เข้าสู่ระบบ๔
ฮองเฮาไม่ต้องการหรืออยากเป็นไทเฮา
“หนิงลิ่ว นักฆ่ามากันมากหรือไม่”
เย่หยูเหวินเดินเข้าไปหาหัวหน้าองครักษ์ สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“กระหม่อมจัดการไปได้บางส่วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขออภัยในความบกพร่อง ทำให้ทุกพระองค์เสี่ยงกับอันตราย”
ฉึก!
ลูกดอกจากหน้าไม้ปักเข้าที่หน้าผากมือสังหารในยามที่เขาเปิดกระโจมเข้ามา เป็นเมี่ยนเมี่ยนที่จัดการมือสังหารคนนี้ให้ เย่หยูเหวินจึงกลับมาให้ความสนใจเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
“นี่มิใช่เวลามาขอโทษขออภัย จัดการพวกนั้นก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
“พ่ะย่ะค่ะ” หนิงลิ่วดึงสติตัวเองกลับมาได้ สภาวะอันตรายและการเห็นลูกน้องจากไปต่อหน้าทำให้เขาเกือบหลุดการควบคุม
ปึก!
ทุกคนรีบก้มตัวลงหลบเมื่อลูกธนูทะลุแผ่นหนังฝั่งหนึ่งมาปักอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง ใจเต้นระทึกเมื่อไม่ได้มีเพียงธนูดอกเดียวแล้ว ที่น่าหวั่นใจที่สุดคือ…ธนูไฟ!
“แย่แล้ว ทำอย่างไรดี”
ทุกคนเริ่มอยู่ไม่นิ่ง ออกไปด้านนอกหวั่นเจอโจมตีทุกรูปแบบ อยู่ในกระโจมต่อก็หวั่นไฟคลอก
“กำจัดธนูก่อน!”
ในตอนที่ทุกคนยังไม่ได้ตัดสินใจนั้นเอง เสียงที่คุ้นหูของใครหลายคนก็ดังขึ้น
“พระชายา เสียงท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
เย่หยูเหวินพยักหน้าระรัว “ได้ยินแล้ว”…เขามาที่นี่ได้อย่างไรกัน
เย่หยูเหวินจมเข้าสู่ห้วงความคิด ธนูไฟเริ่มถูกจัดการทีละคนสองคนจนไม่มีลูกธนูยิงเข้าที่กระโจมอีก ส่วนธนูที่ถูกยิงติดกับกระโจมก็ได้รับการดับจากกองกำลังที่มาใหม่
“ฝ่าบาท ด้านในพ่ะย่ะค่ะ”
เย่เฉิงมี่ร่างแข็งทื่อเมื่อได้ยินเสียงตูชานเฟิงเอ่ยเชิญใครเข้ามาด้านใน
พรึบ!
บุรุษร่างสูง เรือนกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารก้าวเข้ามาในกระโจมพร้อมกับตูชานเฟิงที่อยู่ในชุดสีดำคล่องตัว ผู้ที่มากับตูชานเฟิงก็คือ…
ฮ่องเต้ตูชานเหอ!
“ชานเหอ”
เย่เฉิงมี่ไม่เรียกอีกฝ่ายว่าฝ่าบาท นางและตูชานเหอเป็นสหายในวัยเยาว์ที่อายุ ๓๒ เท่ากัน
แต่ความสัมพันธ์ฉันสหายได้เปลี่ยนไปตั้งแต่ที่นางแต่งเข้าราชวงศ์ให้เชษฐาต่างพระมารดาของเขา
“เฉิงมี่! เป็นอันใดหรือไม่”
ฮ่องเต้ตูชานเหอพุ่งเข้าหาเย่เฉิงมี่ พระองค์ไม่เผื่อแผ่ความห่วงใยถึงใครไม่เว้นพระนัดดา
เย่เฉิงมี่ไม่ให้พระองค์เข้าใกล้ไม่พอยังเดินมาหลบอยู่หลังโอรส ให้พระองค์ได้รู้ว่าขณะนี้นางก็ยังเลือกฮ่องเต้ตูชานโถว ต่อให้สวามีจะสวรรคตไปแล้ว
พักตร์คมคร้ามผิวสีน้ำผึ้งจากการกรำศึกมานานเริ่มฉายโทสะที่ใครเห็นต่างก็เข่าอ่อน
“ออกไป! เจิ้นมีเรื่องจะคุยกับนาง”
เย่หยูเหวินรวบรวมความกล้า เมื่อยืนต่อหน้าฮ่องเต้ทรราชก็ไม่กล้าอวดแสงหิงห้อยต่อหน้าพระจันทร์ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เดินเข้ามาหาพี่สาวหมายจะเอาตัวขวางเอาไว้
“อะ! ปล่อยหม่อมฉันเพคะ”
แต่ก็ถูกสวามีที่ไม่ยอมหย่าดึงแขนออกไปนอกกระโจม ปล่อยให้ฮ่องเต้ตูชานเหอได้สมปรารถนา
“เสด็จแม่…”
ตูชานหลินไม่อยากไปจากพระมารดา แต่เมื่อเห็นนางยืนยันที่จะอยู่สนทนากับฮ่องเต้ตูชานเหอถึงยอมออกไปจากกระโจมพร้อมนางกำนัลพี่เลี้ยง
เมื่อในกระโจมเหลืออยู่เพียงสองคนเท่านั้น วรกายแกร่งก็ย่างพระบาทไปกระชากแขนเย่เฉิงมี่เข้ามาประชิด
“โดนลอบทำร้าย ยังจะปฏิเสธข้าอีกหรือเย่เฉิงมี่”
“ชานเหอ! ปล่อยข้า…ข้าเจ็บ!” เย่เฉิงมี่สลัดมือออก แต่ยังคงอยู่ในเงื้อมมือมัจจุราช
“ข้ารับปากความปลอดภัยของเจ้าและชานหลิน ไยต้องดื้อดึงไม่นั่งตำแหน่งฮองเฮา”
“ข้าบอกเจ้าแล้ว ในเมื่อข้าแต่งเป็นภรรยาของเขา ตายไปก็จะเป็นผีของเขา ไม่คิดแต่งงานใหม่”
เย่เฉิงมี่กัดริมฝีปาก แรงบีบตรงข้อมือมากขึ้นทุกที
“ตอนนั้นเจ้าเลือกเขาเพราะเขาจะเป็นฮ่องเต้ข้าเข้าใจ แต่ตอนนี้ข้าเป็นฮ่องเต้แล้วไยเจ้าไม่อยากเป็นฮองเฮาของข้า หรือว่าอยากเป็นไทเฮา คิดจะเป็นสตรีหลังม่านคอยบงการโอรส ร่วมมือกับบิดาผลัดเปลี่ยนราชสกุล!”
เย่เฉิงมี่ปากสั่น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาระแวงตระกูลเย่ พวกเขาที่ว่าย่อมหมายถึง ฮ่องเต้ตูชานเหอ อ๋องตูชานเฟิงและอ๋องตูชานหลิ่ง
ทั้งสามพร้อมขึ้นเป็นฮ่องเต้ปกครองแคว้นและไม่ยอมให้เด็กอย่างตูชานหลินถูกตระกูลพระมารดาและขุนนางในฝ่ายอัครมหาเสนาบดีชี้นำจนทำแคว้นย่อยยับ
“ข้าขอพูดอีกครั้ง ข้าไม่เคยมีความคิดเป็นไทเฮาหลังม่านผลัดเปลี่ยนราชสกุล ข้าไม่ยอมเป็นฮองเฮาของเจ้า ยอมออกจากเมืองหลวงแต่โดยดีเพราะอยากให้เจ้าเห็นว่าข้าไม่ได้หวังในอำนาจและอยากให้หลินเอ๋อร์อยู่อย่างปลอดภัย หากวันใดเสนาบดีฝ่ายตรงข้ามท่านพ่อเป่าหูเจ้าขึ้นมา หลินเอ๋อร์ของข้าจะได้มีโอกาสรอดบ้าง”
เย่เฉิงมี่ร้องไห้ด้วยความอึดอัด นางเข้าใจความหวงแหนราชสกุลบิดาของฮ่องเต้ตูชานเหอ เข้าใจความทะเยอทะยานของบิดา นางที่เป็นคนกลางจะทำอย่างไรได้นอกจากต้องทนเห็นบิดาถูกจับตัวไปขังคุก พาโอรสไปให้ไกลจากเมืองหลวง ไม่ให้เติบโตท่ามกลางการแก่งแย่งชิงอำนาจกัน
“พาชานหลินให้ห่างจากข้าหรือพาตัวเองให้ห่างจากข้า อยากไปให้ห่างจากข้านักใช่หรือไม่…ได้! ข้าจะให้ทหารไปส่งเจ้าที่หมู่บ้านซ่งชู่ ไม่ให้ออกจากหุบเขาเลยตลอดทั้งชีวิต”
พรึบ!
ตรัสเพียงเท่านั้นวรกายสูงใหญ่ก็สะบัดชุดคลุมอัศวินก้าวเดินฉับเร็วออกจากกระโจม พระองค์กำลังต้องการที่ระบายอารมณ์จึงเดินเข้าไปหามือสังหารที่ถูกจับมัดมือมัดเท้าเอาไว้ ผ้าอุดปากเพื่อกันกลืนยาพิษ เค้นสอบสวนหาตัวการวานฆ่า
ทางด้านเย่หยูเหวินและตูชานเฟิงข้อมือที่ตูชานเฟิงกำได้จนรอบถูกดึงมาที่มุมหนึ่งของป่า อยู่ให้ห่างจากกระโจม ศพที่นอนตายเกลื่อนกลาดเรียกเสียงกรี๊ดเบา ๆ จากหญิงสาวได้ตลอดทั้งทาง
นางปรือตามองทำให้เหยียบหินเหยียบกิ่งไม้ ตัวซวนเซไปตามแรงฉุดดึงจนหน้าอกนิ่มกระทบแขนแกร่งอยู่หลายครั้ง คิ้วดาบพาดเฉียงมุ่นเข้าหากันจนในที่สุดก็ปล่อยมือออกจากข้อมือนาง
“เงียบไม่เป็นหรือ”
“เกิดมาหม่อมฉันเคยเห็นศพเกลื่อนกลาดเช่นนี้มาก่อนที่ใดกันเพคะ จะไม่ให้หลุดเสียงร้องใดออกมาเลยก็เก่งเกินสตรีแล้ว”
“เปิ่นหวางไม่ได้หมายถึงเมื่อครู่ แต่หมายถึงที่กระโจม เจ้าไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรือ ไยไม่รู้จักหวาดกลัวโทสะของฝ่าบาท พระองค์เป็นจอมทัพ ไม่ต้องปรายตามองเจ้า ศีรษะก็หลุดจากบ่าได้แล้ว”
เย่หยูเหวินเม้มปากเมื่อเห็นภาพศีรษะของตนกระเด็นออกจากศีรษะ
“พระองค์ทรงรู้จักแต่ขู่หม่อมฉัน”
“ไม่ได้ขู่ ที่เปิ่นหวางมาช่วยพวกเจ้าได้ทันเวลาเพราะสายลับของฝ่าบาทรายงานความเคลื่อนไหวของมือสังหาร มิเช่นนั้นเจ้าได้ถูกไฟคลอกตายเป็นผีกลางป่าแล้ว ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณเปิ่นหวางไม่พอยังสงสัยในการกระทำ สายตาเจ้าฟ้องทุกอย่าง”
เย่หยูเหวินจับดวงตาของตน “หม่อมฉันไม่ได้คิดอันใดทั้งนั้น ท่านอ๋องทรงคิดเองเออเองแล้วเพคะ”
บังอาจเดาใจข้าได้อย่างไร ตอนแรกข้าก็คิดว่าฮ่องเต้ทรราชส่งคนมาจัดการพี่หญิง
“เจ้านอกจากจะเป็นสตรีอัปลักษณ์แล้วยังเป็นสตรีโง่เขลา ดูท่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าเสียขวัญจนอยากกลับเมืองหลวงเลยสินะ”
เย่หยูเหวินกอดอก เงยหน้าขึ้นมองเขา
“พี่หญิงอยู่ไหน หม่อมฉันอยู่นั่น ดีใจกับพระองค์ด้วยเพคะ ไม่ต้องเห็นสตรีอัปลักษณ์เดินลอยหน้าลอยตาอยู่จวนอ๋องแล้ว”
“หึ! จวนเปิ่นหวางประหยัดข้าวได้เยอะเลย จะว่าไปเอาเจ้าไปปล่อยเขาไว้ก็ดี กลับเมืองหลวงอีกทีคงได้เอวบางร่างน้อย”
เย่หยูเหวินกอดเอวของตน ความอยากเอาชนะทำให้นางปากกล้าได้เสมอ
“จะกินให้กลิ้งได้เลย!” สะบัดหน้าค้อนวงใหญ่ใส่เขา อ๋องหนุ่มจึงยื่นมือไปดึงแก้มนาง “โอ๊ย เจ็บเพคะ”
“รู้จักเจ็บด้วยหรือ เนื้อสามชั้น!”
เย่หยูเหวินลูบแก้มตัวเองหน้างอง่ำ การสนทนาของทั้งสองหยุดอยู่เพียงเท่านั้นเมื่อตูชานเฟิงเห็นเชษฐาเดินออกมาจากกระโจม
“ฝ่าบาทจะไปเค้นความคนแล้ว”
๒๒บทส่งท้ายเสนาบดีหลิวที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาไม่ยิ่งหย่อนไปว่าอัครมหาเสนาบดี ยามนี้ถูกตัดสินให้เป็นผู้หมิ่นเบื้องสูง สอบสวนเพิ่มเติมและลงอาญาแต่เนื่องจากเขาคือนักโทษที่เจ้าแผ่นดินหมายตาเอาไว้ ผู้คุมขังผู้สอบสวนไม่คิดผ่อนปรน ใช้วิธีทรมานเฆี่ยนไม่ยั้งจนกว่าจะรับคำสารภาพตอนแรกเสนาบดีหลิวย่อมไม่รับสารภาพ จนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้ใช้วิธีของกองทัพยามเค้นไส้ศึก เอาเหล็กร้อนจี้ที่จุดกึ่งกลางกายชายหนุ่ม หลิวยี่ฉิงถึงได้ยอมรับสารภาพ โทษตัดสินประหารชีวิตกลางเมืองส่วนหลิวกุ้ยเฟยที่ไม่มีโอกาสได้ถวายตัวเลยสักครั้งถูกเนรเทศเป็นสามัญชนแนวชายแดนเรื่องราวของตระกูลหลิวเป็นที่พูดถึงทั่วทั้งแคว้น แม้แต่ในวังหลวงก็ยังพูดเรื่องของเสนาบดีหลิวอยู่ เช่นยามนี้กำลังเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างไทฮองไทเฮาและไทเฮา“สตรีตระกูลเย่วาสนาสูงส่งนัก ฝ่าบาทยอมลงโทษขุนนางใหญ่เพียงเพราะเขาจ้างวานนักฆ่าไปปลิดชีพนาง ชาวเมืองลือกันทั่ว ฝ่าบาทมั่นในรัก ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หญิงงามมาครอบครอง”คำพูดยืดยาวของไทฮองไทเฮามีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกพระทัยไทเฮา“พี่หญิงกล่าวว่าเพียงจ้างวานหรือ”ไทฮองไทเ
๒๑ชัยชนะมอบแด่เจ้าการศึกชายแดนกินเวลาราวสองเดือนก็จบลง ฮ่องเต้ตูชานโถวสามารถพาทหารเรือนแสนกำชัย ชูธงแคว้นต้าชานโบกสะบัดลมพัดพลิ้ว กลับเมืองหลวงโดยเสียเลือดเนื้อไม่มากกองทัพหลวงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงวันนี้ ถูชานเฟิงตื่นเต้น สองเดือนที่ผ่านมาเขาได้รับข่าวสารผ่านสายข่าว ดูการสู้รบผ่านการบรรยายทางตัวอักษรจึงเฝ้ารอที่จะได้ฟังการถ่ายทอดเรื่องราวการศึกแล้ว “หยูเหวิน” “…”“หยูเหวินตื่น เช้าแล้ว วันนี้เราต้องไปรับเสด็จ จำมิได้หรือ” ตูชานเฟิงกระซิบข้างหูพระชายาเสียงแหบพร่า สูดกลิ่นตรงซอกคอหอมกรุ่นแล้วคลอเคลียนางการกระทำนี้เป็นไปเพื่อ ‘ปลุก’ แต่หากเช้านี้ได้มากกว่านั้น เขาจะถือว่าเป็นกำไร!“...ท่านอ๋อง หม่อมฉันบอกพระองค์แล้วว่าไม่ต้อง ๆ เมื่อคืนก็ยังเคี่ยวกรำหม่อมฉันทั้งคืน เหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่าพูดถึงเดินเหินเลยเพคะ แค่ลุกขึ้นนั่งจากเตียงยังยาก”เย่หยูเหวินอยากร้องไห้ ยิ่งตอนที่ผิวหนังสัมผัสได้ถึงจมูกโด่ง ลมหายใจอุ่นร้อน สัญญาณเริ่มการโหมกายลงร่างกายนาง ร้องไห้ไปแต่ก็ต้องตอบสนองมีอยู่จริง เมื่อคืนเป็นหนึ่งในคืนที่นางมอบกายถวายเขา ร่างกายที่เคยเป็นของนางคนเดียว…มิใช่อีกแล้ว!“เช่นนั้นนอ
๒๐เปิ่นกงกลับมาแล้ว ขบวนเดินทางรับเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทเข้าสู่เมืองหลวง มีชาวเมืองจำนวนมากมาต้อนรับ ไม่เหมือนครั้งที่ออกจากเมืองหลวง สิ่งที่ทำให้เย่หยูเหวินและเย่เฉิงมี่ดีใจที่สุดคือการเห็นบิดาและน้องชายบุญธรรมมารอรับหน้าประตูเมืองโดยที่ร่างกายไม่มีจุดใดบุบสลาย “ท่านพ่อ…” เย่หยูเหวินขอลงจากรถม้าต่างจากเย่เฉิงมี่ที่เปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ดูให้แน่ใจว่าบิดาไม่ได้รับอันตรายใด “คำนับพระชายา” เย่หยูเหวินรีบดึงเย่หวงซู่ ไม่ให้เขาทำความเคารพตน แม้จะทราบว่าบิดามิใช่คนซื่อมือสะอาด แต่ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางอย่างดีมาตลอด “ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ” ตูชานเฟิงลงจากม้าเดินเข้ามาคารวะพ่อตา เย่หวงซู่ผงกศีรษะคารวะตอบทั้งยังโค้งต่ำกว่าเขยสูงศักดิ์ “คำนับท่านอ๋อง” “หลายวันมานี้ท่านพ่อตาลำบากแล้ว” “มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงคืนตำแหน่งให้กระหม่อมเท่านั้นแต่ยังส่งคนไปเชิญเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทหวนคืนสู่วังหลวง ทรงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น”
๑๙เวลาพักผ่อนหมดลงแล้วสถานการณ์ทางหมู่บ้านซ่งชู่กลับสู่สภาพปรกติ ชาวบ้านช่วยกันดับไฟส่วนที่เสียหายเตรียมซ่อมวันพรุ่งนี้ เรือนใครเสียหายมากนอนเรือนเพื่อนบ้านมือสังหารที่สิ้นชีพในหมู่บ้านถูกลากไปเผารวมกันอยู่ที่เนินเตี้ย ไม่ฝังเอาไว้ให้รกพื้นที่ทำกิน“ดีที่ดับไฟกันได้ทุกหลัง ดีที่สุดคือไม่มีใครเป็นอันใด มิเช่นนั้นพี่ได้รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่”เย่เฉิงมี่เอ่ยในยามที่ฟังคำรายงานจากองครักษ์ทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องรอการสอบสวนนางก็ทราบว่ามือสังหารพุ่งมาที่ใคร ที่ผ่านมาหมู่บ้านซ่งชู่สงบเงียบ นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรอยู่ที่นี่ต่อหรือไปจากที่นี่ คืนความสงบสุขให้กับทุกคน“พี่หญิง สีหน้าพี่หญิงดูไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”“พี่แค่…รู้สึกผิดกับทุกคน หรือว่าพวกเราควรไปจากที่นี่ ยอมแพ้เสีย” ปลายเสียงเย่เฉิงมี่แผ่วเบาเพราะการที่นางเอ่ยคำนี้ออกมาไม่ต่างอันใดกับการตอบตกลงกลับเมืองหลวงแล้วรับตำแหน่งฮองเฮาอีกครั้ง“พี่หญิง…”เย่หยูเหวินไม่รู้ว่าตนจะปลอบพี่สาวอย่างไรนอกจากยื่นมือไปบีบมือบาง ให้กำลังใจกันและกันในยามยากลำบาก“พี่ไม่เป็นไร” เย่เฉิงมี่บีบมือน้องสาวตอบตูชานเฟิงเห็นเย่เฉิงมี่เริ่มให้ความสนใจรอบน
๑๘เมื่อไม่อยากให้กลับยิ่งต้องกลับไปให้ได้เมื่อเปิดตัวแล้วว่าเป็นคู่สามีภรรยาทั่วไปมิใช่มีพื้นที่ระหว่างกัน ทะเลาะกันมากกว่าปราศรัย คืนนี้ตูชานเฟิงก็ย้ายมานอนกับเย่หยูเหวินที่เรือนหลังน้อย “ท่านอ๋อง คืนนี้ห้ามยุ่งกับหม่อมฉันนะเพคะ”ตูชานเฟิงชะงักในตอนที่กำลังเอนกายลงนอนข้างพระชายา จากที่ตอนแรกจะเข้านอนได้เปลี่ยนมานั่งกอดอกมองหน้านาง“เห็นเปิ่นหวางเป็นบุรุษมักมากในกามหรือ สามีภรรยานอนคุยกันไม่ได้เลย” ปลายเสียงสูง“ก็…เพคะ! ในใจหม่อมฉันท่านอ๋องเป็นคนเช่นนั้น อีกอย่างเมื่อช่วงเย็นท่านอ๋องก็เพิ่งตรัสว่าหากหม่อมฉันปรนนิบัติได้ถึงใจจะไม่รับชายารอง”เมื่อหาคำแก้ตัวไม่ได้และอยากทราบความจริง เย่หยูเหวินจึงเปลี่ยนใจถามสวามีตามตรง จิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่านเพราะคิดไปเอง “คืนนี้ไม่แล้ว แคร่ไม้ไผ่ไม่แข็งแรงพอรองรับพละกำลังของเปิ่นหวาง” …!!!“หน้าแดงอีกแล้ว เผลอคิดไปเองอีกแล้วหรือ”ใบหน้าที่ฉายความล้อเลียนของเขาทำหญิงสาวอายยิ่งกว่าโดนจับได้เรื่องที่คิดไปเอง ทำหน้าตัดพ้อเขาแล้วนอนหันหลังให้ทันที “ราตรีสวัสดิ์เพคะ…อะ!”เย่หยูเหวินร่างแข็งทื่อเมื่อโดนสวมกอดจากด้านหลัง แผ่นหลังแนบชิดแผ่นอก ลมหายใจอุ่นร
๑๗มิอาจอยู่เล่นที่นี่ได้อีกแล้ว“เปิ่นหวางจะปลูกผักไปทำไมในเมื่อหลานรักปลูกอยู่แล้ว ทำต่อไป เจ้าทำได้…สู้!”สองน้าหลานมองท่าให้กำลังใจจอมปลอมนี้ด้วยสีหน้าปั้นยาก ตูชานเฟิงเห็นสีหน้าเช่นนี้พลันกอดอกถามอย่างเอาเรื่อง (ที่ไม่จริงจังมากนัก)“มองเปิ่นหวางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”“เสด็จอาดูแปลกไปพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ไม่เพียงทำให้ตูชานเฟิงร้อนตัวเท่านั้น เย่หยูเหวินที่ร้อนตัวไปเช่นกันตั้งคำถามพร้อมสวามี“แปลกไปอย่างไร/แปลกหรือ” เย่หยูเหวินตูชานเฟิงตูชานหลินกอดอกหรี่ตามองทั้งคู่“ตอนแรกข้าก็คิดว่าแปลกอยู่นิดหน่อย แต่พอท่านทั้งสองถามพร้อมกันเช่นนี้ยิ่งดูแปลกขึ้นไปใหญ่ หรือว่าไปแอบทำอันใดมิถูกมิควร”“จะ เจ้าคิดมากแล้ว เราอภิเษกกันอย่างถูกต้องตามประเพณี หนังสือสมรสก็ลงนามแล้ว จะใช้คำว่าแอบได้อย่างไร” เย่หยูเหวินหัวเราะกลบเกลื่อนไม่ดูหน้าสวามีที่ถึงกับตาโต เพราะคำพูดเมื่อครู่ได้เผยความจริงทั้งหมดแล้ว“อ้อ ที่แท้ก็แอบทำเรื่องนี้กันนั่นเอง แท้จริงแล้วท่านน้ากับเสด็จอายังไม่ผ่านการเข้าห้องหอกันใช่หรือไม่ ช่วงนี้เสด็จอามาวอแวกับท่านน้าเพราะหลงเสน่ห์จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หรืออาจจะเป็นวันเช็ดตัว หรืออา







