Masuk“ที่กลับมาได้อย่างสง่าผ่าเผยก็เพราะคุณชายใจดีรับนางกลับมาด้วย หาไม่หากให้นางเดินกลับมาเองสภาพคงเอน็จอนาถกว่านี้ หากตอนเช้ามีข่าวลือแปลกๆ ออกไป ข้าเกรงว่าท่านเองก็คงจะพลอยลำบากไปกับนางด้วย” เส้าชิงพึมพำ
เว่ยกวงอวี่ได้ยินแต่กลับไม่พูดอะไร เขามองไปที่มีดสั้นของจอมมาร “ตั้งแต่เมื่อไรกันที่คุณหนูเก้าตระกูลกู้เฉลียวฉลาดรอบคอบปานนี้ หรือช่วงระยะสั้นๆ ที่นางอยู่กับผู้อาวุโสหรั่น นางถึงกับเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้”
เขาสงสัยว่าคนผู้หนึ่งจะสามารถเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ??
ที่สำคัญไปกว่านั้น... นางรอดกลับมาได้อย่างไรโดยที่ร่างกายมีเพียงแผลขีดข่วน กระโดดลงไปจากหน้าผาสูงหมื่นจั้ง แม้แต่จอมมารและผู้อาวุโสหรั่นยังไม่อาจกลับขึ้นมา นับประสาอะไรกับสตรีธรรมดาที่ถูกเลี้ยงดูมาในห้องหอ คิดอย่างไรเขาก็ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
ที่ไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น นางกลับมองเขาแล้วถามเขาตรงๆ ว่า...เขาเชื่อใจได้หรือไม่?? สบตาเขาตรงๆ ด้วยดวงตามุ่งมั่นมั่นคงราวกำลังหยั่งเชิงเขาอยู่ มองจนเขารู้สึกว่าเป็นฝ่ายเสียท่าให้นาง
นอกจากบิดา น้องสาว น้องชาย และเส้าชิงแล้ว ตลอดมาไม่เคยมีใครจ้องมองเขาตรงๆ เช่นนี้มาก่อน นางนับเป็นคนแรกที่กล้าสบตาเขา ทั้งยังกล้าถามเขาด้วยประโยคที่คล้ายเป็นการล่วงเกินกลายๆ ด้วยท่าทางจริงจัง
“มีข่าวจากฝั่งตรงข้ามหรือไม่”
เส้าชิงเลิกคิ้ว “ให้ข้าน้อยไปลองสืบหรือไม่ขอรับ”
เว่ยกวงอวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ไม่ต้อง เจ้าออกไปเถิด” ยังไม่ทันที่คนสนิทจะออกไป ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามา เสียงโหวกเหวกดังขึ้นพร้อมกับสองร่างที่พุ่งเข้าประตูมา
“พี่ใหญ่! ได้ยินว่าท่านรับสตรีร้ายกาจตระกูลกู้ขึ้นรถม้ามาด้วย จริงหรือขอรับ/เจ้าคะ” สองฝาแฝดถามเขาอย่างพร้อมเพรียง เว่ยกวงอวี่ยิ้มให้น้องสาวและน้องชายอย่างอ่อนโยน
“คุนคุน หมิงหลาน ในยามกล่าวถึงผู้อื่น เจ้าสองคนควรสุภาพมากกว่านี้ พี่ใหญ่เคยสอนเอาไว้ว่าอย่างไร”
“เอ่อ...ทั้งต่อหน้าและลับหลังต้องให้เกียรติผู้อื่นเสมอ”
“ดี เช่นนั้นควรเรียกคุณหนูเก้าอย่างให้เกียรติ แม้ผู้อื่นจะกล่าวถึงนางอย่างไร หรือนางจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ พวกเจ้าก็ไม่ควรกล่าวถึงนางลับหลังเช่นนี้ถูกหรือไม่”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
“มาหาข้าที่เรือนเพราะเรื่องนี้?”
เด็กสองคนพยักหน้าพร้อมกัน เว่ยกวงอวี่ลูบศีรษะของเว่ยหมิงหลาน หมั่นโถวสองก้อนของน้องสาวยังคงไม่ถึงเวลาแกะออก[1] น้องของเขายังเด็กนักแถมยังไร้เดียงสามาก อะไรที่ฟังมาแล้วไม่สบายใจ เขาก็ไม่อยากให้น้องสาวและน้องชายเก็บมาใส่ใจ
“ช่วยคนที่กำลังลำบากถือเป็นเรื่องดี เกิดเรื่องมากมายนางไม่มีรถม้ากลับเข้าเมือง ข้าผ่านทางไปเห็นนางเข้าพอดีดังนั้นจึงให้นางขึ้นรถม้ามาด้วย นี่ถือเป็นการแสดงน้ำใจเพราะอย่างไรตระกูลกู้ก็เป็นเพื่อนบ้านกับเรา นายท่านกู้เป็นคหบดีที่ดีคนหนึ่ง บุตรชายของเขาก็เป็นสหายของข้า”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เว่ยคุนพยักหน้าพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ทำไมหรือ”
“ข้ายังนึกว่าท่านชอบพอนาง”
เขาขมวดคิ้ว “เหตุใดคิดเช่นนั้น”
“ก็พี่เสี่ยวจ้าวบอกว่าบุรุษกับสตรีอยู่บนรถม้าด้วยกันตามลำพัง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ดูไม่งาม หากไม่มีใจย่อมไม่มีทางให้ความช่วยเหลือ”
เว่ยกวงอวี่หน้าตึงน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “พี่เสี่ยวจ้าว? สาวใช้ของเจ้า?”
เว่ยหมิงหลานพยักหน้า ชายหนุ่มยิ้มให้น้องสาว “นางคงได้ยินมาผิดๆ เอาละข้าว่างอยู่ครู่หนึ่ง จะไปนั่งเล่นกับพวกเจ้าที่สวน”
“แต่ฝนกำลังจะตก”
เขาหันไปสบตาเส้าชิง “ไว้ฝนตกเราค่อยกลับเข้าเรือน ไปเถิด ข้าจะให้ในครัวเตรียมของว่างไปที่นั่น”
“ดียิ่ง!!”
เว่ยกวงอวี่พาน้องสาวและน้องชายเดินไปยังสวนหน้าเรือน ด้านหลังเส้าชิงกลับแยกตัวแล้วเดินไปยังเรือนของเว่ยหมิงหลาน กระทั่งต่อมาสาวใช้นามเสี่ยวจ้าวก็หายออกไปจากจวนโดยไม่มีใครล่วงรู้ มารู้อีกทีก็คือเช้าวันถัดมาว่านางถูกขายออกไปแล้ว!!
สามพี่น้องนั่งสนทนากันในสวน ของว่างเต็มโต๊ะกับรอยยิ้มของเว่ยกวงอวี่ บ่าวไพร่ในจวนแอบมองเขาอยู่ห่างๆ ด้วยรู้ดีว่าเฉพาะในยามที่อยู่กับน้องสาวน้องชายเท่านั้น คุณชายใหญ่จึงจะยอมมีรอยยิ้มหน่อย แถมสายตาของเขาที่มองน้องสาวน้องชายนั้นก็อ่อนโยนอย่างหาได้ยากยิ่ง
[1] หมายถึงนางยังคงไม่ผ่านการปักปิ่น
“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านถาม” นางเลิกคิ้ว“เมื่อก่อนไม่อยากรู้ ตอนนี้อยากรู้เพราะซื่อจื่อบอกว่าซุนเก่อให้เจ้าดูภาพวาด”นางหวนนึกไปถึงวันนั้นก็ยิ้มออกมา “เป็นภาพเหมือนของปรมาจารย์กระบี่ของสำนักกระบี่ นางแซ่ไป๋ นามเสวี่ยหรู”“ไป๋เสวี่ยหรู??”“ใช่แล้ว ซุนเก่อบอกว่านางเป็นคนคิดค้นเคล็ดวิชากระบี่คู่ที่เหมือนของข้า แต่ว่าอาจารย์ของข้าไม่ใช่นาง อีกทั้งข้าก็ไม่เคยไปแดนเหนือ เช่นนั้นข้าจะเกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่ได้อย่างไร ตามที่เขาเล่าเขาเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าไป๋เสวี่ยหรูผู้นี้มีอายุอยู่ในช่วงเวลาใด เพลงกระบี่ที่เขาใช้ก็ขาดๆ หายๆ ไม่ครบถ้วน อยากให้ข้าประลองกับเขาสักครั้ง บางทีเขาอาจบรรลุว่าเพลงกระบี่เหล่านี้เกี่ยวกันจริงๆ หรือเพียงบังเอิญ”“แล้วเจ้าทำเช่นไร”“ข้าบอกเขาว่าอดีตผ่านไปแล้ว เกี่ยวข้องหรือไม่ไม่สำคัญแล้ว” นางเอนศีรษะพิงไหล่ของเฟิงเสียนกวง “ข้าปฏิเสธที่จะประลองกับเขาหรือผู้ใดก็ตาม เพราะการประลองครั้งนั้นข้าได้รับชัยชนะและได้รางวัลที่พึงพอใจแล้ว”เฟิงเสียนกวงกอดนางพร้อมจุมพิตหน้าผากนวล ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองต้นสนในสวน เยี่ยนเสวี่ยหรูเพียงปล่อยอดีตให้เป็นเรื่องของอดีต ไม่เสาะแสวงหาสิ่งใด
“รู้สึกเหมือนเป็นบ้านแล้วสิ” เขายิ้มจากนั้นเดินออกไปยังโถงด้านหน้า ตอนนั่งรถม้าออกจากจวนรอยยิ้มของเขาก็ยังไม่จางหายความสุขนี้มันชัดเจนจนเขาไม่อาจไม่ยอมรับ แท้ที่จริงการมีใครสักคนเคียงข้าง อีกทั้งนางก็มีใจให้เช่นกันกับเขาที่มีใจให้นาง “ความสุขที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเย็นย่ำเขานั่งรถม้ากลับมาก็พบว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูรออยู่ก่อนแล้ว “ไปกันเถิด”“ไปเลย? ไม่ต้องเปลี่ยนชุด”“ไม่เปลี่ยนแล้ว อย่างน้อยหากท่านราชครูอยากชักสีหน้าจะได้มองชุดขุนนางของข้าก่อนสักนิด”นางหัวเราะ “แล้วหากเขาเองก็ยังไม่เปลี่ยนชุดเล่า”“นั่นสิ” เฟิงเสียนกวงชะงัก “เช่นนั้นให้คนไปบอกท่านแม่ บอกให้นางเร่งให้ท่านราชครูเปลี่ยนชุดก่อนที่เราจะไปถึง?”เยี่ยนเสวี่ยหรูหัวเราะ “ท่านบอกว่าข้าเจ้าเล่ห์มากแผนการ แล้วดูท่านตอนนี้สิ”“ข้าก็เรียนรู้มาจากเจ้าไม่ใช่หรือ”“ไม่ใช่เสียหน่อย!”เขาหัวเราะคว้ามือนาง “ไปกันเถิด”ความจริงคือเยี่ยนเจาเปลี่ยนไปแล้ว ปล่อยวางขึ้น ไม่ได้มีท่าทางเช่นเมื่อก่อนอีก รัชทายาทเติบโตแล้วและราชสำนักก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้มั่นคง อำนาจของฝ่ายรัชทายาทบัดนี้นับว่ามั่นคงหยั่งรากลึก แ
ไม่จำเป็นต้องเป็นสมรสพระราชทาน ไม่จำเป็นต้องมีงานแต่งงานหรูหรายิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีสามีเป็นเชื้อพระวงศ์หรือแม่ทัพเก่งกาจ ขอเพียงเขาเป็นคนดีนิสัยเข้ากันได้ ที่สำคัญคือมีใจให้กัน เพียงเท่านั้นงานแต่งงานนี้ก็นับได้ว่าเป็นงานแต่งงานที่ผูกสามีภรรยาเคียงคู่ตราบนิรันดร์เยี่ยนเสวี่ยหรูจับริ้วแพรมงคล อีกด้านของริ้วแพรมีสามีของนางจับจูงก้าวเดิน โถงกว้างเพื่อทำพิธีไหว้ฟ้าดินมีเพียงป้ายวิญญาณของบิดามารดาสามี ทว่าการไหว้ฟ้าดินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความสุขคำอวยพรใดล้วนไม่สำคัญเท่าความรักของบ่าวสาวที่มีให้กัน ด้วยนี่เป็นการแต่งงานหลังจากเกิดความรัก มิใช่การจับคู่ของบุพการี ไม่ใช่การบีบบังคับ แต่เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองคนอย่างแท้จริงในห้องหอ...เยี่ยนเสวี่ยหรูเท้าคางมองสามีของตนด้วยรอยยิ้ม นางปล่อยผมยาวสยายเช่นกันกับเขาที่มองมาด้วยรอยยิ้ม “ยิ้มอะไร”“ยิ้มที่สามีข้าหล่อเหลาน่ามองยิ่ง”เขานั่งลงบนเตียงจากนั้นอุ้มนางวางบนตัก “ขอเพียงเจ้ามองไม่เบื่อเป็นใช้ได้”“เหลวไหลข้าจะเบื่อได้อย่างไร” นางลูบใบหน้าของเขาจากนั้นประคองด้วยสองมือ จุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปาก “เอาละ...ได้เวลาล่วงเกินเอาเปรียบท่านจร
นอกจวนมีรถม้าจอดอยู่จริงๆ เยี่ยนเสวี่ยหรูมองเห็นซูม่อแล้ว หญิงสาววิ่งออกไปจากจวนพุ่งขึ้นไปบนรถม้า นางนั่งลงหายใจหอบเล็กน้อย “ท่านรู้เรื่องแล้ว?”“เพียงเสียดายที่ไม่ได้ไปดูการประลอง”“ข้าชนะ” นางยิ้มกว้าง“เหตุใดไม่บอก ไม่ปรึกษา”“ฉุกละหุกเกินไป ข้าเพิ่งเดาได้หลังสนทนากับท่านแม่เรื่องแม่ทัพอวิ๋น อีกอย่างเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้จริงๆ” นางมองเขาคล้ายเด็กที่เพิ่งทำผิด “แต่ว่า...การประลองกับท่านหญิง”เฟิงเสียนกวงมองนางจากนั้นยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เยี่ยนเสวี่ยหรูลังเลที่จะพูด “เฟิงเส้าฝู่”“อะไรหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมองนางที่ขยับเข้ามานั่งข้างๆ“ข้าไม่มีเวลาแล้ว” นางบอกจากนั้นคว้าสาบเสื้อของเขาเอาไว้ทั้งสองมือ“เวลาอะไร เจ้าคิดจะทำอะไร”“ล่วงเกินเอาเปรียบท่าน” แล้วนางก็ชิดใบหน้าเข้าไป จุมพิตริมฝีปากเขา กดทาบนิ่ง... ตอนที่นางดึงใบหน้าถอยออกห่างจากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาลังเลกัดปากเล็กน้อย “ตอนนี้ใจเต้นบ้างหรือยัง”เขาเหม่อลอยไปชั่วครู่ ดวงตาคมก้มลงมองนาง ในแววตาคล้ายมีพายุกำลังพัดโหม อยู่ๆ เขาก็คว้ามือของนางเอาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างสอดเข้าไปคว้าเอวด้านหลัง
นางชนะอย่างใสสะอาด ชนะแบบหมดจดไร้ข้อกังขา สายตาแน่วแน่หนักแน่นมองไปยังเยี่ยนเจา สีหน้าของนางเรียบเฉยเย็นชา ถึงตอนนี้นางเกรงว่าบิดาคงเพิ่งตระหนักว่านางได้ล่วงรู้แผนการของเขาทั้งหมดแล้ว!!!เพิ่งผ่านเข้าไปในประตูจวน เยี่ยนเจาก็หันกลับมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เขาพุ่งปราดเข้าไปเงื้อมือตรงหน้าเยี่ยนเสวี่ยหรูสวีซื่อดึงหญิงสาวให้ถอยหลัง นางขยับเอาตัวเองบดบัง “ท่านราชครู!!”“เจ้าถอยไป!”“ท่านกล้าตีนาง? เช่นนั้นก็ตีข้า เอาสิ ตบเลย! วันนี้ข้าจะดูว่าใครจะกล้าลงมือกับบุตรสาวข้า!” สวีซื่อมีท่าทีดุดันไม่สมกับเป็นนางเลย พ่อบ้านตกตะลึง บ่าวไพร่ก้มหน้า“สวีซื่อ! เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือกับเจ้า!”“กล้าสิ ท่านย่อมกล้า เช่นนั้นเอาเลย ข้าเองก็มีมือมีเท้า มาดูกันว่าข้าที่เคยฝึกยุทธ์ยังแดนเหนือ จะเอาชนะราชครูที่เป็นบัณฑิตมาทั้งชีวิตไม่ได้!” สวีซื่อเลิกแขนเสื้อสองข้างขึ้นเยี่ยนเจาชะงัก “ไร้มารยาท”“ท่านสิไร้ยางอาย!”“เจ้า!”“ใช่ข้าเอง ท่านจะทำไม วางแผนโยนบุตรสาวตัวเองเข้าไปแลกกับความยิ่งใหญ่ ตอนนี้ถูกตอบโต้กลับทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองเป็นถึงราชครู แต่คำพูดกลับเหมือนผายลม! รับปากนางแล้วแท้ๆ กลับกล้าตลบหลัง
“หมายรวมถึงหากเขาไม่ยอมแต่งกับเจ้า?”“เพคะฝ่าบาท!”ท่านหญิงเจาจวินเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เจ้าเสียสติไปแล้ว? หรือมั่นใจว่าเอาชนะข้า? ได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งเรียนรู้จากอาจารย์ที่ตระกูลลั่วส่งไป แม้ซุนเก่อจะเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นคนของหุบเขากระบี่ แต่ข้าไม่เชื่อว่าข้าฝึกมาตั้งแต่จำความได้ ข้าจะพ่ายแพ้ให้เจ้าที่เพิ่งเรียนรู้”“ท่านหญิงหม่อมฉันไม่มีวรยุทธ์”“เช่นนั้นประลองเพลงกระบี่โดยไม่ใช้วรยุทธ์เพื่อความยุติธรรม!!!”“เช่นนั้นตกลงเพคะ”“กราบทูลฝ่าบาทโปรดทรงพระราชอนุญาต!!”สวีซื่อ...นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูจะเฉลียวฉลาดถึงขั้นนี้!!!หลอกใช้ท่านหญิงเจาจวิน ทำให้แผนการของเยี่ยนเจาล่มไม่เป็นท่า เรื่องที่เยี่ยนเจารับปากบุตรสาวมีน้อยคนนักที่ล่วงรู้ ดังนั้นเขาจึงแอบไปร่วมมือกับคนอื่นเพื่อกราบทูลขอสมรสพระราชทานทว่ายังไม่ทันเริ่มแผนการ เยี่ยนเสวี่ยหรูกลับลงมือก่อน หลอกยืมมือท่านหญิงเจาจวิน ยั่วโมโหจนอีกฝ่ายสร้างฉากอื่นขึ้นในงานเลี้ยง ขณะเดียวกันก็เปิดโปงคำมั่นของเยี่ยนเจาต่อหน้าฮ่องเต้ ต่อหน้าขุนนางมากมาย ทำให้เขาไม่อาจดำเนินแผนตามที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือครั้งหน้า!!มองเยี่ยนเสว
เขากำลังจะเดินผ่านเข้าประตูจวน หากแต่เมื่อเห็นรถม้าตระกูลกู้เว่ยกวงอวี่ก็เดินกลับมา กู้หรั่นเยวี่ยวางม่านรถม้าลง เซิงจื่ออวี๋มองนางด้วยสายตาพราวระยับ“หากเจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลวันนี้ ข้าจะเปิดโปงว่าเจ้าใช้วังตะวันออกเพื่อการส่วนตัว”เห็นอีกฝ่ายเม้มปากเป็นเส้นตรงไม่พูดอะไรแล้วพยักหน้า กู้หรั่นเยวี่ยได
เว่ยซ่งยืนมองบุตรของตนอยู่ในมุมทางเดินอันเงียบงัน สิบห้าปีมานี้แม้ดูเหมือนเขากับบุตรชายคนโตอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ในใจของเขารู้ดีว่าความผิดในอดีตแม้ผ่านไปนาน ความรู้สึกที่กัดกินในใจก็ยังคงอยู่ปีนั้น...เว่ยกวงอวี่เพิ่งแปดขวบ เขาพาบุตรชายเข้าสำนักหอนทีไปด้วย หลังตามหาฮูหยินมานานแล้วไม่พบ จริงๆ เขายอ
“ข้าน้อยได้ยินเสียงถ้วยชาตกแตกขอรับ จากนั้นก็ไม่ได้ยินสิ่งใดอีก”หวังซื่อยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ “แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด”“คุณชายใหญ่กลับเรือนไปแล้ว ส่วนนายท่านกลับเข้าห้องหนังสือกำชับว่าไม่ว่าใครก็ห้ามรบกวนขอรับ”หวังซื่อกุมผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นมาก ในใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองไม่ได้ดั่งใจ นางไล่พ่อบ้
ชายหนุ่มเหลือบไปมองพ่อบ้าน อีกฝ่ายหลบสายตาของเขาทันที “ลูกมีเรื่องอยากสนทนากับท่านพ่อ...ตามลำพังขอรับ”เว่ยซ่งโบกมือไล่พ่อบ้าน ทุกคนก้าวถอยหลังออกไปไม่เว้นแม้แต่เส้าชิง เว่ยกวงอวี่เดินไปตรงหน้าบิดา แหวกเสื้อคลุมออกจากนั้นวางเสื้อคลุมเก่าๆ ที่ห่อข้าวของบางอย่างเอาไว้รวมกัน เขาเลือกหยิบป้ายหยกออกมาเ







![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)