Masuk“อาจารย์ ข้าไม่เหมาะที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้าแล้ว ท่านว่าข้า...กลับไปเป็นคุณหนูในห้องหอดีหรือไม่ กลับไปช่วยเจ้าของร่างนี้แก้แค้นบุรุษที่หลอกลวงนาง”
สายลมพัดผ่านจมูกที่แสบร้อน กู้หรั่นเยวี่ยถอนหายใจออกมาแล้วลุกขึ้น มองป้ายหลุมศพเงียบๆ เช่นนั้นนานมาก นางลุกขึ้นหมุนตัวเดินไปยังเนินเขาข้างๆ ลานดอกปี่อั้น มองเห็นโพรงหินขนาดใหญ่คล้ายถ้ำ ในนั้นเต็มไปด้วยข้าวของผุพังระเกะระกะ
หญิงสาว...เดินไปล้วงมือกดหินก้อนหนึ่ง กลไกส่งเสียงครืดคราดจากนั้นก็มีช่องหินถูกเลื่อนออกมา ในนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งถูกทับเอาไว้ด้วย...ป้ายหยก
ในจดหมายยังมีตั๋วแลกเงินปึกหนึ่ง เป็นเงินจำนวน...หนึ่งหมื่นตำลึง!!!
‘ไปเสีย ไปจากที่นี่ หากเจ้ารอดกลับมาก็ออกไปใช้ชีวิตให้ดี มีชีวิตอยู่ต่อไป อย่าได้หวนกลับมาที่คุนหลุนซานอีก!!!’
อักษรงดงามหนักแน่นแข็งแกร่ง ทว่าพลังกลับหดหายไปมาก เห็นชัดว่าตอนเขียนจดหมายนี้อาจารย์ของนางก็ป่วยหนักและใกล้หมดลมแล้ว...
กู้หรั่นเยวี่ย...สะอื้น นางอยากกลับไปเป็นหรั่นอิงคนเดิมเป็นศิษย์ตัวน้อยที่อาจารย์พาก้าวเข้ามายังคุนหลุนซาน เลี้ยงดูสั่งสอน ฝึกให้นางรู้จักกับวรยุทธ์และโลกกว้าง
ทว่าตอนนี้นางกลับไปเป็นคนเดิมไม่ได้แล้ว อาจารย์ไม่อยู่แล้ว ไม่มีคุนหลุนซาน ไม่มีสำนักหอนที เช่นกันกับที่หรั่นอิงนอนสิ้นใจอย่างสงบยังใต้หุบเหวลึกหมื่นจั้ง
มองป้ายหยกที่ด้านหนึ่งแกะสลักอักษร ‘หลิน’ เดาว่าน่าจะมาจากแซ่ของอาจารย์ ทว่าอีกด้านกลับสลักอักษร ‘เว่ย’
ตั๋วแลกเงินเป็นของร้านแลกเงินฟู่กุ้ยของตระกูลเว่ย “ตระกูลเว่ย...” นางพึมพำพยายามรวบรวมความทรงจำของกู้หรั่นเยวี่ย
ตระกูลเว่ย... ก็คือเพื่อนบ้านจวนตรงกันข้ามกับจวนตระกูลกู้นั่นอย่างไรเล่า!!!
เมืองหยวนเฉิงเดินลงเขาไปก็ถึงแล้ว แต่พูดนั้นง่ายการเดินลงเขาที่ลดเลี้ยวนั้นใช้เวลานานมากทีเดียว กู้หรั่นเยวี่ยเดินเท้าไปเรื่อยๆ ในอ้อมแขนมีเสื้อคลุมที่ห่อข้าวของมากมาย ทั้งเครื่องประดับของจอมมาร ทั้งตั๋วเงินและป้ายหยก กว่าสามชั่วยามที่แดดร้อนจนแขนของนางเริ่มแสบและเป็นรอยแดง
ไม่มีคนเดินผ่าน ไม่มีรถม้า หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตก็ไม่โผล่มาให้เห็นสักตัว!!!
สามแยกด้านหน้ามีเสียงรถม้ากำลังแล่นมา หญิงสาววิ่งตรงไปที่นั่นตะโกนสุดเสียงหวังให้รถม้าคันดังกล่าวหยุด รถม้าวิ่งเร็วมากฝุ่นตลบไปทั่ว จนแล้วจนรอดนางก็มองเห็นเพียงด้านหลังรถม้าที่วิ่งจากไป
ล่วงเข้ายามเซิน[1]แล้วกู้หรั่นเยวี่ยเริ่มสิ้นหวัง นางคงกลับเข้าเมืองไม่ทันก่อนฟ้ามืดเป็นแน่ เท้าสองข้างเริ่มระบม เหงื่อท่วมตัวกับอาการครั่นเนื้อครั่นตัวและร้อนผ่าว นางกระหายน้ำจึงดื่มน้ำในถุงที่เหลือจนหมด กระทั่งตอนได้ยินเสียงรถม้าด้านหลังนางกลับรู้สึกว่าตัวเองหูฝาด
ขณะหันกลับไปมองรถม้าหรูหราที่วิ่งผ่าน สติของนางก็กำลังเลือนราง ม่านรถม้าเปิดขึ้นทำให้มองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษผู้หนึ่ง ดวงตาเย็นชาสีหน้าเย็นเยียบ... สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยตอนเห็นนางยืนโอนเอนอยู่ริมถนนอย่างเดียวดาย
กู้หรั่นเยวี่ยถอนหายใจกับตัวเอง คอของนางแห้งผาก หมดสิ้นเรี่ยวแรงจะขยับ นางทรุดตัวลงนั่งตรงนั้นไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะยกแขนหรือร้องตะโกน
อยู่ๆ รถม้าคันนั้นก็หยุด คนคุ้มกันรถม้าวิ่งกลับมาตรงหน้านาง ก้มลงมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย “คุณหนู...เก้า?”
อา...เขารู้จักนาง ไม่สิ เขารู้จักคุณหนูเก้าตระกูลกู้ กู้หรั่นเยวี่ยต่างหาก นางพยักหน้า... “ข้าขอรบกวนติดรถม้ากลับเข้าเมืองหน่อยได้หรือไม่ ตอนนี้ข้า...ไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือแล้ว”
อีกฝ่ายหันไปมองยังรถม้า ดูเหมือนกำลังขอความเห็นคนบนนั้น “หรือไม่หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ท่านช่วยส่งข่าวไปยังจวนตระกูลกู้ ให้พวกเขาส่งคนมารับข้าที่นี่”
[1] ช่วงเวลาบ่ายสามโมง
“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านถาม” นางเลิกคิ้ว“เมื่อก่อนไม่อยากรู้ ตอนนี้อยากรู้เพราะซื่อจื่อบอกว่าซุนเก่อให้เจ้าดูภาพวาด”นางหวนนึกไปถึงวันนั้นก็ยิ้มออกมา “เป็นภาพเหมือนของปรมาจารย์กระบี่ของสำนักกระบี่ นางแซ่ไป๋ นามเสวี่ยหรู”“ไป๋เสวี่ยหรู??”“ใช่แล้ว ซุนเก่อบอกว่านางเป็นคนคิดค้นเคล็ดวิชากระบี่คู่ที่เหมือนของข้า แต่ว่าอาจารย์ของข้าไม่ใช่นาง อีกทั้งข้าก็ไม่เคยไปแดนเหนือ เช่นนั้นข้าจะเกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่ได้อย่างไร ตามที่เขาเล่าเขาเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าไป๋เสวี่ยหรูผู้นี้มีอายุอยู่ในช่วงเวลาใด เพลงกระบี่ที่เขาใช้ก็ขาดๆ หายๆ ไม่ครบถ้วน อยากให้ข้าประลองกับเขาสักครั้ง บางทีเขาอาจบรรลุว่าเพลงกระบี่เหล่านี้เกี่ยวกันจริงๆ หรือเพียงบังเอิญ”“แล้วเจ้าทำเช่นไร”“ข้าบอกเขาว่าอดีตผ่านไปแล้ว เกี่ยวข้องหรือไม่ไม่สำคัญแล้ว” นางเอนศีรษะพิงไหล่ของเฟิงเสียนกวง “ข้าปฏิเสธที่จะประลองกับเขาหรือผู้ใดก็ตาม เพราะการประลองครั้งนั้นข้าได้รับชัยชนะและได้รางวัลที่พึงพอใจแล้ว”เฟิงเสียนกวงกอดนางพร้อมจุมพิตหน้าผากนวล ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองต้นสนในสวน เยี่ยนเสวี่ยหรูเพียงปล่อยอดีตให้เป็นเรื่องของอดีต ไม่เสาะแสวงหาสิ่งใด
“รู้สึกเหมือนเป็นบ้านแล้วสิ” เขายิ้มจากนั้นเดินออกไปยังโถงด้านหน้า ตอนนั่งรถม้าออกจากจวนรอยยิ้มของเขาก็ยังไม่จางหายความสุขนี้มันชัดเจนจนเขาไม่อาจไม่ยอมรับ แท้ที่จริงการมีใครสักคนเคียงข้าง อีกทั้งนางก็มีใจให้เช่นกันกับเขาที่มีใจให้นาง “ความสุขที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเย็นย่ำเขานั่งรถม้ากลับมาก็พบว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูรออยู่ก่อนแล้ว “ไปกันเถิด”“ไปเลย? ไม่ต้องเปลี่ยนชุด”“ไม่เปลี่ยนแล้ว อย่างน้อยหากท่านราชครูอยากชักสีหน้าจะได้มองชุดขุนนางของข้าก่อนสักนิด”นางหัวเราะ “แล้วหากเขาเองก็ยังไม่เปลี่ยนชุดเล่า”“นั่นสิ” เฟิงเสียนกวงชะงัก “เช่นนั้นให้คนไปบอกท่านแม่ บอกให้นางเร่งให้ท่านราชครูเปลี่ยนชุดก่อนที่เราจะไปถึง?”เยี่ยนเสวี่ยหรูหัวเราะ “ท่านบอกว่าข้าเจ้าเล่ห์มากแผนการ แล้วดูท่านตอนนี้สิ”“ข้าก็เรียนรู้มาจากเจ้าไม่ใช่หรือ”“ไม่ใช่เสียหน่อย!”เขาหัวเราะคว้ามือนาง “ไปกันเถิด”ความจริงคือเยี่ยนเจาเปลี่ยนไปแล้ว ปล่อยวางขึ้น ไม่ได้มีท่าทางเช่นเมื่อก่อนอีก รัชทายาทเติบโตแล้วและราชสำนักก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้มั่นคง อำนาจของฝ่ายรัชทายาทบัดนี้นับว่ามั่นคงหยั่งรากลึก แ
ไม่จำเป็นต้องเป็นสมรสพระราชทาน ไม่จำเป็นต้องมีงานแต่งงานหรูหรายิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีสามีเป็นเชื้อพระวงศ์หรือแม่ทัพเก่งกาจ ขอเพียงเขาเป็นคนดีนิสัยเข้ากันได้ ที่สำคัญคือมีใจให้กัน เพียงเท่านั้นงานแต่งงานนี้ก็นับได้ว่าเป็นงานแต่งงานที่ผูกสามีภรรยาเคียงคู่ตราบนิรันดร์เยี่ยนเสวี่ยหรูจับริ้วแพรมงคล อีกด้านของริ้วแพรมีสามีของนางจับจูงก้าวเดิน โถงกว้างเพื่อทำพิธีไหว้ฟ้าดินมีเพียงป้ายวิญญาณของบิดามารดาสามี ทว่าการไหว้ฟ้าดินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความสุขคำอวยพรใดล้วนไม่สำคัญเท่าความรักของบ่าวสาวที่มีให้กัน ด้วยนี่เป็นการแต่งงานหลังจากเกิดความรัก มิใช่การจับคู่ของบุพการี ไม่ใช่การบีบบังคับ แต่เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองคนอย่างแท้จริงในห้องหอ...เยี่ยนเสวี่ยหรูเท้าคางมองสามีของตนด้วยรอยยิ้ม นางปล่อยผมยาวสยายเช่นกันกับเขาที่มองมาด้วยรอยยิ้ม “ยิ้มอะไร”“ยิ้มที่สามีข้าหล่อเหลาน่ามองยิ่ง”เขานั่งลงบนเตียงจากนั้นอุ้มนางวางบนตัก “ขอเพียงเจ้ามองไม่เบื่อเป็นใช้ได้”“เหลวไหลข้าจะเบื่อได้อย่างไร” นางลูบใบหน้าของเขาจากนั้นประคองด้วยสองมือ จุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปาก “เอาละ...ได้เวลาล่วงเกินเอาเปรียบท่านจร
นอกจวนมีรถม้าจอดอยู่จริงๆ เยี่ยนเสวี่ยหรูมองเห็นซูม่อแล้ว หญิงสาววิ่งออกไปจากจวนพุ่งขึ้นไปบนรถม้า นางนั่งลงหายใจหอบเล็กน้อย “ท่านรู้เรื่องแล้ว?”“เพียงเสียดายที่ไม่ได้ไปดูการประลอง”“ข้าชนะ” นางยิ้มกว้าง“เหตุใดไม่บอก ไม่ปรึกษา”“ฉุกละหุกเกินไป ข้าเพิ่งเดาได้หลังสนทนากับท่านแม่เรื่องแม่ทัพอวิ๋น อีกอย่างเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้จริงๆ” นางมองเขาคล้ายเด็กที่เพิ่งทำผิด “แต่ว่า...การประลองกับท่านหญิง”เฟิงเสียนกวงมองนางจากนั้นยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เยี่ยนเสวี่ยหรูลังเลที่จะพูด “เฟิงเส้าฝู่”“อะไรหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมองนางที่ขยับเข้ามานั่งข้างๆ“ข้าไม่มีเวลาแล้ว” นางบอกจากนั้นคว้าสาบเสื้อของเขาเอาไว้ทั้งสองมือ“เวลาอะไร เจ้าคิดจะทำอะไร”“ล่วงเกินเอาเปรียบท่าน” แล้วนางก็ชิดใบหน้าเข้าไป จุมพิตริมฝีปากเขา กดทาบนิ่ง... ตอนที่นางดึงใบหน้าถอยออกห่างจากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาลังเลกัดปากเล็กน้อย “ตอนนี้ใจเต้นบ้างหรือยัง”เขาเหม่อลอยไปชั่วครู่ ดวงตาคมก้มลงมองนาง ในแววตาคล้ายมีพายุกำลังพัดโหม อยู่ๆ เขาก็คว้ามือของนางเอาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างสอดเข้าไปคว้าเอวด้านหลัง
นางชนะอย่างใสสะอาด ชนะแบบหมดจดไร้ข้อกังขา สายตาแน่วแน่หนักแน่นมองไปยังเยี่ยนเจา สีหน้าของนางเรียบเฉยเย็นชา ถึงตอนนี้นางเกรงว่าบิดาคงเพิ่งตระหนักว่านางได้ล่วงรู้แผนการของเขาทั้งหมดแล้ว!!!เพิ่งผ่านเข้าไปในประตูจวน เยี่ยนเจาก็หันกลับมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เขาพุ่งปราดเข้าไปเงื้อมือตรงหน้าเยี่ยนเสวี่ยหรูสวีซื่อดึงหญิงสาวให้ถอยหลัง นางขยับเอาตัวเองบดบัง “ท่านราชครู!!”“เจ้าถอยไป!”“ท่านกล้าตีนาง? เช่นนั้นก็ตีข้า เอาสิ ตบเลย! วันนี้ข้าจะดูว่าใครจะกล้าลงมือกับบุตรสาวข้า!” สวีซื่อมีท่าทีดุดันไม่สมกับเป็นนางเลย พ่อบ้านตกตะลึง บ่าวไพร่ก้มหน้า“สวีซื่อ! เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือกับเจ้า!”“กล้าสิ ท่านย่อมกล้า เช่นนั้นเอาเลย ข้าเองก็มีมือมีเท้า มาดูกันว่าข้าที่เคยฝึกยุทธ์ยังแดนเหนือ จะเอาชนะราชครูที่เป็นบัณฑิตมาทั้งชีวิตไม่ได้!” สวีซื่อเลิกแขนเสื้อสองข้างขึ้นเยี่ยนเจาชะงัก “ไร้มารยาท”“ท่านสิไร้ยางอาย!”“เจ้า!”“ใช่ข้าเอง ท่านจะทำไม วางแผนโยนบุตรสาวตัวเองเข้าไปแลกกับความยิ่งใหญ่ ตอนนี้ถูกตอบโต้กลับทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองเป็นถึงราชครู แต่คำพูดกลับเหมือนผายลม! รับปากนางแล้วแท้ๆ กลับกล้าตลบหลัง
“หมายรวมถึงหากเขาไม่ยอมแต่งกับเจ้า?”“เพคะฝ่าบาท!”ท่านหญิงเจาจวินเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เจ้าเสียสติไปแล้ว? หรือมั่นใจว่าเอาชนะข้า? ได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งเรียนรู้จากอาจารย์ที่ตระกูลลั่วส่งไป แม้ซุนเก่อจะเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นคนของหุบเขากระบี่ แต่ข้าไม่เชื่อว่าข้าฝึกมาตั้งแต่จำความได้ ข้าจะพ่ายแพ้ให้เจ้าที่เพิ่งเรียนรู้”“ท่านหญิงหม่อมฉันไม่มีวรยุทธ์”“เช่นนั้นประลองเพลงกระบี่โดยไม่ใช้วรยุทธ์เพื่อความยุติธรรม!!!”“เช่นนั้นตกลงเพคะ”“กราบทูลฝ่าบาทโปรดทรงพระราชอนุญาต!!”สวีซื่อ...นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูจะเฉลียวฉลาดถึงขั้นนี้!!!หลอกใช้ท่านหญิงเจาจวิน ทำให้แผนการของเยี่ยนเจาล่มไม่เป็นท่า เรื่องที่เยี่ยนเจารับปากบุตรสาวมีน้อยคนนักที่ล่วงรู้ ดังนั้นเขาจึงแอบไปร่วมมือกับคนอื่นเพื่อกราบทูลขอสมรสพระราชทานทว่ายังไม่ทันเริ่มแผนการ เยี่ยนเสวี่ยหรูกลับลงมือก่อน หลอกยืมมือท่านหญิงเจาจวิน ยั่วโมโหจนอีกฝ่ายสร้างฉากอื่นขึ้นในงานเลี้ยง ขณะเดียวกันก็เปิดโปงคำมั่นของเยี่ยนเจาต่อหน้าฮ่องเต้ ต่อหน้าขุนนางมากมาย ทำให้เขาไม่อาจดำเนินแผนตามที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือครั้งหน้า!!มองเยี่ยนเสว
ชายหนุ่มเหลือบไปมองพ่อบ้าน อีกฝ่ายหลบสายตาของเขาทันที “ลูกมีเรื่องอยากสนทนากับท่านพ่อ...ตามลำพังขอรับ”เว่ยซ่งโบกมือไล่พ่อบ้าน ทุกคนก้าวถอยหลังออกไปไม่เว้นแม้แต่เส้าชิง เว่ยกวงอวี่เดินไปตรงหน้าบิดา แหวกเสื้อคลุมออกจากนั้นวางเสื้อคลุมเก่าๆ ที่ห่อข้าวของบางอย่างเอาไว้รวมกัน เขาเลือกหยิบป้ายหยกออกมาเ
ตอนเห็นนางหยุดอยู่ริมถนนอย่างเดียวดาย เขาไม่คิดที่จะหยุดรถม้ารับนาง เพราะจะอย่างไรนางก็กำลังเดินกลับเข้าประตูเมืองอยู่แล้วได้ยินมาว่านางเขียนจดหมายลาตายเอาไว้สามฉบับ หนึ่ง...ส่งให้เฉิงเทียนอวี้หลังจากรู้ว่าเฉิงเทียนอวี้ส่งเกี้ยวไปรับเสิ่นซินหลัน งานมงคลที่รอคอยกลับมีอันต้องมาผิดหวัง บุรุษที่หมายใจ
“ฝากของ” นางงุนงงจากนั้นคลายแถบผ้าออกจากด้ามมีดสั้นที่น่อง ดึงมีดสั้นของจอมมารออกมา ตอนที่เขาเห็นมีดสั้นก็เบิกตาอ้าปากค้าง“เจ้า...”“มีดสั้นของจอมมาร ข้าแกะพลอยออกไปเม็ดหนึ่งเพื่อเป็นค่าเสบียง”“ค่าเสบียง!” เขากัดฟันกรอดราวอยากบีบคอใครสักคนให้ตาย...นางรู้น่า...พลอยนั่นมีค่าเทียบเท่ากับจวนหลังงามท
“พานางขึ้นมา”น้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่าเจือเอาไว้ด้วยความเย็นชา ถึงอย่างนั้นนางกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงเด็ดขาดของชายหนุ่มในรถม้ายังขาดพลังไปมาก มันคล้ายกับเขา...ไม่ใคร่จะสบาย??ตอนเดินไปจนถึงรถม้าด้วยความช่วยเหลือของคนคุ้มกันผู้นั้น กู้หรั่นเยวี่ยชะงักเงยหน้าขึ้นมองป้ายอักษร ‘เว่ย’ “อา...บังเอิญยิ่ง”ม่านป







