Mag-log inภายในรถม้า ฟางซินนั่งพิงผนังหลับตาพักอย่างเหนื่อยล้า จินซื่อดูมองนางนิ่งก่อนจะเอ่ยพูดออกมา
“ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะบังคับเจ้าออกมาทั้งที่ยังไม่หายดี แต่ตัวเจ้าก่อเรื่องเอาไว้ไม่เล็กเลย ตระกูลหลี่ไม่ใช่ตระกูลที่พวกเราจะหาเรื่องได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ก่อนเรื่องให้ทุกคนต้องวุ่นวายไปด้วย ต้องขออภัยท่านป้าสะใภ้ด้วยเจ้าค่ะ” ฟางซินคุกเข่าลงโน้มตัวขออภัยออกมาจากใจจริง
จินซื่อเห็นเช่นนั้นก็เม้มปากแน่น เดิมที่นางคิดว่าฟางซินจะโวยวายหรือโต้เถียงออกมาสักหลายคำ แต่นางกลับรับผิดทันที ช่างชวนให้คนตื่นตระหนกไม่น้อยเลย
สิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันภายในรถม้า ซูเหยี่ยนจื้อที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างย่อมได้ยิน เขาแค่นเสียงออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อในคำพูดของฟางซิน ไม่รู้ว่านางจะก่อเรื่องใดที่ตระกูลหลี่อีก คงต้องจับตาดูเอาไว้ให้ดี
รถม้าจอดลงหน้าตระกูลหลี่ จินซื่อส่งเทียบเข้าพบมาแล้ว สาวใช้จึงนำทางไปที่เรือนหลักทันที ภายในห้องโถงฮูหยินหลี่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ด้านข้างขนาบไปด้วย หลี่หลิวอวี้และหลี่เต๋อซิ่ว พี่ชายของหลี่หลิวอวี้ ที่วันนั้นอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
สีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่ค่อยหน้ามองเท่าใดนัก หลี่หลิวอวี้นางยังมีรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า ฟางซินเหลือบมองครู่หนึ่ง ก็พบว่านางเอกของเรื่องงดงามไม่น้อย ท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวาน รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าช่างชวนให้คนมองแล้วรู้สึกดีอย่างยิ่ง หลี่เต๋อซิ่วมองมาทางฟางซินอย่างไม่ใคร่จะพอใจนักไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ฟางซินจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
“คุกเข่าลง” เสียงเย็นชาด้านข้างร้องสั่งนางเสียงเบา
ร่างกายของฟางซินทำตามคำสั่งทันที นางคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินหลี่ ทั้งยังก้มหน้าลงตลอด “ข้าน้อยเถียนฟางซิน ขออภัยฮูหยินหลี่ คุณหนูหลี่และคุณชายหลี่ ที่ก่อเรื่องโง่เขลาลงไปเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงแหบแห้ง ใบหน้าซีดขาว ร่างกายบอบบางจนแทบจะล้มพับไปกองกับพื้นได้ตลอดเวลาช่างชวนให้คนที่พบเห็นปวดใจ แต่ไม่ใช่กับฟางซิน นางก่อนเรื่องเอาไว้ให้คนตระกูลหลี่ไม่พอใจ ยอมถูกปฏิบัติกลับอย่างเย็นชา
“ข้าไม่ถือโทษโกรธเจ้าหรอก เด็กกำพร้าผู้ใดจะตัดใจตำหนิได้ลง ต่อไปก็อย่าก่อเรื่องโง่เขลาเช่นนี้อีกก็แล้วกัน” ประโยคที่ฮูหยินหลี่พูดออกมา ทำให้ใบหน้าของคนในห้องโถงเปลี่ยนแปลงไปทันที
หลี่หลิวอวี้หลุบตาลงไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ หลี่เต๋อซิ่วขมวดคิ้วมองมารดาอย่างไม่พอใจนัก แม้รู้ดีว่ามารดาเป็นคนปากร้าย แต่การที่นางเอ่ยออกมาตรงๆ เช่นนี้ หากคำพูดหลุดออกไปคนนอกย่อมมองว่านางกำลังรังแกเด็กกำพร้า
จินซื่อกับซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่คิดว่าฮูหยินหลี่นางจะพูดประโยคนี้ออกมาจึงตกตะลึงไปเช่นกัน ฟางซินยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะโกรธที่ถูกดูแคลนว่าเป็นเพียงเด็กกำพร้า พาลให้คิดถึงครอบครัวที่อยู่ในโลกปัจจุบันที่ไม่อาจพบหน้าได้อีกแล้ว ความเศร้าโศกก็ปรากฏขึ้นในดวงตา นางต้องกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ด้วยไม่ต้องการให้ผู้ใดดูถูกนางอีก
พอทุกคนมองมาที่ฟางซินจึงเห็นว่าดวงตาของนางแดงก่ำอย่างน่าเวทนา
“คำสอนของฮูหยินข้าน้อยจะจำให้ขึ้นใจเจ้าค่ะ” นางคำนับลงกับพื้นอย่างนอบน้อม “ข้าขอโทษคุณหนูหลี่อีกครั้ง ต่อไปเรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะ ขอโทษคุณชายหลี่ด้วยหวังว่าพวกท่านจะให้อภัยในความโง่เขลาของเด็กกำพร้าเช่นข้า”
สีหน้าของคนตระกูลหลี่เคร่งเครียดขึ้นทันที คำพูดของฮูหยินหลี่ล้วนถูกเด็กสาวต้องหน้าย้อนคืนทั้งสิ้น แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่ทุกคำที่นางกล่าวออกมา หากคนตระกูลหลี่ยังไม่ให้อภัยก็ดูจะแล้งน้ำใจเกินไป
“เอาเถิด เด็กกลั่นแกล้งกันเล็กน้อย ข้าก็คร้านจะหาความ ประคองคุณหนูเถียนไปนั่ง นางยังไม่หายไข้ดี”
สาวใช้เข้ามาประคองฟางซินไปนั่งที่เก้าอี้ ตลอดเวลานางไม่เงยหน้าขึ้นมามองหรือสนใจผู้ใดอีกเลย ทุกคนเอ่ยพูดสิ่งใดดูเหมือนจะไม่เข้าหูของนางสักนิด ภายในใจของฟางซินแม้ไม่ยินยอมกับคำดูถูกเช่นนี้ แต่นางก็ทำอันใดไม่ได้ ได้แต่คิดว่าจะหาทางย้ายไปอยู่ที่อื่นเช่นใด
เมื่อเห็นว่าหมดเรื่องแล้ว จินซื่อก็ขอตัวพาฟางซินกลับ หลี่เต๋อซิ่วรั้งให้ซูเหยี่ยนจื้ออยู่ต่อ เขามองมาทางฟางซินที่ยังคงก้มหน้าอยู่ครู่ก่อนจะปฏิเสธไปด้วยต้องการพามารดาไปส่งที่จวนเสียก่อน
บนรถม้าจินซื่อมองฟางซินด้วยสายตาที่อ่อนลง “บทเรียนในวันนี้เจ้าจดจำเอาไว้ให้ดี ข้าเองก็ปวดใจไม่น้อยที่ต้องให้ผู้อื่นมาสั่งสอนเจ้าเช่นนี้ นี่คือผลที่เจ้าต้องได้รับหากไปมีเรื่องกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า”
“เจ้าค่ะ” ฟางซินรับคำสั่งเบา นางรู้ดีว่าจินซื่อกำลังปลอบใจนาง คำพูดที่ออกมาจากใจจริงของจินซื่อเป็นความจริงทุกคำ ผู้มีอำนาจไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ล้วนแต่รังแกผู้อื่นได้อย่างเปิดเผย
พอถึงจวนตระกูลซู ร่างกายของฟางซินก็เหมือนใกล้จะดับเต็มที นางคารวะลาจินซื่อและซูเหยี่ยนจื้อ ก่อนจะให้เสี่ยวชิงประคองกลับเรือน ตลอดเวลานางไม่เคยมองหน้าซูเหยี่ยนจื้อเลย บุรุษผู้นี่คือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด สมควรจะอยู่ให้ห่าง เพื่อที่ต่อไปเขาจะได้ไม่คิดแค้นนางและสังหารนางเพื่อสตรีที่เขารัก
ซูเหยี่ยนจื้อมองตามแผ่นหลังฟางซินไปอย่างครุ่นคิด ท่าทางของนางเปลี่ยนไปไม่น้อย หากเป็นเมื่อก่อนนางถูกตำหนิไม่ว่าเรื่องใด จะต้องมองมาทางเขาอย่างขอความเห็นใจ แต่วันนี้ไม่ว่าจะที่ตระกูลซูหรือตระกูลหลี่นางก็ไม่เหลือบมองเขาเลยสักนิด
ฟางซินกลับมาถึงเรือน นางเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าก็ขึ้นเตียงนอนพักทันที ไม่นานร่างกายของนางก็ร้อนราวกับไฟอีกครั้ง
เสี่ยวชิงวุ่นวายให้สาวใช้เตรียมต้มน้ำ ต้มยาจนหัวหมุน หากฟางซินไม่สั่งเอาไว้ก่อนที่นางจะไม่ได้สติ ว่าหากเกิดไข้ขึ้นสูงอีกครั้ง ห้ามตามหมอเด็ดขาด นางคงต้องวิ่งไปที่เรือนหลักเพื่อขอร้องให้จินซื่อตามหมอให้แล้ว
ความร้อนในร่างกายของฟางซินดูเหมือนจะไม่ลดลงเลย พอตกค่ำนางก็เริ่มเพ้อขึ้นมา
“คุณพ่อ คุณแม่ หนูอยากกลับบ้าน” เสียงของนางเบาจนเสี่ยวชิงแทบไม่ได้ยิน แต่ก็พอจับใจความได้ คำพูดที่แปลกประหลาด แต่ความหมายช่างชวนให้คนปวดใจยิ่งนัก
สุดท้ายเสี่ยวชิงก็ฝืนคำสั่งของเจ้านาย รีบวิ่งไปที่เรือนของจินซื่อเพื่อขอร้องให้ช่วยตามหมอมาดูอาการ
ยังดีที่เรือนของจินซื่อยามนี้ยังไม่มีผู้ใดเข้านอน สี่คนพ่อแม่ลูกกำลังพูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นในตระกูลหลี่
“ฮูหยินสาวใช้ของเรือนคุณหนูเถียนขอพบเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องใดอีก ให้นางเข้ามา” จินซื่อถอนหายใจออกมา ไม่รู้ว่าฟางซินนางก่อเรื่องใดขึ้นมาอีก
เสี่ยวชิงเขามาถึงก็คุกเข่าลงเอ่ยด้วยความร้อนใจ “ฮูหยินได้โปรดตามหมอมาดูอาการของคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ”
“นางเป็นอันใด”
“หลังจากกลับมาจากตระกูลหลี่ คุณหนูก็ไข้ขึ้นสูงทันที บ่าวเช็ดตัวต้มยาให้ดื่มไข้ก็ไม่ลดลงแม้แต่น้อย ยามนี้เริ่มเพ้อแล้วเจ้าค่ะ”
“เหตุใดถึงไม่มาบอกตั้งแต่แรก!!!” จินซื่อตกใจไม่น้อย
“คุณหนูสั่งบ่าวเอาไว้ ไม่อยากรบกวนฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ บ่าวเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นหนักถึงเพียงนี้”
“ไม่ได้เรื่อง ดูแลกันเช่นใด ผู้ใดอยู่ด้านนอกรีบไปตามหมอมาเร็วเข้า”
หลังจากเสี่ยวชิงกลับไปแล้ว เสียงถอนหายใจของซูยวนก็ดังขึ้น
“เจ้าก็เอาใจใส่นางเสียหน่อย หากมิได้เถียนเฉิงบิดาของนาง ในปีนั้นข้าเองก็คงไม่รอด”
องค์ชายใหญ่วัยสิบสองหนาว กลายเป็นสหายของซูเฉิงหานด้วยมีความชอบที่คล้ายกัน องค์ชายรองกับสนิทสนมกับเถียนฮวนซูถึงแม้จะเรียกได้ว่าองค์ชายทั้งสองสนิทสนมกับฝาแฝด แต่น้อยครั้งนักที่จะได้เข้ามาเที่ยวเล่นในตำหนักเล่อฝูกงจู่ ด้วยบุตรสาวคนโตของซูเหยี่ยนจื้อ นับเป็นสาวงามไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ด้วยใบหน้าที่คล้ายฟางซินทำให้ซูเหยี่ยนจื้อหวงบุตรสาวคนโตของตนยิ่งนักซูเจียวหว่าน วัยเพียงหกหนาว ผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงอิ่ม ดวงตากลมโตสว่างราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็อดที่จะหลงรักไม่ได้ จ้าวอินเถาเองก็มักจะเรียกให้นางเข้าไปพบในวังหลวง แต่ก็น้อยครั้งนัก ซูเหยี่ยนจื้อมักจะอ้างว่าบุตรีคนโตของตนร่างกายอ่อนแอ จึงมิให้ออกจากตำหนักแต่บ่าวไพร่ในจวนต่างก็รู้ดีว่าหว่านวานน้อยคนนี้มีร่างกายอ่อนแอเสียที่ไหน นางติดซูเฉิงหานยิ่งกว่าพี่ชายฝาแฝดของนางเสียอีก หากซูเฉิงหานปีนต้นไม้ นางก็ปีนตามองค์ชายรอง เยี่ยจวิน มาหาเถียนฮวนซูที่จวนเพื่อสอบถามเรื่องบทกลอน ทั้งสองจึงพากันมาสนทนาที่ศาลาริมน้ำในสวนดอกไม้ตุบ “โอ๊ยยย” เสียงร้องของเด็กสาวตัวน้อยดังขึ้น เถียนฮวนซูรู้ได้ทันทีว่าเป็นน้องสาวของตนจึงได้รีบวิ่งไป
ผ่านมาสามปี เด็กแฝดทั้งสองเติบโตขึ้นจนรู้ความ ฟางซินก็เริ่มตั้งครรภ์อีกครั้ง สี่คนพ่อแม่ลูกยังคงสลับไปพักระหว่างสองจวนอย่างเสมอเด็กแฝด พอเริ่มรู้ความ จึงพบความแตกต่างของตนเอง เหตุใดทั้งสองจึงใช้แซ่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งเหตุใดท่านพ่อถึงไม่ได้พักอยู่ในตระกูลซู แต่มาอยู่ในตำหนักกงจู่ของท่านฟางซินจึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เข้าใจง่ายให้ทั้งสองได้รับรู้ หลังจากที่ซูเฉิงหานได้รู้ว่าต่อไป ตนเองจะต้องไปอยู่ตระกูลซูก็เริ่มไม่สดใสร่าเริงเช่นเดิม“หานเออร์ ไม่รักท่านปู่ท่านย่าหรือ เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ต่อไปต้องปกป้องน้องๆ ทุกคน ซูเออร์เป็นน้องชายของเจ้า ถึงแม้ว่าเขาจะใช้คนละแซ่กับเจ้า แต่ก็เกิดจากข้าและท่านแม่ของเจ้าเหมือนกัน ยามนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องให้เจ้าสองพี่น้องใช้ต่างแซ่ แต่ต่อไปเจ้าจะเข้าใจพ่อและแม่” ซูเหยี่ยนจื้อค่อยๆ พูดสอนสองพี่น้อง ที่ดูจะมึนงง ยังไม่เข้าใจเรื่องราวกระจ่างนัก“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าใช้แซ่ซูหรือแซ่เถียนไม่สำคัญ แต่ท่านจะไม่ทิ้งข้าใช่หรือไม่ขอรับ” ฟางซินมองบุตรชายอย่างรักใคร่ ก่อนจะดึงตัวเขาเข้ามาสวมกอด“แม่กับพ่อจะทิ้งเจ้าได้อย่างไร หานเออร์ ใช้แซ่
มีเพียงชุนมามาที่ยังมีสติ นางอดขำกับท่าทางโง่งมของนายท่านไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มขอบคุณหมอหลวง ก่อนจะพาเดินออกไปส่งด้านนอก และมอบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้อย่างใจกว้าง ชุนมามายังส่งสาวใช้ไปแจ้งที่จวนตระกูลซูและจวนกั๋วกงเรื่องที่ฟางซินนางตั้งครรภ์แล้ว ของที่เตรียมเอาไว้ ก็ให้เสี่ยวชิงเป็นผู้นำไปมอบให้แทนอ้อ...ลืมบอกไป เสี่ยวชิงแต่งงานกับอาต๋าเมื่อสามเดือนที่แล้ว ทั้งคู่ได้รับสินสอดและสินเดิมจากฟางซินไปไม่น้อย เรียกได้ว่า หากออกไปตั้งตัวก็ทำให้อยู่อย่างสุขสบายได้ เพียงแต่ทั้งคู่เลือกที่จะอยู่เคียงข้างผู้เป็นนายต่อไปซูเหยี่ยนจื้อก้มมองท้องที่ยังมองไม่ออกของฟางซินอย่างยินดี องค์รัชทายาทได้พระโอรสพระองค์แรกจากจ้าวอินเถา เมื่อห้าเดือนก่อน และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เฟยเมี่ยวตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง หากจะบอกว่าเป็นความชอบของฟางซินก็ย่อมได้ เมื่อนางเขียนสูตรอาหารบำรุงร่างกายให้เฟยเมี่ยวกินดื่มมาหลายเดือน“ข้าเป็นอันใดไป” ฟางซินรู้สึกมึนหัวจนไม่อาจลุกขึ้นนั่งได้“เจ้าตั้งครรภ์แล้วซินซิน” ซูเหยี่ยนจื้อล้มตัวลงนอนด้านข้างของนาง พร้อมทั้งดึงตัวนางเข้ามาสวมกอดเอาไว้อย่างหลวมๆ ด้วยกลัวว่าจะโดนท้อง
สองสามีภรรยาคู่ใหม่ ยกน้ำชาคารวะผู้อาวุโสทุกคนในจวนตระกูลซู ผู้อาวุโสมอบของขวัญให้ทั้งคู่ ก่อนจะลุกกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง และเริ่มนำของที่เตรียมมามอบให้ทุกคนในตระกูลซูซูเหวินและหลางซื่อสีหน้าเหมือนกลืนหวงเหลียนอย่างไรอย่างนั้น ข้าวของที่ฟางซินนำมามอบให้ ห้าคันรถ บ้ารองได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับหมิงม่านนางได้เครื่องประดับ ผ้าไหมเนื้อดี ของเล่นที่ฟางซินนางเลือกมีอีกหนึ่งหีบใหญ่“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านไม่ลืมน้องสาวเช่นข้าแน่นอน” หมิงม่านถือกำไลสีเลือดไว้ในมืออย่างชอบใจ ตอนนี้นางอายุใกล้เก้าหนาวแล้ว ย่อมต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดา“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร หากไม่มีสิ่งใดทำ ไว้ไปค้างที่ตำหนักของข้าหลายวันๆ ก็แล้วกัน”“จริงนะเจ้าคะ พี่ใหญ่ท่านอย่าห้ามข้าเล่า” หมิงม่านยกมือห้ามซูเหยี่ยนจื้อที่เหมือนอยากจะห้ามไม่ให้นางไป“หึ พูดมากเกินไปแล้ว เจ้าจะไปทำไม ไม่ต้องเรียนกับอาจารย์หญิงหรืออย่างไร” ซูเหยี่ยนจื้อปรายตามองหมิงม่าน จนนางต้องหุบปากและนั่งเล่นกำไลในมือไปแทนหลังจากกินมื้อเข้าร่วมกับทุกคน ซูเหยี่ยนจื้อแยกตัวไปพูดคุยกับซูยวนที่ห้องตำรา หลางซื่อที่ไม่รู้จ
สหายคนอื่นต่างก็ทยอยเข้ามาคารวะสุราซูเหยี่ยนจื้อ องค์รัชทายาทรั้งอยู่หลังจากหานตงฉางถูกพาออกไปแล้วอีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ด้วยเห็นสายตาของสหายที่มองมาอย่างขอความเห็นใจ หากองค์รัชทายาทยังไม่เสด็จกลับ ซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่อาจปลีกตัวหลบหนีเข้าห้องหอได้ซูเหยี่ยนจื้อเดินวนคารวะสุรามงคลทุกคนครบหนึ่งรอบก็แอบหนีเข้าห้องหอไปแล้ว ฟางซินหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนาหลายชั้นออก ชุนมามาก็นำอาหารเข้ามาให้นางรองท้องก่อน ยังทานไม่เรียบร้อย ซูเหยี่ยนจื้อก็เดินโซเซเข้ามาในห้องหอ โดยมีอาต๋าและเสี่ยวไฉช่วยประคองเข้ามา“บ่าวจะไปเตรียมน้ำแกงสร่างเมามาให้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงเหลือบมองอาต๋าอย่างเขินอายก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป“ท่านกินอะไรมาหรือยัง” ฟางซินถลึงตามองซูเหยี่ยนจื้อที่จ้องมองนางราวกับอยากจะกลืนกินลงไปตอนนี้เสีย ทั้งที่ผ่านในห้องยังมีคนอยู่ไม่น้อยเลย“ไม่กินแล้ว พวกเจ้าออกไปเถิด” ซูเหยี่ยนจื้อส่งสายตาให้ชุนมามาพาสาวใช้ภายในห้องออกไป“เจ้าค่ะ” ชุนมามาอมยิ้มก่อนจะโบกมือให้สาวใช้พาออกไป ดูท่าน้ำแกงสร่างเมาคงไม่ต้องดื่มแล้วซูเหยี่ยนจื้อยิ้มกรุ้มกริ่มมองฟางซินที่เริ่มจะระแวงแล้ว “ทะ ท่าน ท่านจะอาบน้ำก่อนหร
ซูเหยี่ยนจื้อที่โดนถากถางกับมีสีหน้าระรื่นยิ้มรับเรื่องสนุกที่เกิดขึ้น “พระองค์มิทรงอยากมาอยู่กับกระหม่อม เหตุใดถึงไม่กลับไปเล่าพ่ะย่ะค่ะ”“เหอะ” องค์รัชทายาทจะกลับได้อย่างไร ทั้งเฟยเมี่ยวและจ้าวอินเถา ต่างรบเร้าให้เขาช่วยออกหน้ามาอยู่ที่จวนตระกูลซู เพื่อแสดงให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นว่า องค์รัชทายาทเห็นด้วยที่ซูเหยี่ยนจื้อแต่งเข้าตำหนักกงจู่ และให้ความสำคัญกับทั้งสองคนมากเพียงใดหานตงฉางเองก็มาร่วมด้วยเช่นกัน ภรรยาของตนมิอาจกลับมาช่วยเหลืองานที่บ้านเดิมได้ และซูเหยี่ยนจื้อเองก็เป็นสหายของเขา ตอนที่เขาเองจึงต้องมานั่งเบื่อไม่ต่างจากองค์รัชทายาทหานตงฉางอดจะถากถางออกมาไม่ได้ “เจ้านี่มัน...ช่างทำให้ผู้คนอิจฉาไม่จบสิ้นเสียจริง แต่งช้ากว่าสหายคนอื่น ทั้งยังไม่ต้องช่วยผู้ใดออกสินสอด แต่พวกข้าต้องนำของมาช่วยเติมสินเจ้าบ่าวให้เจ้า”“เจ้าเปลี่ยนมาแต่งเข้าตระกูลซูดีหรือไม่ ข้าจะได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้เจ้าดูแลแทน”“พอเลย!!! ท่านพ่อ ท่านแม่ข้ามิได้พูดง่ายเช่นเจ้า อีกอย่างข้ายังต้องสืบทอดตำแหน่งกั๋วกงต่อจากบิดา จะยอมยกให้เจ้ารองผู้โง่เขลาได้อย่างไร” แต่ละจวนก็มีเรื่องภายในจวนที่แตกต่างออกไป จวนกั๋ว







