تسجيل الدخولแข่งขันชิงดีชิงเด่นกับสตรีทั่วเมืองหลวง เพื่อหวังให้บุรุษที่ตนหมายปองสนใจ แต่เมื่อเกิดเหตุจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จึงเข้าใจแล้วว่าความรักไม่จำเป็นต้องแย่งชิง ความรักจากบุรุษไร้ใจนางไม่ต้องการอีกแล้ว
عرض المزيدในช่วงเทศกาลหยวนเซียวประจำปีมาเยือน ณ ลานเอนกประสงค์ใจกลางเมืองหลวงแคว้นซ่ง ได้มีการจัดการแข่งขันประกวดยอดพธูผู้งามพร้อมประจำปี สตรีที่อยู่ในวัยแรกแย้มและยังไม่ออกเรือนทั้งหลาย ต่างมุ่งหน้าเข้ามาอวดโฉมประชันฝีมือกันอย่างล้นหลาม
การประกวดดำเนินผ่านพ้นไปครึ่งวัน ก็เข้าสู่โค้งสุดท้ายได้ผู้ชนะการแข่งขันสามอันดับแรก เพื่อเข้าร่วมแข่งขันประชันฝีมือการบรรเลงเพลงจากเครื่องดนตรีนามผีผาในรอบสุดท้าย ซึ่งจัดแสดงบนเวทีอันทรงเกียรติต่อหน้าผู้แทนพระองค์
ในปีนี้ซ่งจือหานบุรุษรูปงามวัย 35 ปี เสนาบดีฝ่ายขวาพระญาติของฮ่องเต้ รับหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ร่วมรับชมการแข่งขันยอดพธูประจำปี และเป็นผู้ตัดสินแพ้ชนะการประกวดในครั้งนี้
“ถอนตัวเสียเถิด เพราะถึงอย่างไรเสนาบดีซ่งย่อมเลือกสตรีงดงาม ที่เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและชาติตระกูลเช่นข้าอยู่แล้ว เจ้าอยู่ต่อไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ”
ฉีเหม่ยหลันกระซิบข้างหูสตรีคู่แข่ง ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันปนเกลียดชัง
เพราะสตรีแซ่ซูผู้นี้หมายปองบุรุษคนเดียวกันกับนาง ทั้ง ๆ ที่บิดาเป็นเพียงนายกองผู้หนึ่งเท่านั้น จะเอาสิ่งใดมาสู้บุตรีเสนาบดีกรมคลังผู้ร่ำรวย ซึ่งเข้านอกออกในจวนของสหายรุ่นน้องของบิดามาตั้งแต่เยาว์วัย
นางรู้จักและใกล้ชิดท่านอารูปงามตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่น จนปีนี้อายุ 19 ปีก็ยังไม่ยอมออกเรือน เพราะมีใจให้บุรุษที่คิดกับนางแค่ตำแหน่งคนรู้จักเท่านั้น
“ฉีเหม่ยหลันเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเสนาบดีซ่งจะเลือกเจ้า ข้าก็รูปโฉมงดงามเช่นกัน ศาสตร์ของสตรีทั้งสี่ด้านก็ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าเลย อาจารย์ผู้สอนก็คนเดียวกัน มิหนำซ้ำยังได้คำชมมากกว่าทุกด้าน ส่วนเจ้าถูกเขารังเกียจยังไม่เจียมตัว ยังกล้าลงแข่งขันให้อับอายขายขี้หน้าวงศ์ตระกูล”
ซูชิงโม่กระซิบตอบกลับสตรีปากแดง ซึ่งแต่งหน้าจัดจ้านกว่าผู้ใดคงคิดว่างามนักหนาหรืออย่างไร
นางทั้งหมั่นไส้และอยากหัวเราะไปพร้อม ๆ กับวาจาโอ้อวดของคู่แข่ง ฉีเหม่ยหลันชนะจนเข้ามาถึงรอบสุดท้ายได้ทั้ง ๆ ที่ไม่คู่ควร คงไม่พ้นบารมีของบิดาผู้มากด้วยอำนาจเป็นแน่
ซูชิงโม่มั่นใจว่าตนเองงดงามเป็นหนึ่งในแคว้นซ่ง ตำแหน่งยอดพธูต้องตกเป็นของนางอย่างแน่นอน ยิ่งเห็นสายตาชื่นชมที่คนผู้นั้นจ้องมองมาก็ยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“ซูชิงโม่ข้าเตือนเจ้าดี ๆ แล้วนะ”
ฉีเหม่ยหลันกัดฟันตอบกลับอย่างแค้นใจ เพราะทุกคำกล่าวตอบโต้ของศัตรูล้วนเป็นความจริง
แต่นางยังคงคิดหาวิธีเล่นงานศัตรูหัวใจ เหมือนอย่างที่เคยกระทำมาโดยตลอด และครั้งนี้ก็ต้องสำเร็จเช่นกัน
“สตรีร้ายกาจเช่นเจ้าจะใช้เล่ห์กลใดอีก อย่าลืมว่าเสนาบดีซ่งกำลังจ้องมองมาทางนี้อยู่ เขามองข้าโดยไม่ละสายตาเลยทีเดียว”
ซูชิงโม่กล่าวไปตามที่ตนเห็นและเข้าใจ ซ้ำยังแอ่นหน้าอกที่พึ่งแตกสาวในวัย 18 ปี เพื่อให้บุรุษรูปงามตำแหน่งสูงเกียรติมองความงามให้ชัดเจน
ในใจยังนึกอิจฉาคู่แข่งที่มีบางอย่างล้นเหลือไม่เผื่อแผ่ผู้ใด ทั้ง ๆ ที่อายุใกล้เคียงกัน สวรรค์ช่างลำเอียงในเรื่องนี้ยิ่งนัก!
สตรีทั้งสองนางหันข้างไปกระซิบกระซาบกันอย่างแนบเนียน มีเพียงสตรีคู่แข่งอีกหนึ่งคนซึ่งนั่งอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้อยู่ร่วมวงสนทนา
เพราะสตรีผู้ชนะลำดับที่สาม ไม่ได้อยู่ในสายตาของฉีเหม่ยหลันเลยแม้แต่น้อย บุตรีอนุภรรยาของบิดาจะเอาสิ่งใดมาต่อกรกับนางผู้ถือกำเนิดจากภรรยาเอก ที่กล้าตามมาแข่งขันในวันนี้เพราะนางอยากให้มาช่วยกันสตรีอื่นออกไปก็เท่านั้น
“ใต้เท้าสนใจหรือขอรับ นางคือซูชิงโม่ บุตรีคนโตของซูมู่หรง นายกองคนสำคัญของกองทัพประจำเมืองหลวง”
ฉินเซียวผู้ช่วยคนสนิทของซ่งจือหาน เอ่ยถามไปตามทิศทางสายตาของผู้เป็นนาย
ดวงตาคมกริบทรงพลังคู่นั้น หยุดมองตรงจุดที่ซูชิงโม่นั่งอยู่นานกว่าที่เคยมองสตรีใด ในใจของฉินเซียวเริ่มหวาดระแวงหวั่นเกรงเหตุร้ายซ้ำรอบเดิมจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
“บุตรีนายกองเช่นนั้นหรือ น่าสนใจไม่น้อย”
ประโยคหลังซ่งจือหานเอ่ยพึมพำเสียงเบาเพียงลำพัง
หากต้องการตัดขาดจากสตรีบางคน จำเป็นต้องมีสตรีอีกคนเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ ในใจเริ่มสับสนในความคิดของตนเอง
“ขอรับ แต่ว่า เอ่อ…คุณหนูฉีเหม่ยหลันคงไม่ชอบใจสักเท่าไหร่”
“นางไม่ได้เป็นอะไรกับข้า เหตุใดต้องกล่าวถึงด้วยความเกรงใจเช่นนี้” น้ำเสียงเข้มเอ่ยปรามผู้ช่วยคนสนิท
มีเพียงครู่เดียวเท่านั้นที่สายตาเฉยชาเป็นนิจ หันไปมองสตรีผู้แต่งหน้าจัดจ้านเกินกว่าใคร และเป็นอีกครั้งที่ได้รับรอยยิ้มกว้างตอบกลับมา
“ใต้เท้ารู้ดีกว่าใคร ว่าคุณหนูฉีเหม่ยหลันมีนิสัยอย่างไร หากนางรู้ว่าใต้เท้าสนใจซูชิงโม่คงไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน”
ฉินเซียวนึกขยาดจนต้องยกห่อไหล่เข้าหากัน เมื่อคิดย้อนไปถึงวีรกรรมหลากหลายเรื่องราว ที่ฉีเหม่ยหลันนำมาใช้จัดการสตรีที่กล้าเข้าใกล้เจ้านายของเขา
“สตรีตัวเล็ก ๆ จะทำการใดได้ หากข้าต้องการมีหรือจะขัดขวางได้สำเร็จ”
ที่ผ่านมาเขาไม่เคยสนใจสตรีใด ฉีเหม่ยหลันจึงสามารถจัดการสตรีที่กล้าเข้าหาเขาได้ทุกคน ทว่าครั้งนี้คงไม่เหมือนกับทุกครั้ง
“อย่าลืมว่าฮ่องเต้ อยากให้ใต้เท้าแต่งงานกับนางนะขอรับ”
“ฝ่าบาทชื่นชอบฉีเหม่ยหลันจนออกนอกหน้า ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าข้าไม่ชอบสตรีร้ายกาจผู้นั้น วันนี้ข้าจะทำให้ผู้คนในเมืองหลวงประจักษ์แจ้ง ว่าสตรีใดกันแน่ที่คู่ควรอยู่ในสายตาของข้า ฝ่าบาทจะได้เลิกจับคู่ผิด ๆ เสียที”
“ใต้เท้าหมายถึง….”
“อืม หลังจากจบการแข่งขันบรรเลงผีผา เจ้าก็ไปจัดการเถิดข้าเลือกแล้ว”
“ขอรับ”
ถึงแม้จะขัดข้องใจอยู่บ้างเพราะการแข่งขันยังไม่เริ่มเลย แต่ฉินเซียวก็ไม่กล้าเอ่ยขัดแต่อย่างใด
ยิ่งมองเห็นสายตาเทิดทูนผู้เป็นนายอย่างล้นเหลือ จากสตรีที่ไม่ถูกเลือกเขายิ่งนึกสงสารมากกว่าเดิม
หากเรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้ แสดงว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความพยายามของฉีเหม่ยหลันไม่ได้ผลิดอกออกผลเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจความรู้สึกของสตรีนิสัยเสียผู้นั้น ที่ผ่านมาข้าถือว่าให้นางเล่นสนุกมากพอแล้ว”
เป็นอีกครั้งที่ผู้เป็นนายเอ่ยย้ำให้ผู้ใต้ปกครองเข้าใจตรงกัน
“ขอรับ”
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั

















