หน้าหลัก / รักโบราณ / ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า / ๕ บิดาเราไม่ได้ใสซื่อมือสะอาด

แชร์

๕ บิดาเราไม่ได้ใสซื่อมือสะอาด

ผู้เขียน: ซูเมี่ยวหลิง
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-31 15:32:59

บิดาเราไม่ได้ใสซื่อมือสะอาด

การเค้นความล้มเหลว เพราะทันทีที่ดึงผ้าเช็ดหน้าออก มือสังหารก็กระอักเลือดเสียชีวิตต่อหน้าทุกคน ฮ่องเต้ตูชานเหอหัวเสียเป็นอย่างมาก คว้าดาบในมือทหารคนสนิทแทงร่างเขาทะลุให้ตายซ้ำ

“ฝ่าบาท…” ตูชานเฟิงเดินไปยืนข้าง ๆ มองดาบที่ปักอยู่บนร่างมือสังหาร

“ไม่ทันได้ความว่าเป็นใคร พวกมันโดนกลอกยาพิษมาก่อนหน้าแล้ว หากทำงานสำเร็จได้ยาถอนพิษ ไม่สำเร็จตายสถานเดียว”

“วิธีการทำงานเหมือนสำนักฆ่าในยุทธภพ ดูท่าจะถูกจ้างมา หากไม่มีเงินหนามากก็มีอำนาจพอจะจ้างคนได้เยอะเพียงนี้”

ทั้งคู่มองหน้ากัน เพียงมองตากันก็เดาคำตอบได้แล้วว่าใครคือตัวการของเรื่องนี้

การสอบสวนจบเพียงเท่านี้ ฮ่องเต้ต้องเสด็จกลับวังแล้ว รับสั่งให้อ๋องหนุ่มนำกองกำลังส่งฮองเฮาและรัชทายาทไปยังหมู่บ้านซ่งชู่ต่อ

ตูชานเฟิงมาส่งเชษฐาที่ขบวนรถม้า เอ่ยถามเสียงแผ่ว “หากเป็นคนที่เราคิด พระองค์จะทรงจัดการอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ตูชานเหอกระโดดขึ้นม้า โอษฐ์แย้มสรวลแทนตัวเองด้วยคำพูดธรรมดาเช่นเคย 

“บัลลังก์ข้าได้มาโดยไม่ชอบธรรม จะจัดการขุนนางชั่วสักคนหนึ่งมิจำเป็นต้องหาหลักฐานมามัดตัว อย่าคิดกระทำการขวางหูขวางตาข้ามากก็แล้วกัน มิเช่นนั้นย่อมมีจุดจบไม่ต่างจากนักฆ่านั่น…ย่ะ!”

ฮ่องเต้ตูชานเหอควบม้าจากไปเป็นคนแรก ตามด้วยทหารฝีมือดีจากกองทัพพิเศษขี่ตามไปอารักขา

หลางหลางเดินเข้ามาหาเจ้านาย

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ จัดการแยกศพเรียบร้อยแล้ว ให้จัดการอย่างไรต่อพ่ะย่ะค่ะ”

“หาสุสานใกล้ที่นี่ ทำป้ายส่งวิญญาณพวกเขาให้ดีส่วนมือสังหารพวกนั้นเผาทิ้งลงหลุมเดียวกันให้หมด อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้ให้กลิ่นกระทบผู้สัญจรไปมา”

“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” หลางหลางไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย ตูชานเฟิงกวาดตามองโดยรอบ สั่งให้คนเตรียมกางกระโจมให้ดี ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล

“ท่านอ๋อง…”

เย่หยูเหวินเดินก้าวเท้าสั้น ๆ มาหาสวามี ไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้เขา ภาพจ้วงแทงมือสังหารเมื่อครู่ยังติดตานางอยู่ถึงเริ่มรู้ตัวว่าตนกำลังเล่นอยู่กับใคร

“เป็นอย่างไร ซึ้งในคำเตือนของเปิ่นหวางแล้วใช่หรือไม่ หากเจ้ายังแข็งข้อ ไม่แน่ว่าจะโดนในสภาพเดียวกับมือสังหารนายนั้น”

เย่หยูเหวินลูบแขนขึ้นลง ตั้งคำถามที่นางสงสัยจนตัดสินใจเดินมาหาเขาตรงนี้

“ท่านอ๋องจะไปส่งหม่อมฉันกับพี่หญิงที่หมู่บ้านซ่งชู่หรือเพคะ แล้วจากนั้นเล่า”

ใบหน้าเรียวยาวผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ สองแขนกอดอกเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว ยื่นหน้าเข้าใกล้นางที่หดคอลง แต่ยังช้อนตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลา

“ทำไม หวังให้เปิ่นหวางครองรักกับเจ้าที่หมู่บ้านอยู่ในหุบเขานั้นหรือ…หึ! ความคิดแบบสาวน้อย”

“หม่อมฉันไม่ได้พูดและไม่คิดแบบนั้น อ๋องที่รักสบายแบบพระองค์จะยอมไปตกระกำลำบากได้อย่างไร”

ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ “อยากให้เปิ่นหวางบีบปลายคางเจ้าต่อหน้าทุกคนหรือไม่ เจ้าอย่าลืมว่าการจะติดตามมังกรร้ายได้ ตัวคนผู้นั้นก็ไม่ต่างจากพยัคฆ์ อย่าประเมินความอดทนของเปิ่นหวางต่ำเกินไป”

ตูชานเฟิงเอ่ยเพียงเท่านั้นก็เดินกระทบเสื้อตรงหัวไหล่นางไปเฉียดฉิว หากเขาหันมามองสักนิดจะเห็นว่าหญิงสาวกระทืบเท้าทำหน้างอง่ำไล่หลัง

“เพคะ ๆ พยัคฆ์ร้าย”

ท่าทางแลบลิ้นใส่ลับหลังสวามีอยู่ในสายตาเย่เฉิงมี่ ในสถานการณ์เช่นนี้ มีน้องสาวคนเดียวที่ทำให้นางยิ้มได้

“หยูเหวิน”

“พี่หญิง”

เย่หยูเหวินเดินเข้าไปหาพี่สาวที่ยืนอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง ตูชานหลิน ระหว่างรอให้คนจัดการกระโจมให้ใหม่

“มีเรื่องใดอยากถามพี่หรือไม่”

แน่นอนว่ามีมากมาย ก่อนหน้านี้นางคิดหาโอกาสถามพี่สาว แต่เมื่ออีกฝ่ายเปิดทางให้เช่นนี้…

“ข้าเคยได้ยินว่าพี่หญิงกับฮ่องเต้ทร…ฝ่าบาท…เป็นสหายกันมาก่อนหรือเจ้าคะ”

สองพี่น้องอายุห่างกันถึงสิบสี่ปี ตอนที่เย่เฉิงมี่แต่งเข้าราชวงศ์ เย่หยูเหวินเพิ่งได้สามหนาวยังไม่รู้เรื่องราวอันใด กอปรกับไม่มีใครในจวนพูดถึง ในวังยิ่งไม่กล้าพูดความสัมพันธ์รักสามเส้า เย่หยูเหวินจึงไม่ทราบเรื่องอันใดเกี่ยวกับพี่สาวสมัยวัยเยาว์เลย

“พี่กับชานเหอเป็นเพื่อนกันสมัยวัยเยาว์ และพี่ไม่เคยคิดอันใดกับเขาเกินกว่าสหาย เมื่อผ่านวัยปักปิ่นท่านพ่อให้พี่อภิเษกกับองค์รัชทายาท พี่ชายที่พี่มีใจให้มานานแล้ว ชานเหอคิดว่าพี่ใฝ่ฝันถึงตำแหน่งฮองเฮา หลังจากที่ช้ำใจเพราะครั้งนั้นเขาไปชายแดนเป็นทหาร ครองกองทัพเกรียงไกร กลับมาเมืองหลวงในรอบสิบปีก็ตอนที่เสด็จพี่สวรรคต”

ความรักครั้งเดียวทำให้คนเจ็บแค้นถึงกับไปตั้งกองทัพเพื่อมายึดบัลลังก์เลยหรือ

เย่หยูเหวินคาดเดาในมุมของตนเอง เย่เฉิงมี่พอจะเดาความคิดน้องสาวได้ รีบแจงเรื่องราวในหลาย ๆ มุมให้นางได้รับรู้

“มีหลายเหตุผลที่ชานเหอฝ่าฝืนราชโองการ หนึ่งเพราะคิดว่าพี่อยากเป็นฮองเฮา เขาเสนอให้พี่เป็นฮองเฮาของเขาแลกกับความปลอดภัยของทุกคน พี่ยืนกรานปฏิเสธ แล้วพาหลินเอ๋อร์ออกไปเติบโตนอกวังวนแห่งอำนาจ จึงเป็นที่มาที่พี่เคยบอกเจ้าว่า คนที่ควรจะขอโทษคือพี่เอง”

เย่หยูเหวินยกมือขึ้นปิดปาก ตะลึงเพราะสิ่งที่ตนคิดกับความจริงสวนทางกัน “แล้วอีกเหตุผลของการเป็นฮ่องเต้ทรราชคืออันใดเจ้าคะ” ตั้งคำถามแล้วหญิงสาวก็กำมือตนเองแน่น เริ่มกลัวกับคำตอบ

“อีกเหตุผล…”

เย่เฉิงมี่เม้มริมฝีปากเพราะทราบว่าในใจน้องสาวนั้น บิดาคือขุนนางที่ใสซื่อมือสะอาด เมื่อต้องบอกความจริงก็น้ำท่วมปาก บอกไปกลัวน้องแตกสลาย ไม่บอกก็ไม่ได้

“ชานเหอ ชานเฟิง ชานหลิ่งหวาดกลัวการผลัดเปลี่ยนราชสกุลปกครองแผ่นดิน อัครมหาเสนาบดีที่มีอำนาจล้นฟ้า อาจควบคุมไทเฮาให้บงการฮ่องเต้น้อยกระทำการที่ไม่ชอบ อาศัยช่วงเวลาที่หลินเอ๋อร์ยังไม่ได้ราชาภิเษก ปราบดาภิเษกเสียก่อน”

“…”

“หยูเหวิน แท้จริงแล้วท่านพ่อเราไม่ได้ใสซื่อมือสะอาด ที่พี่นั่งตำแหน่งฮองเฮาได้อย่างมั่นคงก็เพราะท่านพ่อคอยกำจัดขวากหนาม ที่เจ้าได้แต่งให้ชานเฟิงก็เพราะท่านพ่ออยากขยายอำนาจ ขอสมรสพระราชทานจากเสด็จพี่ให้อภิเษกเจ้าเข้าจวนอ๋อง”

“...”

“ก่อนหน้านี้พี่เสียใจที่ทำให้ชีวิตการแต่งงานของเจ้าเป็นเพียงหมากการเมืองของท่านพ่อ แต่หลังจากเห็นท่าทางของชานเฟิงที่มีต่อเจ้าแล้ว…อาจมีหวัง!”

เย่หยูเหวินสับสนกับประโยคยาวเหยียดของพี่สาว นางไม่รู้ว่าควรรู้สึกตกใจกับเรื่องใดก่อน ทุกอย่างประเดประดังเข้ามา บังคับให้นางรีบโตให้เร็วกว่านี้เช่นเดียวกับตูชานหลินที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ

“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ…”

หลังจากที่เงียบมานานตูชานหลินก็เอ่ยขึ้น เอียงหน้ามองพระมารดาที่ย่อกายลงให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกัน

“ว่าอย่างไร”

“ตั้งแต่เล็กจนโต เสด็จพ่อ ท่านตา ท่านราชครู พร่ำสอนข้าให้เติบโตขึ้นเป็นฮ่องเต้ที่ดี ตอนนั้นข้าเพียงยิ้มรับ ไม่ได้คิดว่าการขึ้นตำแหน่งนั้นจะมาเร็วกว่าที่คิดเอาไว้”

“...”

“จนกระทั่งคืนนั้นที่ท่านตามาหาข้าที่ตำหนักบูรพาให้เตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่ง ข้าถึงรู้ว่าตนยังไม่พร้อมที่จะแบกรับตำแหน่งอันหนักอึ้งนั้น ทั้งยัง…ยัง…”

ตูชานหลินไม่พูดต่อ มองสีหน้าพระมารดาเริ่มไม่แน่ใจว่าคำพูดนี้ควรกล่าวออกมาดีหรือไม่

“ว่ามา แม่ไม่ดุเจ้า”

“หลายคราข้ามีความคิดว่าบัลลังก์นี้ควรมอบให้เสด็จอาปกครอง เสด็จอาเป็นนักรบมีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ แต่เมื่อคิดว่าหากปล่อยตำแหน่งนี้ไปก็จะผิดต่อความตั้งใจของเสด็จพ่อ ท่านตา ผิดต่อท่านแม่ที่ต้องมาตกระกำลำบาก ข้าก็มีความคิดอยากเป็นฮ่องเต้เพื่อที่จะมีอำนาจปกป้องทุกคนได้ ไม่ยอมให้ใครถูกกดขี่เช่นตลอดเดินทางที่เราได้เผชิญกันมา ข้าควรเลือกทางเดินใด”

คำถามนี้เย่เฉิงมี่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่นางวาดหวังที่สุด

“ตอนนี้แม่คิดแค่ว่าขอให้เจ้าเติบใหญ่ มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากพอจะไม่ให้ใครมาบงการชีวิต ขอแค่เจ้าเอาชีวิตให้รอด”

ได้ยินคำพูดนี้ ตูชานหลินพลันตัดสินใจได้แล้วว่าตนควรเลือกทางเดินชีวิตอย่างไร

“ขอรับเสด็จแม่ ข้าจะเติบโตให้ดีมีชีวิตรอด เป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งพอจะปกป้องทุกคนได้ ข้าสัญญา”

เย่เฉิงมี่กอดโอรสแน่น เย่หยูเหวินที่เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ เข้าไปสวมกอดทั้งคู่ด้วยเช่นกัน

ห่างไปไม่ไกลนั้นตูชานเฟิงกอดอกมองทั้งสามอยู่ แม้จะไม่ได้ยินพวกเขาสนทนากัน

แต่ท่าทางที่เหมือนเปิดอกคุยกันนั้นทำให้เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า…

“ขอให้ฉลาดได้สักที สตรีอัปลักษณ์!”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๒๒ บทส่งท้าย

    ๒๒บทส่งท้ายเสนาบดีหลิวที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาไม่ยิ่งหย่อนไปว่าอัครมหาเสนาบดี ยามนี้ถูกตัดสินให้เป็นผู้หมิ่นเบื้องสูง สอบสวนเพิ่มเติมและลงอาญาแต่เนื่องจากเขาคือนักโทษที่เจ้าแผ่นดินหมายตาเอาไว้ ผู้คุมขังผู้สอบสวนไม่คิดผ่อนปรน ใช้วิธีทรมานเฆี่ยนไม่ยั้งจนกว่าจะรับคำสารภาพตอนแรกเสนาบดีหลิวย่อมไม่รับสารภาพ จนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้ใช้วิธีของกองทัพยามเค้นไส้ศึก เอาเหล็กร้อนจี้ที่จุดกึ่งกลางกายชายหนุ่ม หลิวยี่ฉิงถึงได้ยอมรับสารภาพ โทษตัดสินประหารชีวิตกลางเมืองส่วนหลิวกุ้ยเฟยที่ไม่มีโอกาสได้ถวายตัวเลยสักครั้งถูกเนรเทศเป็นสามัญชนแนวชายแดนเรื่องราวของตระกูลหลิวเป็นที่พูดถึงทั่วทั้งแคว้น แม้แต่ในวังหลวงก็ยังพูดเรื่องของเสนาบดีหลิวอยู่ เช่นยามนี้กำลังเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างไทฮองไทเฮาและไทเฮา“สตรีตระกูลเย่วาสนาสูงส่งนัก ฝ่าบาทยอมลงโทษขุนนางใหญ่เพียงเพราะเขาจ้างวานนักฆ่าไปปลิดชีพนาง ชาวเมืองลือกันทั่ว ฝ่าบาทมั่นในรัก ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หญิงงามมาครอบครอง”คำพูดยืดยาวของไทฮองไทเฮามีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกพระทัยไทเฮา“พี่หญิงกล่าวว่าเพียงจ้างวานหรือ”ไทฮองไทเ

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๒๑ ชัยชนะมอบแด่เจ้า

    ๒๑ชัยชนะมอบแด่เจ้าการศึกชายแดนกินเวลาราวสองเดือนก็จบลง ฮ่องเต้ตูชานโถวสามารถพาทหารเรือนแสนกำชัย ชูธงแคว้นต้าชานโบกสะบัดลมพัดพลิ้ว กลับเมืองหลวงโดยเสียเลือดเนื้อไม่มากกองทัพหลวงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงวันนี้ ถูชานเฟิงตื่นเต้น สองเดือนที่ผ่านมาเขาได้รับข่าวสารผ่านสายข่าว ดูการสู้รบผ่านการบรรยายทางตัวอักษรจึงเฝ้ารอที่จะได้ฟังการถ่ายทอดเรื่องราวการศึกแล้ว “หยูเหวิน” “…”“หยูเหวินตื่น เช้าแล้ว วันนี้เราต้องไปรับเสด็จ จำมิได้หรือ” ตูชานเฟิงกระซิบข้างหูพระชายาเสียงแหบพร่า สูดกลิ่นตรงซอกคอหอมกรุ่นแล้วคลอเคลียนางการกระทำนี้เป็นไปเพื่อ ‘ปลุก’ แต่หากเช้านี้ได้มากกว่านั้น เขาจะถือว่าเป็นกำไร!“...ท่านอ๋อง หม่อมฉันบอกพระองค์แล้วว่าไม่ต้อง ๆ เมื่อคืนก็ยังเคี่ยวกรำหม่อมฉันทั้งคืน เหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่าพูดถึงเดินเหินเลยเพคะ แค่ลุกขึ้นนั่งจากเตียงยังยาก”เย่หยูเหวินอยากร้องไห้ ยิ่งตอนที่ผิวหนังสัมผัสได้ถึงจมูกโด่ง ลมหายใจอุ่นร้อน สัญญาณเริ่มการโหมกายลงร่างกายนาง ร้องไห้ไปแต่ก็ต้องตอบสนองมีอยู่จริง เมื่อคืนเป็นหนึ่งในคืนที่นางมอบกายถวายเขา ร่างกายที่เคยเป็นของนางคนเดียว…มิใช่อีกแล้ว!“เช่นนั้นนอ

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๒๐ เปิ่นกงกลับมาแล้ว

    ๒๐เปิ่นกงกลับมาแล้ว ขบวนเดินทางรับเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทเข้าสู่เมืองหลวง มีชาวเมืองจำนวนมากมาต้อนรับ ไม่เหมือนครั้งที่ออกจากเมืองหลวง สิ่งที่ทำให้เย่หยูเหวินและเย่เฉิงมี่ดีใจที่สุดคือการเห็นบิดาและน้องชายบุญธรรมมารอรับหน้าประตูเมืองโดยที่ร่างกายไม่มีจุดใดบุบสลาย “ท่านพ่อ…” เย่หยูเหวินขอลงจากรถม้าต่างจากเย่เฉิงมี่ที่เปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ดูให้แน่ใจว่าบิดาไม่ได้รับอันตรายใด “คำนับพระชายา” เย่หยูเหวินรีบดึงเย่หวงซู่ ไม่ให้เขาทำความเคารพตน แม้จะทราบว่าบิดามิใช่คนซื่อมือสะอาด แต่ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางอย่างดีมาตลอด “ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ” ตูชานเฟิงลงจากม้าเดินเข้ามาคารวะพ่อตา เย่หวงซู่ผงกศีรษะคารวะตอบทั้งยังโค้งต่ำกว่าเขยสูงศักดิ์ “คำนับท่านอ๋อง” “หลายวันมานี้ท่านพ่อตาลำบากแล้ว” “มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงคืนตำแหน่งให้กระหม่อมเท่านั้นแต่ยังส่งคนไปเชิญเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทหวนคืนสู่วังหลวง ทรงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น”

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๑๙ เวลาพักผ่อนหมดลงแล้ว

    ๑๙เวลาพักผ่อนหมดลงแล้วสถานการณ์ทางหมู่บ้านซ่งชู่กลับสู่สภาพปรกติ ชาวบ้านช่วยกันดับไฟส่วนที่เสียหายเตรียมซ่อมวันพรุ่งนี้ เรือนใครเสียหายมากนอนเรือนเพื่อนบ้านมือสังหารที่สิ้นชีพในหมู่บ้านถูกลากไปเผารวมกันอยู่ที่เนินเตี้ย ไม่ฝังเอาไว้ให้รกพื้นที่ทำกิน“ดีที่ดับไฟกันได้ทุกหลัง ดีที่สุดคือไม่มีใครเป็นอันใด มิเช่นนั้นพี่ได้รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่”เย่เฉิงมี่เอ่ยในยามที่ฟังคำรายงานจากองครักษ์ทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องรอการสอบสวนนางก็ทราบว่ามือสังหารพุ่งมาที่ใคร ที่ผ่านมาหมู่บ้านซ่งชู่สงบเงียบ นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรอยู่ที่นี่ต่อหรือไปจากที่นี่ คืนความสงบสุขให้กับทุกคน“พี่หญิง สีหน้าพี่หญิงดูไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”“พี่แค่…รู้สึกผิดกับทุกคน หรือว่าพวกเราควรไปจากที่นี่ ยอมแพ้เสีย” ปลายเสียงเย่เฉิงมี่แผ่วเบาเพราะการที่นางเอ่ยคำนี้ออกมาไม่ต่างอันใดกับการตอบตกลงกลับเมืองหลวงแล้วรับตำแหน่งฮองเฮาอีกครั้ง“พี่หญิง…”เย่หยูเหวินไม่รู้ว่าตนจะปลอบพี่สาวอย่างไรนอกจากยื่นมือไปบีบมือบาง ให้กำลังใจกันและกันในยามยากลำบาก“พี่ไม่เป็นไร” เย่เฉิงมี่บีบมือน้องสาวตอบตูชานเฟิงเห็นเย่เฉิงมี่เริ่มให้ความสนใจรอบน

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๑๘ เมื่อไม่อยากให้กลับยิ่งต้องกลับไปให้ได้

    ๑๘เมื่อไม่อยากให้กลับยิ่งต้องกลับไปให้ได้เมื่อเปิดตัวแล้วว่าเป็นคู่สามีภรรยาทั่วไปมิใช่มีพื้นที่ระหว่างกัน ทะเลาะกันมากกว่าปราศรัย คืนนี้ตูชานเฟิงก็ย้ายมานอนกับเย่หยูเหวินที่เรือนหลังน้อย “ท่านอ๋อง คืนนี้ห้ามยุ่งกับหม่อมฉันนะเพคะ”ตูชานเฟิงชะงักในตอนที่กำลังเอนกายลงนอนข้างพระชายา จากที่ตอนแรกจะเข้านอนได้เปลี่ยนมานั่งกอดอกมองหน้านาง“เห็นเปิ่นหวางเป็นบุรุษมักมากในกามหรือ สามีภรรยานอนคุยกันไม่ได้เลย” ปลายเสียงสูง“ก็…เพคะ! ในใจหม่อมฉันท่านอ๋องเป็นคนเช่นนั้น อีกอย่างเมื่อช่วงเย็นท่านอ๋องก็เพิ่งตรัสว่าหากหม่อมฉันปรนนิบัติได้ถึงใจจะไม่รับชายารอง”เมื่อหาคำแก้ตัวไม่ได้และอยากทราบความจริง เย่หยูเหวินจึงเปลี่ยนใจถามสวามีตามตรง จิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่านเพราะคิดไปเอง “คืนนี้ไม่แล้ว แคร่ไม้ไผ่ไม่แข็งแรงพอรองรับพละกำลังของเปิ่นหวาง” …!!!“หน้าแดงอีกแล้ว เผลอคิดไปเองอีกแล้วหรือ”ใบหน้าที่ฉายความล้อเลียนของเขาทำหญิงสาวอายยิ่งกว่าโดนจับได้เรื่องที่คิดไปเอง ทำหน้าตัดพ้อเขาแล้วนอนหันหลังให้ทันที “ราตรีสวัสดิ์เพคะ…อะ!”เย่หยูเหวินร่างแข็งทื่อเมื่อโดนสวมกอดจากด้านหลัง แผ่นหลังแนบชิดแผ่นอก ลมหายใจอุ่นร

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๑๗ มิอาจอยู่เล่นที่นี่ได้อีกแล้ว

    ๑๗มิอาจอยู่เล่นที่นี่ได้อีกแล้ว“เปิ่นหวางจะปลูกผักไปทำไมในเมื่อหลานรักปลูกอยู่แล้ว ทำต่อไป เจ้าทำได้…สู้!”สองน้าหลานมองท่าให้กำลังใจจอมปลอมนี้ด้วยสีหน้าปั้นยาก ตูชานเฟิงเห็นสีหน้าเช่นนี้พลันกอดอกถามอย่างเอาเรื่อง (ที่ไม่จริงจังมากนัก)“มองเปิ่นหวางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”“เสด็จอาดูแปลกไปพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ไม่เพียงทำให้ตูชานเฟิงร้อนตัวเท่านั้น เย่หยูเหวินที่ร้อนตัวไปเช่นกันตั้งคำถามพร้อมสวามี“แปลกไปอย่างไร/แปลกหรือ” เย่หยูเหวินตูชานเฟิงตูชานหลินกอดอกหรี่ตามองทั้งคู่“ตอนแรกข้าก็คิดว่าแปลกอยู่นิดหน่อย แต่พอท่านทั้งสองถามพร้อมกันเช่นนี้ยิ่งดูแปลกขึ้นไปใหญ่ หรือว่าไปแอบทำอันใดมิถูกมิควร”“จะ เจ้าคิดมากแล้ว เราอภิเษกกันอย่างถูกต้องตามประเพณี หนังสือสมรสก็ลงนามแล้ว จะใช้คำว่าแอบได้อย่างไร” เย่หยูเหวินหัวเราะกลบเกลื่อนไม่ดูหน้าสวามีที่ถึงกับตาโต เพราะคำพูดเมื่อครู่ได้เผยความจริงทั้งหมดแล้ว“อ้อ ที่แท้ก็แอบทำเรื่องนี้กันนั่นเอง แท้จริงแล้วท่านน้ากับเสด็จอายังไม่ผ่านการเข้าห้องหอกันใช่หรือไม่ ช่วงนี้เสด็จอามาวอแวกับท่านน้าเพราะหลงเสน่ห์จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หรืออาจจะเป็นวันเช็ดตัว หรืออา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status