LOGINฟางซินถึงกับหัวคิ้วกระตุก แต่นางไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะโต้เถียงกับเขาได้ คนไม่ชอบหน้ากันอธิบายอย่างไรก็ไม่ชอบหน้าเช่นเดิม
“หากเป็นการรบกวนญาติผู้พี่เกินไป ข้าจะคิดหาหนทางเองเจ้าค่ะ” นางก้มหัวให้เขา แล้วเดินเบี่ยงออกไปอีกทาง
“หึ คงอยากให้ท่านย่าตำหนิข้าที่รับปากแล้วใช่หรือไม่ แผนการของเจ้าช่างล้ำลึกนัก”
ฟางซินอดจะถอนหายใจออกมาไม่ได้ ก่อนจะเงยหน้าเพื่อสบตากับเขา สายตาที่ว่างเปล่าและแฝงความไม่พอใจอยู่สองส่วนทำให้ซูเหยี่ยนจื้อต้องพิจารณามองนางใหม่
“เดิมทีข้าเองก็อยากจะไปเสาะหาอาจารย์หญิงมาสอนด้วยตัวเอง แต่ท่านย่าเห็นว่าท่านมีความรู้กว้างขวางคงจะพอรู้จักอาจารย์หญิงอยู่บ้าง ข้าเองก็รู้ตัวดีว่าท่านรังเกียจข้า หากท่านไม่ต้องการช่วยเหลือเหตุใดถึงไม่พูดกับท่านย่าตรงๆ เล่า มาถากถางข้าเช่นนี้ดูจะใจแคบไปสักหน่อยกระมัง”
ซูเหยี่ยนจื้อขยับตัวเข้ามาบีบต้นแขนของนางเอาไว้แน่น ฟางซินแม้จะเจ็บปวดราวแต่นางก็ไม่แสดงออกมาเลยสักนิด
“ปากเจ้าเก่งถึงเพียงนี้ ข้าว่าอาจารย์หญิงคงไม่จำเป็นสำหรับเจ้าแล้วกระมัง รู้ตัวก็ดีว่าข้ารังเกียจเจ้า ต่อไปอย่าได้ยุ่งวุ่นวายกับข้าอีก” เขาดันตัวนางออกจนเกือบล้ม เสี่ยวชิงกระวนกระวายแต่ก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ ยังดีที่นางรับตัวฟางซินเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลงไป
“คุณชายซูพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะจำให้ขึ้นใจ หากท่านอยู่ทิศเหนือข้าจะหลบไปทิศใต้ จะไม่ให้ท่านเห็นหน้าข้าให้เป็นที่เคืองตาอีก” ฟางซินหมุนตัวกลับออกไปทันที
ซูเหยี่ยนจื้อจ้องมองแผ่นหลังของนางราวกับจะพุ่งตัวเขาไปกัดนางสักคำ นับจากหายป่วยนางก็เปลี่ยนไปไม่น้อย หากเป็นเมื่อก่อนคำพูดเมื่อครู่ต้องไม่หลุดออกมาจากปากของนางเป็นแน่
ฟางซินกลับมาถึงเรือนพัก เสี่ยวชิงก็รีบเข้ามาดูแขนข้างที่ถูกซูเหยี่ยนจื้อบีบทันที
“คุณชายซูทำรุนแรงเกินไปแล้ว ผิวของคุณหนูบอบบางเช่นนี้ เพียงจับเบาๆ ก็เกิดรอยแดง แต่นี่...เพียงครู่เดียวก็เขียวช้ำไปหมดแล้ว”
“เลิกพูดได้แล้ว อีกไม่กี่วันก็หาย เดี๋ยวแม่นมได้ยินนางจะไม่สบายใจอีก”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงรีบไปหายามาทาให้ฟางซิน
“ข้ามีตำราติดมาด้วยหรือไม่ เมื่อก่อนข้าได้ร่ำเรียนหรือไม่”
“เรียนเจ้าค่ะ คุณหนูถือว่ามีความรู้ไม่น้อย นายท่านกับฮูหยินให้คุณหนูเริ่มจับพู่กันตั้งแต่สามขวบ คัดอักษรพันตัวตั้งแต่ห้าขวบ” เสี่ยวชิงเล่าความเก่งของเจ้าของร่างเดิมออกมาอย่างภูมิใจ
“เจ้าพาข้าไปดูตำราเสียหน่อย เพื่อข้าจะนึกอะไรออก”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
สองนายบ่าวไปที่ห้องเก็บของด้านข้างทันที ภายในห้องมีหีบเก็บของวางซ้อนกันจนเกือบติดเพดานห้องหลายสิบแถว กว่าจะหากองตำราเจอก็เล่นเอาสองนายบ่าวเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว
“มีอยู่หลายหีบเลยเจ้าค่ะ”
“เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าควรเริ่มเรียนจนเล่มไหนก่อน”
“บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็เรียกสาวใช้มาขนออกไป เจ้าไปพบพี่หญิงเยว่ให้นางมาช่วยข้าเสียหน่อย”
ดูท่าซูเหยี่ยนจื้อคงไม่หาอาจารย์หญิงให้นางแล้ว ฟางซินจึงต้องหาทางออกด้วยตนเองไปก่อน หากจะออกไปซื้อจวนหรือยืนด้วยขาของตนเอง นางก็ควรจะอ่านตัวอักษรโบราณได้เสียก่อน
สาวใช้ช่วยกันขนหีบตำราออกมา ในตอนแรกคิดว่ามีเพียงไม่กี่หีบ พอดูแล้วฟางซินสามารถสร้างห้องตำราได้หนึ่งห้องเลยด้วยซ้ำ ต่อให้เปิดออกดู นางก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสมควรเริ่มเรียนรู้จากเล่มใด
หมิงเยว่ ได้รับคำขอร้องก็รีบมาพบฟางซินทันที เมื่อเห็นหีบตำรานับสิบกว่าหีบ ปากของนางก็อ้าออกด้วยความตกใจ
“เจ้าจะสร้างห้องตำราหรือ”
“มิใช่เจ้าค่ะ พี่หญิงเยว่ท่านก็รู้ว่าข้าไร้ซึ่งความทรงจำเดิม แม้แต่ตัวอักษรพวกนี้ข้าก็ลืมเลือนไปจนสิ้น ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเหลือข้าได้ ชี้แนะว่าข้าควรเริ่มต้นจากเล่มใด”
“ให้ดูทีละเล่มเห็นจะปวดหัว ข้าจะไปเอาตำราที่ห้องตำราของพี่ชายใหญ่มาให้ และจะสอนเจ้าด้วย”
“ไม่ไปรบกวนคุณชายใหญ่ได้หรือไม่เจ้าคะ” นางเพิ่งบอกว่าจะไม่ยุ่งกับเขา ยังไม่ข้ามวันนางก็หาเรื่องไปวุ่นวายกับเขาเสียแล้ว มิเช่นนี้จะไม่เสียหน้าเกินไปหน่อยหรือ
“เรื่องที่เจ้าทะเลาะกับพี่ใหญ่วันนี้ ข้าได้ยินมาแล้ว เอาเถิด ของข้าเองก็ยังพอมี แต่ตัวอักษรของพี่ใหญ่งดงามกว่าของข้ามากนัก ข้าเองก็อยากให้เจ้าเรียนตามตัวอักษรของเขาก็เท่านั้น” หมิงเยว่สั่งความกับสาวใช้ให้ไปหยิบตำราที่เรือนพักของนางมา
ฟางซินจึงให้เสี่ยวชิงพาสาวใช้ขนหีบใส่ตำราไปเก็บไว้ที่ห้องตามเดิม ระหว่างที่รอสาวใช้ของหมิงเยว่ ฟางซินนางก็นำแบบร่างเสื้อผ้าที่นางร่างเอาไว้มาให้หมิงเยว่ดู
“ซินซิน ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะร่างแบบชุดออกมาได้งดงามเช่นนี้”
“หากท่านชอบ ก็เอาไปเป็นแบบตัดชุดได้เจ้าค่ะ ข้ายังคิดจะเอาแบบชุดนี้ไปมอบให้หลงจู๊ที่ร้านตัดออกมาขาย ถือว่าให้ท่านได้ใส่เป็นคนแรกก็แล้วกัน อย่างไรท่านก็จะเป็นอาจารย์ของข้า”
“หึหึ เจ้านี่นะ เอาเช่นนี้ เจ้าเอาแบบไปให้หลงจู๊ของเจ้า แล้วตัดออกมาให้ข้าหนึ่งชุด เช่นนี้แบบผ้าของเจ้าก็จะไม่หลุดไปที่ร้านอื่นแล้ว”
“เป็นความคิดที่ดีเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ซู”
สองสาวหยอกล้อกันเพียงไม่นาน สาวใช้ก็นำตำรามาให้ เสี่ยวชิงเตรียมสี่สิ่งล้ำค่า (หมึก กระดาษ พู่กัน แท่นฝนหมึก) เอาไว้ให้ทั้งสองเรียบร้อยแล้ว
ฟางซินยามที่ร่ำเรียนนางตั้งใจมากนัก ชีวิตก่อนนางเป็นนักแสดง การแข่งขันที่สูงส่งผลให้นางต้องเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างตั้งใจ เดิมทีเรื่องใช้พู่กันคัดตัวอักษรนางก็ทำออกมาได้อย่างดี เพียงแต่อ่านไม่ค่อยได้ก็เท่านั้น เมื่อมีคนค่อยชี้แนะ ฟางซินก็เรียนรู้ความหมายของตัวอักษรไปได้หลายสิบตัวแล้ว
“เจ้าเรียนรู้ได้เร็วนัก”
“เดิมข้าก็มีความรู้ติดตัวอยู่แล้ว เพียงแต่สูญเสียความทรงจำไป เพื่อได้รื้อฟื้นขึ้นมาย่อมเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเจ้าค่ะ”
“จริงของเจ้า เช่นนี้อาจารย์อย่างข้ายังจะเป็นประโยชน์อยู่หรือไม่”
“ย่อมเป็นประโยชน์อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
เรื่องที่ฟางซินขอให้หมิงเยว่สอนคัดตัวอักษร ซูเหยี่ยนจื้อย่อมต้องรู้อยู่ดี ตัวเขามีโทสะอยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าฟางซินนางจะไม่รับน้ำใจจากเขา
เสี่ยวไฉ บ่าวข้างกายของซูเหยี่ยนจื้อถึงกับเดาอารมณ์ของผู้เป็นนายไม่ถูก เมื่อเช้ายังไล่คุณหนูเถียนไม่อยากให้นางมาวุ่นวายกับตนเอง แต่ยามนี้กลับมานั่งโกรธเคืองนางที่ไม่ยอมรับน้ำใจของเขา
รุ่งเช้าวันต่อมา ฟางซินเมื่อหายดีแล้วนางต้องไปรับมื้อเช้าที่เรือนหลักพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าและคนอื่นในจวน ไม่รู้ว่าซูเหยี่ยนจื้อเกิดนึกเป็นคนดีอะไรขึ้นมา ถึงได้พาอาจารย์หญิงเข้ามาแนะนำให้นางรู้จัก
อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเพียงนางที่ต้องเรียนเพียงผู้เดียว แม้แต่หมิงเยว่ หมิงม่านและบุตรีอนุอีกสามคนก็ล้วนแต่ต้องมาร่วมเรียนด้วยกัน
“ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้าแล้ว ยังต้องมานั่งเรียนเป็นเพื่อนเจ้าอีก” หมิงเยว่ลอบถลึงตามองฟางซิน
“ท่านจะโกรธข้าได้อย่างไร ท่านต้องไปโกรธพี่ชายท่านนู้น เขาเป็นผู้ที่พาอาจารย์หญิงมาสอนต่างหาก” นางลูบจมูกแก้เก้อ
องค์ชายใหญ่วัยสิบสองหนาว กลายเป็นสหายของซูเฉิงหานด้วยมีความชอบที่คล้ายกัน องค์ชายรองกับสนิทสนมกับเถียนฮวนซูถึงแม้จะเรียกได้ว่าองค์ชายทั้งสองสนิทสนมกับฝาแฝด แต่น้อยครั้งนักที่จะได้เข้ามาเที่ยวเล่นในตำหนักเล่อฝูกงจู่ ด้วยบุตรสาวคนโตของซูเหยี่ยนจื้อ นับเป็นสาวงามไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ด้วยใบหน้าที่คล้ายฟางซินทำให้ซูเหยี่ยนจื้อหวงบุตรสาวคนโตของตนยิ่งนักซูเจียวหว่าน วัยเพียงหกหนาว ผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงอิ่ม ดวงตากลมโตสว่างราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็อดที่จะหลงรักไม่ได้ จ้าวอินเถาเองก็มักจะเรียกให้นางเข้าไปพบในวังหลวง แต่ก็น้อยครั้งนัก ซูเหยี่ยนจื้อมักจะอ้างว่าบุตรีคนโตของตนร่างกายอ่อนแอ จึงมิให้ออกจากตำหนักแต่บ่าวไพร่ในจวนต่างก็รู้ดีว่าหว่านวานน้อยคนนี้มีร่างกายอ่อนแอเสียที่ไหน นางติดซูเฉิงหานยิ่งกว่าพี่ชายฝาแฝดของนางเสียอีก หากซูเฉิงหานปีนต้นไม้ นางก็ปีนตามองค์ชายรอง เยี่ยจวิน มาหาเถียนฮวนซูที่จวนเพื่อสอบถามเรื่องบทกลอน ทั้งสองจึงพากันมาสนทนาที่ศาลาริมน้ำในสวนดอกไม้ตุบ “โอ๊ยยย” เสียงร้องของเด็กสาวตัวน้อยดังขึ้น เถียนฮวนซูรู้ได้ทันทีว่าเป็นน้องสาวของตนจึงได้รีบวิ่งไป
ผ่านมาสามปี เด็กแฝดทั้งสองเติบโตขึ้นจนรู้ความ ฟางซินก็เริ่มตั้งครรภ์อีกครั้ง สี่คนพ่อแม่ลูกยังคงสลับไปพักระหว่างสองจวนอย่างเสมอเด็กแฝด พอเริ่มรู้ความ จึงพบความแตกต่างของตนเอง เหตุใดทั้งสองจึงใช้แซ่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งเหตุใดท่านพ่อถึงไม่ได้พักอยู่ในตระกูลซู แต่มาอยู่ในตำหนักกงจู่ของท่านฟางซินจึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เข้าใจง่ายให้ทั้งสองได้รับรู้ หลังจากที่ซูเฉิงหานได้รู้ว่าต่อไป ตนเองจะต้องไปอยู่ตระกูลซูก็เริ่มไม่สดใสร่าเริงเช่นเดิม“หานเออร์ ไม่รักท่านปู่ท่านย่าหรือ เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ต่อไปต้องปกป้องน้องๆ ทุกคน ซูเออร์เป็นน้องชายของเจ้า ถึงแม้ว่าเขาจะใช้คนละแซ่กับเจ้า แต่ก็เกิดจากข้าและท่านแม่ของเจ้าเหมือนกัน ยามนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องให้เจ้าสองพี่น้องใช้ต่างแซ่ แต่ต่อไปเจ้าจะเข้าใจพ่อและแม่” ซูเหยี่ยนจื้อค่อยๆ พูดสอนสองพี่น้อง ที่ดูจะมึนงง ยังไม่เข้าใจเรื่องราวกระจ่างนัก“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าใช้แซ่ซูหรือแซ่เถียนไม่สำคัญ แต่ท่านจะไม่ทิ้งข้าใช่หรือไม่ขอรับ” ฟางซินมองบุตรชายอย่างรักใคร่ ก่อนจะดึงตัวเขาเข้ามาสวมกอด“แม่กับพ่อจะทิ้งเจ้าได้อย่างไร หานเออร์ ใช้แซ่
มีเพียงชุนมามาที่ยังมีสติ นางอดขำกับท่าทางโง่งมของนายท่านไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มขอบคุณหมอหลวง ก่อนจะพาเดินออกไปส่งด้านนอก และมอบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้อย่างใจกว้าง ชุนมามายังส่งสาวใช้ไปแจ้งที่จวนตระกูลซูและจวนกั๋วกงเรื่องที่ฟางซินนางตั้งครรภ์แล้ว ของที่เตรียมเอาไว้ ก็ให้เสี่ยวชิงเป็นผู้นำไปมอบให้แทนอ้อ...ลืมบอกไป เสี่ยวชิงแต่งงานกับอาต๋าเมื่อสามเดือนที่แล้ว ทั้งคู่ได้รับสินสอดและสินเดิมจากฟางซินไปไม่น้อย เรียกได้ว่า หากออกไปตั้งตัวก็ทำให้อยู่อย่างสุขสบายได้ เพียงแต่ทั้งคู่เลือกที่จะอยู่เคียงข้างผู้เป็นนายต่อไปซูเหยี่ยนจื้อก้มมองท้องที่ยังมองไม่ออกของฟางซินอย่างยินดี องค์รัชทายาทได้พระโอรสพระองค์แรกจากจ้าวอินเถา เมื่อห้าเดือนก่อน และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เฟยเมี่ยวตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง หากจะบอกว่าเป็นความชอบของฟางซินก็ย่อมได้ เมื่อนางเขียนสูตรอาหารบำรุงร่างกายให้เฟยเมี่ยวกินดื่มมาหลายเดือน“ข้าเป็นอันใดไป” ฟางซินรู้สึกมึนหัวจนไม่อาจลุกขึ้นนั่งได้“เจ้าตั้งครรภ์แล้วซินซิน” ซูเหยี่ยนจื้อล้มตัวลงนอนด้านข้างของนาง พร้อมทั้งดึงตัวนางเข้ามาสวมกอดเอาไว้อย่างหลวมๆ ด้วยกลัวว่าจะโดนท้อง
สองสามีภรรยาคู่ใหม่ ยกน้ำชาคารวะผู้อาวุโสทุกคนในจวนตระกูลซู ผู้อาวุโสมอบของขวัญให้ทั้งคู่ ก่อนจะลุกกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง และเริ่มนำของที่เตรียมมามอบให้ทุกคนในตระกูลซูซูเหวินและหลางซื่อสีหน้าเหมือนกลืนหวงเหลียนอย่างไรอย่างนั้น ข้าวของที่ฟางซินนำมามอบให้ ห้าคันรถ บ้ารองได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับหมิงม่านนางได้เครื่องประดับ ผ้าไหมเนื้อดี ของเล่นที่ฟางซินนางเลือกมีอีกหนึ่งหีบใหญ่“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านไม่ลืมน้องสาวเช่นข้าแน่นอน” หมิงม่านถือกำไลสีเลือดไว้ในมืออย่างชอบใจ ตอนนี้นางอายุใกล้เก้าหนาวแล้ว ย่อมต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดา“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร หากไม่มีสิ่งใดทำ ไว้ไปค้างที่ตำหนักของข้าหลายวันๆ ก็แล้วกัน”“จริงนะเจ้าคะ พี่ใหญ่ท่านอย่าห้ามข้าเล่า” หมิงม่านยกมือห้ามซูเหยี่ยนจื้อที่เหมือนอยากจะห้ามไม่ให้นางไป“หึ พูดมากเกินไปแล้ว เจ้าจะไปทำไม ไม่ต้องเรียนกับอาจารย์หญิงหรืออย่างไร” ซูเหยี่ยนจื้อปรายตามองหมิงม่าน จนนางต้องหุบปากและนั่งเล่นกำไลในมือไปแทนหลังจากกินมื้อเข้าร่วมกับทุกคน ซูเหยี่ยนจื้อแยกตัวไปพูดคุยกับซูยวนที่ห้องตำรา หลางซื่อที่ไม่รู้จ
สหายคนอื่นต่างก็ทยอยเข้ามาคารวะสุราซูเหยี่ยนจื้อ องค์รัชทายาทรั้งอยู่หลังจากหานตงฉางถูกพาออกไปแล้วอีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ด้วยเห็นสายตาของสหายที่มองมาอย่างขอความเห็นใจ หากองค์รัชทายาทยังไม่เสด็จกลับ ซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่อาจปลีกตัวหลบหนีเข้าห้องหอได้ซูเหยี่ยนจื้อเดินวนคารวะสุรามงคลทุกคนครบหนึ่งรอบก็แอบหนีเข้าห้องหอไปแล้ว ฟางซินหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนาหลายชั้นออก ชุนมามาก็นำอาหารเข้ามาให้นางรองท้องก่อน ยังทานไม่เรียบร้อย ซูเหยี่ยนจื้อก็เดินโซเซเข้ามาในห้องหอ โดยมีอาต๋าและเสี่ยวไฉช่วยประคองเข้ามา“บ่าวจะไปเตรียมน้ำแกงสร่างเมามาให้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงเหลือบมองอาต๋าอย่างเขินอายก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป“ท่านกินอะไรมาหรือยัง” ฟางซินถลึงตามองซูเหยี่ยนจื้อที่จ้องมองนางราวกับอยากจะกลืนกินลงไปตอนนี้เสีย ทั้งที่ผ่านในห้องยังมีคนอยู่ไม่น้อยเลย“ไม่กินแล้ว พวกเจ้าออกไปเถิด” ซูเหยี่ยนจื้อส่งสายตาให้ชุนมามาพาสาวใช้ภายในห้องออกไป“เจ้าค่ะ” ชุนมามาอมยิ้มก่อนจะโบกมือให้สาวใช้พาออกไป ดูท่าน้ำแกงสร่างเมาคงไม่ต้องดื่มแล้วซูเหยี่ยนจื้อยิ้มกรุ้มกริ่มมองฟางซินที่เริ่มจะระแวงแล้ว “ทะ ท่าน ท่านจะอาบน้ำก่อนหร
ซูเหยี่ยนจื้อที่โดนถากถางกับมีสีหน้าระรื่นยิ้มรับเรื่องสนุกที่เกิดขึ้น “พระองค์มิทรงอยากมาอยู่กับกระหม่อม เหตุใดถึงไม่กลับไปเล่าพ่ะย่ะค่ะ”“เหอะ” องค์รัชทายาทจะกลับได้อย่างไร ทั้งเฟยเมี่ยวและจ้าวอินเถา ต่างรบเร้าให้เขาช่วยออกหน้ามาอยู่ที่จวนตระกูลซู เพื่อแสดงให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นว่า องค์รัชทายาทเห็นด้วยที่ซูเหยี่ยนจื้อแต่งเข้าตำหนักกงจู่ และให้ความสำคัญกับทั้งสองคนมากเพียงใดหานตงฉางเองก็มาร่วมด้วยเช่นกัน ภรรยาของตนมิอาจกลับมาช่วยเหลืองานที่บ้านเดิมได้ และซูเหยี่ยนจื้อเองก็เป็นสหายของเขา ตอนที่เขาเองจึงต้องมานั่งเบื่อไม่ต่างจากองค์รัชทายาทหานตงฉางอดจะถากถางออกมาไม่ได้ “เจ้านี่มัน...ช่างทำให้ผู้คนอิจฉาไม่จบสิ้นเสียจริง แต่งช้ากว่าสหายคนอื่น ทั้งยังไม่ต้องช่วยผู้ใดออกสินสอด แต่พวกข้าต้องนำของมาช่วยเติมสินเจ้าบ่าวให้เจ้า”“เจ้าเปลี่ยนมาแต่งเข้าตระกูลซูดีหรือไม่ ข้าจะได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้เจ้าดูแลแทน”“พอเลย!!! ท่านพ่อ ท่านแม่ข้ามิได้พูดง่ายเช่นเจ้า อีกอย่างข้ายังต้องสืบทอดตำแหน่งกั๋วกงต่อจากบิดา จะยอมยกให้เจ้ารองผู้โง่เขลาได้อย่างไร” แต่ละจวนก็มีเรื่องภายในจวนที่แตกต่างออกไป จวนกั๋ว







