Masukเสียงหายใจสม่ำเสมอของหวังลี่เจินบอกได้ว่าเด็กสาวนั้นหลับสนิทไปแล้ว ทำให้คนเป็นพี่สาวนั้นได้แต่อมยิ้มกับความมืด วันนี้หวังลี่เจินใช้กำลังหาบเอาถังของเสียมากกว่าหกรอบ เด็กวัยเพียงสิบสี่กินอิ่มย่อมต้องหลับเป็นตายทันที
“แล้วเจ้าเล่าเคยคิดว่าจะแต่งงานออกไปบ้างหรือไม่ เช่นไรขออภัยที่ต้องถามเจ้าอายุเท่าใดแล้ว”
คนบนเตียงเอ่ยถามเด็กสาวคนพี่ที่นางนั้นคาดว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ได้หลับไปเช่นคนเป็นน้องอย่างแน่แท้ เพราะเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายยังหนักแน่นมิได้ผ่อนคลายเช่นแม่นางหวังคนน้อง
“เรียนท่านป้าหลิว ข้าอายุสิบแปดเต็มไปเมื่อเดือนก่อนเจ้าค่ะ”
สตรีวัยสิบแปดปีของชาวโยวโจวนับว่าถึงเวลาต้องแต่งงานออกเรือนแล้ว แต่หญิงสาวกำพร้าอาศัยอารามแม่ชีเป็นที่ซุกหัวนอน ทำงานรับจ้างมันเสียทุกอย่างแม้นแต่ลอกหลุมส้วมของคนรวย ยังจะมีคุณชายสกุลใดมาแต่งกับนางกัน ถึงมีก็เป็นเพียงอนุภรรยา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นหวังลี่จูยอมอยู่เป็นโสดเลี้ยงน้องสาวไปจนตายจะยังดีเสียกว่า นางมีสมองกับสองมือและสองเท้า ไยจึงต้องง้องอนให้บุรุษมาดูแล เพราะนางคิดว่าตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตนแล…
“แล้วเจ้าไม่คิดแต่งบ้างหรือ”
“ไม่เจ้าค่ะ ลี่จูเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย หากคิดแต่งงานก็คงเป็นได้เพียงอนุภรรยานางหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นข้าขออยู่เป็นโสดไปจนตาย ทำมาหาเลี้ยงลี่เจินตลอดไปเช่นนี้ย่อมดีกว่าเจ้าค่ะ”
คำตอบของเด็กสาวมั่นคงยิ่งนัก ช่างน่าสนใจเกินไปแล้วเด็กสาวผู้นี้ นิสัยเช่นนี้ถูกใจถูกชะตาของหลิวไทเฮาอย่างยิ่ง
…มิได้เป็นที่หนึ่งก็ไม่ยอมก้มศีรษะให้ผู้ใดเด็ดขาด!!!...
ช่างเป็นสะใภ้ในฝันของนางเสียจริง ชาติกำเนิดคนเราเลือกเกิดมิได้ แต่หวังลี่จูคือสะใภ้เล็กที่นางมองหามานาน ใจแกร่ง สู้คน ไม่ย่อท้อ แถมยังสู้ยิบตาหากเจอสถานการณ์เลวร้าย นางใจกว้าง นางเข้มแข็ง สตรีที่จะเคียงข้างชินอ๋องจ้าวจวินหลางต้องเป็นสตรีเช่นหวังลี่จูเท่านั้นจึงจะเหมาะสม ส่วนเจ้าตัวกินเก่งหลับง่ายอายุคงเพียงสิบสามสิบสี่เท่านั้นคงต้องดูกันไปอีกนานว่าตำแหน่งฮองเฮาสมควรเป็นหวังลี่เจินหรือไม่
บุตรชายสองคนนางเลี้ยงดูมากับมือ คนใดนิสัยเป็นเช่นไรย่อมทราบได้ เขาชอบกินสิ่งใด ชอบอาภรณ์สีใด จวบจนไปถึงสตรีบุตรชายของนางทั้งสองชอบแบบใด นางมีหรือจะมิแจ้งแก่ใจ หวังลี่เจินสดใสน่ารักอยู่ใกล้แล้วมีแต่รอยยิ้ม สตรีเช่นนี้เหมาะที่จะดูและบุรุษที่มีงานมาก ทั้งวันทั้งคืนล้วนมีแต่ราชกิจและราชกิจ
ส่วนหวังลี่จูเข้มแข็ง อดทน ขยัน คิดการณ์ไกล ที่สำคัญนางไม่ใช่คนยอมคน สตรีเช่นนี้จึงจะสยบบุรุษทระนงเช่นจ้าวจวินหลางได้ราบคาบ บุตรคนเล็กของนางเป็นพวกปากร้ายใจดี ที่สำคัญพ่ายแพ้ก็มารยาสตรีง่ายเกิน หากปล่อยให้เขาเลือกชินหวางเฟยเองย่อมไม่พ้นบุตรีของท่านเจ้ากรมกลาโหมผู้นั้นที่ภายนอกนุ่มนิ่มอ่อนหวานเอาใจเก่ง แต่ภายในนางล้วนมักใหญ่ใฝ่สูงสนใจเพียงพวกพ้องพี่น้องเท่านั้น เรียกว่าในสายตาของคนเป็นมารดา สตรีนางนั้นมันก็นางอรสพิษดี ๆ นี่เอง
“แล้วเจ้าไม่ห่วงใยน้องสาวของเจ้าหรือ?” หวังลี่จูนั้นเข้าใจดีว่าหญิงชราบนเตียงหมายความว่าอย่างไร นางอายุนับรวมกับชาติก่อนด้วยบัดนี้ก็ใกล้ยี่สิบ และยี่สิบในยุค 2022 นั้นไม่ใช่ดังคนยุคสมัยนี้ นางคิดได้ไปไกลกว่านั้นจึงเข้าใจที่ท่านป้าหลิวกำลังจะสื่อ
“หากมีแล้วไม่ได้ดีก็มิสู้อย่ามีให้เดือดร้อนทั้งกายและใจจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะท่านป้าหลิว สามีเราไม่มีย่อมอยู่ได้ ทว่าหากขาดเงินทอง และที่อยู่ที่กินนั่นจึงตายแน่นอน ดังนั้นสำหรับข้ากับน้องสาวไม่มีสามีจึงไม่ตาย ขอเพียงมีบ้านหนึ่งหลัง มีที่ทำกินหนึ่งผืน ไม่ต้องมากมายย่อมพึงใจแล้ว”
ความคิดเช่นนี้หลิวรุ่ยเซียงเพิ่งเคยได้ฟังจากปากของสตรีแห่งโยวโจว แม้นแต่ดินแดนที่นางอยู่มาจนใกล้จะหกสิบปีในอีกไม่กี่เดือนก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังสตรีวัยเพียงสิบแปดปีมีความคิดเช่นนี้ นับว่านางมาวัดในคราวนี้ได้เปิดโลกในยามชราโดยแท้ ‘ไม่มีสามีไม่ถึงตาย แต่หากไม่มีกินนั่นจึงอดตายแน่นอน’ อา...ช่างเป็นประโยคเด็ดที่นางฟังแล้วคาดว่าตายแล้วเกิดใหม่สักสิบชาติคงยากจะลืมเลือน...
“แล้วหากสามีผู้นั้นร่ำรวย มีฐานะ มียศถาบรรดาศักดิ์ยิ่งใหญ่เล่า เจ้ายังคิดว่ามีเงินมีทองยังดีกว่ามีสามีหรือไม่” หลิวไทเฮานั้นอายุขนาดนี้แล้วไม่เคยรู้สึกว่าพูดคุยกับผู้ใดแล้วสนุกอีกทั้งเท่าทันกันได้เท่าเด็กสาวแซ่หวังนางนี้เลยจริง ๆ
“ยิ่งมากยศถาบรรดาศักดิ์ และมีฐานะร่ำรวย สตรีย่อมแย่งชิงวุ่นวายปวดศีรษะหนักกว่าบุรุษชาวไร่ชาวนาตัวดำยากจนเสียอีกเจ้าค่ะ บุรุษยิ่งมีฐานะ เขาร่ำรวย ย่อมไม่ทราบความยากลำบาก สตรียิ่งง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ อันใดล้วนได้มาง่ายดายในความรู้สึกของพวกเขา จึงคิดเอาว่าตนเองยิ่งใหญ่ในใต้หล้านี้เขาล้วนกำเอาไว้ได้ในกำมือตนเองได้จนสิ้น คุณค่าของภรรยาในสายตาของเขาจะมีได้เท่าเศษธุลีหรือไม่ข้าเองยังไม่แน่ใจเลยเจ้าค่ะ”
...เปิดใต้หล้ายิ่งนัก....ช่างเปิดโลกอันคับแคบของนางอย่างยิ่ง!!!...
“หากไม่สะดวกใจจะตอบก็เพียงพยักหน้าหรือส่ายศีรษะก็พอลี่เจิน” เพราะนางดูลำบากใจอาจจะขัดเขินเขาจึงหาทางออกให้อีกฝ่าย ซึ่งคราวนี้จ้าวจวินข่ายนั้นคาดเดามิผิดไปเพราะหวังลี่เจินหนึ่งเขินอาย และสองกำลังสับสน กับสามนางตกใจที่ไม่ทันตั้งสติกลับถูกบุรุษสารภาพความในใจ นางไม่เป็นลมไปก็ดีเท่าใดแล้ว“ดะ...ได้เพคะ...อีกสามปีหม่อมฉันจะให้คำตอบแก่ฝ่าบาท แต่เวลาสามปีนี้หม่อมฉันจะขอ ‘ปลูกผักขายอยู่ท้ายจวนท่านอ๋อง’ รอให้ฝ่าบาทได้พิสูจน์ความจริงใจนะเพคะ”ในเมื่อเขากล้าจะสารภาพนางเองจะไม่ยอมเสียหน้าทำตนเป็นคนไร้คุณธรรมและใจคับแคบไม่เปิดใจ จึงรับปากออกไป นางเขินอายนั่นช่างมัน แต่เรื่องใดที่ตัดสินใจนางจะไม่ปิดปากจึงตอบไปชัดเจน“ข้าจะไม่ย่อท้อกับโอกาสที่เจ้ามอบให้”อ้อมแขนกำยำกอดรัดกายอรชรแน่นขึ้นอีกสองส่วน ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้หวังลี่จูถอนหายใจด้วยความโล่งใจอย่างน้อยสิ่งที่นางทำมาทั้งหมดก็ไม่เสียเปล่าแล้ว“สบายใจแล้วก็กลับไปนอนกันเถิด”จ้าวจวินหลางที่ตามใจภรรยายอมให้นางแอบตามมาดูผลงาน ครั้นเห็นภาพนั้นเช่นกันจึงเอ่ยชวนอีกฝ่ายกลับไปใช้ช่วงเวลาส่วนตัวด้วยกันสักครา เพราะทราบดีบัดนี้หวังลี่จูปลอดโปร่งโล่งใจแล้ว“ข
‘ข้าซาบซึ้งกับความรักและอีกหลายสิ่งในชีวิตก็เพราะเสด็จแม่และพี่ใหญ่ เช่นนี้จึงไม่เคยหลงเหลือความโกรธเคืองหรือน้อยใจอีกแล้ว’นั่นคือสิ่งที่จ้าวจวินหลางเอ่ยกับเขาเมื่อถามกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่างพี่น้องว่าอีกฝ่ายโกรธเคืองเขาหรือไม่ที่ทำเช่นนั้นลงไป เวลาและความทุกข์ช่างทำให้คนเราเติบโตได้จริงดังที่พระมารดาเคยกล่าวไว้จริงแท้ฝ่ายหวังลี่เจินถึงกับเสียกิริยาเพราะมิคาดว่าคนเช่นบุรุษตรงหน้าจะเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาจนนางไปต่อไม่ถูกเช่นนี้จะร้ายกาจเข้าใส่เช่นที่ผ่านมานางย่อมมิกล้า แต่จะให้นางคิดดีทำดีกับอีกฝ่ายนั้นกลับลังเล จะทำอันใดก็ไม่ถูกแล้วจริง ๆ ในยามนี้ เรียกว่ายืนเป็นบื้อเป็นใบ้ไปครู่คงถูกต้องที่สุด“ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะกล่าวกับหม่อมฉันหรือเพคะ?”พอตั้งสติได้หวังลี่เจินจึงได้เอ่ยถามออกไป เขามาดีนางจะร้ายกาจคืนกลับไปย่อมมิได้ สาวน้อยจึงต้องกล่าววาจานุ่มนวลและมีเหตุผลคืนกลับไป เช่นไรหวังลี่จูก็อบรมเด็กสาวมาดีถึงจะชิงชังหรือโกรธเคือง แต่ถ้าอีกฝ่ายมาดีด้วยนางย่อมต้องดีตอบสนองคืนกลับไปเช่นกัน“ไปคุยกันตรงนั้นเถิด” จ้าวจวินข่ายชี้มือไปทางศาลาทรงแปดเหลี่ยมริมบึงบัวในอุทยานหลวงแล้วออกเดินนำหน้าไปก่อน ซึ
ตอนที่ 55สายลมยามค่ำพัดรวยรินหลังจากร่วมกินข้าวกับพี่สาวกับพี่เขยและพูดคุยจนเข้าใจในสิ่งที่พี่สาวช่วยเหลือตนเองเรียบร้อย หวังลี่เจินก็ขอเดินกลับตำหนักของตนเองแทนการนั่งรถม้า เพราะอยากคิดทบทวนถึงสิ่งที่พี่สาวแนะนำกับนางมา‘วันนี้เจ้ายังเยาว์ยิ่งนัก จงอย่าเพิ่งตัดสินใจอันใดเลยให้เวลากับตนเองอีกหน่อยเถิดนะเจินเจิน’หวังลี่เจินคิดไปถึงประโยคสุดท้ายพี่สาวที่เอ่ยตักเตือนเมื่อตนเองกล่าวไปว่าคงยากที่จะทำใจร่วมชีวิตกับบุรุษเจ้าเล่ห์ดังจิ้งจอกเก้าหางที่ส่งพี่สาวของตนเองไปลงสนามที่โอกาสรอดชีวิตมีเพียงสามในสิบส่วนไปได้ แต่พี่สาวของนางกลับกล่าวให้นาง ‘ให้โอกาสตนเองได้เลือก’ในวันที่เติบโตกว่านี้‘แต่เขาไม่สมควรได้รับโอกาสนั้นสักเพียงนิดเดียวนะพี่สาว’ นางจำได้ว่าตนเองแย้งไปเช่นนั้น แต่คนซึ่งเติบโตมาก่อนนางกลับแย้มยิ้มใจเย็นแล้วค่อย ๆ อธิบายจนนางพูดอันใดไปออกอีก‘พี่สาวมิเคยกล่าวว่าให้เจ้าไปให้โอกาสผู้อื่นแม้เพียงครึ่งคำ แต่ที่บอกนั้นล้วนให้เจ้าให้โอกาสตนเองต่างหากเด็กโง่’ นึกมาถึงประโยคนั้นหวังลี่เจินจึงค่อยได้คิดว่าทั้งสิ้นพี่สาวไม่เคยคิดน้อยเลยสักครั้งสำหรับอนาคตของนาง ตรงกันข้ามหวังลี่จูคิดและวา
จ้าวจวินหลางจับมือเรียวที่กำลังใช้ผ้าขัดผิวตรงแขนแกร่งของตนเองให้หยุดทุกสิ่งเพื่อจะได้ฟังเขาให้ชัดเจน อยากกล่าวเพียงครานี้หนึ่งครั้งจบสิ้นไร้ข้อกังขาต่อเรื่องหลวนจิ้งอวี่อีก“กับหลวนจิ้งอวี่มันคือ ‘แผน’ เท่านั้น หาได้มีเรื่องหัวใจมาผูกพัน แต่สำหรับเจ้า…ทั้งหัวใจทั้งชีวิตข้าที่เหลือจนสิ้นใจขอมอบให้หวังลี่จูเท่านั้น”ขณะที่เขากล่าววาจานั้น จ้าวจวินหลางก็ขยับให้มือเรียวไปทาบอยู่ในจุดที่ภายในมีหัวใจเต้นจังหวะมั่นคงพร้อมมืออีกข้างจับปลายคางเรียวให้อยู่ในระดับที่จะมองประสานสายตากับเขาได้พอดี…ตึก ๆ…หัวใจของหวังลี่จูเต้นระรัวเพราะความจริงจังนั้นนางสัมผัสมันได้ทั้งจากแววตาและน้ำเสียง“เช่นที่ข้าเคยบอกแก่เจ้าไปแล้ว สำหรับนางคือ ‘หน้าที่’ แต่กับเจ้านั้น ‘หัวใจ’ ถึงข้ามิใช่บุรุษที่ดีแต่อันใด หน้าที่กับหัวใจข้าแยกออกจากกันชัดเจน และจะไม่มีวันโกหกเด็ดขาด”จ้าวจวินหลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น แต่ก็ยังคงกล่าวออกมาด้วยความเนิบช้าไร้กิริยาล้อเล่นผิดไปจากปกตินิสัยของเขาไปจนสิ้น ท่านอ๋องหนุ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดของสกุลหลวนกับความเป็นมาที่เกี่ยวข้อง เขาเล่าช้า ๆ เล่าอย่างละเอียดจนหวังลี่จูที่ไม่ใ
หวังลี่จูเปิดรอยยิ้มละมุนละไมแสนจะจริงใจให้กับผู้เป็นพี่ชายของพระสวามีก่อจะเอ่ยตอบออกไปถึงสาเหตุที่ตนเองเปลี่ยนไปจากอดีตราวกับนางเป็นผู้ใดอีกคนเช่นนี้“นั่นก็เพราะ ‘เวลา’ ในอดีตที่ฝ่าบาทมอบให้จึงทำให้หม่อมฉันเติบโตขึ้น มองเห็นความจริงมากขึ้น ดังนั้นความสุขที่แท้จริงย่อมเป็นสิ่งที่เจินเจินเลือกเอง นางเลือกเส้นทางชีวิตเองนั่นจึงเป็นความสุขอันแท้จริงเพคะ”เพราะถ้าหากนางตัดสินใจแทนหวังลี่เจินก็คงไม่ต่างจากหลิวไทเฮาหรือฮ่องเต้ที่ถึงไม่ได้บีบบังคับแต่เรียกได้ว่า ‘ยัดเยียด’ คงจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นนางจึงขอเวลาให้น้องสาวนั้นเติบโตและเลือกเส้นทางชีวิตคู่ด้วยตนเองนั่นจึงหมายถึงว่านางรักน้องสาวจากใจจริง คนเราเติบโตขึ้นทุกวันหากนางไปคิดหรือตัดสินใจแทนน้องนั่นจึงเรียกว่ารักอย่างผิดเส้นทางถึงตนเองมิใช่บิดาและมารดา แต่ก็เป็นพี่สาวที่รักน้องสาว อดีตนางอาจเคยหลงผิดยึดติดไปบ้างเพราะอายุยังน้อย แต่พอได้เติบโตมองเห็นโลกกว้างมากกว่าในอดีตจึงเริ่มคิดได้ บัดนี้จึงไม่คิดตัดสินว่าหลิวไทเฮานั้นผิดแล้วตัวของนางถูก แต่กลับมองว่าถ้าจะผิดนางที่คิดแทนหวังลี่เจินเองย่อมผิดเช่นกัน…คนเราไม่จำเป็นต้องมีสีขาวหรือดำสนิท
ตอนที่54และในรุ่งอรุณมาเยือนทั้งเป่ยหนิงอ๋องและเป่ยหนิงหวางเฟยล้วนต่างถูกปลุกให้ตื่นด้วย ‘คำสั่ง’ โดยตรงจากฮ่องเต้ให้ไปเข้าประชุมปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่หวังลี่จูได้ให้คำแนะนำกับฮ่องเต้โดยตรงไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าจ้าวจวินข่ายย่อมทบทวนจนแน่ใจแล้วว่า ‘แผน’ ที่น้องสะใภ้ชี้แนะนั้นให้ประโยชน์กับแผ่นดินโยวโจวมากกว่าเสียพอคิดตกเช่นนั้นคนที่ไม่ชอบรีรอจนเสียการใหญ่จึงเรียกขุนนางที่เกี่ยวข้องและวางใจได้เข้าประชุมเร่งด่วนตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่กระจ่างดีเช่นนี้“น้องสะใภ้ สวามีของเจ้าเขานอนตกหมอนหรือเหตุใด แม้แต่ข้าที่เป็นพี่ชายทั้งยังเป็นฮ่องเต้อีกด้วยจึงบังอาจทำหน้าทะมึนใส่มิไว้หน้าเช่นนี้?”จ้าวจวินข่ายฉวยโอกาสที่น้องชายนั้นกำลังหันไปพูดคุยกับอัครมหาเสนาบดีกู้เร่งสอบถามน้องสะใภ้อย่างระแวงเจ้าน้องชายตัวแสบ ว่ามันจะถือเอาความแค้นที่ตนเองคุยกันด้วยภาษาลับของอิงซื่อมาเล่นงานตนเองเพิ่มอีกกระทง ทั้งที่ความผิดเก่ายังไม่ทันได้ชดเชยเอาได้“เอ่อ…”หวังลี่จูจะกล้าตอบได้เช่นไรว่าสาเหตุที่สุนัขป่าโกรธฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายนั้นเป็นด้วยเรื่องแสนน่าอับอายที่เขากำลังจะจับนางกินกลืนลงท้องเป็นของว่า







