เข้าสู่ระบบ๖
หมู่บ้านซ่งชู่ติดภูเขาและแม่น้ำสายน้อย
หลังจากสร้างสุสานให้ทหารผู้วายชนม์แล้วเสร็จทุกคนก็ออกเดินทางในทันที
การเดินทางที่มีตูชานเฟิงและทหารกว่าห้าสิบนายเป็นไปอย่างราบรื่น
ไม่มีใครได้นอนกลางดินกินกลางทรายอีกเพราะตูชานเฟิงออกเงินเช่าโรงเตี๊ยม เดินทางต่อเพียงเก้าวันก็ถึงหมู่บ้านซ่งซู่ที่ติดภูเขาและแม่น้ำสายน้อย
“ทางข้างหน้าก็ถึงแล้ว”
เย่หยูเหวินได้ยินคำพูดนี้ก็เปิดหน้าต่างรถม้าดู ดวงตาเป็นประกาย ริมฝีปากอ้าค้างตะลึงในความงามของทิวทัศน์
จังหวะนั้นตูชานเฟิงหันมาเห็นพอดี สั่งหลางหลางนำขบวน ส่วนตนดึงบังเหียนม้าย้อนกลับมาหาพระชายาที่กำลังตื่นเต้นให้กับทิวทัศน์ที่ไม่ได้เห็นบ่อย ๆ
“เจ้าบ้านนอกหรือบ้านใน”
สุนทรียภาพถูกทำลายด้วยคำพูดประโยคเดียวของสวามี เย่หยูเหวินค้อนใส่เขา ไม่ต่อล้อต่อเถียง เลือกที่จะปิดหน้าต่างหนีตัดบทสนทนา
“นี่เจ้า…” ตูชานเฟิงที่ถูกปฏิบัติด้วยท่าทางนี้ถึงกับนิ่งค้าง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน บังคับม้าจากไป
เย่เฉิงมี่ที่อยู่รถม้าคันแรกยื่นหน้าไปมองเหตุการณ์ด้านหลัง ส่งยิ้มให้ตูชานเฟิงที่รีบปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉยเมื่อโดนพี่สาวในวัยเด็กยิ้มหยอกล้อ
“พ่อแง่แม่งอน” ส่ายหน้าให้ทั้งสองเบา ๆ แล้วปิดหน้าต่างรถม้าเอาไว้เช่นเดิม
“หยุด~”
ไม่นานเสียงสั่งหยุดขบวนก็ดังขึ้น ทุกคนทยอยกันลงจากรถม้า มองทางเข้าหมู่บ้านที่ตอนนี้มีชาวบ้านเดินเข้าออก ถือตะกร้าจอบเสียมใช้ชีวิตปรกติ ไม่มีใครแสดงท่าทางแปลกใจที่เห็นคนนอกหมู่บ้านเดินทางกลุ่มใหญ่มาที่นี่
“ชานเฟิง ทุกคนดูไม่อะไรกับเราเลย คนที่นี่ทราบว่าเราจะมาที่นี่หรือไม่”
“ที่นี่เป็นหมู่บ้านทหารที่ปลดระวางแล้วไม่มีที่ไป ชาวบ้านส่วนใหญ่คือทหารเก่าและครอบครัว ฝ่าบาทให้ความอนุเคราะห์สร้างหมู่บ้านนี้ขึ้น ไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา ทุกคนมีอาชีพทำไร่ทำสวน หาเลี้ยงชีพเช่นชาวบ้านทั่วไป คิดดูแล้วกันว่าต่อจากนี้จะหาเลี้ยงชีพด้วยวิธีใด”
ตูชานเฟิงกล่าวคล้ายจะส่งไว้ที่นี่แล้วกลับเลย เย่หยูเหวินที่เข้าใจไปในทางนี้เดินเข้าใกล้สวามีมากขึ้น
“จะทิ้งพวกเราไว้ที่นี่ ไม่มีใครดูแลเลยหรือเพคะ”
ตูชานเฟิงกอดอกเหยียดยิ้มร้าย “อยากได้คนดูแลให้กลับเมืองหลวง หากอยู่ห่างจากเมืองหลวงต้องดูแลตัวเอง”
เย่เฉิงมี่ที่เตรียมใจต้องดูแลตัวเองอยู่แล้วบอกน้องสาวด้วยไม่อยากให้นางตกที่นั่งลำบาก
“หยูเหวิน กลับกับท่านอ๋องดีหรือไม่ พี่…”
“ไม่เจ้าค่ะ พี่หญิงอยู่ที่นี่ข้าก็จะอยู่ที่นี่ ใครรักสบายเชิญกลับเมืองหลวงไปได้เลย” เย่หยูเหวินตวัดสายตาไปมองสวามี สื่อให้เขารู้ว่านางหมายถึงใคร
“ยังไม่ทันได้ลองใช้ชีวิตหาเลี้ยงชีพเองก็ประชดอยากกลับเมืองหลวงแล้ว เปิ่นหวางถามเจ้าอีกครั้ง อยากกลับหรือไม่ เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน”
ปรามาส สบประมาท เล่นกับอารมณ์ทางใจเช่นนี้ยิ่งทำให้เย่หยูเหวินอยากเอาชนะ ไม่หันไปพูดกับสวามีแต่หันไปชวนพี่สาวเข้าไปในหมู่บ้าน
“พี่หญิง เราไปกันเจ้าค่ะ ให้รู้ว่าสตรีเช่นเราจะเอาตัวรอดได้หรือไม่”
เย่หยูเหวินเดินนำเข้าไปในหมู่บ้านก่อนไม่นั่งรถม้า เจียวเจียวรีบเดินตาม เย่เฉิงมี่ยังไม่ตามน้องสาวเข้าไป อยู่กล่าวขอบคุณตูชานเฟิงที่มาส่งที่นี่
“จะไม่เข้าไปพักด้านในก่อนหรือ”
ชายหนุ่มละสายตาจากแผ่นหลังพระชายามามองหน้าเย่เฉิงมี่
“ข้าคงไม่อยู่แล้ว ที่นี่ปลอดภัยมาก พี่สาวขอความช่วยเหลือทุกคนได้ หากขาดเหลือสิ่งใดบอกหนิงลิ่ว เขาจะจัดการให้ทุกอย่าง”
เย่เฉิงมี่ในใจคิด…ว่าแล้ว
“เมื่อครู่กลับพูดอีกอย่าง ต้องเอาชนะกันแม้แต่เรื่องนี้ด้วยหรือชานเฟิง”
“น้องสาวท่านดื้อดึงเกินไป ต้องดัดนิสัยเสียบ้าง พี่สาวเข้าไปด้านในเถิด ข้าจะกลับแล้ว”
เย่เฉิงมี่พยักหน้ารับแล้วอวยพรให้ชายหนุ่มเดินทางโดยสวัสดิภาพ ตูชานเฟิงมองส่งทุกคนจนกระทั่งลับสายตาถึงได้หมุนตัวเดินไปขึ้นม้า ขี่นำทหารจากไป
ทางด้านในหมู่บ้าน…
“คุณหนู เราจะอยู่ที่นี่กันจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
เย่หยูเหวินมองเรือนไม้ไผ่ตรงหน้าที่ลมสามารถเข้าได้ทุกช่อง นางไม่แปลกใจที่สาวใช้ถามเช่นนี้ เพราะจวนอัครมหาเสนาบดี เรือนเก็บฟืนยังดีกว่าที่นี่ ไม่ต้องพูดถึงเรือนนอนที่เจียวเจียวเคยอยู่ คุณหนูอยู่สบายนางก็อยู่สบาย
“ทำอย่างไรได้ เราจะแพ้ไม่ได้”
“ไยต้องชนะท่านอ๋องให้ได้ด้วยเจ้าคะ ลำบากตัวเองเปล่า ๆ ปวดใจไม่พอยังทรมานร่างกาย”
เจียวเจียวบ่นอุบอิบไม่กล้าเอ่ยเสียงดังเพราะทราบว่าคำพูดนี้ระคายใจคุณหนู
“เจ้าสบายจนชิน หัดรู้จักลำบากเสียบ้าง”
“ในเมื่อเราสบายได้ เหตุใดต้องลำบากด้วยเจ้าคะ”
เย่หยูเหวินกอดอกจ้องหน้าสาวใช้อย่างเอาเรื่อง
“บั่นทอน! หากเจ้าไม่ให้กำลังใจแล้วพร้อมสู้ไปกับข้าก็กลับกับท่านอ๋องไปเลย”
“โธ่~คุณหนู บ่าวจะทิ้งคุณหนูไปได้อย่างไรเจ้าคะ แค่ขอบ่นตามประสาคนรักสบาย อย่าถือสาบ่าวเลยเจ้าค่ะ”
เย่หยูเหวินจ้องหน้าสาวใช้ ดูให้มั่นใจว่านางจะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่
“แน่นะ เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน”
กึก!
ถามเองสะดุ้งเอง ในหัวผุดคำพูดตูชานเฟิงก่อนหน้านี้ ‘ยังไม่ทันได้ลองใช้ชีวิตหาเลี้ยงชีพเองก็ประชดอยากกลับเมืองหลวงแล้ว เปิ่นหวางถามเจ้าอีกครั้ง อยากกลับหรือไม่ เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน’
“บ่าวจะอยู่กับคุณหนู ทุกข์สุขก็อยากอยู่กับคุณหนูไม่เปลี่ยนใจเจ้าค่ะ”
ความรู้สึกตอนนั้นของท่านอ๋องเป็นเช่นนี้เอง ท่าทางอวดเก่งของข้าไม่น่าดูเลยสักนิด
“เอาเถอะ ในเมื่ออยากดูแลข้านักก็อยู่ แต่พึงระลึกไว้เลยว่าเมื่อใดลำบากห้ามโทษข้าเป็นอันขาด เพราะถือว่าเจ้าเลือกแล้ว”
“ท่านอ๋องก็คงอยากตรัสประโยคนี้”
เย่หยูเหวินตีหน้าดุเจียวเจียว “อยู่ ๆ พูดถึงเขาทำไม เรื่องของเราไม่เหมือนกันเหมารวมไม่ได้”
ถ้านี่มิใช่คนที่เบื่อหน้าสามีที่สุด!
“ไม่พูดถึงแล้วก็ได้เจ้าค่ะ”
เจียวเจียวทำสีหน้ารู้สึกผิด เวลานั้นเย่เฉิงมี่ ตูชานหลินและคนสนิททั้งสองเดินมาถึงที่พักพอดี ทุกคนมองสำรวจเรือนไม้ไผ่ สีหน้าไม่ต่างจากเจียวเจียวเท่าไรนัก
“เสด็จแม่ นี่คือที่ที่เราจะอยู่กันต่อจากนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ ดู…สมถะยิ่งแล้ว”
คนที่น่าปรับตัวยากที่สุดก็ตูชานหลิน!
จากอยู่พระราชวังหรูหรา ยามนี้ต้องมาอยู่เรือนไม้ไผ่ที่ลมสามารถเข้าได้ทุกซอกทุกมุม
“อยู่ที่นี่ไม่เหมาะกับการเรียกเสด็จแม่ หลินเอ๋อร์เรียกแม่แบบสามัญชนเถิด”
“ขอรับท่านแม่”
ตูชานหลินรับคำอย่างว่าง่าย ดวงตาเม็ดซิ่งสำรวจเรือนของชาวบ้านที่บ้างก็ทำมาจากเรือนไม้ไผ่ บ้างก็ทำมาจากเรือนไม้ประดู่ แต่ส่วนใหญ่แล้วคือเรือนไม้ไผ่ธรรมดา
“เอาเถิดขอรับ ในเมื่อชาวบ้านยังอยู่กันได้ เหตุใดข้าจะอยู่ไม่ได้” ตูชานหลินเอื้อมมือไปจับมือมารดาและน้าหญิง “ท่านแม่ ท่านน้า พวกเราจะเปลี่ยนจากเรือนไม้ไผ่เป็นไม้เนื้อดีให้ได้ หลินเอ๋อร์จะดูแลทุกคนเองขอรับ”
คนอายุน้อยสุดกลายเป็นคนที่ให้กำลังใจทุกคน หญิงสาวที่เหลือจึงมีแรงฮึดที่จะสู้ชีวิตที่นี่
“พระชายา…”
“เรียกข้าว่าคุณหนู!”
เย่หยูเหวินหันมาตีหน้าดุใส่หนิงลิ่วซึ่งชายหนุ่มเองก็รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที ลับหลังอ๋องหนุ่มเขาไม่กลัวว่าเรื่องจะถึงหูอีกฝ่าย
“ขอรับ คุณหนู!”
“ขนของมาให้แล้ว เจ้าไม่ตามท่านอ๋องกลับหรือ”
“ท่านอ๋องมีรับสั่งให้ข้าน้อยดูแลคุณหนูที่นี่ขอรับ”
เย่หยูเหวินเหลือบมององครักษ์อีกห้าคน เมื่อหมายรวมว่าพวกเขาก็อยู่ที่นี่เช่นกัน
“อ้อ เช่นนั้นจัดการตัวเองกันเล่า ข้าจะไปจัดของเข้าที่แล้ว” เย่หยูเหวินไม่ถามพี่สาวว่าเลือกเรือนใด เพราะสามเรือนที่อยู่ติดกันนี้สร้างเหมือนกันโดยมีทางเชื่อมเป็นสะพานให้ดูเป็นจวนเดียวกัน ต่อไปทำรั้วล้อมรอบได้
“ทุกคนไปพักเถอะ ขนของมาวางไว้ตรงชานเรือนก็พอ เดี๋ยวที่เหลือพวกเราจัดการเองได้”
“พ่ะย่ะค่ะฮองเฮา”
“เรียกข้าว่าเย่ฮูหยินก็พอ”
เย่เฉิงมี่เดินไปยังเรือนของตน ออกคำสั่งเมี่ยนเมี่ยนให้พาตูชานหลินไปพัก วันนี้ไม่คิดทำสิ่งใดอีกนอกจากนอนเก็บแรงเอาไว้เริ่มทำพรุ่งนี้ ยังมีอาหารแห้งเหลืออยู่ ทานพอประทังชีวิตก็อยู่ได้แล้ว
๒๒บทส่งท้ายเสนาบดีหลิวที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาไม่ยิ่งหย่อนไปว่าอัครมหาเสนาบดี ยามนี้ถูกตัดสินให้เป็นผู้หมิ่นเบื้องสูง สอบสวนเพิ่มเติมและลงอาญาแต่เนื่องจากเขาคือนักโทษที่เจ้าแผ่นดินหมายตาเอาไว้ ผู้คุมขังผู้สอบสวนไม่คิดผ่อนปรน ใช้วิธีทรมานเฆี่ยนไม่ยั้งจนกว่าจะรับคำสารภาพตอนแรกเสนาบดีหลิวย่อมไม่รับสารภาพ จนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้ใช้วิธีของกองทัพยามเค้นไส้ศึก เอาเหล็กร้อนจี้ที่จุดกึ่งกลางกายชายหนุ่ม หลิวยี่ฉิงถึงได้ยอมรับสารภาพ โทษตัดสินประหารชีวิตกลางเมืองส่วนหลิวกุ้ยเฟยที่ไม่มีโอกาสได้ถวายตัวเลยสักครั้งถูกเนรเทศเป็นสามัญชนแนวชายแดนเรื่องราวของตระกูลหลิวเป็นที่พูดถึงทั่วทั้งแคว้น แม้แต่ในวังหลวงก็ยังพูดเรื่องของเสนาบดีหลิวอยู่ เช่นยามนี้กำลังเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างไทฮองไทเฮาและไทเฮา“สตรีตระกูลเย่วาสนาสูงส่งนัก ฝ่าบาทยอมลงโทษขุนนางใหญ่เพียงเพราะเขาจ้างวานนักฆ่าไปปลิดชีพนาง ชาวเมืองลือกันทั่ว ฝ่าบาทมั่นในรัก ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หญิงงามมาครอบครอง”คำพูดยืดยาวของไทฮองไทเฮามีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกพระทัยไทเฮา“พี่หญิงกล่าวว่าเพียงจ้างวานหรือ”ไทฮองไทเ
๒๑ชัยชนะมอบแด่เจ้าการศึกชายแดนกินเวลาราวสองเดือนก็จบลง ฮ่องเต้ตูชานโถวสามารถพาทหารเรือนแสนกำชัย ชูธงแคว้นต้าชานโบกสะบัดลมพัดพลิ้ว กลับเมืองหลวงโดยเสียเลือดเนื้อไม่มากกองทัพหลวงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงวันนี้ ถูชานเฟิงตื่นเต้น สองเดือนที่ผ่านมาเขาได้รับข่าวสารผ่านสายข่าว ดูการสู้รบผ่านการบรรยายทางตัวอักษรจึงเฝ้ารอที่จะได้ฟังการถ่ายทอดเรื่องราวการศึกแล้ว “หยูเหวิน” “…”“หยูเหวินตื่น เช้าแล้ว วันนี้เราต้องไปรับเสด็จ จำมิได้หรือ” ตูชานเฟิงกระซิบข้างหูพระชายาเสียงแหบพร่า สูดกลิ่นตรงซอกคอหอมกรุ่นแล้วคลอเคลียนางการกระทำนี้เป็นไปเพื่อ ‘ปลุก’ แต่หากเช้านี้ได้มากกว่านั้น เขาจะถือว่าเป็นกำไร!“...ท่านอ๋อง หม่อมฉันบอกพระองค์แล้วว่าไม่ต้อง ๆ เมื่อคืนก็ยังเคี่ยวกรำหม่อมฉันทั้งคืน เหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่าพูดถึงเดินเหินเลยเพคะ แค่ลุกขึ้นนั่งจากเตียงยังยาก”เย่หยูเหวินอยากร้องไห้ ยิ่งตอนที่ผิวหนังสัมผัสได้ถึงจมูกโด่ง ลมหายใจอุ่นร้อน สัญญาณเริ่มการโหมกายลงร่างกายนาง ร้องไห้ไปแต่ก็ต้องตอบสนองมีอยู่จริง เมื่อคืนเป็นหนึ่งในคืนที่นางมอบกายถวายเขา ร่างกายที่เคยเป็นของนางคนเดียว…มิใช่อีกแล้ว!“เช่นนั้นนอ
๒๐เปิ่นกงกลับมาแล้ว ขบวนเดินทางรับเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทเข้าสู่เมืองหลวง มีชาวเมืองจำนวนมากมาต้อนรับ ไม่เหมือนครั้งที่ออกจากเมืองหลวง สิ่งที่ทำให้เย่หยูเหวินและเย่เฉิงมี่ดีใจที่สุดคือการเห็นบิดาและน้องชายบุญธรรมมารอรับหน้าประตูเมืองโดยที่ร่างกายไม่มีจุดใดบุบสลาย “ท่านพ่อ…” เย่หยูเหวินขอลงจากรถม้าต่างจากเย่เฉิงมี่ที่เปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ดูให้แน่ใจว่าบิดาไม่ได้รับอันตรายใด “คำนับพระชายา” เย่หยูเหวินรีบดึงเย่หวงซู่ ไม่ให้เขาทำความเคารพตน แม้จะทราบว่าบิดามิใช่คนซื่อมือสะอาด แต่ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางอย่างดีมาตลอด “ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ” ตูชานเฟิงลงจากม้าเดินเข้ามาคารวะพ่อตา เย่หวงซู่ผงกศีรษะคารวะตอบทั้งยังโค้งต่ำกว่าเขยสูงศักดิ์ “คำนับท่านอ๋อง” “หลายวันมานี้ท่านพ่อตาลำบากแล้ว” “มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงคืนตำแหน่งให้กระหม่อมเท่านั้นแต่ยังส่งคนไปเชิญเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทหวนคืนสู่วังหลวง ทรงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น”
๑๙เวลาพักผ่อนหมดลงแล้วสถานการณ์ทางหมู่บ้านซ่งชู่กลับสู่สภาพปรกติ ชาวบ้านช่วยกันดับไฟส่วนที่เสียหายเตรียมซ่อมวันพรุ่งนี้ เรือนใครเสียหายมากนอนเรือนเพื่อนบ้านมือสังหารที่สิ้นชีพในหมู่บ้านถูกลากไปเผารวมกันอยู่ที่เนินเตี้ย ไม่ฝังเอาไว้ให้รกพื้นที่ทำกิน“ดีที่ดับไฟกันได้ทุกหลัง ดีที่สุดคือไม่มีใครเป็นอันใด มิเช่นนั้นพี่ได้รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่”เย่เฉิงมี่เอ่ยในยามที่ฟังคำรายงานจากองครักษ์ทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องรอการสอบสวนนางก็ทราบว่ามือสังหารพุ่งมาที่ใคร ที่ผ่านมาหมู่บ้านซ่งชู่สงบเงียบ นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรอยู่ที่นี่ต่อหรือไปจากที่นี่ คืนความสงบสุขให้กับทุกคน“พี่หญิง สีหน้าพี่หญิงดูไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”“พี่แค่…รู้สึกผิดกับทุกคน หรือว่าพวกเราควรไปจากที่นี่ ยอมแพ้เสีย” ปลายเสียงเย่เฉิงมี่แผ่วเบาเพราะการที่นางเอ่ยคำนี้ออกมาไม่ต่างอันใดกับการตอบตกลงกลับเมืองหลวงแล้วรับตำแหน่งฮองเฮาอีกครั้ง“พี่หญิง…”เย่หยูเหวินไม่รู้ว่าตนจะปลอบพี่สาวอย่างไรนอกจากยื่นมือไปบีบมือบาง ให้กำลังใจกันและกันในยามยากลำบาก“พี่ไม่เป็นไร” เย่เฉิงมี่บีบมือน้องสาวตอบตูชานเฟิงเห็นเย่เฉิงมี่เริ่มให้ความสนใจรอบน
๑๘เมื่อไม่อยากให้กลับยิ่งต้องกลับไปให้ได้เมื่อเปิดตัวแล้วว่าเป็นคู่สามีภรรยาทั่วไปมิใช่มีพื้นที่ระหว่างกัน ทะเลาะกันมากกว่าปราศรัย คืนนี้ตูชานเฟิงก็ย้ายมานอนกับเย่หยูเหวินที่เรือนหลังน้อย “ท่านอ๋อง คืนนี้ห้ามยุ่งกับหม่อมฉันนะเพคะ”ตูชานเฟิงชะงักในตอนที่กำลังเอนกายลงนอนข้างพระชายา จากที่ตอนแรกจะเข้านอนได้เปลี่ยนมานั่งกอดอกมองหน้านาง“เห็นเปิ่นหวางเป็นบุรุษมักมากในกามหรือ สามีภรรยานอนคุยกันไม่ได้เลย” ปลายเสียงสูง“ก็…เพคะ! ในใจหม่อมฉันท่านอ๋องเป็นคนเช่นนั้น อีกอย่างเมื่อช่วงเย็นท่านอ๋องก็เพิ่งตรัสว่าหากหม่อมฉันปรนนิบัติได้ถึงใจจะไม่รับชายารอง”เมื่อหาคำแก้ตัวไม่ได้และอยากทราบความจริง เย่หยูเหวินจึงเปลี่ยนใจถามสวามีตามตรง จิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่านเพราะคิดไปเอง “คืนนี้ไม่แล้ว แคร่ไม้ไผ่ไม่แข็งแรงพอรองรับพละกำลังของเปิ่นหวาง” …!!!“หน้าแดงอีกแล้ว เผลอคิดไปเองอีกแล้วหรือ”ใบหน้าที่ฉายความล้อเลียนของเขาทำหญิงสาวอายยิ่งกว่าโดนจับได้เรื่องที่คิดไปเอง ทำหน้าตัดพ้อเขาแล้วนอนหันหลังให้ทันที “ราตรีสวัสดิ์เพคะ…อะ!”เย่หยูเหวินร่างแข็งทื่อเมื่อโดนสวมกอดจากด้านหลัง แผ่นหลังแนบชิดแผ่นอก ลมหายใจอุ่นร
๑๗มิอาจอยู่เล่นที่นี่ได้อีกแล้ว“เปิ่นหวางจะปลูกผักไปทำไมในเมื่อหลานรักปลูกอยู่แล้ว ทำต่อไป เจ้าทำได้…สู้!”สองน้าหลานมองท่าให้กำลังใจจอมปลอมนี้ด้วยสีหน้าปั้นยาก ตูชานเฟิงเห็นสีหน้าเช่นนี้พลันกอดอกถามอย่างเอาเรื่อง (ที่ไม่จริงจังมากนัก)“มองเปิ่นหวางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”“เสด็จอาดูแปลกไปพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ไม่เพียงทำให้ตูชานเฟิงร้อนตัวเท่านั้น เย่หยูเหวินที่ร้อนตัวไปเช่นกันตั้งคำถามพร้อมสวามี“แปลกไปอย่างไร/แปลกหรือ” เย่หยูเหวินตูชานเฟิงตูชานหลินกอดอกหรี่ตามองทั้งคู่“ตอนแรกข้าก็คิดว่าแปลกอยู่นิดหน่อย แต่พอท่านทั้งสองถามพร้อมกันเช่นนี้ยิ่งดูแปลกขึ้นไปใหญ่ หรือว่าไปแอบทำอันใดมิถูกมิควร”“จะ เจ้าคิดมากแล้ว เราอภิเษกกันอย่างถูกต้องตามประเพณี หนังสือสมรสก็ลงนามแล้ว จะใช้คำว่าแอบได้อย่างไร” เย่หยูเหวินหัวเราะกลบเกลื่อนไม่ดูหน้าสวามีที่ถึงกับตาโต เพราะคำพูดเมื่อครู่ได้เผยความจริงทั้งหมดแล้ว“อ้อ ที่แท้ก็แอบทำเรื่องนี้กันนั่นเอง แท้จริงแล้วท่านน้ากับเสด็จอายังไม่ผ่านการเข้าห้องหอกันใช่หรือไม่ ช่วงนี้เสด็จอามาวอแวกับท่านน้าเพราะหลงเสน่ห์จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หรืออาจจะเป็นวันเช็ดตัว หรืออา







