Masuk“มันก็รสชาติปกตินั่นแหละเจ้าค่ะท่านป้าหลิว แต่ในยามที่เรากินด้วยความ ‘หิว’ กับกินด้วยความ ‘อยาก’ รสชาติของอาหารย่อมต่างกัน” กล่าวจบแล้วหวังลี่จูนั้นก็จัดการเก็บเอาเปลือกมันเผาไปเททิ้งลงในบ่อขยะเพื่อรอนำไปผสมทำปุ๋ยหมักสำหรับบำรุงผักในสวนของอารามไห่เหมี่ยวแห่งนี้ต่อไป นางจัดการล้างมือจนสะอาด ดื่มน้ำแล้วเสร็จจึงนำเอารากไม้ที่ทับจนเป็นฝอยแต้มเกลือแล้วไปขัดถูฟันก่อนเข้านอน
และแน่นอนว่าหวังลี่เจินก็ถูกพี่สาวจัดการบีบบังคับให้ออกไปทำเช่นเดียวกับตนเอง ไทเฮาเองก็เพิ่งเคยเห็นสตรีสาวชาวบ้านป่าที่รู้จักการทำความสะอาดช่องปากเช่นสตรีในวังหลวงเช่นนี้
“ท่านป้าหลิวนอนด้านบนเตียงเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวเราสองพี่น้องจะนำผ้ามาปูนอนที่พื้นเอง”
เพราะ ‘ท่านป้าหลิว’ เป็นสตรีสูงวัยแล้วผิวพรรณกับกิริยาดูอย่างไรให้นอนบนเตียงของพวกนางสองพี่น้องยังคงจะลำบากเลย ด้วยอายุของท่านก็มากแล้วครั้นจะให้ท่านนอนลงกับพื้นเกรงว่าจะไม่เป็นผลดีเสียเท่าไร อีกทั้งจะให้พวกนางที่ยังเป็นเด็กซ้ำยังอ่อนวัยกว่ามากขึ้นไปนอนอยู่สูงกว่าผู้ใหญ่เช่นนี้ก็เห็นจะไม่สมควรเช่นกัน กับสองท่านแก่ชรามากแล้วพื้นทั้งเย็นทั้งแข็งยิ่งไม่สมควร หวังลี่จูจึงยกเตียงกับที่นอนให้หญิงชราได้นอนอุ่นไปย่อมดีกว่า
“พวกเจ้ามาอาศัยอารามไห่เหมี่ยวนี่กันนานแล้วหรือ?” พอทรุดกายลงนอนหลิวรุ่ยเซียงรู้สึกสนใจเด็กน้อย หรืออันที่จริงแล้วพวกนางก็กำลังเติบโตเป็นสาว คนหนึ่งดูว่าจะเป็นสาวเต็มกายแล้ว ส่วนอีกคนที่เป็นน้องนั้นเค้าความงามก็แจ่มชัดไม่แตกต่างจากคนเป็นพี่สาวเลย
“ร่วมสี่ปีมาแล้วเจ้าค่ะ นับจากเกิดโรคระบาดใหญ่ในคราวนั้น ท่านพ่อและท่านแม่ของพวกข้าก็ล้วนหนีโรคร้ายเหล่านั้นไม่พ้นตายจนสิ้น ในคราวนั้นพวกเราก็ได้รับความเมตตาจากท่านแม่ชีเหยียนให้พักอาศัยเสียที่อารามแห่งนี้ เพราะกลับไปบ้านกับที่นาก็ถูกเจ้าหนี้ยึดไปจนหมดแล้วเจ้าค่ะ”
หวังลี่จูกล่าวไปตามความจริงมิได้คาดหวังให้ ‘ท่านป้าหลิว’ หรือผู้ใดมาเห็นใจ นางก็เพียงถูกสอบถามมาจึงตอบไปก็เท่านั้น ชีวิตของนางมิได้น่าสังเวชหรือสงสารที่สุดในแผ่นดินเพราะอย่างน้อยพวกนางก็มีที่อยู่ที่กิน มีมือมีเท้าครบถ้วนมิได้พิกลพิการ ยังออกไปรับจ้างทำมาหาเลี้ยงชีพตนเองได้อย่างดี นางและน้องสาวจึงไม่เคยน้อยอกน้อยใจต่อโชคชะตาของตนเองเลยแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าไม่มีญาติที่ใดอีกหรือ?” คนเราอย่างน้อยมันก็ต้องมีญาติกันบ้างไม่มีฝ่ายบิดาก็ต้องมีฝ่ายมารดากันบ้างสิเป็นหญิงมาอาศัยพระอารามอนาคตจะมีชีวิตแต่งงานที่ดีไปได้อย่างไร
“ถึงมีพวกเขาก็ยากจนเช่นกัน พวกเรามีท่านอาซึ่งเป็นน้องชายของท่านพ่อก็จริง แต่พอสิ้นท่านพ่อและท่านแม่เขากลับจะจับเราสองพี่น้องไปขายยังหอนางโลมแลกกับข้าวสาลีหกกระสอบ มีญาติเช่นนี้พวกเราพึงใจไม่มีย่อมดีกว่าเจ้าค่ะท่านป้าหลิว”
หวังลี่เจินนั้นยังเด็กยิ่งนัก คิดเช่นไรรู้สึกแบบไหนนางย่อมพูดออกมาจนหมดผิดกับพี่สาวที่ก่อนจะพูดมักคิดแล้วคิดอีก หนึ่งเพราะนางมาจากต่างภพกับสองนิสัยส่วนตัวของนางก็เป็นคนที่ชอบทำจริงมากกว่าพูดอยู่แล้ว ที่หลิวรุ่ยเซียงได้ฟังเรื่องราวของสองพี่น้องแซ่หวังจึงหลุดออกมาจากปากของเด็กสาวคนน้องมากกว่า
นับว่าเด็กสาวสองนางนี้ทำนางพึงใจไม่น้อย คนพี่นั้นนางถูกใจมากทีเดียว ฉลาดเฉลียวจนนางคิดไปถึงบุตรชายคนเล็กแล้วเทียบเคียงกับใบหน้าเรียบนิ่ง แต่นิสัย ‘เอาจริง’ ของหวังลี่จูกับความสู้ชีวิตที่เด็กสาวมี มิใช่เพียงที่แลเห็นและรับฟังเรื่องราวที่หวังลี่เจินเล่าปาว ๆ ทว่านางฟังทุกสิ่งมาจากสหายสนิทเช่นท่านแม่ชีเหยียนที่อีกฝ่ายอดีตก็เคยเกือบจะได้เข้าวังเช่นเดียวกับนาง แต่เหยียนชิงเหนี่ยวไม่ชอบทางโลก หากแต่นางนั้นชอบทางธรรมมานับตั้งแต่จำความได้
ดังนั้นระหว่างถูกบิดาส่งเข้าวังหลวงเหยียนชิงเหนี่ยวจึงแอบลักลอบหนีขึ้นเขาไห่เหมี่ยวบวชเป็นแม่ชีมาร่วมสามสิบปีเห็นจะได้เช่นทุกวันนี้ นางเองยังจำได้ว่าท่านแม่ทัพเหยียนโกรธเคืองบุตรสาวอย่างยิ่ง แต่จะขึ้นเขามาสึกนางชีก็กระไรอยู่จึงจำใจต้องปล่อยเลยตามเลยมาจนถึงวันนี้
“แล้วเจ้าสองพี่น้องคิดจะอยู่บนเขาเช่นนี้ไปชั่วชีวิตเลยหรือ?” ลองสอบถามเปิดทางดูก่อน เพราะหากสองพี่น้องแซ่หวังคิดจะเจริญรอยตามเหยียนซือไท่นางคงเสียใจด้วยแย่
“ไม่หรอกเจ้าค่ะท่านป้าหลิว” ก็ยังเป็นเจ้าตัวเล็กคนน้องที่ยังพูดจ้อ ๆ ไม่หยุด ส่วนหวังลี่จูก็ปล่อยให้เจ้าตัวแสบนั้น ‘โม้’ กับท่านป้าหลิวไปจนกว่าอีกครู่ด้วยทราบดีว่าหวังลี่เจินสามารถพูดได้จนกว่าจะหลับนั่นแหละ ซึ่งก็จริงเสียด้วยผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อดีด้วยซ้ำถามอันใดหวังลี่เจินก็ตอบอืออาบอกได้ว่าบัดนี้สาวน้อยนั้นได้หลับสนิทไปในท้ายที่สุดเรียบร้อยแล้วนั่นเอง...
ตอนที่ 15 เจ้าสาวของข้าหายไป!!! ฝ่ายทางด้านของสองพี่น้องที่กลายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุสิบสาม อีกคนอายุสิบห้านั้นได้ติดท้ายขบวนขนส่งสิ้นค้าของสำนักคุ้มภาย ‘อวิ๋นฉี’ ซึ่งจะเดินทางผ่านด่านทิศเหนือที่ใกล้ชิดติดกับซีหยวนและเป่ยฮั่น โดยมีแม่น้ำสายใหญ่หวงเหอกั้นขวางแบ่งระหว่างโยวโจว ซีหยวน กับเป่ยฮั่น แล้วมีเผ่าขนาดเล็กอีกหกเผ่าหลบหนีไปไกลกว่าหลายร้อยลี้แล้วไม่ได้ทราบเลยว่าบัดนี้ภายในวังหลวงของโยวโจวนั้นกำลังวุ่นวายกันใหญ่ เพราะหมิงหวังและหมิงเยว่กงจู่หายไปอย่างไร้ร่องรอยเลยสักนิด“เจ้าพวกบัดซบ สวะสิ้นดี สตรีถึงสองนางหายไปกลับไม่มีผู้ใดพบเห็น นางหาใช่มดหรือแมลงจึงจะมีปีกบินหนีไปได้ ไปเร่งค้นให้ทั่ว!”จ้าวจวินหลางโกรธจนลมออกหูเมื่อทหารม้าเกราะดำร่วมห้าร้อยชีวิตต่างก็ค้นหาไปจนทั่วทุกซอกทุกมุมของวังหลวงแล้ว ทว่ากลับไร้เงาของสองกงจู่ไปจนสิ้น หลิวไทเฮาถึงกับเป็นลมไปหลายตลบ เพราะคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีแล้วตนเองนั้นประมาทหัวใจของสองพี่น้องสกุลหวังเกินไปงานแต่งงานใกล้เข้ามาเหลืออีกเพียงไม่ถึงสิบวัน ทุกสิ่งทุกอย่างจัดเตรียมเอาไว้เกือบพร้อมหมดแล้วโดยไม่มีผู้ใดมันจะมาคิดว่าตัวของว่าที่เจ้าสาวนั้นจะ
ตอนที่ 14 วางแผนหลบหนี (จบบท)พออีกสองวันต่อมาหวังลี่เจินนั้นก็เริ่มแอบลักลอบหนีออกจากวังหลวงแล้วไปหาเหล่าสหายทั้งหลายในตลาดให้ช่วยนำตั๋วเงินไปแลกเป็นแผ่นทองคำแทน พร้อมกันนั้นก็เตรียมหาขบวนสินค้าที่พวกนางสองพี่น้องพอจะอาศัยติดตามข้ามไปยังต่างแดนเช่นซีหยวนหรือไม่ก็เป็นเป่ยฮั่น เพราะหวังลี่จูนั้นบอกว่าเป็นเพียงสตรีสองนางหากหลบหนีกันไปเพียงสองคนจะไม่ปลอดภัยจำต้องอาศัยขบวนขนสินค้าข้ามชายแดนกับปลอมตัวจึงพอจะรอดพ้นออกจากโยวโจวได้“เป็นเช่นไรบ้างอาการของข้าน่ะท่านหมอซู” คนข้อเท้าเจ็บพยายามฝึกฝนใช้ไม้เท้าและขยันกินยา ทำทุกสิ่งที่ท่านหมอหลวงแนะนำด้วยความคิดที่ว่าตนเองต้องรีบหายให้เร็วที่สุด งานแต่งงานใกล้เข้ามาทุกขณะ พวกนางสองพี่น้องจะต้องหนีไปให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่งงานอันใดนั้นผู้ใดอยากตบแต่งกัน ชินหวางเฟยผู้ใดต้องการนางล้วนไม่สนใจ นางกับน้องสาวต้องการอิสระเพียงเท่านั้น ยศถาบรรดาศักดิ์อันใดพวกนั้นนางล้วนมิต้องการทั้งสิ้น“ดีขึ้นมากแล้วพ่ะย่ะค่ะกงจู่ กระหม่อมเพิ่มตัวยาสมุนไพรให้แก่กงจู่อีกขนานรับรองว่าอีกไม่เกินสิบวันกงจู่ย่อมจะทรงต้องกลับมาเดินได้เป็นปกติเช่นเดิมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ อย่าได้ทรงกัง
ตอนที่ 13 วางแผนหลบหนี (1)“พี่สาว!/ลี่จู!”สตรีสองนางแต่ต่างวัยต่างเร่งพุ่งสวนทางกับจ้าวจวินหลาง โดยไม่มีใครสนใจเขาแต่รีบเข้ามายังด้านในแล้วนั่งขนาบข้างของหวังลี่จูคนละฟาก ข้างด้านซ้ายมือคือหลิวไทเฮา ส่วนด้านขวามือก็คือหวังลี่เจิน ที่พื้นด้านล่างมีเสี่ยวจื่อแล้วเสี่ยวจางนั่งจับจ้องคนบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด เลยไปด้านหลังของพวกนางก็ยังมีนางกำนัลและขันทีอีกร่วมยี่สิบชีวิตติดตามหลิวไทเฮาเข้ามาไม่ยอมห่าง“เจินเจิน” แต่ช่างหน้าแปลกยิ่งนักแม้นจะมีผู้คนมากมาก ทว่าหวังลี่จูนั้นกลับรู้สึกเดียวดายอย่างยากจะอธิบายได้ถูก มีเพียงหวังลี่เจินเท่านั้นที่นางมองเห็นเป็น ‘ครอบครัว' เพียงหนึ่งเดียวของตนเอง ส่วนผู้อื่นรอบกายนับร้อยนับพันล้วนเป็นผู้คนแปลกหน้าที่คาดหวังเอาแต่ผลประโยชน์จากพวกนางสองพี่น้องทั้งสิ้น!!!...ช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง!...“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” ถึงจะขาดสติไปบ้างแต่ขนมธรรมเนียมประเพณีภายในวังหลวงอันเคร่งครัดนี้หวังลี่จูนั้นจะหลงลืมมิได้เด็ดขาด ถึงนางจะยังบาดเจ็บยากจะลุกขึ้นยืนทำความเคารพ แต่ก็ยังโค้งกายในขณะที่ยังนั่งอยู่ ทั้งที่ปวดเท้าไม่พอยังเจ็บหลังและก้นที่ถูกจับโยนลงมาเต็มแรงอีกด้วย“มิต้
“เจ็บล่ะสิ สมน้ำหน้า อยากซุ่มซ่ามเดินไม่ระวัง คิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกัน ก็เพียงห่านดงตนหนึ่งหาใช่นางหงส์องอาจทำเป็นหลงชาติกำเนิดของตนเอง รู้ว่าเส้นทางมันมืดแถมกระโปรงยังราวรุ่มร่ามไม่เจียมตัวจริง ๆ...โง่เขลาสิ้นดี!!!”...นั่นปะไรนางถูกพูดจาดูถูกอีกแล้ว แต่...มันก็จริง พวกนางสองพี่น้องก็เป็นเพียงห่านดงหลงมาอยู่ท่ามกลางฝูงนางพญาหงส์และเหยี่ยวเวหา แต่เป็นพวกนางหรือที่อยากจะมาอยู่ยังที่แห่งนี้ ก็เป็นมารดาของเขามิใช่หรือที่ยกเอาคำว่า ‘ทดแทนบุญคุณ' มากักขังพวกนางสองพี่น้องเอาไว้ในสถานที่ชั่วช้าแห่งนี้!!!ยิ่งคิดพลันน้ำอุ่น ๆ มันก็ไหลออกมาจากดวงตาอย่างยากจะหักห้ามได้อีกต่อไป ร่วมสี่เดือนที่พวกนางต้องทุกข์ยากและอดทน ต้องฝืนทำและฝึกฝนในสิ่งที่หลิวไทเฮายัดเยียดมาให้โดยไร้คำถามไถ่ว่าพวกนางสองพี่น้องต้องการหรือไม่ กฎเกณฑ์มากมายถูกจับยัดมาใส่สมอง พวกนางเหนื่อยร่างกายพักผ่อนนอนหลับมันก็จางหาย แต่หลายเดือนผ่านมาเหนื่อยใจมีแต่มากล้นยากจะบรรเทา“มะ...หม่อมฉันสองพี่น้องก็มิเคยต้องการเพคะ...ฮึก...ไม่เคยต้องการเป็นกงจู่...ฮือ...และยิ่งไม่เคยต้องการสามีแบบพวกท่าน!”เหลืออดเหลือทนเข้าหญิงสาวนั้นก็ระเบิดมันออ
“ท่านนี่มัน...” อยากด่าให้สาแก่ใจแต่ก็ไม่กล้า ‘ปากดี' ในถิ่นของเขา นางจำต้องกัดเรียวปากของตนเองจนได้กลิ่นคาวโลหิตลอยฟุ้งพุ่งขึ้นเต็มกระพุ้งแก้มและโพรงปาก หญิงสาวอดทนฝืนเก็บความเจ็บปวดเอาไว้จนดวงตาเรียวสวยคู่นั้นแดงก่ำเพราะฝืนกลืนน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมาอีก“เปิ่นหวางทำไม?...อยากด่าก็ด่าออกมาเลยอย่ามาเสแสร้งจะดีกว่าคนงาม” จ้าวจวินหลางทรุดลงมานั่นสับส้นเท้าแล้วเอื้อมมือไปบีบแก้มของหวังลี่จูจนนางปากจู๋ จะให้กล่าวกิริยาในยามนี้เป็นดัง ‘พยัคฆ์' กำลังล้อเล่นกับ ‘หนูนา' ตัวน้อยก่อนจะสังหารให้ตายก็มิปาน“มิกล้า...มิกล้า...ลี่จูย่อมมิกล้าแม้แต่จะคิดร้ายต่อชินอ๋อง ดังนั้นจะกล้าด่าทอชินอ๋องไปได้เช่นไรเล่า” หญิงสาวยิ้มแย้มทั้งที่เจ็บปวดที่ข้อเท้าแทบขาดใจ นางอดทนจนหน้าแดงตาแดง เห็นแล้วจ้าวจวินหลางนั้นก็ถึงกับปวดดวงใจอย่างไร้สาเหตุ“ไหนให้ข้าดูหน่อย!” ตะคอกข่มขวัญนางเอาไว้ก่อนทั้งที่ภายในใจของเขานั้นเริ่มสั่นไหวไปหมดกับดวงตาแดงชอกช้ำและใบหน้าแดงก่ำบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าหวังลี้จูนั้นเจ็บปวดมากจริง ๆ แต่ที่ตนเองโยนกายอรชรนั้นลงโครมใหญ่ ก็เพราะกลัวเสียหน้า เกิดมาแม้แต่มารดาของเขาเองยังไม่เคยอุ้ม
'เอาวะยอมวิงวอนอ้อนขอร้องเขาสักหน่อยมันจะเสียศักดิ์ศรีสักเท่าใดกันเชียว ดีกว่าต้องคลานสี่เท้ากลับตำหนักซุ่นอวินให้อับอายนางกำนัลและขันทีกับเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย'หวังลี่จูคิดในใจเสร็จก็ตัดสินใจกัดฟันพุ่งตรงเข้าไปกอดสองขาแกร่งของ ‘ชินอ๋อง' อย่างไม่มีการรักษามารยาทอีกต่อไป ศักดิ์ศรีอันใดนั้นปกติคนเช่นนางไม่มีอยู่แล้ว ขอเพียงเอาชีวิตรอดทำเวลาเร่งกลับไปหาน้องสาวให้จงได้ ต่อให้นางกราบอีกฝ่ายเป็น ‘ท่านอาจารย์' หวังลี่จูก็ไม่มีวันถือสามันให้หนักเด็ดขาด!“น้า...ชินอ๋องทรงเมตตาลูกนก ลูกห่านตาดำ ๆ ผู้นี้ด้วยเถอะเพคะ ชินอ๋องคนดี...ชินอ๋องผู้ประเสริฐที่สุดในใต้หล้า”นางกำนัลสองพี่น้องเช่นเสี่ยวจื่อกับเสี่ยวจางถึงกับมองแล้วอึ้งยืนตกตะลึงอ้าปากค้างพะงาบกลืนลมลงท้องอย่างน่าสงสาร โดยซ่งจินองครักษ์คนสนิทที่ติดตามใกล้ชิดมาด้วยเองยังถึงกับแอบหันหน้าหนีไม่กล้าจะมองกับกิริยาลูกสุนัขตัวน้อยเลียแข้งเลียขาเจ้านายของมัน หวังวิงวอนอ้อนขอให้จ้าวจวินหลางนั้นโอบอุ้มตัวของมันขึ้นมาจากพื้นสักคราว ผู้ใดพบเห็นใจแข็งเกินหนึ่งเค่อนับว่าเป็นยอดบุรุษ!“ไม่!...ปล่อยขาของเปิ่นหวางเดี๋ยวนี้ ตนเองเดินไม่ระวัง ทั้งโง่เง่า ทั้







