LOGINภายในรถม้า ฟางซินนั่งพิงผนังหลับตาพักอย่างเหนื่อยล้า จินซื่อดูมองนางนิ่งก่อนจะเอ่ยพูดออกมา
“ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะบังคับเจ้าออกมาทั้งที่ยังไม่หายดี แต่ตัวเจ้าก่อเรื่องเอาไว้ไม่เล็กเลย ตระกูลหลี่ไม่ใช่ตระกูลที่พวกเราจะหาเรื่องได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ก่อนเรื่องให้ทุกคนต้องวุ่นวายไปด้วย ต้องขออภัยท่านป้าสะใภ้ด้วยเจ้าค่ะ” ฟางซินคุกเข่าลงโน้มตัวขออภัยออกมาจากใจจริง
จินซื่อเห็นเช่นนั้นก็เม้มปากแน่น เดิมที่นางคิดว่าฟางซินจะโวยวายหรือโต้เถียงออกมาสักหลายคำ แต่นางกลับรับผิดทันที ช่างชวนให้คนตื่นตระหนกไม่น้อยเลย
สิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันภายในรถม้า ซูเหยี่ยนจื้อที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างย่อมได้ยิน เขาแค่นเสียงออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อในคำพูดของฟางซิน ไม่รู้ว่านางจะก่อเรื่องใดที่ตระกูลหลี่อีก คงต้องจับตาดูเอาไว้ให้ดี
รถม้าจอดลงหน้าตระกูลหลี่ จินซื่อส่งเทียบเข้าพบมาแล้ว สาวใช้จึงนำทางไปที่เรือนหลักทันที ภายในห้องโถงฮูหยินหลี่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ด้านข้างขนาบไปด้วย หลี่หลิวอวี้และหลี่เต๋อซิ่ว พี่ชายของหลี่หลิวอวี้ ที่วันนั้นอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
สีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่ค่อยหน้ามองเท่าใดนัก หลี่หลิวอวี้นางยังมีรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า ฟางซินเหลือบมองครู่หนึ่ง ก็พบว่านางเอกของเรื่องงดงามไม่น้อย ท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวาน รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าช่างชวนให้คนมองแล้วรู้สึกดีอย่างยิ่ง หลี่เต๋อซิ่วมองมาทางฟางซินอย่างไม่ใคร่จะพอใจนักไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ฟางซินจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
“คุกเข่าลง” เสียงเย็นชาด้านข้างร้องสั่งนางเสียงเบา
ร่างกายของฟางซินทำตามคำสั่งทันที นางคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินหลี่ ทั้งยังก้มหน้าลงตลอด “ข้าน้อยเถียนฟางซิน ขออภัยฮูหยินหลี่ คุณหนูหลี่และคุณชายหลี่ ที่ก่อเรื่องโง่เขลาลงไปเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงแหบแห้ง ใบหน้าซีดขาว ร่างกายบอบบางจนแทบจะล้มพับไปกองกับพื้นได้ตลอดเวลาช่างชวนให้คนที่พบเห็นปวดใจ แต่ไม่ใช่กับฟางซิน นางก่อนเรื่องเอาไว้ให้คนตระกูลหลี่ไม่พอใจ ยอมถูกปฏิบัติกลับอย่างเย็นชา
“ข้าไม่ถือโทษโกรธเจ้าหรอก เด็กกำพร้าผู้ใดจะตัดใจตำหนิได้ลง ต่อไปก็อย่าก่อเรื่องโง่เขลาเช่นนี้อีกก็แล้วกัน” ประโยคที่ฮูหยินหลี่พูดออกมา ทำให้ใบหน้าของคนในห้องโถงเปลี่ยนแปลงไปทันที
หลี่หลิวอวี้หลุบตาลงไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ หลี่เต๋อซิ่วขมวดคิ้วมองมารดาอย่างไม่พอใจนัก แม้รู้ดีว่ามารดาเป็นคนปากร้าย แต่การที่นางเอ่ยออกมาตรงๆ เช่นนี้ หากคำพูดหลุดออกไปคนนอกย่อมมองว่านางกำลังรังแกเด็กกำพร้า
จินซื่อกับซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่คิดว่าฮูหยินหลี่นางจะพูดประโยคนี้ออกมาจึงตกตะลึงไปเช่นกัน ฟางซินยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะโกรธที่ถูกดูแคลนว่าเป็นเพียงเด็กกำพร้า พาลให้คิดถึงครอบครัวที่อยู่ในโลกปัจจุบันที่ไม่อาจพบหน้าได้อีกแล้ว ความเศร้าโศกก็ปรากฏขึ้นในดวงตา นางต้องกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ด้วยไม่ต้องการให้ผู้ใดดูถูกนางอีก
พอทุกคนมองมาที่ฟางซินจึงเห็นว่าดวงตาของนางแดงก่ำอย่างน่าเวทนา
“คำสอนของฮูหยินข้าน้อยจะจำให้ขึ้นใจเจ้าค่ะ” นางคำนับลงกับพื้นอย่างนอบน้อม “ข้าขอโทษคุณหนูหลี่อีกครั้ง ต่อไปเรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะ ขอโทษคุณชายหลี่ด้วยหวังว่าพวกท่านจะให้อภัยในความโง่เขลาของเด็กกำพร้าเช่นข้า”
สีหน้าของคนตระกูลหลี่เคร่งเครียดขึ้นทันที คำพูดของฮูหยินหลี่ล้วนถูกเด็กสาวต้องหน้าย้อนคืนทั้งสิ้น แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่ทุกคำที่นางกล่าวออกมา หากคนตระกูลหลี่ยังไม่ให้อภัยก็ดูจะแล้งน้ำใจเกินไป
“เอาเถิด เด็กกลั่นแกล้งกันเล็กน้อย ข้าก็คร้านจะหาความ ประคองคุณหนูเถียนไปนั่ง นางยังไม่หายไข้ดี”
สาวใช้เข้ามาประคองฟางซินไปนั่งที่เก้าอี้ ตลอดเวลานางไม่เงยหน้าขึ้นมามองหรือสนใจผู้ใดอีกเลย ทุกคนเอ่ยพูดสิ่งใดดูเหมือนจะไม่เข้าหูของนางสักนิด ภายในใจของฟางซินแม้ไม่ยินยอมกับคำดูถูกเช่นนี้ แต่นางก็ทำอันใดไม่ได้ ได้แต่คิดว่าจะหาทางย้ายไปอยู่ที่อื่นเช่นใด
เมื่อเห็นว่าหมดเรื่องแล้ว จินซื่อก็ขอตัวพาฟางซินกลับ หลี่เต๋อซิ่วรั้งให้ซูเหยี่ยนจื้ออยู่ต่อ เขามองมาทางฟางซินที่ยังคงก้มหน้าอยู่ครู่ก่อนจะปฏิเสธไปด้วยต้องการพามารดาไปส่งที่จวนเสียก่อน
บนรถม้าจินซื่อมองฟางซินด้วยสายตาที่อ่อนลง “บทเรียนในวันนี้เจ้าจดจำเอาไว้ให้ดี ข้าเองก็ปวดใจไม่น้อยที่ต้องให้ผู้อื่นมาสั่งสอนเจ้าเช่นนี้ นี่คือผลที่เจ้าต้องได้รับหากไปมีเรื่องกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า”
“เจ้าค่ะ” ฟางซินรับคำสั่งเบา นางรู้ดีว่าจินซื่อกำลังปลอบใจนาง คำพูดที่ออกมาจากใจจริงของจินซื่อเป็นความจริงทุกคำ ผู้มีอำนาจไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ล้วนแต่รังแกผู้อื่นได้อย่างเปิดเผย
พอถึงจวนตระกูลซู ร่างกายของฟางซินก็เหมือนใกล้จะดับเต็มที นางคารวะลาจินซื่อและซูเหยี่ยนจื้อ ก่อนจะให้เสี่ยวชิงประคองกลับเรือน ตลอดเวลานางไม่เคยมองหน้าซูเหยี่ยนจื้อเลย บุรุษผู้นี่คือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด สมควรจะอยู่ให้ห่าง เพื่อที่ต่อไปเขาจะได้ไม่คิดแค้นนางและสังหารนางเพื่อสตรีที่เขารัก
ซูเหยี่ยนจื้อมองตามแผ่นหลังฟางซินไปอย่างครุ่นคิด ท่าทางของนางเปลี่ยนไปไม่น้อย หากเป็นเมื่อก่อนนางถูกตำหนิไม่ว่าเรื่องใด จะต้องมองมาทางเขาอย่างขอความเห็นใจ แต่วันนี้ไม่ว่าจะที่ตระกูลซูหรือตระกูลหลี่นางก็ไม่เหลือบมองเขาเลยสักนิด
ฟางซินกลับมาถึงเรือน นางเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าก็ขึ้นเตียงนอนพักทันที ไม่นานร่างกายของนางก็ร้อนราวกับไฟอีกครั้ง
เสี่ยวชิงวุ่นวายให้สาวใช้เตรียมต้มน้ำ ต้มยาจนหัวหมุน หากฟางซินไม่สั่งเอาไว้ก่อนที่นางจะไม่ได้สติ ว่าหากเกิดไข้ขึ้นสูงอีกครั้ง ห้ามตามหมอเด็ดขาด นางคงต้องวิ่งไปที่เรือนหลักเพื่อขอร้องให้จินซื่อตามหมอให้แล้ว
ความร้อนในร่างกายของฟางซินดูเหมือนจะไม่ลดลงเลย พอตกค่ำนางก็เริ่มเพ้อขึ้นมา
“คุณพ่อ คุณแม่ หนูอยากกลับบ้าน” เสียงของนางเบาจนเสี่ยวชิงแทบไม่ได้ยิน แต่ก็พอจับใจความได้ คำพูดที่แปลกประหลาด แต่ความหมายช่างชวนให้คนปวดใจยิ่งนัก
สุดท้ายเสี่ยวชิงก็ฝืนคำสั่งของเจ้านาย รีบวิ่งไปที่เรือนของจินซื่อเพื่อขอร้องให้ช่วยตามหมอมาดูอาการ
ยังดีที่เรือนของจินซื่อยามนี้ยังไม่มีผู้ใดเข้านอน สี่คนพ่อแม่ลูกกำลังพูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นในตระกูลหลี่
“ฮูหยินสาวใช้ของเรือนคุณหนูเถียนขอพบเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องใดอีก ให้นางเข้ามา” จินซื่อถอนหายใจออกมา ไม่รู้ว่าฟางซินนางก่อเรื่องใดขึ้นมาอีก
เสี่ยวชิงเขามาถึงก็คุกเข่าลงเอ่ยด้วยความร้อนใจ “ฮูหยินได้โปรดตามหมอมาดูอาการของคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ”
“นางเป็นอันใด”
“หลังจากกลับมาจากตระกูลหลี่ คุณหนูก็ไข้ขึ้นสูงทันที บ่าวเช็ดตัวต้มยาให้ดื่มไข้ก็ไม่ลดลงแม้แต่น้อย ยามนี้เริ่มเพ้อแล้วเจ้าค่ะ”
“เหตุใดถึงไม่มาบอกตั้งแต่แรก!!!” จินซื่อตกใจไม่น้อย
“คุณหนูสั่งบ่าวเอาไว้ ไม่อยากรบกวนฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ บ่าวเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นหนักถึงเพียงนี้”
“ไม่ได้เรื่อง ดูแลกันเช่นใด ผู้ใดอยู่ด้านนอกรีบไปตามหมอมาเร็วเข้า”
หลังจากเสี่ยวชิงกลับไปแล้ว เสียงถอนหายใจของซูยวนก็ดังขึ้น
“เจ้าก็เอาใจใส่นางเสียหน่อย หากมิได้เถียนเฉิงบิดาของนาง ในปีนั้นข้าเองก็คงไม่รอด”
ภายในรถม้า ฟางซินนั่งพิงผนังหลับตาพักอย่างเหนื่อยล้า จินซื่อดูมองนางนิ่งก่อนจะเอ่ยพูดออกมา“ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะบังคับเจ้าออกมาทั้งที่ยังไม่หายดี แต่ตัวเจ้าก่อเรื่องเอาไว้ไม่เล็กเลย ตระกูลหลี่ไม่ใช่ตระกูลที่พวกเราจะหาเรื่องได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่”“เข้าใจเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ก่อนเรื่องให้ทุกคนต้องวุ่นวายไปด้วย ต้องขออภัยท่านป้าสะใภ้ด้วยเจ้าค่ะ” ฟางซินคุกเข่าลงโน้มตัวขออภัยออกมาจากใจจริงจินซื่อเห็นเช่นนั้นก็เม้มปากแน่น เดิมที่นางคิดว่าฟางซินจะโวยวายหรือโต้เถียงออกมาสักหลายคำ แต่นางกลับรับผิดทันที ช่างชวนให้คนตื่นตระหนกไม่น้อยเลยสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันภายในรถม้า ซูเหยี่ยนจื้อที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างย่อมได้ยิน เขาแค่นเสียงออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อในคำพูดของฟางซิน ไม่รู้ว่านางจะก่อเรื่องใดที่ตระกูลหลี่อีก คงต้องจับตาดูเอาไว้ให้ดีรถม้าจอดลงหน้าตระกูลหลี่ จินซื่อส่งเทียบเข้าพบมาแล้ว สาวใช้จึงนำทางไปที่เรือนหลักทันที ภายในห้องโถงฮูหยินหลี่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ด้านข้างขนาบไปด้วย หลี่หลิวอวี้และหลี่เต๋อซิ่ว พี่ชายของหลี่หลิวอวี้ ที่วันนั้นอยู่ในเหตุการณ์ด้วยสีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่ค่อยหน้ามองเท่าใ
ฟางซินอดจะส่ายหน้าให้กับความคิดของสตรีในยุคนี้ไม่ได้ เพียงมาถึงในวันแรกเนื้อเรื่องที่รู้มาก็ไม่เป็นเช่นเดิมแล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ความจริงที่ต้องเผชิญกับเนื้อเรื่องในนิยายจะต่างกันมากน้อยเพียงใด“พรุ่งนี้ ข้าต้องไปตระกูลหลี่หรือไม่”“คุณชายใหญ่คงไม่ใจดำลากคุณหนูไปทั้งที่ยังไม่หายดีหรอกเจ้าค่ะ” ดูเหมือนเสี่ยวชิงเองก็ไม่มั่นใจ ฟางซินยิ่งก็ไม่อยากเชื่อในคำพูดของเสี่ยวชิง นางคิดว่าซูเหยี่ยนจื้อต้องลากนางไปแน่“มีเจ้าที่ติดตามข้ามาผู้เดียวหรือ” ในห้องนอกจากเสี่ยวชิง ฟางซินก็ไม่เห็นผู้ใด“มีแม่นมเหยาอีกคนเจ้าค่ะ ตั้งแต่คุณหนูตกน้ำ แม่นมก็เป็นลมไปเช่นกัน ยิ่งรู้ว่าคุณหนูไม่ได้สติถึงสองวัน แม่นมก็ล้มป่วยเจ้าค่ะ คุณหนู...ท่านตัดใจจากคุณชายใหญ่ซูเถิดเจ้าค่ะ”“อืม...ไม่ต้องให้เจ้าบอก ข้าก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับเขาแล้ว”“คุณหนูพูดจริงหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงกับแม่นมเหยา อ้อนวอนให้ฟางซินเปลี่ยนใจอยู่หลายหน แต่นางดื้อรั้นเกิน ทั้งยังปักใจหลงใหลในรูปโฉมที่หล่อเหลาของซูเหยี่ยนจื้อ“จริงอาจจะเป็นเพราะ...ผ่านความตายแล้วมามั้ง ข้าถึงได้รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร” อยู่ให้ห่างพระรองเลือดเย็นผู้นี้ไว้เป็นดีท
ฟางซินหันไปมองหน้าทุกคนอย่างตื่นตกใจ หญิงชราถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ เด็กหญิงที่นางเห็นเป็นคนแรกดูท่าจะร้อนใจและหวาดกลัว เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ยอมพูดออกมา ได้แต่กัดปากเอาไว้แน่น“หึ ต่อให้นางไม่ยอมรับก็ต้องลากนางไปจวนหลี่” เสียงเย็นหน้าประตูห้อง ทำให้ฟางซินขนลุกไปทั้งตัว ยังไม่ทันได้เห็นหน้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พูดทั้งโกรธแค้นและรังเกียจเป็นอย่างมาก“จื้อเออร์ เจ้ายังไม่ถามญาติผู้น้องของเจ้าสักคำว่านางได้ทำหรือไม่ จะลากนางไปจวนหลี่ให้ได้เลยหรือ” หญิงชราหันไปมองที่หน้าประตูอย่างไม่พอใจ“ท่านแม่ ท่านให้ท้ายนางจนร้ายกาจเช่นนี้ ต่อไปจะเข้าหน้าตระกูลหลี่ได้อย่างไรเจ้าคะ”ฟางซินเม้มปากแน่น ใบหน้าของนางซีดขาว มองไปทางคนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีอย่างไม่เข้าใจ คำพูดที่ใช้ดูเหมือนนางจะอยู่ในกองถ่ายยุคโบราณ แต่ว่า...นางมาตอนไหน หรือว่าผู้จัดการอุ้มมาตอนที่นางหลับ“เอ่อ...เรื่องอะไรเจ้าคะ” นางไม่รู้ว่าควรถามเป็นภาษาไหนดี จึงใช้คำพูดตามพวกเขาดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจไม่เหมือนฟางซิน นางอยากจะถามว่าตอนนี้เล่นเรื่องไหนอยู่ แต่สีหน้าของแต่ละคนที่แสดงออกมา ทั้งบุรุษที่อยู่ด้านนอกตอนนี้
ฟางซิน นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตาอยู่ในตอนนี้ พอมีงานแสดงและงานโฆษณาหลายตัวพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาหยุดพักหายใจวันนี้ก็เป็นเหมือนเคย เธอต้องเข้ากองถ่ายตั้งแต่เช้า วงการแสดงในประเทศจีน มีการแข่งขันที่สูงมาก หากหน้าตาและฝีมือการแสดงไม่ดีก็แทบจะไม่มีผู้ใดจดจำได้ กว่าที่เธอจะก้าวมาอยู่ในจุดนี้เลือดตาก็แทบกระเด็นหลังจากทำงานไม่ได้หยุดพักมาเกือบสองปี สุดสัปดาห์ที่จะถึงผู้จัดการก็นำข่าวดีมาบอก ว่าเธอจะได้มีเวลาพักถึงสองวัน สวรรค์!!! สองวัน แทบเป็นเรื่องเหลือเชื่อ“ฉันปิดเครื่องนะ อีกสองวันถึงจะเปิด” เธอโบกมือให้ผู้จัดการด้วยความยินดี“เปิดไว้สิ!!! ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะได้ตามเธอได้”“ไม่มีเรื่องด่วนหรอก ให้ฉันพักหน่อย ไปก่อน” เธอยิ้มอย่างสดใส วันหยุดพักที่แสนมีค่า ก็สมควรไปทำเรื่องที่สนใจสักทีฟางซิน ชื่นชอบเรื่องเครื่องหอม กำยาน เธอติดต่ออาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ไว้หลายคน หากมีเวลาว่าง แม้เพียงสามชั่วโมงหรือครึ่งวัน เธอก็มักจะไปขอคำชี้แนะอยู่เสมอ และเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจารย์หลาง ก็โทรมายั่วน้ำลายเธออาจารย์หลาง ได้ตำราโบราณมาหนึ่งเล่ม เนื้อหาทั้งหมดเขียนถึง







