LOGIN“อะไรนะ!” เสียงอุทานดังระงมไปทั่วบริเวณทันทีซูอี้จินขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแล่นวาบเข้ามาในอกอย่างรุนแรง บุรุษผู้นี้กำลังจะลากนางลงไปในโคลนตมด้วยกันเฉินซิวหยวนไม่เปิดโอกาสให้นางได้เอ่ยค้าน เขารีบเล่าความเท็จต่อไปด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว“วันที่ข้าไปที่อารามป่าไผ่ ข้าได้ข่าวว่ามีรถม้าของตระกูลซูอยู่ที่นั่น จึงเพียงหวังจะได้พบหน้า ‘ว่าที่คู่หมั้น’ ของข้า แต่ผู้ที่ข้าบังเอิญพบ...กลับเป็นคุณหนูรองซูมู่เหยียน”เขาหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้ทุกคนซึมซับเรื่องราวอันน่าตื่นตะลึง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงของวีรบุรุษผู้เสียสละอย่างแท้จริง“และเมื่อเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น ข้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากข้าพูดความจริงออกไปว่าคุณหนูรองซูและข้าบังเอิญพบกันในสถานที่เช่นนั้น ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพซูทั้งจวนย่อมต้องมัวหมอง”เขาทุบอกตัวเองเบาๆ ทำท่าทางเหมือนแบกรับความทุกข์ทรมานไว้ทั้งโลก“ข้า...ข้าจึงจำต้องยอมเสียสละชื่อเสียงของตนเอง ให้การไปว่าเราสองคนมีใจให้กัน ทั้งหมดนี้...ก็เพื่อปกป้องเกียรติของ ‘ว
เฉินซิวหยวนตวาดเสียงเกรี้ยวกราดจนซูมู่เหยียนสะดุ้งสุดตัว...ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก สายตาที่เขามองมายังนางนั้นไม่ได้มีความรักใคร่ทะนุถนอมแม้แต่น้อย มีแต่ความรังเกียจและตำหนิอย่างรุนแรงราวกับนางเป็นศัตรูคู่อาฆาต“เรื่องไร้สาระเช่นนั้น เจ้าจะเอามาพูดตอนนี้ทำไม!”เฉินซิวหยวนกัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน ดวงตาของเขาวาวโรจน์อย่างน่ากลัวซูมู่เหยียนตัวแข็งทื่อไปในทันที น้ำตาที่ปริ่มอยู่ขอบตาไหลทะลักออกมาด้วยความตกใจและเสียใจซูอี้จินมองภาพละครตบตาตรงหน้าด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ชาติก่อนนางโง่เขลาที่ไม่เคยสังเกตเห็นความผิดปกติของเหตุการณ์นี้ แต่เมื่อได้ย้อนเวลากลับมา ทุกอย่างก็แจ่มชัดราวกับมองผ่านกระจกใสในขณะที่เฉินซิวหยวนตระหนักได้ว่าตนเองเผลอแสดงธาตุแท้ออกมา เขารีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว พยายามจะปั้นยิ้ม แต่ก็สายไปเสียแล้ว ทุกคนในที่นั้นเห็นสายตาเกรี้ยวกราดที่เขามองซูมู่เหยียนอย่างชัดเจน ความสงสัยระลอกใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของผู้คน บรรยากาศยิ่งทวีความน่าอึดอัดและซับซ้อนขึ้นไปอีกเสียงตวาด
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศ... บรรดาคุณหนูและคุณชายที่พอจะมีความรู้ด้านบทกวีอยู่บ้างเริ่มขมวดคิ้วมุ่นเมื่อพินิจพิจารณาตามคำพูดของซูอี้จิน พวกนางเริ่มมองหน้ากันไปมา แววตาเต็มไปด้วยความลังเลซูอี้จินไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางกวาดสายตามองเฉินซิวหยวนด้วยแววตาเย็นชาและท้าทาย ก่อนจะชี้ไปยังลายมือบนกระดาษ“และลายมือนี้...อ่อนปวกเปียก ไร้พลัง เส้นสายขาดความหนักแน่นมั่นคง เหมือนคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะลงน้ำหนักฝีแปรงให้เต็มที่ นี่น่ะหรือลายมือของข้าซูอี้จิน บุตรีแม่ทัพใหญ่แห่งจวนแม่ทัพซูเจิ้นหนาน ผู้ซึ่งได้รับการสั่งสอนจากท่านพ่อที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดน!”นางหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้คำพูดของตนซึมลึกลงไปในความคิดของทุกคน ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดจนทุกคนต้องเงียบกริบ“หากพวกท่านยังไม่เชื่อ ก็ลองไปถามท่านอาจารย์ใหญ่จ้าวแห่งสำนักศึกษาอวิ๋นลู่ดูได้เลย! ไปถามท่านว่าบทกวีและลายมือของข้าซูอี้จินที่เขาเคยเห็นและชื่นชมในงานชุมนุมกวีนั้น เทียบกับขยะแผ่นนี้แล้วเป็นอย่างไร!”คำประกาศของนางหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของทุกคน ใครเลยจะไม่รู้จักชื่อเสียงของอาจารย์ใหญ่จ้าว
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศ...บรรดาคุณหนูและคุณชายที่พอจะมีความรู้ด้านบทกวีอยู่บ้างเริ่มขมวดคิ้วมุ่นเมื่อพินิจพิจารณาตามคำพูดของซูอี้จิน พวกนางเริ่มมองหน้ากันไปมา แววตาเต็มไปด้วยความลังเลซูอี้จินไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางกวาดสายตามองเฉินซิวหยวนด้วยแววตาเย็นชาและท้าทาย ก่อนจะชี้ไปยังลายมือบนกระดาษ“และลายมือนี้...อ่อนปวกเปียก ไร้พลัง เส้นสายขาดความหนักแน่นมั่นคง เหมือนคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะลงน้ำหนักฝีแปรงให้เต็มที่ นี่น่ะหรือลายมือของข้าซูอี้จิน บุตรีแม่ทัพใหญ่แห่งจวนแม่ทัพซูเจิ้นหนาน ผู้ซึ่งได้รับการสั่งสอนจากท่านพ่อที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดน!”นางหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้คำพูดของตนซึมลึกลงไปในความคิดของทุกคน ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดจนทุกคนต้องเงียบกริบ“หากพวกท่านยังไม่เชื่อ ก็ลองไปถามท่านอาจารย์ใหญ่จ้าวแห่งสำนักศึกษาอวิ๋นลู่ดูได้เลย! ไปถามท่านว่าบทกวีและลายมือของข้าซูอี้จินที่เขาเคยเห็นและชื่นชมในงานชุมนุมกวีนั้น เทียบกับขยะแผ่นนี้แล้วเป็นอย่างไร!”คำประกาศของนางหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของทุกคน ใครเลยจะไม่รู้จักชื่อเสียงของอาจารย์ใหญ่จ้าว
ทว่า ในจังหวะที่ทุกคนคิดว่าซูอี้จินกำลังจะถูกฝังทั้งเป็นด้วยสายตาและคำพูดของผู้คนนั้นเอง...เสียงทุ้มนุ่มนวลของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน“คุณหนูทุกท่าน นี่กำลังทำอะไรกันอยู่รึ เหตุใดจึงมารวมตัวกันที่นี่”วงล้อมค่อยๆ แหวกออก เผยให้เห็นร่างของบัณฑิตหนุ่มในชุดสีเขียวหยก ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่สามารถทำให้สตรีใจละลายได้ในพริบตาเฉินซิวหยวน เดินตรงเข้ามา หยุดยืนอยู่ข้างกายซูอี้จินราวกับต้องการจะปกป้องนางไว้ด้านหลัง สายตาของเขากวาดมองไปยังกลุ่มของคุณหนูจางและคุณหนูหลี่ด้วยแววตาตำหนิเล็กน้อย“เหตุใดจึงต้องรังแกสตรีตัวคนเดียวเช่นนี้ การนำจดหมายของผู้อื่นมาเปิดโปงท่ามกลางฝูงชน นับเป็นมารยาทของผู้ดีมีตระกูลกระนั้นหรือ!”คุณหนูจางหน้าเสีย รีบยัดจดหมายคืนใส่มือซูมู่เหยียนอย่างลนลานราวกับมันเป็นของร้อนเฉินซิวหยวนไม่สนใจพวกนางอีก เขาหันกลับมาหาซูอี้จิน แววตาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและอ่อนโยน“คุณหนูใหญ่ซู ไม่เป็นไรนะขอร
ซูมู่เหยียนในชุดสีชมพูหวานราวกับดอกท้อแรกแย้มเดินนำหน้าคุณหนูจางและคุณหนูหลี่ตรงเข้ามาหาซูอี้จินด้วยท่าทีเป็นมิตรอย่างยิ่ง“พี่หญิงใหญ่” นางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานใส กิริยาท่าทางดูไร้เดียงสาน่าเอ็นดู“ข้ากับสหายกำลังจะไปร่วมร้อยมาลัยเสี่ยงทายที่ศาลาริมน้ำ ได้ยินมาว่าดอกเหมยของอุทยานหลวงปีนี้งดงามเป็นพิเศษ พี่หญิงสนใจจะไปด้วยกันหรือไม่”คุณหนูจางรีบเสริม “ใช่แล้ว คุณหนูใหญ่ซู ไปด้วยกันเถอะ ไปหลายคนจะได้สนุกด้วยกัน”ซูอี้จินหยุดเดิน หันกลับมาเผชิญหน้ากับญาติผู้น้อง รอยยิ้มบางเบาประดับบนใบหน้างามของนาง“ขอบใจในความหวังดีของเจ้า แต่ข้าไม่ค่อยสบาย อยากจะเดินเล่นรับลมเงียบๆ มากกว่า”“โธ่...น่าเสียดายจังเลย” ซูมู่เหยียนแสร้งทำหน้าผิดหวัง ดวงตาคู่สวยฉายแววเสียใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง“เช่นนั้น...มู่เหยียนไม่รบกวนพี่หญิงแล้ว ขอให้ท่านพักผ่อนให้สบายนะเจ้าคะ”สิ้นคำพูดนั้นเอง ในจังหวะที่ซูมู่เหยียนแสร้งทำเป็นจะหมุนตัวเดินจากไป นางกลั







