LOGINหัวเราะจนพอแล้วนางก็ได้แต่ถอนหายใจ เริ่มแกะห่อโครงกระดูกของตัวเอง ลงมือใช้กระบี่หงส์เหินและดาบพสุธาของจอมมารที่ตกอยู่ไม่ไกลนัก ลงมือ...ขุดหลุมฝังศพขึ้นมาสองหลุม เห็นแก่ที่เขาตายแล้ว ไม่ได้ไปก่อกรรมหลังจากตกลงมาพร้อมกัน นางจึงใจดีฝังเขาเอาไว้ข้างๆ หลุมศพของตัวเอง
...หน้าหลุมศพจอมมารมีดาบพสุธาปักอยู่
...หน้าหลุมศพของหรั่นอิงมีกระบี่หงส์เหินปักเอาไว้
หญิงสาวฝังป้ายหยกของสำนักหอนทีไปกับโครงกระดูกของตน ละทิ้งการเป็นยอดยุทธ์แห่งยุคนับแต่นี้เป็นต้นไป
เครื่องประดับของจอมมารนางห่อด้วยชุดตัวนอก ของมีค่าอาจมีประโยชน์ เพราะตอนนี้นางยังต้องขึ้นไปยังคุนหลุนซาน อย่างน้อยก็ต้องตามหาหลุมฝังศพของผู้เป็นอาจารย์
ผ่านมากว่าสิบปีอาจารย์ชราก็คง...จากไปแล้ว
มีดสั้นในรองเท้าหุ้มแข็งของจอมมาร นางตัดสินใจนำไปเพื่อใช้ป้องกันตัว เม็ดพลอยที่ประดับด้ามมีดสั้น นางแกะออกมาโยนส่งๆ เข้าไปรวมกับข้าวของมีค่า ตอนนี้ยังลังเลที่จะกลับจวนตระกูลกู้ เพราะนางอยากออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า อย่างไรเสียคนตระกูลกู้ก็คงคิดว่านางตายไปแล้ว เมื่อกู้หรั่นเยวี่ยเขียนจดหมายลาตายเอาไว้ชัดเจนถึงเพียงนั้น...
ในป่ารกทึบ ความมืด ความเงียบ ความกลัวในใจ นี่คือสิ่งที่ผู้คนจะต้องต่อสู้ในเวลาที่ต้องอยู่เพียงลำพัง หญิงสาวมองไปรอบๆ พยายามก่อไฟเพื่อผึ่งชุดเปียกชุ่มให้แห้ง ชุดเจ้าสาวสีแดงสดที่นางเห็นแล้วยิ่งขัดหูขัดตา รอนแรมในป่ากว่าสิบสองวัน อาหารที่หาได้เพื่อประทังชีวิตหากไม่ใช่มันเทศป่า ก็เป็นผักป่าและผลไม้ป่า
ถามว่าทำไมไม่ล่าสัตว์?? ตอบ...ด้วยสภาพร่างกายนี้ไม่ถูกสัตว์จับกินก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว!!
ร่างกายที่เริ่มเหนื่อยล้าอ่อนแรง ลึกๆ แล้วกู้หรั่นเยวี่ยให้สงสารตัวเองยิ่งนัก หากยังเป็นเช่นนี้นางสมควรลืมเรื่องท่องเที่ยวทั่วหล้าได้เลย ร่างกายนี้ไม่เหมาะที่จะออกไปตรากตรำข้างนอกเลยสักนิด!
ในยามที่นางโลดโผนในยุทธภพ เดินทางเพียงไม่กี่พันลี้ ร่างกายยังคงแข็งแรงไม่อ่อนล้าสักนิด ตอนนี้จากใต้หุบเขาวนอ้อมเพียงไม่ถึงร้อยลี้ นางกลับใช้เวลาถึงสิบแปดวัน!!!
สำนักหอนที...ไม่มีแล้ว ยอดคุนหลุนซานว่างเปล่ารกร้าง ซากปรักหักพังกองพะเนิน ไม่มีร่องรอยผู้อาศัยอยู่ ไม่มีคนเฝ้า ไม่มีหอสูง ไม่มีตำหนักสวรรค์ ไม่มี...อาจารย์
ตอนกำลังมองไปรอบๆ นางบังเอิญพบเข้ากับชาวบ้านที่มาหาของป่า พวกเขาทำหน้าราวกับเห็นผีเมื่อพบนาง สภาพมอมแมมผมเผ้าหลุดลุ่ย ทว่าเมื่อกู้หรั่นเยวี่ยส่งเม็ดพลอยของจอมมารให้ เขาก็ตาโตส่งของที่นางอยากได้ให้โดยไม่ปฏิเสธ
“ไม่ทราบว่าที่นี่คือ...”
“สำนักหอนที”
“แล้ว...เกิดอะไรขึ้นที่นี่”
“เจ้า...อยากรู้ไปทำไม”
นางไม่พูดอะไรเพียงรอฟังคำตอบ เขาอึกอักด้วยความงุนงง “ก็...สิบห้าปีมาแล้วที่จอมมารบุกขึ้นเขามา ครั้งนั้นเหล่าจอมยุทธ์และพรรคมารล้มหายตายจาก หลังจากนั้นก็ไม่มีแล้วฝ่ายธรรมะฝ่ายมาร ล้วนตายตกตามกันไปจนสิ้น ที่สำคัญฝ่าบาททรงรวบรวมแคว้นซางกับแคว้นฉู่เข้าด้วยกัน ตอนนี้ที่นี่มีเพียงแคว้นต้าเซี่ย พวกชาวยุทธ์ถูกขับไล่ถูกกวาดล้าง ยุทธภพไม่มีอีกแล้ว”
นางอึ้งงันไปนานมาก... กว่าจะได้สติและร้องขอสิ่งแลกเปลี่ยน ชาวบ้านผู้นั้นก็มองนางด้วยสายตาสงสัย
น้ำ เสบียงอาหาร กับเสื้อคลุมกันหนาวคือสิ่งที่นางร้องขอจากคนหาของป่า กู้หรั่นเยวี่ยเดินตรงไปยังทางเดินด้านหลังสำนักหอนที สถานที่รกร้างแต่ความทรงจำหนหลังยังคงชัดเจน นางเดินไปยังลานดอกปี่อั้น ลานฝังศพของเหล่าผู้อาวุโสของสำนักหอนที
ป้ายหลุมศพที่สลักจากหินล้มคว่ำมีเถาวัลย์พันพาด ที่นี่เคยมีหลุมศพเพียงสิบสอง ทว่าตอนนี้เพิ่มมาเป็นสิบสามแล้ว นางเดินตรงไปยังหลุมศพที่มั่นใจว่าใหม่ที่สุด จุดนั้นจำได้ว่ายังไม่มีป้ายหลุมศพตอนนางจากไป
“อาจารย์...” นางคุกเข่าลงอย่างสิ้นเรี่ยวแรง ออกแรงยกป้ายหน้าหลุมศพที่ล้มคว่ำ อักษรสลักชื่อ...แซ่ ลำดับที่สิบสามเจ้าสำนักหอนที หลินซาง
“อาจารย์ข้ากลับมาช้าแต่ข้าก็มาแล้ว” นางลูบดินออกไปจากร่องของรอยสลัก วางข้าวของทุกอย่างลงแล้วคว้ากิ่งไม้กิ่งหนึ่งขึ้น ยิ้มให้กับป้ายหน้าหลุมศพจากนั้นเริ่มร่ายรำกระบี่ ราวกับว่าในมือของนางมีกระบี่หงส์เหิน
ท่วงท่าอ่อนช้อย ข้อมือพลิ้วไหว ความรวดเร็วในการจู่โจม กับความแน่วแน่ของกระบวนท่า ถึงอย่างนั้นร่างกายอ่อนแอนี้กลับไม่อำนวยให้นางขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ข้อมือเล็กเกินไป ยิ่งข้อเท้าก็ไม่แข็งแกร่งไม่คล่องแคล่ว ไม่นานนางก็ล้มพับไปต่อหน้าหลุมศพของผู้เป็นอาจารย์
“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านถาม” นางเลิกคิ้ว“เมื่อก่อนไม่อยากรู้ ตอนนี้อยากรู้เพราะซื่อจื่อบอกว่าซุนเก่อให้เจ้าดูภาพวาด”นางหวนนึกไปถึงวันนั้นก็ยิ้มออกมา “เป็นภาพเหมือนของปรมาจารย์กระบี่ของสำนักกระบี่ นางแซ่ไป๋ นามเสวี่ยหรู”“ไป๋เสวี่ยหรู??”“ใช่แล้ว ซุนเก่อบอกว่านางเป็นคนคิดค้นเคล็ดวิชากระบี่คู่ที่เหมือนของข้า แต่ว่าอาจารย์ของข้าไม่ใช่นาง อีกทั้งข้าก็ไม่เคยไปแดนเหนือ เช่นนั้นข้าจะเกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่ได้อย่างไร ตามที่เขาเล่าเขาเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าไป๋เสวี่ยหรูผู้นี้มีอายุอยู่ในช่วงเวลาใด เพลงกระบี่ที่เขาใช้ก็ขาดๆ หายๆ ไม่ครบถ้วน อยากให้ข้าประลองกับเขาสักครั้ง บางทีเขาอาจบรรลุว่าเพลงกระบี่เหล่านี้เกี่ยวกันจริงๆ หรือเพียงบังเอิญ”“แล้วเจ้าทำเช่นไร”“ข้าบอกเขาว่าอดีตผ่านไปแล้ว เกี่ยวข้องหรือไม่ไม่สำคัญแล้ว” นางเอนศีรษะพิงไหล่ของเฟิงเสียนกวง “ข้าปฏิเสธที่จะประลองกับเขาหรือผู้ใดก็ตาม เพราะการประลองครั้งนั้นข้าได้รับชัยชนะและได้รางวัลที่พึงพอใจแล้ว”เฟิงเสียนกวงกอดนางพร้อมจุมพิตหน้าผากนวล ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองต้นสนในสวน เยี่ยนเสวี่ยหรูเพียงปล่อยอดีตให้เป็นเรื่องของอดีต ไม่เสาะแสวงหาสิ่งใด
“รู้สึกเหมือนเป็นบ้านแล้วสิ” เขายิ้มจากนั้นเดินออกไปยังโถงด้านหน้า ตอนนั่งรถม้าออกจากจวนรอยยิ้มของเขาก็ยังไม่จางหายความสุขนี้มันชัดเจนจนเขาไม่อาจไม่ยอมรับ แท้ที่จริงการมีใครสักคนเคียงข้าง อีกทั้งนางก็มีใจให้เช่นกันกับเขาที่มีใจให้นาง “ความสุขที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเย็นย่ำเขานั่งรถม้ากลับมาก็พบว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูรออยู่ก่อนแล้ว “ไปกันเถิด”“ไปเลย? ไม่ต้องเปลี่ยนชุด”“ไม่เปลี่ยนแล้ว อย่างน้อยหากท่านราชครูอยากชักสีหน้าจะได้มองชุดขุนนางของข้าก่อนสักนิด”นางหัวเราะ “แล้วหากเขาเองก็ยังไม่เปลี่ยนชุดเล่า”“นั่นสิ” เฟิงเสียนกวงชะงัก “เช่นนั้นให้คนไปบอกท่านแม่ บอกให้นางเร่งให้ท่านราชครูเปลี่ยนชุดก่อนที่เราจะไปถึง?”เยี่ยนเสวี่ยหรูหัวเราะ “ท่านบอกว่าข้าเจ้าเล่ห์มากแผนการ แล้วดูท่านตอนนี้สิ”“ข้าก็เรียนรู้มาจากเจ้าไม่ใช่หรือ”“ไม่ใช่เสียหน่อย!”เขาหัวเราะคว้ามือนาง “ไปกันเถิด”ความจริงคือเยี่ยนเจาเปลี่ยนไปแล้ว ปล่อยวางขึ้น ไม่ได้มีท่าทางเช่นเมื่อก่อนอีก รัชทายาทเติบโตแล้วและราชสำนักก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้มั่นคง อำนาจของฝ่ายรัชทายาทบัดนี้นับว่ามั่นคงหยั่งรากลึก แ
ไม่จำเป็นต้องเป็นสมรสพระราชทาน ไม่จำเป็นต้องมีงานแต่งงานหรูหรายิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีสามีเป็นเชื้อพระวงศ์หรือแม่ทัพเก่งกาจ ขอเพียงเขาเป็นคนดีนิสัยเข้ากันได้ ที่สำคัญคือมีใจให้กัน เพียงเท่านั้นงานแต่งงานนี้ก็นับได้ว่าเป็นงานแต่งงานที่ผูกสามีภรรยาเคียงคู่ตราบนิรันดร์เยี่ยนเสวี่ยหรูจับริ้วแพรมงคล อีกด้านของริ้วแพรมีสามีของนางจับจูงก้าวเดิน โถงกว้างเพื่อทำพิธีไหว้ฟ้าดินมีเพียงป้ายวิญญาณของบิดามารดาสามี ทว่าการไหว้ฟ้าดินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความสุขคำอวยพรใดล้วนไม่สำคัญเท่าความรักของบ่าวสาวที่มีให้กัน ด้วยนี่เป็นการแต่งงานหลังจากเกิดความรัก มิใช่การจับคู่ของบุพการี ไม่ใช่การบีบบังคับ แต่เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองคนอย่างแท้จริงในห้องหอ...เยี่ยนเสวี่ยหรูเท้าคางมองสามีของตนด้วยรอยยิ้ม นางปล่อยผมยาวสยายเช่นกันกับเขาที่มองมาด้วยรอยยิ้ม “ยิ้มอะไร”“ยิ้มที่สามีข้าหล่อเหลาน่ามองยิ่ง”เขานั่งลงบนเตียงจากนั้นอุ้มนางวางบนตัก “ขอเพียงเจ้ามองไม่เบื่อเป็นใช้ได้”“เหลวไหลข้าจะเบื่อได้อย่างไร” นางลูบใบหน้าของเขาจากนั้นประคองด้วยสองมือ จุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปาก “เอาละ...ได้เวลาล่วงเกินเอาเปรียบท่านจร
นอกจวนมีรถม้าจอดอยู่จริงๆ เยี่ยนเสวี่ยหรูมองเห็นซูม่อแล้ว หญิงสาววิ่งออกไปจากจวนพุ่งขึ้นไปบนรถม้า นางนั่งลงหายใจหอบเล็กน้อย “ท่านรู้เรื่องแล้ว?”“เพียงเสียดายที่ไม่ได้ไปดูการประลอง”“ข้าชนะ” นางยิ้มกว้าง“เหตุใดไม่บอก ไม่ปรึกษา”“ฉุกละหุกเกินไป ข้าเพิ่งเดาได้หลังสนทนากับท่านแม่เรื่องแม่ทัพอวิ๋น อีกอย่างเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้จริงๆ” นางมองเขาคล้ายเด็กที่เพิ่งทำผิด “แต่ว่า...การประลองกับท่านหญิง”เฟิงเสียนกวงมองนางจากนั้นยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เยี่ยนเสวี่ยหรูลังเลที่จะพูด “เฟิงเส้าฝู่”“อะไรหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมองนางที่ขยับเข้ามานั่งข้างๆ“ข้าไม่มีเวลาแล้ว” นางบอกจากนั้นคว้าสาบเสื้อของเขาเอาไว้ทั้งสองมือ“เวลาอะไร เจ้าคิดจะทำอะไร”“ล่วงเกินเอาเปรียบท่าน” แล้วนางก็ชิดใบหน้าเข้าไป จุมพิตริมฝีปากเขา กดทาบนิ่ง... ตอนที่นางดึงใบหน้าถอยออกห่างจากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาลังเลกัดปากเล็กน้อย “ตอนนี้ใจเต้นบ้างหรือยัง”เขาเหม่อลอยไปชั่วครู่ ดวงตาคมก้มลงมองนาง ในแววตาคล้ายมีพายุกำลังพัดโหม อยู่ๆ เขาก็คว้ามือของนางเอาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างสอดเข้าไปคว้าเอวด้านหลัง
นางชนะอย่างใสสะอาด ชนะแบบหมดจดไร้ข้อกังขา สายตาแน่วแน่หนักแน่นมองไปยังเยี่ยนเจา สีหน้าของนางเรียบเฉยเย็นชา ถึงตอนนี้นางเกรงว่าบิดาคงเพิ่งตระหนักว่านางได้ล่วงรู้แผนการของเขาทั้งหมดแล้ว!!!เพิ่งผ่านเข้าไปในประตูจวน เยี่ยนเจาก็หันกลับมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เขาพุ่งปราดเข้าไปเงื้อมือตรงหน้าเยี่ยนเสวี่ยหรูสวีซื่อดึงหญิงสาวให้ถอยหลัง นางขยับเอาตัวเองบดบัง “ท่านราชครู!!”“เจ้าถอยไป!”“ท่านกล้าตีนาง? เช่นนั้นก็ตีข้า เอาสิ ตบเลย! วันนี้ข้าจะดูว่าใครจะกล้าลงมือกับบุตรสาวข้า!” สวีซื่อมีท่าทีดุดันไม่สมกับเป็นนางเลย พ่อบ้านตกตะลึง บ่าวไพร่ก้มหน้า“สวีซื่อ! เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือกับเจ้า!”“กล้าสิ ท่านย่อมกล้า เช่นนั้นเอาเลย ข้าเองก็มีมือมีเท้า มาดูกันว่าข้าที่เคยฝึกยุทธ์ยังแดนเหนือ จะเอาชนะราชครูที่เป็นบัณฑิตมาทั้งชีวิตไม่ได้!” สวีซื่อเลิกแขนเสื้อสองข้างขึ้นเยี่ยนเจาชะงัก “ไร้มารยาท”“ท่านสิไร้ยางอาย!”“เจ้า!”“ใช่ข้าเอง ท่านจะทำไม วางแผนโยนบุตรสาวตัวเองเข้าไปแลกกับความยิ่งใหญ่ ตอนนี้ถูกตอบโต้กลับทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองเป็นถึงราชครู แต่คำพูดกลับเหมือนผายลม! รับปากนางแล้วแท้ๆ กลับกล้าตลบหลัง
“หมายรวมถึงหากเขาไม่ยอมแต่งกับเจ้า?”“เพคะฝ่าบาท!”ท่านหญิงเจาจวินเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เจ้าเสียสติไปแล้ว? หรือมั่นใจว่าเอาชนะข้า? ได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งเรียนรู้จากอาจารย์ที่ตระกูลลั่วส่งไป แม้ซุนเก่อจะเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นคนของหุบเขากระบี่ แต่ข้าไม่เชื่อว่าข้าฝึกมาตั้งแต่จำความได้ ข้าจะพ่ายแพ้ให้เจ้าที่เพิ่งเรียนรู้”“ท่านหญิงหม่อมฉันไม่มีวรยุทธ์”“เช่นนั้นประลองเพลงกระบี่โดยไม่ใช้วรยุทธ์เพื่อความยุติธรรม!!!”“เช่นนั้นตกลงเพคะ”“กราบทูลฝ่าบาทโปรดทรงพระราชอนุญาต!!”สวีซื่อ...นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูจะเฉลียวฉลาดถึงขั้นนี้!!!หลอกใช้ท่านหญิงเจาจวิน ทำให้แผนการของเยี่ยนเจาล่มไม่เป็นท่า เรื่องที่เยี่ยนเจารับปากบุตรสาวมีน้อยคนนักที่ล่วงรู้ ดังนั้นเขาจึงแอบไปร่วมมือกับคนอื่นเพื่อกราบทูลขอสมรสพระราชทานทว่ายังไม่ทันเริ่มแผนการ เยี่ยนเสวี่ยหรูกลับลงมือก่อน หลอกยืมมือท่านหญิงเจาจวิน ยั่วโมโหจนอีกฝ่ายสร้างฉากอื่นขึ้นในงานเลี้ยง ขณะเดียวกันก็เปิดโปงคำมั่นของเยี่ยนเจาต่อหน้าฮ่องเต้ ต่อหน้าขุนนางมากมาย ทำให้เขาไม่อาจดำเนินแผนตามที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือครั้งหน้า!!มองเยี่ยนเสว
ชายหนุ่มเหลือบไปมองพ่อบ้าน อีกฝ่ายหลบสายตาของเขาทันที “ลูกมีเรื่องอยากสนทนากับท่านพ่อ...ตามลำพังขอรับ”เว่ยซ่งโบกมือไล่พ่อบ้าน ทุกคนก้าวถอยหลังออกไปไม่เว้นแม้แต่เส้าชิง เว่ยกวงอวี่เดินไปตรงหน้าบิดา แหวกเสื้อคลุมออกจากนั้นวางเสื้อคลุมเก่าๆ ที่ห่อข้าวของบางอย่างเอาไว้รวมกัน เขาเลือกหยิบป้ายหยกออกมาเ
ตอนเห็นนางหยุดอยู่ริมถนนอย่างเดียวดาย เขาไม่คิดที่จะหยุดรถม้ารับนาง เพราะจะอย่างไรนางก็กำลังเดินกลับเข้าประตูเมืองอยู่แล้วได้ยินมาว่านางเขียนจดหมายลาตายเอาไว้สามฉบับ หนึ่ง...ส่งให้เฉิงเทียนอวี้หลังจากรู้ว่าเฉิงเทียนอวี้ส่งเกี้ยวไปรับเสิ่นซินหลัน งานมงคลที่รอคอยกลับมีอันต้องมาผิดหวัง บุรุษที่หมายใจ
“ฝากของ” นางงุนงงจากนั้นคลายแถบผ้าออกจากด้ามมีดสั้นที่น่อง ดึงมีดสั้นของจอมมารออกมา ตอนที่เขาเห็นมีดสั้นก็เบิกตาอ้าปากค้าง“เจ้า...”“มีดสั้นของจอมมาร ข้าแกะพลอยออกไปเม็ดหนึ่งเพื่อเป็นค่าเสบียง”“ค่าเสบียง!” เขากัดฟันกรอดราวอยากบีบคอใครสักคนให้ตาย...นางรู้น่า...พลอยนั่นมีค่าเทียบเท่ากับจวนหลังงามท
“พานางขึ้นมา”น้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่าเจือเอาไว้ด้วยความเย็นชา ถึงอย่างนั้นนางกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงเด็ดขาดของชายหนุ่มในรถม้ายังขาดพลังไปมาก มันคล้ายกับเขา...ไม่ใคร่จะสบาย??ตอนเดินไปจนถึงรถม้าด้วยความช่วยเหลือของคนคุ้มกันผู้นั้น กู้หรั่นเยวี่ยชะงักเงยหน้าขึ้นมองป้ายอักษร ‘เว่ย’ “อา...บังเอิญยิ่ง”ม่านป







