หน้าหลัก / รักโบราณ / ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า / ๗ ก็แค่อยากรู้จะรอดไปได้กี่น้ำ

แชร์

๗ ก็แค่อยากรู้จะรอดไปได้กี่น้ำ

ผู้เขียน: ซูเมี่ยวหลิง
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-31 15:34:42

ก็แค่อยากรู้จะรอดไปได้กี่น้ำ

นอนใกล้ภูเขามานานได้ยินเสียงสัตว์ปีกดังเสียดหู จนเริ่มชิน แต่เรื่องเดียวที่เย่หยูเหวินยังไม่ชินก็คือเรื่องปากท้อง ตกดึกนางเริ่มหิวอีกครั้ง ยกมือขึ้นกุมท้องเมื่อเสียงท้องร้องเริ่มดังกว่าเสียงจักจั่น

“เฮ้อ~อีกนานเพียงใดหนอกว่าข้าจะชิน กระเพาะชินเรื่องทานน้อยให้ข้าสักทีเถิด…”

เย่หยูเหวินค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง มองไปทางแคร่เล็กที่ตั้งอยู่มุมห้องเห็นเจียวเจียวนอนนิ่งในผ้าห่ม นางก็เอนตัวลงไปนอนที่เดิมด้วยความหงุดหงิดไม่น้อย

“เบื่อคนผอม เมื่อไรข้าจะกลับไปรู้สึกถึงอารมณ์นั้นบ้าง ไม่อยากนอนหิวกลางคืนแบบนี้อีกแล้ว”

เย่หยูเหวินยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก พยายามข่มตาให้หลับ นับแกะก็แล้วแต่ก็ยังข่มตาให้หลับไม่ได้ สุดท้ายก็ลุกขึ้นมา สวมชุดคลุมแล้วเดินออกไปด้านนอก เสียงเหยียบไม้ที่ลงน้ำหนักเยอะปลุกเจียวเจียวให้ตื่นจากนิทรา

“เช้าแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู”

เจียวเจียวยันกายขึ้นนั่ง สะบัดหน้าไล่ความง่วงงุน รู้สึกนอนไม่พอราวกับเพิ่งนอนไปไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น ตลบผ้าห่มออกเดินมาหาคุณหนู

“ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ข้าแค่…หิว”

เย่หยูเหวินเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม อายสาวใช้ไม่น้อย แต่ก็ยอมรับไปตามตรง 

“เหลือแต่เนื้อแห้งเจ้าค่ะ ข้าวไม่เหลือแล้ว”

“ไม่มีสักนิดเลยหรือ”

“หมดแล้วเจ้าค่ะ ท่านองครักษ์ทั้งหลายทานกันหมดแล้ว ไยทานจุกันเช่นนี้” ประโยคหลังเจียวเจียวตั้งใจบ่นองครักษ์ ทว่าดันกระทบเย่หยูเหวินไปด้วย

“ข้าเจ็บนะ”

“บ่าวไม่ได้ว่าคุณหนูเจ้าค่ะ”

“แต่มันกระทบข้า!”

เจียวเจียวไม่อาจเอ่ยสิ่งใดนอกจากคำขออภัย ชดเชยความผิดด้วยการไปเอาเนื้อตากแห้งที่อยู่เรือนครัวซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเรือนนอนทั้งสามหลัง

“ข้าไปด้วย ค่ำมืดแล้ว อันตราย”

เจียวเจียวที่กลัวผีมากกว่ารีบตอบรับ ยื่นมือมาจับแขนเย่หยูเหวินไว้ เดินลงไปพร้อมกัน

“คุณหนู…”

ทว่าเพียงนางเหยียบลงหน้าชานเรือนก้าวแรกเท่านั้นก็ได้ยินเสียงหนิงลิ่วดังขึ้นจากด้านล่าง

“หนิงลิ่ว กางกระโจมแล้วมิใช่หรือ ไยมานอนตากน้ำค้างตรงนี้”

หนิงลิ่วและองครักษ์คนหนึ่งที่นั่งผิงไฟยืนขึ้นเต็มความสูงเมื่อเห็นพระชายากลางดึก พวกเขาคาดเดากันว่านางประสบสถานการณ์ฉุกเฉิน เตรียมตั้งรับ

“เวรกลางดึกขอรับ พวกเราผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายาม แม้ที่นี่จะมีการลาดตระเวนของหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ขอรับ…ว่าแต่คุณหนูลุกกลางดึกเช่นนี้ มีเรื่องอันใดหรือไม่”

“เอ่อ คือข้า…” เย่หยูเหวินเริ่มอายที่ต้องยอมรับตามตรงกับหนิงลิ่ว

“ข้าหิว!” เจียวเจียวที่เข้าใจคุณหนูจึงออกรับให้เอง

หารู้ไม่ว่าหนิงลิ่วและองครักษ์อีกคนรู้ทันแล้ว พวกเขามองหน้ากัน ลอบยิ้ม

“ที่แท้ก็หิวนั่นเอง เช่นนั้นทานมันเผ่าหรือไม่ พวกเราเพิ่งเอาเข้ากองฟืนเมื่อครู่ ตอนนี้คงสุกแล้ว”

เจียวเจียวไม่ตอบ ชำเลืองมองเย่หยูเหวินที่ทำทีเป็นมองไปทางอื่นแต่ลอบพยักหน้าให้

“ดีเลย! คุณหนูจะทานเป็นเพื่อนบ่าวใช่หรือไม่เจ้าคะ” เจียวเจียวถามในเชิงออดอ้อน

เย่หยูเหวินแสดงท่าทีฝืนใจ “ก็ได้ เห็นแก่ที่เจ้าทำหน้าขอร้อง” เดินไปนั่งขอนไม้ใกล้กองฟืน

หนิงลิ่วเม้มปากกลั้นหัวเราะ เดินมานั่งข้างพระชายาเตรียมมันลูกใหญ่ให้ทั้งสอง

“ลูกนั้นเผือกหรือไม่”

“ขอรับคุณหนู แต่สุกยากกว่าต้องรออีกครู่หนึ่ง”

“ไม่เป็นไร เอาที่มีมาก่อนก็ได้ เจียวเจียวหิวแย่แล้ว” คนที่ปากบอกคนอื่นหิวดวงตากำลังจับจ้องอยู่ที่หัวมันมีไอร้อนโชยอ่อน

“ระวังขอรับ”

นางยื่นมือไปรับโดยจับตรงใบไม้ เจียวเจียวเสนอตัวช่วย ทว่าเย่หยูเหวินปฏิเสธ ให้นางทานของตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง

“ร้อนจริง!” เย่หยูเหวินเป่า ๆ อยู่สักพักเมื่อหายร้อนแล้วก็ลงมือปอกเปลือกออกเฉพาะด้านบน ก้มหน้าลงกัด เคี้ยวแก้มตุ้ยถูกใจในรสชาติ

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

“อร่อย! ไปหามาจากที่ใดหรือ” เย่หยูเหวินถามโดยไม่ได้หันไปมองหน้าหนิงลิ่วที่อึกอักไปครู่หนึ่ง

“เอ่อ หามาขอรับ”

คำตอบนี้เรียกใบหน้างามเงยหน้าขึ้นมองเขา ชี้นิ้วไปทางตะกร้าที่อยู่ด้านหลัง

“หาหมดทั้งกระบุงนั่นเลยหรือ เก่งเกินไปแล้ว ข้าคิดว่าซื้อมาจากคนในหมู่บ้านเสียอีก”

หนิงลิ่วอยากยกมือขึ้นตบหน้าผากตนนัก สุดท้ายก็สมรับไปว่าซื้อมาจากคนในหมู่บ้าน

“ขอรับ ข้าน้อยซื้อมาจากคนในหมู่บ้าน เขาเห็นเราดูมีฐานะเลยเอามาขายให้เป็นกระบุงเลย”

เย่หยูเหวินส่ายหน้าให้หนิงลิ่วเบา ๆ

“เรายังเอาตัวไม่รอดแล้ว ใจบุญสุนทานเหลือเกิน”

พอนึกภาพว่าตนต้องทำมาหาเลี้ยงชีพเพราะทรัพย์สินที่มีย่อมร่อยหรอลงทุกวัน เย่หยูเหวินก็ท้อ ทานของที่อยู่ในมือไม่ลง

“อิ่มแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู…นี่เจ้าค่ะ บ่าวปอกให้” เจียวเจียวยังไม่ได้ทานมันเผาแม้แต่คำเดียว ปลอกให้คุณหนูก่อนตนทานทีหลัง

“ในเมื่อเจ้าปอกให้แล้ว ข้าก็จะฝืนทานแล้วกัน”

ความอยากอาหารหายไปและกลับมาเร็วพอ ๆ กับไอร้อนที่หายไปกลางอากาศ…กลับมาทานอร่อยหวานลิ้นเหมือนเดิม!

“เดินร่วมทางกันมาหลายวันแล้วไม่ได้ถามเสียที เจ้านามว่าอันใด”

เย่หยูเหวินมององครักษ์ที่ร่วมผิงไฟด้วยกัน

“กระหม่อม…เอ๊ย! ข้าน้อยเถาจื่อขอรับ”

“เถาจื่อ! ชื่อหวานนัก”

องครักษ์เถาจื่อยกมือเกาต้นคอ ไม่เพียงชื่อที่หวาน หน้าเขาก็จัดว่าหวานกว่าบุรุษทั่วไป

“ท่านแม่อยากได้บุตรสาวเพราะมีบุตรชายมาสามคนแล้ว ท้องสี่หมายมาดในใจว่าต้องได้บุตรสาวแน่ แม้แต่ชื่อก็เตรียมเอาไว้แล้ว สุดท้ายก็ได้บุตรชายเพิ่มมาอีกหนึ่งเป็นข้าน้อยเองขอรับ”

“ข้าเข้าใจมารดาเจ้า เหมือนท่านพ่อของข้าที่มีแต่บุตรสาวจนอุปการะบุตรชายเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง เอาหลานญาติสายรองมา”

เมื่อพูดถึงบิดาแล้ว เย่หยูเหวินก็เกิดความเศร้าหมองขึ้นในใจ นางยังสามารถทานมันหวานได้อย่างอร่อย ชีวิตยังมีอิสระ เริ่มคิดแทนบิดาแล้วว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คืออิสรภาพที่นางมีในตอนนี้

เจียวเจียวเห็นคุณหนูเศร้าก็ยื่นมันที่เพิ่งปอกให้นาง ตอนแรกจะทานเอง จนกระทั่งปอกหัวที่สองก็ยังไม่ได้ทานแม้แต่คำเดียว

“เจ้าปลอบใจข้าหรือ” รับมาวางไว้บนใบไม้รองกันร้อน ความเศร้ายังอยู่แต่อดของกินไปก็ไม่ทำให้หายเศร้า กัดหมับลงที่หัวมัน “เฮ้อ~”

บรรยากาศรอบกองฟืนไม่ครึกครื้นเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว ทุกคนทานกันเงียบ ๆ ต่างความคิดต่างจิตใจ ตรงข้ามกับคนที่ลอบมองอยู่ที่สายตาจับจ้องเพียงใบหน้างามเท่านั้น

“เห็นอาหารอยู่ตรงหน้านางเศร้าเป็นด้วยหรือ…หรือจะไม่ถูกปาก”

ตูชานเฟิงบีบไหล่หลางหลางเมื่อคิดว่าพระชายาตนไม่ถูกปากมันหวานที่เขาเป็นคนเสนอให้ซื้อติดครัวเอาไว้

“เจ้าบอกว่าสตรีชอบ”

“ขะ ขออภัยท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยลืมไปว่าพระชายาไม่เหมือนสตรีทั่วไป”

ตูชานเฟิงหายใจฮึดฮัด ละมือจากไหล่หนา กอดอกมองเย่หยูเหวินอยู่เงียบ ๆ ในหัวจัดลำดับความคิดว่าจะซื้ออันใดมาตุนครัวไว้ให้นางดี เมื่อคิดได้แล้วก็เอ่ยบอกความคิดตนให้คนสนิทรับรู้

“พรุ่งนี้ไปซื้อไข่ไก่เอาไว้ให้หนิงลิ่วทำอาหาร หมูกับวัวด้วย เอาแบบเป็นตัวไม่ต้องเป็นเนื้อจะได้ทานได้เยอะ ๆ”

“ปะ เป็นตัวเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“มิเช่นนั้นเล่า! สตรีอัปลักษณ์นั่นทานเยอะเพียงใดเจ้าไม่รู้หรือ ขายตามเขียงเนื้อไม่พอกระเพาะนางหรอก”

หลางหลางไม่ปล่อยผ่านความคิดนี้ หาเหตุผลอื่นมาโน้มน้าวท่านอ๋องที่ปากอย่างใจอย่าง

“หากทำเช่นนั้น พระชายาได้สงสัยว่าท่านอ๋องให้การช่วยเหลืออย่างลับ ๆ แน่พ่ะย่ะค่ะ ไก่พอทำเนาแต่วัวทั้งตัวกระหม่อมว่าไม่เข้าท่านัก พระชายาทรงรับความห่วงใยนี้ไม่ไหวแน่”

“ห่วงหรือ…เหอะ! เปิ่นหวางหรือห่วงนาง ที่ยังไม่กลับก็แค่อยากรู้ว่านางจะรอดไปได้สักกี่น้ำ เห็นหรือไม่ กลางดึกหิวจริงด้วย”

“พ่ะย่ะค่ะ ๆ ไม่ห่วงใยก็ไม่ห่วงใย”

หลางหลางรับคำเพื่อไม่ให้มีปัญหา ในใจคิด…

ไม่รู้ท่านอ๋องปากแข็งหรือไม่รู้ใจตัวเองกันแน่ แล้วพระชายาจะซูบลงเมื่อใดหนอ แบบนี้เรียกดัดนิสัยแล้วหรือ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๒๒ บทส่งท้าย

    ๒๒บทส่งท้ายเสนาบดีหลิวที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาไม่ยิ่งหย่อนไปว่าอัครมหาเสนาบดี ยามนี้ถูกตัดสินให้เป็นผู้หมิ่นเบื้องสูง สอบสวนเพิ่มเติมและลงอาญาแต่เนื่องจากเขาคือนักโทษที่เจ้าแผ่นดินหมายตาเอาไว้ ผู้คุมขังผู้สอบสวนไม่คิดผ่อนปรน ใช้วิธีทรมานเฆี่ยนไม่ยั้งจนกว่าจะรับคำสารภาพตอนแรกเสนาบดีหลิวย่อมไม่รับสารภาพ จนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้ใช้วิธีของกองทัพยามเค้นไส้ศึก เอาเหล็กร้อนจี้ที่จุดกึ่งกลางกายชายหนุ่ม หลิวยี่ฉิงถึงได้ยอมรับสารภาพ โทษตัดสินประหารชีวิตกลางเมืองส่วนหลิวกุ้ยเฟยที่ไม่มีโอกาสได้ถวายตัวเลยสักครั้งถูกเนรเทศเป็นสามัญชนแนวชายแดนเรื่องราวของตระกูลหลิวเป็นที่พูดถึงทั่วทั้งแคว้น แม้แต่ในวังหลวงก็ยังพูดเรื่องของเสนาบดีหลิวอยู่ เช่นยามนี้กำลังเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างไทฮองไทเฮาและไทเฮา“สตรีตระกูลเย่วาสนาสูงส่งนัก ฝ่าบาทยอมลงโทษขุนนางใหญ่เพียงเพราะเขาจ้างวานนักฆ่าไปปลิดชีพนาง ชาวเมืองลือกันทั่ว ฝ่าบาทมั่นในรัก ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หญิงงามมาครอบครอง”คำพูดยืดยาวของไทฮองไทเฮามีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกพระทัยไทเฮา“พี่หญิงกล่าวว่าเพียงจ้างวานหรือ”ไทฮองไทเ

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๒๑ ชัยชนะมอบแด่เจ้า

    ๒๑ชัยชนะมอบแด่เจ้าการศึกชายแดนกินเวลาราวสองเดือนก็จบลง ฮ่องเต้ตูชานโถวสามารถพาทหารเรือนแสนกำชัย ชูธงแคว้นต้าชานโบกสะบัดลมพัดพลิ้ว กลับเมืองหลวงโดยเสียเลือดเนื้อไม่มากกองทัพหลวงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงวันนี้ ถูชานเฟิงตื่นเต้น สองเดือนที่ผ่านมาเขาได้รับข่าวสารผ่านสายข่าว ดูการสู้รบผ่านการบรรยายทางตัวอักษรจึงเฝ้ารอที่จะได้ฟังการถ่ายทอดเรื่องราวการศึกแล้ว “หยูเหวิน” “…”“หยูเหวินตื่น เช้าแล้ว วันนี้เราต้องไปรับเสด็จ จำมิได้หรือ” ตูชานเฟิงกระซิบข้างหูพระชายาเสียงแหบพร่า สูดกลิ่นตรงซอกคอหอมกรุ่นแล้วคลอเคลียนางการกระทำนี้เป็นไปเพื่อ ‘ปลุก’ แต่หากเช้านี้ได้มากกว่านั้น เขาจะถือว่าเป็นกำไร!“...ท่านอ๋อง หม่อมฉันบอกพระองค์แล้วว่าไม่ต้อง ๆ เมื่อคืนก็ยังเคี่ยวกรำหม่อมฉันทั้งคืน เหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่าพูดถึงเดินเหินเลยเพคะ แค่ลุกขึ้นนั่งจากเตียงยังยาก”เย่หยูเหวินอยากร้องไห้ ยิ่งตอนที่ผิวหนังสัมผัสได้ถึงจมูกโด่ง ลมหายใจอุ่นร้อน สัญญาณเริ่มการโหมกายลงร่างกายนาง ร้องไห้ไปแต่ก็ต้องตอบสนองมีอยู่จริง เมื่อคืนเป็นหนึ่งในคืนที่นางมอบกายถวายเขา ร่างกายที่เคยเป็นของนางคนเดียว…มิใช่อีกแล้ว!“เช่นนั้นนอ

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๒๐ เปิ่นกงกลับมาแล้ว

    ๒๐เปิ่นกงกลับมาแล้ว ขบวนเดินทางรับเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทเข้าสู่เมืองหลวง มีชาวเมืองจำนวนมากมาต้อนรับ ไม่เหมือนครั้งที่ออกจากเมืองหลวง สิ่งที่ทำให้เย่หยูเหวินและเย่เฉิงมี่ดีใจที่สุดคือการเห็นบิดาและน้องชายบุญธรรมมารอรับหน้าประตูเมืองโดยที่ร่างกายไม่มีจุดใดบุบสลาย “ท่านพ่อ…” เย่หยูเหวินขอลงจากรถม้าต่างจากเย่เฉิงมี่ที่เปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ดูให้แน่ใจว่าบิดาไม่ได้รับอันตรายใด “คำนับพระชายา” เย่หยูเหวินรีบดึงเย่หวงซู่ ไม่ให้เขาทำความเคารพตน แม้จะทราบว่าบิดามิใช่คนซื่อมือสะอาด แต่ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางอย่างดีมาตลอด “ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ” ตูชานเฟิงลงจากม้าเดินเข้ามาคารวะพ่อตา เย่หวงซู่ผงกศีรษะคารวะตอบทั้งยังโค้งต่ำกว่าเขยสูงศักดิ์ “คำนับท่านอ๋อง” “หลายวันมานี้ท่านพ่อตาลำบากแล้ว” “มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงคืนตำแหน่งให้กระหม่อมเท่านั้นแต่ยังส่งคนไปเชิญเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทหวนคืนสู่วังหลวง ทรงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น”

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๑๙ เวลาพักผ่อนหมดลงแล้ว

    ๑๙เวลาพักผ่อนหมดลงแล้วสถานการณ์ทางหมู่บ้านซ่งชู่กลับสู่สภาพปรกติ ชาวบ้านช่วยกันดับไฟส่วนที่เสียหายเตรียมซ่อมวันพรุ่งนี้ เรือนใครเสียหายมากนอนเรือนเพื่อนบ้านมือสังหารที่สิ้นชีพในหมู่บ้านถูกลากไปเผารวมกันอยู่ที่เนินเตี้ย ไม่ฝังเอาไว้ให้รกพื้นที่ทำกิน“ดีที่ดับไฟกันได้ทุกหลัง ดีที่สุดคือไม่มีใครเป็นอันใด มิเช่นนั้นพี่ได้รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่”เย่เฉิงมี่เอ่ยในยามที่ฟังคำรายงานจากองครักษ์ทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องรอการสอบสวนนางก็ทราบว่ามือสังหารพุ่งมาที่ใคร ที่ผ่านมาหมู่บ้านซ่งชู่สงบเงียบ นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรอยู่ที่นี่ต่อหรือไปจากที่นี่ คืนความสงบสุขให้กับทุกคน“พี่หญิง สีหน้าพี่หญิงดูไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”“พี่แค่…รู้สึกผิดกับทุกคน หรือว่าพวกเราควรไปจากที่นี่ ยอมแพ้เสีย” ปลายเสียงเย่เฉิงมี่แผ่วเบาเพราะการที่นางเอ่ยคำนี้ออกมาไม่ต่างอันใดกับการตอบตกลงกลับเมืองหลวงแล้วรับตำแหน่งฮองเฮาอีกครั้ง“พี่หญิง…”เย่หยูเหวินไม่รู้ว่าตนจะปลอบพี่สาวอย่างไรนอกจากยื่นมือไปบีบมือบาง ให้กำลังใจกันและกันในยามยากลำบาก“พี่ไม่เป็นไร” เย่เฉิงมี่บีบมือน้องสาวตอบตูชานเฟิงเห็นเย่เฉิงมี่เริ่มให้ความสนใจรอบน

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๑๘ เมื่อไม่อยากให้กลับยิ่งต้องกลับไปให้ได้

    ๑๘เมื่อไม่อยากให้กลับยิ่งต้องกลับไปให้ได้เมื่อเปิดตัวแล้วว่าเป็นคู่สามีภรรยาทั่วไปมิใช่มีพื้นที่ระหว่างกัน ทะเลาะกันมากกว่าปราศรัย คืนนี้ตูชานเฟิงก็ย้ายมานอนกับเย่หยูเหวินที่เรือนหลังน้อย “ท่านอ๋อง คืนนี้ห้ามยุ่งกับหม่อมฉันนะเพคะ”ตูชานเฟิงชะงักในตอนที่กำลังเอนกายลงนอนข้างพระชายา จากที่ตอนแรกจะเข้านอนได้เปลี่ยนมานั่งกอดอกมองหน้านาง“เห็นเปิ่นหวางเป็นบุรุษมักมากในกามหรือ สามีภรรยานอนคุยกันไม่ได้เลย” ปลายเสียงสูง“ก็…เพคะ! ในใจหม่อมฉันท่านอ๋องเป็นคนเช่นนั้น อีกอย่างเมื่อช่วงเย็นท่านอ๋องก็เพิ่งตรัสว่าหากหม่อมฉันปรนนิบัติได้ถึงใจจะไม่รับชายารอง”เมื่อหาคำแก้ตัวไม่ได้และอยากทราบความจริง เย่หยูเหวินจึงเปลี่ยนใจถามสวามีตามตรง จิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่านเพราะคิดไปเอง “คืนนี้ไม่แล้ว แคร่ไม้ไผ่ไม่แข็งแรงพอรองรับพละกำลังของเปิ่นหวาง” …!!!“หน้าแดงอีกแล้ว เผลอคิดไปเองอีกแล้วหรือ”ใบหน้าที่ฉายความล้อเลียนของเขาทำหญิงสาวอายยิ่งกว่าโดนจับได้เรื่องที่คิดไปเอง ทำหน้าตัดพ้อเขาแล้วนอนหันหลังให้ทันที “ราตรีสวัสดิ์เพคะ…อะ!”เย่หยูเหวินร่างแข็งทื่อเมื่อโดนสวมกอดจากด้านหลัง แผ่นหลังแนบชิดแผ่นอก ลมหายใจอุ่นร

  • ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า   ๑๗ มิอาจอยู่เล่นที่นี่ได้อีกแล้ว

    ๑๗มิอาจอยู่เล่นที่นี่ได้อีกแล้ว“เปิ่นหวางจะปลูกผักไปทำไมในเมื่อหลานรักปลูกอยู่แล้ว ทำต่อไป เจ้าทำได้…สู้!”สองน้าหลานมองท่าให้กำลังใจจอมปลอมนี้ด้วยสีหน้าปั้นยาก ตูชานเฟิงเห็นสีหน้าเช่นนี้พลันกอดอกถามอย่างเอาเรื่อง (ที่ไม่จริงจังมากนัก)“มองเปิ่นหวางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”“เสด็จอาดูแปลกไปพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ไม่เพียงทำให้ตูชานเฟิงร้อนตัวเท่านั้น เย่หยูเหวินที่ร้อนตัวไปเช่นกันตั้งคำถามพร้อมสวามี“แปลกไปอย่างไร/แปลกหรือ” เย่หยูเหวินตูชานเฟิงตูชานหลินกอดอกหรี่ตามองทั้งคู่“ตอนแรกข้าก็คิดว่าแปลกอยู่นิดหน่อย แต่พอท่านทั้งสองถามพร้อมกันเช่นนี้ยิ่งดูแปลกขึ้นไปใหญ่ หรือว่าไปแอบทำอันใดมิถูกมิควร”“จะ เจ้าคิดมากแล้ว เราอภิเษกกันอย่างถูกต้องตามประเพณี หนังสือสมรสก็ลงนามแล้ว จะใช้คำว่าแอบได้อย่างไร” เย่หยูเหวินหัวเราะกลบเกลื่อนไม่ดูหน้าสวามีที่ถึงกับตาโต เพราะคำพูดเมื่อครู่ได้เผยความจริงทั้งหมดแล้ว“อ้อ ที่แท้ก็แอบทำเรื่องนี้กันนั่นเอง แท้จริงแล้วท่านน้ากับเสด็จอายังไม่ผ่านการเข้าห้องหอกันใช่หรือไม่ ช่วงนี้เสด็จอามาวอแวกับท่านน้าเพราะหลงเสน่ห์จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หรืออาจจะเป็นวันเช็ดตัว หรืออา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status