหน้าสวามีที่ถึงกับตาโต เพราะคำพูดเมื่อครู่ได้เผยความจริงทั้งหมดแล้ว“อ้อ ที่แท้ก็แอบทำเรื่องนี้กันนั่นเอง แท้จริงแล้วท่านน้ากับเสด็จอายังไม่ผ่านการเข้าห้องหอกันใช่หรือไม่ ช่วงนี้เสด็จอามาวอแวกับท่านน้าเพราะหลงเสน่ห์จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หรืออาจจะเป็นวันเช็ดตัว หรืออา







