Masukอยู่กันเพียงสองคนพี่น้อง ต่อให้เป็นอารามของหลวงจีนและแม่ชี แต่ผู้ใดจะทราบว่าอาจมีคนร้ายคนชั่วแอบแฝงกายเข้ามาคิดร้ายกับพวกนางเอาได้กันเล่า?
“เป็นข้าเอง ลู่ชิว” เสียงอันคุ้นเคยของแม่ชีซึ่งยังเป็นเด็กหญิงที่คอยรับใช้ท่านหัวหน้าแม่ชีดังขึ้น หวังลี่เจินจึงเป็นคนไปเปิดประตูเรือนหลังขนาดเล็กซึ่งสามารถเป็นเพียงห้องนอนกับมีโต๊ะกลางห้องเอาไว้วางกาน้ำกับถ้วยใส่น้ำเท่านั้นส่วนที่มุมห้องมีตู้สำหรับเก็บเสื้อผ้าที่มีอยู่เพียงคนละสามชุดที่สองพี่น้องสลับกันใช้เพียงเท่านี้ กับอีกส่วนก็คงจะเป็นเตาเผาที่เอาไว้สุมฟืนสำหรับขับไล่ความเหน็บหนาวในยามค่ำคืน ด้วยอารามบนภูเขาเช่นนี้ขนาดเสื้อผ้ายังต้องไปเอาผ้าดิบห่อศพมาซักให้สะอาดแล้วตัดเย็บเอาไว้สวมใส่ ดังนั้นคิดว่าผ้าห่มนั้นจะทำมาจากผ้าอันใดได้อีกหากมิใช่ผ้าห่อศพที่นำมาซักทำความสะอาดแล้วนำมาเย็บทบต่อกันจนเป็นผืนให้พอห่มกันลมหนาวแต่ย่อมยากที่จะอบอุ่น “ท่านหัวหน้าแม่ชีเหยียนได้ให้เหล่าฮูหยินจ้าวมาอาศัยพักในห้องของเจ้าด้วย เพราะภายในห้องของข้าและเมี่ยวอินให้พี่สาวกับท่านป้านอนได้เพียงสามคนเท่านั้น”ลู่ชิวแม่ชีน้อยวัยเดียวกับหวังลี่เจินกล่าวอธิบายแก่สองพี่น้องแซ่หวัง ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าทั้งสองคนยากจะปฏิเสธไปได้ เพราะห้องของลู่ชิวกับเมี่ยวอินต้องนอนกันถึงห้าคน แต่ภายในห้องของทั้งสองพี่น้องมีเหล่าฮูหยินผู้นี้มาอาศัยเพิ่มเพียงคนเดียวสองพี่น้องคงไม่ใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนั้น
“เชิญเหล่าฮูหยินจ้าวเข้ามาด้านในสิลี่เจิน” หวังลี่จูหันไปเอ่ยปากกับน้องสาวแล้วยิ้มอ่อนหวานส่งไปให้ลู่ชิวกับผู้เป็น ‘เหล่าฮูหยินจ้าว’ จากนั้นก็หันไปจัดการใช้ไม้ฟืนขุดคุ้ยดูหัวมันว่าระอุพอจะกินได้หรือยัง จากนั้นก็ค่อย ๆ ใช้ไม้แหลมแทงออกมาทีละหัว นับจนครบทั้งหมดสิบหัวจึงยกถาดที่บรรจุมันเผาส่งกลิ่นหอมกรุ่นลอยมาให้ท้องของหนึ่งเด็กสาวกับหนึ่งเหล่าฮูหยินสูงวัยพากันร้องครวญครางขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“เหล่าฮูหยินจ้าวเชิญนั่งเจ้าค่ะพวกเราไม่มีอาหารอื่นใดบนอารามแห่งนี้หลังพ้นต้นยามอู่เจ้าค่ะ พวกเราสองพี่น้องจึงมีเพียงมันเทศเผา เมื่อช่วงบ่ายก่อนขึ้นเขาท่านลุงกับท่านป้าฉวนที่ปลูกผักอยู่เชิงเขาแบ่งให้มาสิบหัวเจ้าค่ะ”
หญิงสาวยกถาดมันเผาไปวางบนโต๊ะกลางห้องโดยที่หวังลี่เจินนั้นนำเอากาใส่น้ำเปล่าไปต้มให้เดือดตามที่พี่สาวเคยสอนก่อนจะนำมาดื่ม หลิวรุ่ยเซียงเองก็หิวมากแล้วเช่นกัน นี่มันก็ดึกแล้วทว่านางยังไม่ได้กินสิ่งใดมากไปกว่าน้ำชาอุ่นเลย ดังนั้นพอได้กลิ่นหอมกรุ่นของหัวมันเผาก็ท้องร้องน้ำลายในปากแตกเต็มปากเลยทีเดียว
“พวกเรายังเป็นเด็กตัวเล็กท้องก็เล็ก แบ่งกันคนละสามหัวก็พอเจ้าค่ะ สี่หัวนี้ให้เหล่าฮูหยินจ้าวหมดเลย”
เป็นหวังลี่จูที่จัดแจงแบ่งหัวมันเผาอย่างลงตัว แต่มองแล้ว ‘ท่านป้าจ้าว’ จะแกะมันเผากินไม่เป็น หวังลี่จูจึงต้องปอกให้แก่หญิงชราก่อน จากนั้นก็หันมาปอกเปลือกมันเผาอีกส่วนส่งให้แก่หวังลี่เจิน แล้วจึงค่อยปอกให้แก่ตนเอง
“เหล่าฮูหยินไม่เคยกินมันเผาหรือเจ้าคะ?” เป็นหวังลี่เจินที่หันไปถามหญิงชราที่ทำท่าทางเก้งก้างดูแล้วเหมือนคนไม่เคยลำบากลำบน ขนาดจับมันเผาก็ยังจับไม่เป็นเอาเสียเลย
“อย่าเรียกเหล่าฮูหยินเลยเรียกข้าว่าท่านป้าหลิวก็ได้ เอ่อแต่ก็จริงของเจ้านั่นแหละแม่หนูน้อย ข้ายังไม่เคยกินมันเผามาก่อนเลย” ก็อดีตนางเป็นถึง ‘ท่านหญิงหลิว’ พออายุสิบสามก็ถูกส่งเข้าวัง อายุสิบหกฮ่องเต้ก็เลือกนางเป็นหลิวกุ้ยเฟย พออายุเข้าสามสิบคลอดองค์ชายห้าก็ได้เป็นฮองเฮาในวัยสามสิบเอ็ดปี ชีวิตของพระนางตลอดมาไม่เคยลำบาก อาหารชาวบ้านเช่นมันเผาเพียงเห็นก็ยังไม่เคยแล้วจะรู้วิธีกินได้อย่างใดกันเล่า? ...
“กินเช่นนี้เจ้าค่ะ” เป็นเด็กสาวเช่นหวังลี่เจินนั้นที่สอนวิธีกินมันเผาให้แก่สตรีสูงวัยตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว ฝ่ายหวังลี่จูนั้นทำเพียงคอยปอกเปลือกมันเผาไปอย่างเงียบ ๆ หนักเข้านางก็กินเพียงแค่สองหัวขนาดกลางปล่อยให้น้องสาวกินไปคนเดียวถึงสี่หัวขนาดใหญ่
“อืม…อร่อยจริงด้วย ทั้งหวานทั้งหอมเลย” หลิวรุ่ยเซียงที่ในชีวิตเกิดมาเพิ่งเคยกินหัวมันเผาเป็นครั้งแรกในวัยเฉียดใกล้หกสิบปีถึงกับพึมพำชื่นชมรสชาติของ ‘มันเผา’ ที่เป็นเพียงของกินพื้นบ้านธรรมดา ๆ ทว่ารสชาติกลับเลิศรสถึงเพียงนี้ ตลอดชีวิตนางไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องมาอาศัยมันเพื่อทำให้ท้องอิ่มเช่นนี้มาก่อน
ตอนที่ 15 เจ้าสาวของข้าหายไป!!! ฝ่ายทางด้านของสองพี่น้องที่กลายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุสิบสาม อีกคนอายุสิบห้านั้นได้ติดท้ายขบวนขนส่งสิ้นค้าของสำนักคุ้มภาย ‘อวิ๋นฉี’ ซึ่งจะเดินทางผ่านด่านทิศเหนือที่ใกล้ชิดติดกับซีหยวนและเป่ยฮั่น โดยมีแม่น้ำสายใหญ่หวงเหอกั้นขวางแบ่งระหว่างโยวโจว ซีหยวน กับเป่ยฮั่น แล้วมีเผ่าขนาดเล็กอีกหกเผ่าหลบหนีไปไกลกว่าหลายร้อยลี้แล้วไม่ได้ทราบเลยว่าบัดนี้ภายในวังหลวงของโยวโจวนั้นกำลังวุ่นวายกันใหญ่ เพราะหมิงหวังและหมิงเยว่กงจู่หายไปอย่างไร้ร่องรอยเลยสักนิด“เจ้าพวกบัดซบ สวะสิ้นดี สตรีถึงสองนางหายไปกลับไม่มีผู้ใดพบเห็น นางหาใช่มดหรือแมลงจึงจะมีปีกบินหนีไปได้ ไปเร่งค้นให้ทั่ว!”จ้าวจวินหลางโกรธจนลมออกหูเมื่อทหารม้าเกราะดำร่วมห้าร้อยชีวิตต่างก็ค้นหาไปจนทั่วทุกซอกทุกมุมของวังหลวงแล้ว ทว่ากลับไร้เงาของสองกงจู่ไปจนสิ้น หลิวไทเฮาถึงกับเป็นลมไปหลายตลบ เพราะคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีแล้วตนเองนั้นประมาทหัวใจของสองพี่น้องสกุลหวังเกินไปงานแต่งงานใกล้เข้ามาเหลืออีกเพียงไม่ถึงสิบวัน ทุกสิ่งทุกอย่างจัดเตรียมเอาไว้เกือบพร้อมหมดแล้วโดยไม่มีผู้ใดมันจะมาคิดว่าตัวของว่าที่เจ้าสาวนั้นจะ
ตอนที่ 14 วางแผนหลบหนี (จบบท)พออีกสองวันต่อมาหวังลี่เจินนั้นก็เริ่มแอบลักลอบหนีออกจากวังหลวงแล้วไปหาเหล่าสหายทั้งหลายในตลาดให้ช่วยนำตั๋วเงินไปแลกเป็นแผ่นทองคำแทน พร้อมกันนั้นก็เตรียมหาขบวนสินค้าที่พวกนางสองพี่น้องพอจะอาศัยติดตามข้ามไปยังต่างแดนเช่นซีหยวนหรือไม่ก็เป็นเป่ยฮั่น เพราะหวังลี่จูนั้นบอกว่าเป็นเพียงสตรีสองนางหากหลบหนีกันไปเพียงสองคนจะไม่ปลอดภัยจำต้องอาศัยขบวนขนสินค้าข้ามชายแดนกับปลอมตัวจึงพอจะรอดพ้นออกจากโยวโจวได้“เป็นเช่นไรบ้างอาการของข้าน่ะท่านหมอซู” คนข้อเท้าเจ็บพยายามฝึกฝนใช้ไม้เท้าและขยันกินยา ทำทุกสิ่งที่ท่านหมอหลวงแนะนำด้วยความคิดที่ว่าตนเองต้องรีบหายให้เร็วที่สุด งานแต่งงานใกล้เข้ามาทุกขณะ พวกนางสองพี่น้องจะต้องหนีไปให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่งงานอันใดนั้นผู้ใดอยากตบแต่งกัน ชินหวางเฟยผู้ใดต้องการนางล้วนไม่สนใจ นางกับน้องสาวต้องการอิสระเพียงเท่านั้น ยศถาบรรดาศักดิ์อันใดพวกนั้นนางล้วนมิต้องการทั้งสิ้น“ดีขึ้นมากแล้วพ่ะย่ะค่ะกงจู่ กระหม่อมเพิ่มตัวยาสมุนไพรให้แก่กงจู่อีกขนานรับรองว่าอีกไม่เกินสิบวันกงจู่ย่อมจะทรงต้องกลับมาเดินได้เป็นปกติเช่นเดิมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ อย่าได้ทรงกัง
ตอนที่ 13 วางแผนหลบหนี (1)“พี่สาว!/ลี่จู!”สตรีสองนางแต่ต่างวัยต่างเร่งพุ่งสวนทางกับจ้าวจวินหลาง โดยไม่มีใครสนใจเขาแต่รีบเข้ามายังด้านในแล้วนั่งขนาบข้างของหวังลี่จูคนละฟาก ข้างด้านซ้ายมือคือหลิวไทเฮา ส่วนด้านขวามือก็คือหวังลี่เจิน ที่พื้นด้านล่างมีเสี่ยวจื่อแล้วเสี่ยวจางนั่งจับจ้องคนบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด เลยไปด้านหลังของพวกนางก็ยังมีนางกำนัลและขันทีอีกร่วมยี่สิบชีวิตติดตามหลิวไทเฮาเข้ามาไม่ยอมห่าง“เจินเจิน” แต่ช่างหน้าแปลกยิ่งนักแม้นจะมีผู้คนมากมาก ทว่าหวังลี่จูนั้นกลับรู้สึกเดียวดายอย่างยากจะอธิบายได้ถูก มีเพียงหวังลี่เจินเท่านั้นที่นางมองเห็นเป็น ‘ครอบครัว' เพียงหนึ่งเดียวของตนเอง ส่วนผู้อื่นรอบกายนับร้อยนับพันล้วนเป็นผู้คนแปลกหน้าที่คาดหวังเอาแต่ผลประโยชน์จากพวกนางสองพี่น้องทั้งสิ้น!!!...ช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง!...“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” ถึงจะขาดสติไปบ้างแต่ขนมธรรมเนียมประเพณีภายในวังหลวงอันเคร่งครัดนี้หวังลี่จูนั้นจะหลงลืมมิได้เด็ดขาด ถึงนางจะยังบาดเจ็บยากจะลุกขึ้นยืนทำความเคารพ แต่ก็ยังโค้งกายในขณะที่ยังนั่งอยู่ ทั้งที่ปวดเท้าไม่พอยังเจ็บหลังและก้นที่ถูกจับโยนลงมาเต็มแรงอีกด้วย“มิต้
“เจ็บล่ะสิ สมน้ำหน้า อยากซุ่มซ่ามเดินไม่ระวัง คิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกัน ก็เพียงห่านดงตนหนึ่งหาใช่นางหงส์องอาจทำเป็นหลงชาติกำเนิดของตนเอง รู้ว่าเส้นทางมันมืดแถมกระโปรงยังราวรุ่มร่ามไม่เจียมตัวจริง ๆ...โง่เขลาสิ้นดี!!!”...นั่นปะไรนางถูกพูดจาดูถูกอีกแล้ว แต่...มันก็จริง พวกนางสองพี่น้องก็เป็นเพียงห่านดงหลงมาอยู่ท่ามกลางฝูงนางพญาหงส์และเหยี่ยวเวหา แต่เป็นพวกนางหรือที่อยากจะมาอยู่ยังที่แห่งนี้ ก็เป็นมารดาของเขามิใช่หรือที่ยกเอาคำว่า ‘ทดแทนบุญคุณ' มากักขังพวกนางสองพี่น้องเอาไว้ในสถานที่ชั่วช้าแห่งนี้!!!ยิ่งคิดพลันน้ำอุ่น ๆ มันก็ไหลออกมาจากดวงตาอย่างยากจะหักห้ามได้อีกต่อไป ร่วมสี่เดือนที่พวกนางต้องทุกข์ยากและอดทน ต้องฝืนทำและฝึกฝนในสิ่งที่หลิวไทเฮายัดเยียดมาให้โดยไร้คำถามไถ่ว่าพวกนางสองพี่น้องต้องการหรือไม่ กฎเกณฑ์มากมายถูกจับยัดมาใส่สมอง พวกนางเหนื่อยร่างกายพักผ่อนนอนหลับมันก็จางหาย แต่หลายเดือนผ่านมาเหนื่อยใจมีแต่มากล้นยากจะบรรเทา“มะ...หม่อมฉันสองพี่น้องก็มิเคยต้องการเพคะ...ฮึก...ไม่เคยต้องการเป็นกงจู่...ฮือ...และยิ่งไม่เคยต้องการสามีแบบพวกท่าน!”เหลืออดเหลือทนเข้าหญิงสาวนั้นก็ระเบิดมันออ
“ท่านนี่มัน...” อยากด่าให้สาแก่ใจแต่ก็ไม่กล้า ‘ปากดี' ในถิ่นของเขา นางจำต้องกัดเรียวปากของตนเองจนได้กลิ่นคาวโลหิตลอยฟุ้งพุ่งขึ้นเต็มกระพุ้งแก้มและโพรงปาก หญิงสาวอดทนฝืนเก็บความเจ็บปวดเอาไว้จนดวงตาเรียวสวยคู่นั้นแดงก่ำเพราะฝืนกลืนน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมาอีก“เปิ่นหวางทำไม?...อยากด่าก็ด่าออกมาเลยอย่ามาเสแสร้งจะดีกว่าคนงาม” จ้าวจวินหลางทรุดลงมานั่นสับส้นเท้าแล้วเอื้อมมือไปบีบแก้มของหวังลี่จูจนนางปากจู๋ จะให้กล่าวกิริยาในยามนี้เป็นดัง ‘พยัคฆ์' กำลังล้อเล่นกับ ‘หนูนา' ตัวน้อยก่อนจะสังหารให้ตายก็มิปาน“มิกล้า...มิกล้า...ลี่จูย่อมมิกล้าแม้แต่จะคิดร้ายต่อชินอ๋อง ดังนั้นจะกล้าด่าทอชินอ๋องไปได้เช่นไรเล่า” หญิงสาวยิ้มแย้มทั้งที่เจ็บปวดที่ข้อเท้าแทบขาดใจ นางอดทนจนหน้าแดงตาแดง เห็นแล้วจ้าวจวินหลางนั้นก็ถึงกับปวดดวงใจอย่างไร้สาเหตุ“ไหนให้ข้าดูหน่อย!” ตะคอกข่มขวัญนางเอาไว้ก่อนทั้งที่ภายในใจของเขานั้นเริ่มสั่นไหวไปหมดกับดวงตาแดงชอกช้ำและใบหน้าแดงก่ำบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าหวังลี้จูนั้นเจ็บปวดมากจริง ๆ แต่ที่ตนเองโยนกายอรชรนั้นลงโครมใหญ่ ก็เพราะกลัวเสียหน้า เกิดมาแม้แต่มารดาของเขาเองยังไม่เคยอุ้ม
'เอาวะยอมวิงวอนอ้อนขอร้องเขาสักหน่อยมันจะเสียศักดิ์ศรีสักเท่าใดกันเชียว ดีกว่าต้องคลานสี่เท้ากลับตำหนักซุ่นอวินให้อับอายนางกำนัลและขันทีกับเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย'หวังลี่จูคิดในใจเสร็จก็ตัดสินใจกัดฟันพุ่งตรงเข้าไปกอดสองขาแกร่งของ ‘ชินอ๋อง' อย่างไม่มีการรักษามารยาทอีกต่อไป ศักดิ์ศรีอันใดนั้นปกติคนเช่นนางไม่มีอยู่แล้ว ขอเพียงเอาชีวิตรอดทำเวลาเร่งกลับไปหาน้องสาวให้จงได้ ต่อให้นางกราบอีกฝ่ายเป็น ‘ท่านอาจารย์' หวังลี่จูก็ไม่มีวันถือสามันให้หนักเด็ดขาด!“น้า...ชินอ๋องทรงเมตตาลูกนก ลูกห่านตาดำ ๆ ผู้นี้ด้วยเถอะเพคะ ชินอ๋องคนดี...ชินอ๋องผู้ประเสริฐที่สุดในใต้หล้า”นางกำนัลสองพี่น้องเช่นเสี่ยวจื่อกับเสี่ยวจางถึงกับมองแล้วอึ้งยืนตกตะลึงอ้าปากค้างพะงาบกลืนลมลงท้องอย่างน่าสงสาร โดยซ่งจินองครักษ์คนสนิทที่ติดตามใกล้ชิดมาด้วยเองยังถึงกับแอบหันหน้าหนีไม่กล้าจะมองกับกิริยาลูกสุนัขตัวน้อยเลียแข้งเลียขาเจ้านายของมัน หวังวิงวอนอ้อนขอให้จ้าวจวินหลางนั้นโอบอุ้มตัวของมันขึ้นมาจากพื้นสักคราว ผู้ใดพบเห็นใจแข็งเกินหนึ่งเค่อนับว่าเป็นยอดบุรุษ!“ไม่!...ปล่อยขาของเปิ่นหวางเดี๋ยวนี้ ตนเองเดินไม่ระวัง ทั้งโง่เง่า ทั้







