เข้าสู่ระบบฟางซินหันไปมองหน้าทุกคนอย่างตื่นตกใจ หญิงชราถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ เด็กหญิงที่นางเห็นเป็นคนแรกดูท่าจะร้อนใจและหวาดกลัว เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ยอมพูดออกมา ได้แต่กัดปากเอาไว้แน่น
“หึ ต่อให้นางไม่ยอมรับก็ต้องลากนางไปจวนหลี่” เสียงเย็นหน้าประตูห้อง ทำให้ฟางซินขนลุกไปทั้งตัว ยังไม่ทันได้เห็นหน้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พูดทั้งโกรธแค้นและรังเกียจเป็นอย่างมาก
“จื้อเออร์ เจ้ายังไม่ถามญาติผู้น้องของเจ้าสักคำว่านางได้ทำหรือไม่ จะลากนางไปจวนหลี่ให้ได้เลยหรือ” หญิงชราหันไปมองที่หน้าประตูอย่างไม่พอใจ
“ท่านแม่ ท่านให้ท้ายนางจนร้ายกาจเช่นนี้ ต่อไปจะเข้าหน้าตระกูลหลี่ได้อย่างไรเจ้าคะ”
ฟางซินเม้มปากแน่น ใบหน้าของนางซีดขาว มองไปทางคนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีอย่างไม่เข้าใจ คำพูดที่ใช้ดูเหมือนนางจะอยู่ในกองถ่ายยุคโบราณ แต่ว่า...นางมาตอนไหน หรือว่าผู้จัดการอุ้มมาตอนที่นางหลับ
“เอ่อ...เรื่องอะไรเจ้าคะ” นางไม่รู้ว่าควรถามเป็นภาษาไหนดี จึงใช้คำพูดตามพวกเขา
ดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจไม่เหมือนฟางซิน นางอยากจะถามว่าตอนนี้เล่นเรื่องไหนอยู่ แต่สีหน้าของแต่ละคนที่แสดงออกมา ทั้งบุรุษที่อยู่ด้านนอกตอนนี้ปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงนางแล้ว ยังไม่ทันจะมองใบหน้าของเขาให้ดีๆ ว่ามีหน้าตาเช่นใด ก็ถูกลากลงมาจากเตียง
ฟางซินจะทันตั้งตัวได้อย่างไร ถูกเขากระชากแรงเพียงนี้ นางได้แต่ร้องออกมา “โอ๊ยยยย” ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรง ก้นยังกระแทกกับพื้นจนคนภายในห้องได้ยินเสียงชัดเจน
สตรีอีกสามคนที่อยู่ภายในห้องก็คิดไม่ถึงว่าบุรุษที่เข้ามาใหม่จะกระชากนางออกลงมาเช่นนี้
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว!!! เจ้าทำเรื่องชั่วช้ายังมีหน้ามาถามผู้อื่นอีกหรือ”
“จื้อเออร์!!!” หญิงชรากับสตรีวัยกลางคนร้องออกมาอย่างตกใจ
ฟางซินเจ็บจนน้ำตาไหลออกมา นางสะบัดมือของเขาออกอย่างแรง ทั้งยังเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโมโห “เป็นบ้าอะไร ถามดีๆ ต้องทำร้ายร่างกายด้วยหรือ” นางตวาดออกมาสุดเสียง แต่เสียงที่ออกมาทั้งแหบและเล็ก ราวกับเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่
นอกจากทุกคนในห้องจะตกใจแล้ว ฟางซินเองก็ตกใจเช่นกัน ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น เมื่อยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดู ก็เห็นว่ายังเล็กกว่าเดิมจนน่าตกใจ พอฟางซินเงยหน้าขึ้นมองทุกคนที่ครั้ง แววตาที่สับสนของหญิงชรา หญิงวัยกลางคนและบุรุษตรงหน้าที่ดูพร้อมจะเข้ามากัดคอนางทุกเมื่อ เด็กหญิงที่เรียกตัวเองว่าเสี่ยวชิงก็ตัวสั่นกลัวจนคุกเข่าก้มหน้าอยู่กับพื้น เพียงชั่วอึดใจที่ฟางซินสังเกตทุกคน สติของนางก็ดับไปอีกครั้ง
อาจจะเป็นเพราะนางหมดสติ ทุกคนจึงออกไปจากห้อง เหลือเพียงเสี่ยวชิงอีกคนที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงของนาง แม้ฟางซินจะตื่นขึ้นมาแล้ว แต่เสี่ยวชิงดูเหมือนจะไม่รู้ตัว ด้วยนางลืมตานิ่งๆ ไม่ขยับหรือส่งเสียงอะไรออกมา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด แต่ฟ้าด้านนอกมืดไปเสียแล้ว ฟางซินคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนางกำลังฝัน แต่ยามนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แล้ว ลืมตาตื่นอีกครั้งภาพตรงหน้าก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน สิ่งที่ช่วยยืนยันอีกอย่างก็คงเป็นเสี่ยวชิง
ไหนบทละคร นิยายบอกว่าคนทะลุมิติมาจะมาพร้อมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังไงเล่า แต่ดูเหมือนในร่างนี้ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้เลย แม้แต่ชื่อเจ้าของร่างฟางซินก็ไม่รู้ว่ามีชื่อว่าอะไร
ความกลัวเริ่มเกาะกินใจ อดเสียดายชีวิตก่อนไม่ได้ ชื่อเสียงกำลังโด่งดัง ตำราโบราณเล่มนั้นก็ยังเสียดาย ฟางซินอดจะถอนหายใจออกมาไม่ได้
เพราะเสียงถอนหายใจของนางเรียกสติเสี่ยวชิงได้ดี “คุณหนูฟื้นแล้ว ให้บ่าวไปตาม...” เสียงของนางเงียบหายไป หากไปตามฮูหยินใหญ่หรือคุณชายใหญ่มา คงไม่แคล้วต้องลากคุณหนูไปลงโทษแน่
“เจ้า...เสี่ยวชิงหรือ แล้วข้าเล่า...ชื่ออันใด” ฟางซินหันไปมองใบหน้าของสาวใช้ที่ดูตกใจจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว
“คุณหนู!!! ฮือออออ” นางส่งเสียงร้องออกมาจนฟางซินถึงกับสะดุ้ง
“เจ้า เจ้าร้องทำไม”
“คุณหนูเสียสติไปแล้วหรือเจ้าคะ”
“เอ่อ...ความจำเสื่อม คงแค่ความจำเสื่อมไม่ได้เสียสติ” ฟางซินไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะออกมาดี “เจ้าหยุดร้องแล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมา ข้าเป็นใคร แล้วเกิดอันใดขึ้น” ต้องรู้ก่อนถึงจะแก้ไขสถานการณ์ได้ถูก
“คุณหนูมีนามว่า เถียนฟางซิน เป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าเมืองเจียงหนาน ทำให้คุณหนูและนายหญิงติดตามไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย เมื่อครึ่งปีก่อนนายท่านกับฮูหยินประสบเคราะห์ร้ายถูกโจรที่บุกปล้นจวนสังหารจนจบชีวิต ตระกูลเถียนยามนี้มีเพียงคุณหนูที่เหลือรอดเพียงผู้เดียว”
ฟางซินอดตกใจไม่ได้ นางกับเจ้าของร่างมีชื่อเหมือนกัน เจ้าของร่างถูกรับตัวมาจากเมืองเจียงหนาน เพื่อมาพึ่งพาตระกูลซูในเมืองหลวง ตัวนางเป็นหลานสาวบ้านเดิมของฮูหยินผู้เฒ่าซู ด้วยเหลือเพียงนางที่เป็นญาติเพียงผู้เดียวจึงต้องรับมาอยู่ด้วย
ยามนี้ เถียนฟางซินอายุได้เพียงสิบสี่หนาวเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าไม่วางใจที่จะทิ้งนางไว้เจียงหนานเพียงลำพัง ด้วยสมบัติของตระกูลเถียนที่ทิ้งเอาไว้เรียกได้ว่ามหาศาล และไม่รู้ว่ากลุ่มโจรที่เอาชีวิตบิดามารดาของนาง จะตามมาเอาชีวิตนางด้วยอีกคนหรือไม่
นางเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเถียน เถียนเฉิง มารดามีนามว่า กงซีหว่าน จึงมีนิสัยดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย พอมาถึงตระกูลซู พบเจอญาติผู้พี่ก็หลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอกที่ล่อลวงจิตใจคนในทันที นางเพิ่งเดินทางมาอยู่ได้เพียงสามเดือนก็ก่อเรื่องเสียแล้ว
ด้วยรู้มาว่า ซูเหยี่ยนจื้อ มีสตรีที่พึงใจอยู่แล้ว คือคุณหนูหลี่ หลี่หลิวอวี้ ทุกครั้งที่พบเจอหลี่หลิวอวี้ เถียนฟางซินจะแสดงอาการหึงหวงซูเหยี่ยนจื้อออกมาอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อสองวันก่อนดูจะรุนแรงที่สุด หลี่หลิวอวี้ติดตามพี่ชายของนางมาที่จวนตระกูลซูเพื่อพูดคุยเรื่องตำรากับซูเหยี่ยนจื้อ เถียนฟางซินบังเอิญเห็นทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมจึงอยากจะกลั่นแกล้งให้หลี่หลิวอวี้เสียหน้าต่อหน้าญาติผู้พี่ จึงวางแผนจะให้นางตกน้ำ แต่ไม่รู้ทำอีท่าไหนคนที่ตกน้ำถึงกลายเป็นนางไปได้
ฟางซินนอนตัวสั่นอยู่บนเตียง เหงื่อเย็นไหลออกมาทั่วทั้งร่าง หากนางเดาไม่ผิด ร่างเดิมของนางก็คือนางร้ายในเรื่อง ยอดรักราชัน เพียงแค่คิดถึงจุดจบของตนเองนางก็อยากจะหนีกลับเจียงหนานแล้ว
“เสี่ยวชิง...เหตุใดข้าถึงไม่ถูกสังหารเล่า” นางหันไปมองเสี่ยวชิงอย่างสงสัย
“ตอนที่คนร้ายเริ่มบุกเข้ามา ฮูหยินให้บ่าวกับแม่นมพาคุณหนูไปซ่อนตัวจึงรอดพ้นเคราะห์ร้ายไปได้ แต่ฮูหยินกับนายท่าน”
“...” ฟางซินนิ่งเงียบไป นางไม่รู้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ด้วยบิดาของเจ้าของร่างเป็นเจ้าเมืองตงฉิน
เมืองเจียงหนาน เป็นแหล่งผลิตเกลือใหญ่สุดของแคว้น ผลประโยชน์ไม่น้อยที่ต้องผ่านมือ ไม่รู้ว่าไปขัดขวางงานของผู้ใดเข้าหรือไม่
ฟางซินเอ่ยถามถึงสาเหตุการตาย ทั้งสิ่งที่น่าสงสัยหลายจุดกับเสี่ยวชิง แต่ดูเหมือนนางไม่ต้องการที่จะพูดออกมา ทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้ฟางซินลืมเรื่องราวนี้ไปเสีย แล้วใช้ชีวิตอยู่ในจวนตระกูลซูให้ดี
“คุณหนู ต่อไปฮูหยินผู้เฒ่าซู ต้องหาบ้านสามีที่ดี ที่จะคุ้มครองท่านได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“...” ใบหน้าของฟางซินบิดเบี้ยวอย่างไม่น่าดู ร่างนี้เพิ่งจะอายุสิบสี่หนาว จะให้รีบออกเรือนไปไหน แต่หากดูตามยุคที่นางมาอยู่ วัยนี้ก็มีคนที่ออกเรือนไปบ้างแล้ว
ภายในรถม้า ฟางซินนั่งพิงผนังหลับตาพักอย่างเหนื่อยล้า จินซื่อดูมองนางนิ่งก่อนจะเอ่ยพูดออกมา“ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะบังคับเจ้าออกมาทั้งที่ยังไม่หายดี แต่ตัวเจ้าก่อเรื่องเอาไว้ไม่เล็กเลย ตระกูลหลี่ไม่ใช่ตระกูลที่พวกเราจะหาเรื่องได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่”“เข้าใจเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ก่อนเรื่องให้ทุกคนต้องวุ่นวายไปด้วย ต้องขออภัยท่านป้าสะใภ้ด้วยเจ้าค่ะ” ฟางซินคุกเข่าลงโน้มตัวขออภัยออกมาจากใจจริงจินซื่อเห็นเช่นนั้นก็เม้มปากแน่น เดิมที่นางคิดว่าฟางซินจะโวยวายหรือโต้เถียงออกมาสักหลายคำ แต่นางกลับรับผิดทันที ช่างชวนให้คนตื่นตระหนกไม่น้อยเลยสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันภายในรถม้า ซูเหยี่ยนจื้อที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างย่อมได้ยิน เขาแค่นเสียงออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อในคำพูดของฟางซิน ไม่รู้ว่านางจะก่อเรื่องใดที่ตระกูลหลี่อีก คงต้องจับตาดูเอาไว้ให้ดีรถม้าจอดลงหน้าตระกูลหลี่ จินซื่อส่งเทียบเข้าพบมาแล้ว สาวใช้จึงนำทางไปที่เรือนหลักทันที ภายในห้องโถงฮูหยินหลี่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ด้านข้างขนาบไปด้วย หลี่หลิวอวี้และหลี่เต๋อซิ่ว พี่ชายของหลี่หลิวอวี้ ที่วันนั้นอยู่ในเหตุการณ์ด้วยสีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่ค่อยหน้ามองเท่าใ
ฟางซินอดจะส่ายหน้าให้กับความคิดของสตรีในยุคนี้ไม่ได้ เพียงมาถึงในวันแรกเนื้อเรื่องที่รู้มาก็ไม่เป็นเช่นเดิมแล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ความจริงที่ต้องเผชิญกับเนื้อเรื่องในนิยายจะต่างกันมากน้อยเพียงใด“พรุ่งนี้ ข้าต้องไปตระกูลหลี่หรือไม่”“คุณชายใหญ่คงไม่ใจดำลากคุณหนูไปทั้งที่ยังไม่หายดีหรอกเจ้าค่ะ” ดูเหมือนเสี่ยวชิงเองก็ไม่มั่นใจ ฟางซินยิ่งก็ไม่อยากเชื่อในคำพูดของเสี่ยวชิง นางคิดว่าซูเหยี่ยนจื้อต้องลากนางไปแน่“มีเจ้าที่ติดตามข้ามาผู้เดียวหรือ” ในห้องนอกจากเสี่ยวชิง ฟางซินก็ไม่เห็นผู้ใด“มีแม่นมเหยาอีกคนเจ้าค่ะ ตั้งแต่คุณหนูตกน้ำ แม่นมก็เป็นลมไปเช่นกัน ยิ่งรู้ว่าคุณหนูไม่ได้สติถึงสองวัน แม่นมก็ล้มป่วยเจ้าค่ะ คุณหนู...ท่านตัดใจจากคุณชายใหญ่ซูเถิดเจ้าค่ะ”“อืม...ไม่ต้องให้เจ้าบอก ข้าก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับเขาแล้ว”“คุณหนูพูดจริงหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงกับแม่นมเหยา อ้อนวอนให้ฟางซินเปลี่ยนใจอยู่หลายหน แต่นางดื้อรั้นเกิน ทั้งยังปักใจหลงใหลในรูปโฉมที่หล่อเหลาของซูเหยี่ยนจื้อ“จริงอาจจะเป็นเพราะ...ผ่านความตายแล้วมามั้ง ข้าถึงได้รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร” อยู่ให้ห่างพระรองเลือดเย็นผู้นี้ไว้เป็นดีท
ฟางซินหันไปมองหน้าทุกคนอย่างตื่นตกใจ หญิงชราถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ เด็กหญิงที่นางเห็นเป็นคนแรกดูท่าจะร้อนใจและหวาดกลัว เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ยอมพูดออกมา ได้แต่กัดปากเอาไว้แน่น“หึ ต่อให้นางไม่ยอมรับก็ต้องลากนางไปจวนหลี่” เสียงเย็นหน้าประตูห้อง ทำให้ฟางซินขนลุกไปทั้งตัว ยังไม่ทันได้เห็นหน้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พูดทั้งโกรธแค้นและรังเกียจเป็นอย่างมาก“จื้อเออร์ เจ้ายังไม่ถามญาติผู้น้องของเจ้าสักคำว่านางได้ทำหรือไม่ จะลากนางไปจวนหลี่ให้ได้เลยหรือ” หญิงชราหันไปมองที่หน้าประตูอย่างไม่พอใจ“ท่านแม่ ท่านให้ท้ายนางจนร้ายกาจเช่นนี้ ต่อไปจะเข้าหน้าตระกูลหลี่ได้อย่างไรเจ้าคะ”ฟางซินเม้มปากแน่น ใบหน้าของนางซีดขาว มองไปทางคนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีอย่างไม่เข้าใจ คำพูดที่ใช้ดูเหมือนนางจะอยู่ในกองถ่ายยุคโบราณ แต่ว่า...นางมาตอนไหน หรือว่าผู้จัดการอุ้มมาตอนที่นางหลับ“เอ่อ...เรื่องอะไรเจ้าคะ” นางไม่รู้ว่าควรถามเป็นภาษาไหนดี จึงใช้คำพูดตามพวกเขาดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจไม่เหมือนฟางซิน นางอยากจะถามว่าตอนนี้เล่นเรื่องไหนอยู่ แต่สีหน้าของแต่ละคนที่แสดงออกมา ทั้งบุรุษที่อยู่ด้านนอกตอนนี้
ฟางซิน นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตาอยู่ในตอนนี้ พอมีงานแสดงและงานโฆษณาหลายตัวพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาหยุดพักหายใจวันนี้ก็เป็นเหมือนเคย เธอต้องเข้ากองถ่ายตั้งแต่เช้า วงการแสดงในประเทศจีน มีการแข่งขันที่สูงมาก หากหน้าตาและฝีมือการแสดงไม่ดีก็แทบจะไม่มีผู้ใดจดจำได้ กว่าที่เธอจะก้าวมาอยู่ในจุดนี้เลือดตาก็แทบกระเด็นหลังจากทำงานไม่ได้หยุดพักมาเกือบสองปี สุดสัปดาห์ที่จะถึงผู้จัดการก็นำข่าวดีมาบอก ว่าเธอจะได้มีเวลาพักถึงสองวัน สวรรค์!!! สองวัน แทบเป็นเรื่องเหลือเชื่อ“ฉันปิดเครื่องนะ อีกสองวันถึงจะเปิด” เธอโบกมือให้ผู้จัดการด้วยความยินดี“เปิดไว้สิ!!! ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะได้ตามเธอได้”“ไม่มีเรื่องด่วนหรอก ให้ฉันพักหน่อย ไปก่อน” เธอยิ้มอย่างสดใส วันหยุดพักที่แสนมีค่า ก็สมควรไปทำเรื่องที่สนใจสักทีฟางซิน ชื่นชอบเรื่องเครื่องหอม กำยาน เธอติดต่ออาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ไว้หลายคน หากมีเวลาว่าง แม้เพียงสามชั่วโมงหรือครึ่งวัน เธอก็มักจะไปขอคำชี้แนะอยู่เสมอ และเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจารย์หลาง ก็โทรมายั่วน้ำลายเธออาจารย์หลาง ได้ตำราโบราณมาหนึ่งเล่ม เนื้อหาทั้งหมดเขียนถึง







