LOGINภายในห้องลับใต้ดินของจวนอ๋อง
อากาศเย็นเยียบจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางเบาเก
เว่ยชางหลางนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน สายตาที่มองไปยังร้านเล็กๆ แห่งนั้นลึกล้ำจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่องครักษ์เงาในชุดสีดำสนิทปรากฏกายขึ้นด้านหลังเขา รายงานด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน“ท่านอ๋อง คนของเราสืบทราบมาว่า ความวุ่นวายเมื่อช่วงบ่ายเกิดจากร้านเครื่องหอมนั้นพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนว่าน้ำมันหอมระเหยจากร้านนั้นจะมีคุณภาพสูงจนเป็นที่ต้องการของเหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวง กล่าวกันว่ากลิ่นของมัน...มีผลต่อจิตใจของผู้ที่ได้สูดดมอย่างน่าประหลาด”เว่ยชางหลางไม่ได้หันกลับไปมององครักษ์ผู้นั้นเขายังคงจ้องมองร้านเทียนเซียงไม่วางตา ความเจ็บปวดจากพิษกู่เหมันต์ที่เคยกัดกินร่างกายเขาอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนจะทุเลาลงเล็กน้อยอย่างน่าประหลาดเมื่อเขาได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมากับสายลมจากทิศทางนั้น...กลิ่นหอมละมุนอันเป็นเอกลักษณ์ มีความคล้ายกับกลิ่นกับที่เขาได้สูดดมจากซอกคอและเรือนร่างของสตรีนางนั้นในค่ำคืนเดือนเพ็ญที่ผ่านมาเขาไม่ได้ตอบรับคำรายงานขององครักษ์ เพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนห
ซูอี้จินมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทางที่น่าเกรงขาม ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ“ใช่แล้วอย่างไร... ไม่ใช่แล้วอย่างไรล่ะ? เถ้าแก่หลิว...ตัวตนที่แท้จริงของข้า สำคัญต่อผลกำไรในกระเป๋าของท่านถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”“มะ...มิกล้าขอรับ!” เถ้าแก่หลิวลนลานคุกเข่าลงกับพื้นทันที สองมือประสานกันแน่นด้วยความยำเกรง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าปรารถนาให้ท่านกระจ่างแจ้งแก่ใจเสียตั้งแต่วันนี้”ซูอี้จินลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ร่างของนางบอบบางกว่าเขามากนัก แต่รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมา กลับทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกที่สันหลัง ราวกับมีคมดาบที่มองไม่เห็นจ่อตวัดอยู่ที่ลำคอ!!“ก่อนที่ท่านจะมาพบข้า ท่านมีชีวิตเป็นเช่นไร” นางถามเสียงเย็น“ข้า...ข้าเป็นแค่พ่อค้าเล็กๆ ขอรับ ร้านเก่าก็ซบเซา มีหนี้สินติดตัวอยู่บ้าง...” เขาตอบเสียงอ่อย“แล้วลูกชายของท่านล่ะ ข้าได้ยินว่าเขาฉลาดหลักแหลม แต่ท่านไม่มีเงินพอจะส่งเขาเข้าศึกษาในสำนักศึกษาที่ดีได้ใช่หรือไม่”คำถามนั้นแทงใจดำเขาอ
จื่อเซี่ยหันมาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง นางหยุดมือจากการเก็บเศษกระดาษแล้วพูดขึ้น“ใช่แล้วเจ้าค่ะเถ้าแก่หลิว เมื่อครู่ข้าเกือบถูกเบียดจนล้มไปสองหนแน่ะเจ้าค่ะ! โดยเฉพาะฮูหยินจวนปู้จิ้งนั่น นางใช้พุงของนางดันข้าจนกระเด็นเลย! แล้วยังมีคุณหนูอีกหลายคน พวกนางน่ากลัวยิ่งกว่าทหารออกรบเสียอีก!”เสียงฝีเท้าแผ่วเบาไร้น้ำหนักดังมาจากบันไดไม้ ซูอี้จินเดินลงมาอย่างเชื่องช้า กิริยาสง่างามของนางดูขัดแย้งกับสภาพความโกลาหลเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยแววตาเรียบสงบ ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจกับยอดขายถล่มทลายหรือความสำเร็จที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย“ทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วปิดร้านได้เลยสำหรับวันนี้”นางสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปทางเถ้าแก่หลิวที่รีบผุดลุกขึ้นยืนตัวตรง“เถ้าแก่หลิว ท่านตามข้าขึ้นมาข้างบน ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน”เถ้าแก่หลิวกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอฝืดๆ เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปทันที เขาวางถ้วยชาลงแล้วเดินตามร่างระหงของซูอี้จินขึ้นไปยังห้องปรุงยาบนชั้นสองอย่างเงียบเชียบหัวใจของเขายังเต้นระรัวไม่เป็นส่ำ ส่วนหนึ่งมาจากความเหนื่อยล้า แต่ส่วนใหญ่มาจากความประหม่ายำเกร
ฮูหยินจากโต๊ะข้างๆ ซึ่งเป็นหน้าม้าอีกคนที่ซูอี้จินจ้างไว้ รีบลุกเข้ามาสมทบทันทีราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว“ร้านเทียนเซียงรึ? ร้านเปิดใหม่ในตรอกโทรมๆ นั่นน่ะหรือ มีของดีเช่นนี้ด้วยหรือไร ไม่น่าเชื่อ”“ดีเยี่ยมเลยล่ะ!” ฉีม่านหนิงรีบตอบรับทันควัน แล้วหันไปมองทุกคนที่กำลังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ“ท่านดูสิ เมื่อครู่คุณชายรูปงามผู้นั้นยังเข้ามามอบบทกวีให้ข้า ตั้งแต่ข้าใช้หัวน้ำหอมนี้ ก็มีแต่บุรุษมากหน้าหลายตาเข้ามาทักทายข้าไม่ขาดสาย! เครื่องหอมที่ช่วยเสริมเสน่ห์สตรีให้เย้ายวนถึงเพียงนี้...ช่างดึงดูดใจคนให้หลงใหลได้ชะงัดนัก!”คำประกาศอย่างไม่อ้อมค้อมนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของสตรีแทบทุกคนในที่นั้น ดวงตาของพวกนางลุกวาวขึ้นมาพร้อมกัน“แต่ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ...”ฉีม่านหนิงทำเสียงเศร้าสร้อย ก้มลงมองเศษกระเบื้องที่พื้น“ของดีเช่นนี้ทางร้านเทียนเซียงกลับผลิตได้น้อยนัก พวกเขาบอกว่าทำจากวัตถุดิบหายากจากแดนไกล ซ้ำยังต้องใช้กรรมวิธีสลับซับซ้อนในการสกัดกลิ่นเฉพาะ ด้วยกรรมวิธีลับที่ไม่มีผู้ใดลอกเลียนแบบได้ ความหอมนี้จึงบริสุทธิ์และเย้ายวนเกินกว่าเครื่องหอมใด จึงมีขายเพียงเดือนละไม่กี่ขวดเท่านั้น..
บรรดาคุณชายและคุณหนูที่นั่งทานอาหารอยู่ที่ชั้นสองของภัตตาคารหอเฟิ่งหวงพวกเขาต่างมองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นเพียงกลุ่มไอหมอกจางๆ ที่ลอยมาจากปากตรอกโทรมๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ไม่อาจมองเห็นต้นตอได้ชัดเจนนัก ความสงสัยและความประทับใจถูกจุดขึ้นในใจของพวกเขาอย่างเงียบงันปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกสามวัน ลูกค้าชั้นสูงของหอเฟิ่งหวงหลายกลุ่มต่างพากันแปลกใจกับกลิ่นหอมปริศนาที่ช่วยชูรสชาติอาหารและขจัดความเลี่ยนได้ชะงัดนัก เริ่มมีการพูดคุยไต่ถามกันปากต่อปาก จนกลายเป็นหัวข้อสนทนาเล็กๆ ในหมู่พวกเขา แต่เพราะความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี จึงยังไม่มีใครยอมลดตัวลงไปเดินเข้าตรอกซอกซอยเพื่อสืบหาด้วยตนเองจนกระทั่งเช้าวันที่สิบ...แผนการขั้นสุดท้ายก็ได้เปิดฉากขึ้น…ซูอี้จินยืนประจันหน้ากับสตรีงดงามผู้หนึ่งในห้องทำงานของนาง นางมีนามว่า ฉีม่านหนิง เป็นบุตรสาวของอดีตขุนนางต้องโทษที่ถูกริบทรัพย์สิน แม้จะตกยากแต่เค้าความงามสง่าและกิริยามารยาทแบบคุณหนูในห้องหอยังคงติดตัวไม่เสื่อมคลาย“
ขณะที่มองไปที่ภัตตาคารหอเฟิ่งหวงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม...สายตาของซูอี้จินไม่ได้จับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่ชั้นล่าง แต่กลับมองขึ้นไปยังชั้นสอง...ชั้นสำหรับรับรองแขกที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ซึ่งหน้าต่างถูกปิดไว้ด้วยม่านมู่ลี่ไม้ไผ่อย่างมิดชิด บ่งบอกถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด“ท่านเห็นหรือไม่ เถ้าแก่หลิว” นางกล่าวเสียงเย็น“ปลาตัวใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้ว่ายปะปนอยู่กับปลาซิวปลาสร้อยที่ชั้นล่างหรอกนะ”เถ้าแก่หลิวเบิกตากว้าง เขามองตามสายตาของนางไปยังชั้นสองของหอเฟิ่งหวง ที่นั่นคือสถานที่ซึ่งมีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนางขั้นหนึ่ง หรือคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้ย่างกรายเข้าไป“ท่านกำลังหมายถึง...แขกพิเศษเหล่านั้นหรือขอรับ”“คนเหล่านั้นน่ะหรือจะยอมเดินลงมาเข้าตรอกแคบๆ สกปรกของเรา” ซูอี้จินกล่าวต่อราวกับอ่านใจเขาออก“ไม่เลย...พวกเขาไม่ลดตัวลงมาทำเช่นนั้นแน่”ความสิ้นหวังฉายชัดขึ้นในดวงตาของเถ้าแก่หลิวอีกครั้ง“แล้ว...แล้วเช่นนั้นแผนการทั้งหมดที่ทำมาก็สูญเปล่าสิขอรับ”“







