Mag-log inวันเสาร์ต้นเดือนเป็นวันที่ลมดีผิดปกติ ฟ้าใสจนเงาเมฆบาง ๆ ดูเหมือนกระดาษสีน้ำที่ใครสาดไปบนผืนฟ้า ฉันตื่นสายกว่าในวันทำงานนิดเดียว แต่ไม่ถึงกับขี้เกียจ อาจเพราะเมื่อคืนก่อนนอนฉันตั้งใจไว้แล้วว่าเช้านี้จะลงไปที่ร้าน “ที่เดิม” กับมิ้นท์ เขาบอกว่าจะมีเวิร์กช็อปเล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ลองบดกาแฟด้วยมือ ฟังแล้วใจฉันนึกภาพโตโตะใส่ผ้าพันคอลายตลกยืนเฝ้าประตู กับภีมยืนยิ้มน้อย ๆ อธิบายอย่างใจเย็น และเสียงหัวเราะของเด็กปนกลิ่นกาแฟคั่วอ่อน จินตนาการนั้นทำให้การลุกจากเตียงง่ายกว่าทุกวันหยุดที่ผ่านมา
โมจิกลิ้งตัวเป็นซินนามอนโรลบนพรม พอฉันขยับผ้าห่มมันก็หรี่ตามองด้วยท่าทาง “ไม่ไปร้านกาแฟนะ บอกก่อน” ฉันหัวเราะเบา ๆ “จ้ะ วันนี้อยู่เฝ้าห้อง ช่วงบ่ายแม่จะกลับมาลูบพุงชดเชย” มันตอบด้วยการยืดหาวยาว ๆ เหมือนเซ็นรับทราบ
ฉันแชทหามิ้นท์ “สิบโมงครึ่งหน้าลิฟต์นะ” เธอตอบทันที “โอเคจ้ะคุณผู้หญิง ฉันพร้อมให้คะแนนเพื่อนบ้านเธอในหัวข้อ ‘พ่อบ้านใจกล้า’ แล้วจ้ะ” ต่อด้วยอีโมจิไหว้สามครั้งเหมือนจะบอกว่า—ขอกราบความดีงามล่วงหน้า
ฉันแต่งตัวง่าย ๆ เสื้อเชิ้ตคอจีนสีขาวกับกางเกงยีนส์เข้ารูป มัดผมหางม้าด้วยยางเส้นเดิม (ยังอยู่กับฉันดีแบบไม่ได้คืนเสียที) ทาลิปสีพีชบาง ๆ แล้วหยิบกล้องฟิล์มที่นอนนิ่งอยู่บนชั้นมาด้วย วันนี้อยากเก็บภาพไว้ในแบบที่ช้าลงเหมือนเวลาของร้านกาแฟเล็ก ๆ
สิบโมงครึ่งตรงเป๊ะ เรากับมิ้นท์เจอกันที่หน้าลิฟต์ เธอสวมเดรสลายทางสีฟ้า ถือถุงผ้าขนาดใหญ่ที่น่าจะใส่ทุกอย่างตั้งแต่ทิชชู่จนถึงแผนที่กรุงเทพ “ไปพิสูจน์ร้านคุณชาย 18B กัน!” เธอบอก ฉันส่ายหัวขำ ๆ กับพลังงานของเพื่อน ก่อนเดินคู่กันไปทางหน้าร้าน
“ที่เดิม” เปิดประตูไว้ครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว กลิ่นกาแฟคั่วใหม่ลอยมาก่อนถึงป้ายไม้ ฉันชอบกลิ่นนี้ มันไม่ใช่กลิ่นเข้มครึ้มที่ตีจมูก แต่เป็นความหอมแบบมีที่ว่าง ให้ลมหายใจได้เดินเล่น ในร้านมีป้ายกระดานดำเขียนด้วยชอล์กสีสวย ๆ ว่า “Workshop เล็ก ๆ : มือหมุนหอม ๆ 11:00–12:00 น. เด็ก ๆ ทดลองบดกาแฟ + ชิมโกโก้อุ่น (ฟรี)” ใต้ป้ายมีรูปหมาวาดลายเส้นเหมือนโตโตะกำลังยิ้ม
“คะแนนแรก: งานกราฟิกป้าย ผ่าน” มิ้นท์ฟันธง เธอหยิบมือถือขึ้นมาแชะ “ส่งแผนพิกัดให้เพื่อนละ”
ภายในร้าน คนยังไม่เยอะ โต๊ะไม้เล็ก ๆ วางเรียงพอดี ๆ เก้าอี้เหล็กดัดหลังโค้งนั่งสบายกว่าที่คิด มุมหนึ่งมีเครื่องบดไฟฟั่งสแตนเลสเงาวับ แต่กลางร้านกลับวางโม่มือหมุนแบบคลาสสิกไว้สองตัวบนผ้าปูโต๊ะลินินสีครีม ข้าง ๆ มีถ้วยคัปปิ้งเล็ก ๆ กับช้อนสแตนเลสวางเรียงเหมือนกำลังรอให้ใครสักคนมานั่งล้อมวง ภีมยืนหลังเคาน์เตอร์ สวมผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเทา ผูกด้านหลังอย่างเรียบ เขาหันมาเห็นเราแล้วพยักหน้าทักทาย รอยยิ้มอ่อน ๆ ตรงมุมปากยังคงเป็นเครื่องหมายการค้าของเขา
“สวัสดีค่ะ” ฉันยิ้มตอบ ส่วนมิ้นท์…ทำตาเป็นประกายเกินเหตุ “สวัสดีค่าาาาา” เธอลากเสียงยาวจนฉันต้องสะกิดแขนเบา ๆ
“เชิญนั่งได้เลยครับ เดี๋ยวจะเริ่มตอนสิบเอ็ดโมง เด็ก ๆ อยู่ตรงโน้น” ภีมชี้ไปทางมุมใกล้หน้าต่าง ที่นั่นมีกลุ่มครอบครัวเล็ก ๆ นั่งรอ เด็กสามสี่คนกำลังจ้องถังเมล็ดกาแฟเหมือนพบสมบัติล้ำค่า โตโตะสวมผ้าพันคอลายเมล็ดกาแฟ เดินตรวจจุดต่าง ๆ ในร้านอย่างขยันขันแข็ง ก่อนหยุดที่ประตูแล้วนั่งรอแขกใหม่ด้วยท่าที “พนักงานต้อนรับ”
เสียงประตูดัง กริ๊ง คู่แม่ลูกอีกชุดเดินเข้ามา ภีมยิ้มต้อนรับ “ยินดีต้อนรับครับ ที่นั่งตรงนี้ว่างเลย” เขาก้มหัวทักเด็กน้อย “ชื่ออะไรครับ”
“ภูมิครับ” เด็กชายตอบเสียงดังฟังชัด
“ดีมากน้องภูมิ วันนี้เราจะเป็นนักบดกาแฟฝึกหัดนะ” ภีมพูดด้วยน้ำเสียงน่าฟังและกระดูกสันหลังอ่อนโยนอย่างคนคุ้นเคยกับเด็ก “จบคาบแล้วจะได้ประกาศนียบัตร…เป็นสติ๊กเกอร์คอร์กี้หนึ่งดวง”
“เย้!” เด็ก ๆ รอบโต๊ะร้องประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียง โตโตะยกหางส่ายเหมือนรับผิดชอบหน้าที่หัวหน้าพิธี
ฉันกับมิ้นท์เลือกนั่งโต๊ะติดผนัง ไม่ไกลจากวงกิจกรรม เธอวางคางบนหลังมือ กระซิบ “ฉันพร้อมจะร้องไห้ให้ความน่ารักแล้วนะ” ฉันหัวเราะ “ยังไม่เริ่มเลยเพื่อน” “เริ่มในใจฉันแล้ว” เธอว่า แล้วก็ชี้ไปที่ผ้ากันเปื้อนภีม “คะแนนสอง: ใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วดูเป็นพ่อบ้านใจกล้าในพริบตา”
สิบเอ็ดโมง ภีมปรับไฟในร้านให้สว่างนวลขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเคาะขอบแก้วช้อน “เริ่มคลาสครับน้อง ๆ” เขาเริ่มด้วยการให้เด็ก ๆ ดมเมล็ดกาแฟจากสองกระปุก กระปุกหนึ่งเขียนว่า “เริ่มใหม่” อีกกระปุกเขียน “น่าน” เขาถามทีละคน “ได้กลิ่นอะไรบ้างครับ”
เด็กผู้หญิงผมสั้นตอบ “เหมือนช็อกโกแลตค่ะ”
อีกคนบอก “เหมือนขนมปังปิ้ง”
ส่วนภูมิว่า “เหมือน…น้ำผึ้ง!”
ภีมยิ้ม “เก่งมาก ทุกคำตอบถูกได้ครับ เพราะจมูกของแต่ละคนเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน แล้วเวลาบดเมล็ด กลิ่นจะชัดขึ้นอีก เดี๋ยวลองกัน”
เขาเทเมล็ดลงโม่มือหมุน สอนวิธีจับ “มือขวาจับที่จับ มือซ้ายจับตัวโม่ไว้ อย่าบีบแรง ถ้าบีบเกินไปจะหมุนยาก ให้นึกเหมือนจับดินสอตอนวาดรูปนะครับ” เด็ก ๆ ทำตามอย่างตั้งใจ เสียง “กรอก กรอก” ของเมล็ดโดนบดดังเป็นจังหวะ ฝุ่นกาแฟหอมฟุ้งขึ้นมานิด ๆ จนฉันที่นั่งห่างยังได้กลิ่น มิ้นท์ยกมือถือขึ้นถ่ายวิดีโอแบบมืออาชีพ โฟกัสที่มือเด็กเล็ก ๆ กับเครื่องบดไม้เก่า—ภาพมันน่ารักเกินต้าน
“คุณครูคะ ถ้าปั่นเร็ว ๆ จะหอมกว่ามั้ยคะ” เด็กหญิงอีกคนถาม
“ถ้าเร็วไปเมล็ดจะร้อน กลิ่นบางอย่างจะหายครับ ลองหาจังหวะที่มือไม่เมื่อยและเสียงไม่ดังเกินไปนะ” ภีมตอบอย่างใจเย็น เขาให้ทุกคนผลัดกันหมุน ทีละรอบสองรอบ พอเห็นมือใครเริ่มเมื่อยก็สลับทันที ไม่มีใครถูกทิ้งให้รู้สึกช้าหรือพลาด
จังหวะนั้นเอง ภูมิที่ตื่นเต้นสุด ๆ เผลอเอียงโม่แรงไปหน่อย ขอบถ้วยรองผงกาแฟสะบัด—ผงกาแฟที่บดได้เกือบครึ่งถ้วยกระเด็นหกลงบนโต๊ะเป็นกองเล็ก “โอ๊ะ!” เสียงเด็กชายดังลั่น เขานิ่งไปทันที ใบหน้าตกใจจนฉันเผลอใจหายตาม
ภีมก้าวเข้ามาทันที แต่ไม่ได้ทำหน้าเครียด เขากลับย่อตัวให้ระดับสายตาเท่ากันแล้วพูดขำ ๆ “โอ้โห ภูเขาไฟกาแฟระเบิด! นักข่าวภาคสนามรายงานด้วยครับว่าเกิดขึ้นเมื่อวินาทีใด” เด็ก ๆ หัวเราะกันพรึ่บ ภูมิช้อนตาขึ้นอย่างโล่งใจนิด ๆ
“ไม่เป็นไรครับ กาแฟไม่ชอบให้เรากังวล” ภีมหยิบแปรงขนอ่อนกับแผ่นปัดเล็ก ๆ จากถาด “นี่คือหน่วยกู้ภัยกาแฟ เดี๋ยวเราตักกลับบ้าน หมายถึงกลับถ้วยกัน” เขาพูดไปปัดไปช้า ๆ แล้วเชิญภูมิช่วยเก็บ “ลองใช้แปรงเหมือนปัดฝุ่นรูปวาดนะครับ” ภูมิทำตาม หน้ากลับมายิ้มได้ในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ฉันมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจถูกใครค่อย ๆ วางลงกับพื้นอย่างปลอดภัย
“เพื่อนบ้านเธอนี่พ่อบ้านใจกล้า!” มิ้นท์กระซิบอีกรอบ คราวนี้เสียงเบาจริงใจมากกว่าแซว “เขาสงบชนิดที่ทำให้ความพลาดกลายเป็นเรื่องเรียนรู้ได้อะ โคตรดี”
ฉันพยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากภาพตรงหน้า “ใช่…เขาไม่ได้แค่ใจเย็น เขาทำให้เด็กไม่อายตัวเองด้วย” ประโยคที่ออกจากปากทำให้ฉันเงียบไปชั่วครู่ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าเราเพิ่งใช้คำว่า “ดี” กับเขาคนนี้หลายครั้งเกินนับตั้งแต่ย้ายมา
ภีมให้เด็ก ๆ ดมผงกาแฟที่เพิ่งบดเสร็จ “ตอนยังเป็นเมล็ด กลิ่นเหมือนนอนหลับ พอตื่น คือบด กลิ่นก็ลุกขึ้นมาเดิน พยายามฟังมันด้วยจมูกนะครับ” จากนั้นเขาเทน้ำร้อนลงถ้วย “สูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ระวังร้อน” เด็ก ๆ ทำตามเสียงหัวเราะคิกคัก บางคนพูดว่า “เหมือนกล้วยปิ้ง!” อีกคนว่า “เหมือนคาราเมล” ภีมยิ้ม ไม่เคยบอกว่าใครผิด เขาจำคำตอบของแต่ละคนได้ แล้วเอามาโยงเป็นเรื่องเล่า “เพราะกาแฟปลูกบนเขา ดอกไม้แถวนั้นเลยชอบมาทักทาย กล้วยก็มา ขนมปังก็มา แล้วแต่เราเดินไปเจอกับใครก่อน”
ฉันกับมิ้นท์สั่งเครื่องดื่ม ฉันขอลาเต้อุ่นอย่างเคย ส่วนเธอสั่งโกโก้เย็น “เพราะฉันยังเป็นเด็กในเวิร์กช็อปนี้” เธอว่า ภีมพยักหน้ารับ แล้วไม่นานแก้วเครื่องดื่มก็มาอยู่ตรงหน้า รสชาติยังเป็นแบบที่ทำให้มือไม่สั่นและหัวใจสั่นนิด ๆ เหมือนเดิม
หลังเด็ก ๆ ดมและชิม (ในที่นี้หมายถึงชิมโกโก้อุ่นที่ร้านเตรียมไว้สำหรับเด็ก) ภีมให้ลองสลับคนหมุนโม่อีกครั้ง “คราวนี้เราลองหมุนให้คนข้าง ๆ ฟังเสียงด้วยว่าเบาไปหรือดังไป ถ้าดังไปให้ลดแรงลงนิดหนึ่ง” เขาเอ่ยคำว่า “ฟังเสียง” ซ้ำ ๆ จนฉันสะดุด เขาไม่ได้สอนแค่บดกาแฟ แต่สอนให้ฟังกันและกัน
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองทุกครั้ง เม
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให
ท่ามกลางความอ่อนโยน เสียงหนึ่งเกิดขึ้น เสียงแก้วกระทบพื้น “กริ๊ง!” เด็กผู้หญิงตัวเล็กทำแก้วชิมโกโก้หล่น มือเธอสั่นและตาเริ่มมีน้ำ ภีมเดินไปเร็วพอ ๆ กับที่โตโตะเดินวนเวียนเป็นห่วง เขาคุกเข่าลง เก็บเศษแก้วอย่างระมัดระวัง “โชคดีที่เป็นแก้วใบทดลองนะครับ ใบจริงยังอยู่” เขาชูแก้วอีกใบแล้วหลิ่วตาให้เด็กน้
เรากลับมาที่จานของตัวเอง ฉันกินคำที่สอง สาม แล้วหยุดตั้งใจชิมแบบคนจริงจัง “ฉันว่าถ้าราดน้ำผึ้งตรงขอบขนมปังบาง ๆ จะเพิ่มเลเยอร์หวานปลาย ๆ นะคะ แต่ต้องเบาสุด ๆ ไม่งั้นกลบรสไข่”ภีมมองขวดน้ำผึ้งที่ฉันเอามา เขาพยักหน้า “ลองครับ แต่แค่ขอบ”ฉันหยดน้ำผึ้งปลายช้อนตามขอบ แสงแดดสะท้อนหยดน้ำผึ้งเป็นสีทองเล็ก
เสียงโทรศัพท์ฉันดัง “ติ๊ง” มิ้นท์ทักมา “เสร็จยัง ๆๆๆ มี ‘เทวดาชั้น 18’ ไหม” ฉันยิ้มแล้วถ่ายรูปมุมโต๊ะครึ่งหนึ่งส่งไป พร้อมแคปชัน “กำลังสร้างจักรวาลใหม่” เธอตอบรูปสติกเกอร์กรี๊ดลั่นกลับมาที่หน้างาน ภีมค่อย ๆ ประกอบคานกลาง เสียบเดือยไม้ ใส่กาวจิ๋วเท่าหยดน้ำ แล้วขันน็อตให้แน่นพอดี จากนั้นคว่ำโต๊ะกลับ
“ทีนี้คนเขียนต้องการน้ำไหมคะ” มิ้นท์โบกแก้ว “หรืออยากได้กาแฟยามค่ำ เอ๊ะ ถามเจ้าของร้านกาแฟเลยไหมคะว่ามีเมนู Night Mode”“ผมทำดริปรสอ่อน ๆ ได้ครับ ถ้าไม่ทำให้คืนนอนไม่หลับ” ภีมตอบฉันรีบส่ายหน้า “คืนนี้ขอพักกาแฟก่อนค่ะ เดี๋ยวใจเต้นแรงเกินเหตุ” ประโยคหลุดโดยไม่ตั้งใจทำให้แก้มฉันร้อนวาบ ฉันเลยหัวเราะก







