LOGINฟางซินอดจะส่ายหน้าให้กับความคิดของสตรีในยุคนี้ไม่ได้ เพียงมาถึงในวันแรกเนื้อเรื่องที่รู้มาก็ไม่เป็นเช่นเดิมแล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ความจริงที่ต้องเผชิญกับเนื้อเรื่องในนิยายจะต่างกันมากน้อยเพียงใด
“พรุ่งนี้ ข้าต้องไปตระกูลหลี่หรือไม่”
“คุณชายใหญ่คงไม่ใจดำลากคุณหนูไปทั้งที่ยังไม่หายดีหรอกเจ้าค่ะ” ดูเหมือนเสี่ยวชิงเองก็ไม่มั่นใจ ฟางซินยิ่งก็ไม่อยากเชื่อในคำพูดของเสี่ยวชิง นางคิดว่าซูเหยี่ยนจื้อต้องลากนางไปแน่
“มีเจ้าที่ติดตามข้ามาผู้เดียวหรือ” ในห้องนอกจากเสี่ยวชิง ฟางซินก็ไม่เห็นผู้ใด
“มีแม่นมเหยาอีกคนเจ้าค่ะ ตั้งแต่คุณหนูตกน้ำ แม่นมก็เป็นลมไปเช่นกัน ยิ่งรู้ว่าคุณหนูไม่ได้สติถึงสองวัน แม่นมก็ล้มป่วยเจ้าค่ะ คุณหนู...ท่านตัดใจจากคุณชายใหญ่ซูเถิดเจ้าค่ะ”
“อืม...ไม่ต้องให้เจ้าบอก ข้าก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับเขาแล้ว”
“คุณหนูพูดจริงหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงกับแม่นมเหยา อ้อนวอนให้ฟางซินเปลี่ยนใจอยู่หลายหน แต่นางดื้อรั้นเกิน ทั้งยังปักใจหลงใหลในรูปโฉมที่หล่อเหลาของซูเหยี่ยนจื้อ
“จริงอาจจะเป็นเพราะ...ผ่านความตายแล้วมามั้ง ข้าถึงได้รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร” อยู่ให้ห่างพระรองเลือดเย็นผู้นี้ไว้เป็นดีที่สุด ไว้ค่อยคิดหาหนทางย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่เกี่ยวข้องกันดีที่สุด “เจ้าไปพักเถิด ไม่ต้องอยู่เฝ้าข้าแล้ว ข้าจะนอนต่อ”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจไม่ได้น้อย นางต้องการพักผ่อนแล้วเช่นกัน พรุ่งนี้คงจะเกิดเรื่องอีกไม่น้อย
ฟางซินนอนครุ่นคิดเรื่องที่นางเดินทางมาอยู่ในยุคโบราณได้อย่างไร แม้จะอ้างอิงจากนิยายหรือบทละครที่เคยแสดง ตัวเอกของเรื่องที่จะทะลุมิติมาส่วนมากจะต้องเกิดอุบัติเหตุ แต่นางเพียงแค่นอนหลับไปเท่านั้น เมื่อตื่นขึ้นก็มาโผล่ที่แห่งนี้แล้ว
ไม่รู้ว่าฟางซินหลับไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็ถูกเสี่ยวชิงปลุกเสียแล้ว
“ข้าต้องไปที่ไหน” พิษไข้ที่หลงเหลือทำให้ฟางซินยังเรียกสติกลับมาไม่เต็มที่นัก
เสี่ยวชิงมองใบหน้าที่ซีดขาวของคุณหนูอย่างปวดใจ แต่นางก็ถูกเรือนหลักสั่งมา ให้เตรียมตัวฟางซินให้พร้อม จะพานางไปขอโทษคนตระกูลหลี่
“ฮูหยินใหญ่กับคุณชายใหญ่จะพาคุณหนูไปขอโทษคนตระกูลหลี่เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงก้มหน้าลงเตรียมรับโทสะจากฟางซิน
“อืม เช่นนั้นก็เตรียมตัวเถิด” สาวใช้เงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เชื่อ
แม้ฟางซินจะไม่เคยทุบตีบ่าวไพร่ แต่อย่างน้อยนางก็ต้องโวยวายอาละวาดอย่างไม่ยินยอม ไม่ใช่รับปากอย่างว่าง่ายเช่นนี้
“มีอันใด” ฟางซินเห็นเสี่ยวชิงนิ่งเงียบไป
“ปะ เปล่าเจ้าค่ะ”
เสี่ยวชิงรีบลุกขึ้นไปเตรียมน้ำล้างหน้าให้ฟางซินทันที ฟางซินเพียงนั่งรออยู่บนเตียง ก็มีสาวใช้สองสามคนเข้ามาปรนนิบัตินางล้างหน้าบ้วนปากช่างแสนสุขสบาย ข้าวต้มปลาเนื้อเนียนชามไม่ใหญ่มากนักถูกยกมาวางตรงหน้า นางเพียงแค่ตักเข้าปากกินให้อิ่มเป็นพอ
“เพิ่มอีกได้หรือไม่” นางยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
“ดะ ได้เจ้าค่ะ มิใช่ว่าคุณหนูกลัวจะสวมใส่เสื้อผ้าไม่งามหรือเจ้าคะ”
“ไม่ ไม่ ข้ากำลังโตควรจะกินให้เยอะหน่อย ข้าวต้มถ้วยเล็กเพียงนี้จะไปอิ่มได้อย่างไร” นางโบกมืออย่างไม่เห็นด้วย
ร่างนี้เพียงแค่สิบสี่หนาวเท่านั้น ยังเป็นเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย ที่ผ่านมาไม่รู้ไปเอาความคิดมาจากไหน กลัวตัวเองอ้วนเสียได้
เสี่ยวชิงงุนงงกับความเปลี่ยนแปลงที่มากเกินไปของคุณหนู แต่เมื่อคิดย้อนดูความทรงจำของคุณหนูไม่เหลือเลย เช่นนี้จะไม่ใช่เรื่องดีหรือ นางรีบให้สาวใช้ไปยกข้าวต้มมาเพิ่มทันที
หลังจากฟางซินเติมท้องจนอิ่มแล้ว นางก็ถูกพาตัวไปที่เรือนหลัก แม้แต่เส้นทางภายในจวนตระกูลซูนางก็หลงลืมไปจนสิ้น
ฟางซินอดที่จะชื่นชมการตกแต่งสวนและการจัดวางเรือนพักของตระกูลซูไม่ได้ หากคนในกองถ่ายได้มาเห็นสถานที่เช่นนี้ไม่รู้ว่าจะตื่นตาเช่นที่นางเป็นอยู่หรือไม่
ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอไม่น้อยเลย เดินเพียงหนึ่งเค่อ (ประมาณ15นาที) ก็เหนื่อยหอบแล้ว สาวใช้ต้องเข้ามาช่วยประคองฟางซินที่ใบหน้าเริ่มจะมีเหงื่อซึมออกมา
"ซินซิน เหตุใดเจ้าไม่นั่งเกี้ยวมา” ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นใบหน้าของหลานสาวห่างๆ มีเหงื่อซึมออกมาไม่น้อยจึงได้ถามออกมาอย่างแปลกใจ
“เรือนหลักมิได้ไกลจากเรือนพักของข้ามากนัก เดินออกกำลังเสียหน่อยไข้จะได้ลดเร็วเจ้าค่ะ”
นางหันไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินใหญ่จินซื่อ ฮูหยินรองหลางซื่อ และซูเหยี่ยนจื้อ ก่อนจะถูกบอกให้นั่งลงในตำแหน่งของตนเอง
สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าอดจะมองตำหนิจินซื่อและซูเหยี่ยนจื้อไม่ได้ ที่ต้องการไปขอโทษคนตระกูลหลี่ ทั้งที่ฟางซินยังมิทันหายดี หลางซื่อก็เหมือนต้องการรอดูเรื่องสนุกนางได้แต่อมยิ้มมองหน้าพี่สะใภ้
ฮูหยินผู้เฒ่ามีบุตรชายสองคน คือซูยวนกับซูเหวิน บุตรีซูจิ้งเหยา ออกเรือนไปกับรองเจ้ากรมศาลต้าเยี่ย บุตรอนุที่เหลือต่างก็แบ่งแยกเรือนออกไปเป็นสายรองหมดแล้ว
ซูยวนกับจินซื่อมีบุตรชายหญิงสองคน ซูเหยี่ยนจื้อบุตรชายคนโต ยามนี้อายุสิบเจ็ดหนาว อีกสองปีก็จะเข้าร่วมสอบจิ้นซื่อแล้ว บุตรีซูหมิงเยว่อายุสิบสี่หนาวเท่ากับฟางซิน มีสัญญาหมั้นหมายอยู่กับจวนกั๋วกง อีกสองปีนางก็จะออกเรือนแล้ว
ซูเหวินกับหลางซื่อ มีบุตรชายหญิงสามคน ซูเหยี่ยนหวงบุตรชายคนโตอายุสิบห้าหนาวกำลังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา ซูเหยี่ยนรุ่ยบุตรชายคนรองอายุสิบสามหนาวกำลังเรียนอยู่ในสำนักศึกษาเช่นกัน บุตรีคนเล็กซูหมิงม่านวัยเพียงเจ็ดหนาว ส่วนบุตรของอนุอีกหลายคนนักเสี่ยวชิงยังไม่ได้เอ่ยเล่าให้ฟางซินฟัง เมื่อเห็นหน้านางก็คงจะบอกเองว่าผู้ใดเป็นใคร
จินซื่อกับหลางซื่อก็ชิงดีชิงเด่นในที่ลับที่แจ้งกันมาตลอด เหตุมาจากอำนาจควบคุมดูแลจวน ถึงแม้ยามนี้อำนาจจะอยู่ในมือของจินซื่อ แต่นางก็ต้องถามความเห็นจากฮูหยินผู้เฒ่าในหลายเรื่องอยู่ดี
การที่ฟางซินไม่ได้นั่งเกี้ยวมาที่เรือนหลักในวันนี้ก็เป็นเพราะจินซื่อออกคำสั่งลงไปด้วยการจะลงโทษที่นางก่อเรื่องใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รู้เรื่องนี้ด้วย หลางซื่อจึงนั่งรอชมจินซื่อถูกตำหนิอย่างมีความสุข
“ญาติผู้น้องพูดไม่ผิด หากมัวแต่นอนอยู่บนเตียงแล้วเมื่อไหร่จะหายดี” ซูเหยี่ยนจื้อปรายตามองไปทางฟางซินที่ก้มหน้าลงน้อยๆ อย่างเย็นชา
ฟางซินได้แต่หัวเราะอยู่ในใจ ตัวนางเป็นผู้อาศัยจะร้องขอสิ่งใดได้ การยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ใช่เรื่องดีนัก เจ้าของร่างเดิมก็คงทำตัวให้คนนึกรังเกียจเอาไว้ไม่น้อย ถึงได้มีแต่คนมองนางด้วยสายตาไม่พอใจอยู่หลายส่วน
“เจ้าดีขึ้นแล้วหรือไม่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้ฟางซินรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาไม่น้อย นางหันไปยิ้มเอาใจฮูหยินผู้เฒ่า
“ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”
แม้ปากจะบอกว่าดีขึ้นแล้ว แต่คนมีตาคนใดจะดูไม่ออก ใบหน้าของนางยังไร้สีเลือดอยู่ ยิ่งท่าทางที่รู้ความของนางยิ่งทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าปวดใจมากกว่าเดิม แต่ตระกูลหลี่ก็มีอำนาจในราชสำนักไม่น้อย หากผิดใจกันคงไม่เป็นผลดีกับบุตรชายสองคนที่ทำงานอยู่ในราชสำนัก ซูเหยี่ยนจื้อ เสนอให้รีบพาตัวฟางซินไปยอมรับผิด เพื่อหวังให้ตระกูลหลี่คลายโทสะ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเห็นด้วยในทันที
“เอาเถิด ป้าสะใภ้ใหญ่กับญาติผู้พี่ของเจ้าจะพาเจ้าไปขอขมาคนตระกูลหลี่ ในเมื่อเจ้าทำผิดก็สมควรจะไปแต่เนิ่นๆ เสีย”
ฟางซินพยักหน้ารับ นางไม่มีความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง จึงไม่รู้เรื่องราวตั้งแต่ต้น ในเมื่อเสี่ยวชิงเล่าให้นางฟังแล้ว ว่าเป็นเจ้าของร่างเดิมที่มีความคิดอยากจะทำให้หลี่หลิวอวี้เสียหน้าก่อน ตัวนางในตอนนี้จึงต้องมารับผลแทน
“เช่นนั้นก็ไปได้แล้ว” ซูเหยี่ยนจื้อลุกออกไปเป็นคนแรก จินซื่อถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินตามบุตรชายไป ฟางซินจึงต้องเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้
ภายในรถม้า ฟางซินนั่งพิงผนังหลับตาพักอย่างเหนื่อยล้า จินซื่อดูมองนางนิ่งก่อนจะเอ่ยพูดออกมา“ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะบังคับเจ้าออกมาทั้งที่ยังไม่หายดี แต่ตัวเจ้าก่อเรื่องเอาไว้ไม่เล็กเลย ตระกูลหลี่ไม่ใช่ตระกูลที่พวกเราจะหาเรื่องได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่”“เข้าใจเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ก่อนเรื่องให้ทุกคนต้องวุ่นวายไปด้วย ต้องขออภัยท่านป้าสะใภ้ด้วยเจ้าค่ะ” ฟางซินคุกเข่าลงโน้มตัวขออภัยออกมาจากใจจริงจินซื่อเห็นเช่นนั้นก็เม้มปากแน่น เดิมที่นางคิดว่าฟางซินจะโวยวายหรือโต้เถียงออกมาสักหลายคำ แต่นางกลับรับผิดทันที ช่างชวนให้คนตื่นตระหนกไม่น้อยเลยสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันภายในรถม้า ซูเหยี่ยนจื้อที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างย่อมได้ยิน เขาแค่นเสียงออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อในคำพูดของฟางซิน ไม่รู้ว่านางจะก่อเรื่องใดที่ตระกูลหลี่อีก คงต้องจับตาดูเอาไว้ให้ดีรถม้าจอดลงหน้าตระกูลหลี่ จินซื่อส่งเทียบเข้าพบมาแล้ว สาวใช้จึงนำทางไปที่เรือนหลักทันที ภายในห้องโถงฮูหยินหลี่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ด้านข้างขนาบไปด้วย หลี่หลิวอวี้และหลี่เต๋อซิ่ว พี่ชายของหลี่หลิวอวี้ ที่วันนั้นอยู่ในเหตุการณ์ด้วยสีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่ค่อยหน้ามองเท่าใ
ฟางซินอดจะส่ายหน้าให้กับความคิดของสตรีในยุคนี้ไม่ได้ เพียงมาถึงในวันแรกเนื้อเรื่องที่รู้มาก็ไม่เป็นเช่นเดิมแล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ความจริงที่ต้องเผชิญกับเนื้อเรื่องในนิยายจะต่างกันมากน้อยเพียงใด“พรุ่งนี้ ข้าต้องไปตระกูลหลี่หรือไม่”“คุณชายใหญ่คงไม่ใจดำลากคุณหนูไปทั้งที่ยังไม่หายดีหรอกเจ้าค่ะ” ดูเหมือนเสี่ยวชิงเองก็ไม่มั่นใจ ฟางซินยิ่งก็ไม่อยากเชื่อในคำพูดของเสี่ยวชิง นางคิดว่าซูเหยี่ยนจื้อต้องลากนางไปแน่“มีเจ้าที่ติดตามข้ามาผู้เดียวหรือ” ในห้องนอกจากเสี่ยวชิง ฟางซินก็ไม่เห็นผู้ใด“มีแม่นมเหยาอีกคนเจ้าค่ะ ตั้งแต่คุณหนูตกน้ำ แม่นมก็เป็นลมไปเช่นกัน ยิ่งรู้ว่าคุณหนูไม่ได้สติถึงสองวัน แม่นมก็ล้มป่วยเจ้าค่ะ คุณหนู...ท่านตัดใจจากคุณชายใหญ่ซูเถิดเจ้าค่ะ”“อืม...ไม่ต้องให้เจ้าบอก ข้าก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับเขาแล้ว”“คุณหนูพูดจริงหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงกับแม่นมเหยา อ้อนวอนให้ฟางซินเปลี่ยนใจอยู่หลายหน แต่นางดื้อรั้นเกิน ทั้งยังปักใจหลงใหลในรูปโฉมที่หล่อเหลาของซูเหยี่ยนจื้อ“จริงอาจจะเป็นเพราะ...ผ่านความตายแล้วมามั้ง ข้าถึงได้รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร” อยู่ให้ห่างพระรองเลือดเย็นผู้นี้ไว้เป็นดีท
ฟางซินหันไปมองหน้าทุกคนอย่างตื่นตกใจ หญิงชราถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ เด็กหญิงที่นางเห็นเป็นคนแรกดูท่าจะร้อนใจและหวาดกลัว เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ยอมพูดออกมา ได้แต่กัดปากเอาไว้แน่น“หึ ต่อให้นางไม่ยอมรับก็ต้องลากนางไปจวนหลี่” เสียงเย็นหน้าประตูห้อง ทำให้ฟางซินขนลุกไปทั้งตัว ยังไม่ทันได้เห็นหน้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พูดทั้งโกรธแค้นและรังเกียจเป็นอย่างมาก“จื้อเออร์ เจ้ายังไม่ถามญาติผู้น้องของเจ้าสักคำว่านางได้ทำหรือไม่ จะลากนางไปจวนหลี่ให้ได้เลยหรือ” หญิงชราหันไปมองที่หน้าประตูอย่างไม่พอใจ“ท่านแม่ ท่านให้ท้ายนางจนร้ายกาจเช่นนี้ ต่อไปจะเข้าหน้าตระกูลหลี่ได้อย่างไรเจ้าคะ”ฟางซินเม้มปากแน่น ใบหน้าของนางซีดขาว มองไปทางคนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีอย่างไม่เข้าใจ คำพูดที่ใช้ดูเหมือนนางจะอยู่ในกองถ่ายยุคโบราณ แต่ว่า...นางมาตอนไหน หรือว่าผู้จัดการอุ้มมาตอนที่นางหลับ“เอ่อ...เรื่องอะไรเจ้าคะ” นางไม่รู้ว่าควรถามเป็นภาษาไหนดี จึงใช้คำพูดตามพวกเขาดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจไม่เหมือนฟางซิน นางอยากจะถามว่าตอนนี้เล่นเรื่องไหนอยู่ แต่สีหน้าของแต่ละคนที่แสดงออกมา ทั้งบุรุษที่อยู่ด้านนอกตอนนี้
ฟางซิน นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตาอยู่ในตอนนี้ พอมีงานแสดงและงานโฆษณาหลายตัวพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาหยุดพักหายใจวันนี้ก็เป็นเหมือนเคย เธอต้องเข้ากองถ่ายตั้งแต่เช้า วงการแสดงในประเทศจีน มีการแข่งขันที่สูงมาก หากหน้าตาและฝีมือการแสดงไม่ดีก็แทบจะไม่มีผู้ใดจดจำได้ กว่าที่เธอจะก้าวมาอยู่ในจุดนี้เลือดตาก็แทบกระเด็นหลังจากทำงานไม่ได้หยุดพักมาเกือบสองปี สุดสัปดาห์ที่จะถึงผู้จัดการก็นำข่าวดีมาบอก ว่าเธอจะได้มีเวลาพักถึงสองวัน สวรรค์!!! สองวัน แทบเป็นเรื่องเหลือเชื่อ“ฉันปิดเครื่องนะ อีกสองวันถึงจะเปิด” เธอโบกมือให้ผู้จัดการด้วยความยินดี“เปิดไว้สิ!!! ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะได้ตามเธอได้”“ไม่มีเรื่องด่วนหรอก ให้ฉันพักหน่อย ไปก่อน” เธอยิ้มอย่างสดใส วันหยุดพักที่แสนมีค่า ก็สมควรไปทำเรื่องที่สนใจสักทีฟางซิน ชื่นชอบเรื่องเครื่องหอม กำยาน เธอติดต่ออาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ไว้หลายคน หากมีเวลาว่าง แม้เพียงสามชั่วโมงหรือครึ่งวัน เธอก็มักจะไปขอคำชี้แนะอยู่เสมอ และเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจารย์หลาง ก็โทรมายั่วน้ำลายเธออาจารย์หลาง ได้ตำราโบราณมาหนึ่งเล่ม เนื้อหาทั้งหมดเขียนถึง







