Mag-log inไป๋เจินเจินหยิบเอาสมุดเล่มเล็กๆ ที่นางตัดเองเป็นสมุดทำมือ นี่เป็นวิธีคำนวณหลักคณิตศาสตร์ของเด็กประถมปลายซึ่งในยุคนี้อาจารย์สำนักศึกษาที่เก่งๆ หลายคนยังคำนวณออกมาไม่ได้เลย คนในยุคสมัยนี้แม้ว่าจะเรียนหนังสือแต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลขหรือคณิตศาสตร์นั้นพวกเขาแทบจะไม่รู้เรื่อง สวีข่ายเหยียนตาโตทันทีก่อนจะถามนางว่าเอามาจากที่ใดกัน
“อาเจิน..บอกข้าทีไปเอามาจากไหน เอ่อเรียกข้าเหมือนอี้หลุนก็ได้”
“พี่ข่ายเหยียน พี่อี้หลุน พี่เสี่ยวฟง บิดาของข้านับวันก็ป่วย ข้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรบ่อยๆ จะไปที่ร้านโอสถข้าก็ไม่มีเงินตำลึงไปซื้อ วันหนึ่งข้าเจอกับผู้อาวุโสคนหนึ่งเขาถามข้าว่าทำไม่ไปเรียน คงเห็นว่าข้าใสชุดสำนักศึกษากระมัง”
“แล้วต่อจากนั้นเล่า” ฝางอี้หลุนใจร้อนอยากฟังจนจินเสี่ยวฟงตบศรีษะของเขาให้ฟังเงียบๆ
“จากนั้นข้าก็ตอบไปว่า ข้าไปก็ไร้ประโยชน์อาจารย์เหล่านั้นไม่เต็มใจสอนข้า เพราะข้ายากจนไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ข้าๆๆ ฮือๆๆ ข้าพูดแล้วก็สะท้อนใจนัก ฮือๆๆ ผู้อาวุโสท่านนั้นเห็นว่าข้าอัดอั้นเขาจึงให้ข้าไปเจอกับเขาทุกวันหลังยามเซิน ข้าเรียนกับเขาได้สองเดือนจนพอเกือบจะทันพวกท่านแต่ๆๆ กลับถูกคุณหนูเว่ยผลักลงสระน้ำ สุดท้ายวันนั้นข้าเข้าสอบเลื่อนชั้นไม่ทัน ชีวิตข้าน่าสงสารเหลือเกินฮือๆๆๆ”
ไป๋เจินเจินบีบน้ำตาเค้นจนสุดความสามารถ ทั้งสามคนพยายามปลอบนาง สวีข่ายเหยียนโตที่สุดเขาเอื้อมมือจะไปลูบหลังให้นางแต่ก็กล้าๆ กลัว จินเสี่ยวฟงผลักเขาออกก่อนจะลูบหลับปลอบใจนางเอง
“อาเจินอย่าร้องๆ สตรีหยาบคายคนนั้นไม่คู่ควรให้เจ้าร้องไห้เพราะนางหรอก”
“ฮึกๆๆ พี่เสี่ยวฟงอย่าเอ่ยเช่นนี้ นางเป็นคู่หมั้นท่านนะเจ้าคะ”
“หึ ใครแต่งเว่ยซูถิงไปเท่ากับซวยทั้งชีวิต เป็นเพราะพี่ชายนางเว่ยซูหยางหรอกคุณหนูน่ารังเกียจนั่นถึงหยิ่งผยองนัก”
เว่ยซูหยางหรือ ชื่อนี่ทำให้ไป๋เจินเจินยิ่งทำท่าทีอ่อนแอแล้วก้มหน้าสะอื้น ทั้งสามบุรุษเห็นแล้วก็แปลกใจ นางดูอัดอั้นเหลือเกิน ทั้งสามมองหน้ากันเข้ามาปลอบนาง
“เจ้าเป็นอะไรไป รู้จักพี่ชายนางปีศาจนั่นด้วยหรือ” สวีข่ายเหยียนนับว่าปากเก่งที่สุดในบรรดาสามคุณชาย ไป๋เจินเจินพยักหน้า
“บิดาข้าช่วยคนๆหนึ่งเมื่อปีก่อน จนตัวเองบาดเจ็บแต่กลับถูกคุณชายเว่ยเอาความดีความชอบไป กล่าวหาว่าท่านพ่อหนีหน้าที่ ฮือๆๆ พวกเราเคยอยู่บ้านหลังใหญ่กลับกลายต้องมาเช่าบ้านอยู่ บ่าวไพร่ที่เคยมีก็ทอดทิ้งเจ้านายที่หนีหน้าที่ฮือๆๆๆๆ”
“อย่าร้องๆๆๆ เอาอย่างนี้สมุดหลักสูตรคำนวณกับหลักสูตรดูฤกษ์ยามกับดูดวงดาวนี่เจ้าขายอย่างไรกันอาเจิน”
ฝางอี้หลุนเอ่ยถาม ขืนคุยเรื่องส่วนตัวนานเกินไปนางจะร้องไห้ไม่หยุด
“ข้าเคยลองใช้แล้วมันได้ผลดี พวกท่านลองทำตามที่ข้าเขียนก่อน หากแม้แต่พวกท่านยังเก่งขึ้นได้คิดว่าข้าจะขายไม่ได้หรือ
“ได้..พวกข้าไปก่อนนะเจ้าจะไม่เข้าเรียนจริงๆ หรือ”
“พวกท่านไปเถอะข้าจะไปหาสมุนไพรรักษาขาท่านพ่อสักหน่อยน่ะ จำไว้กฎสำนักที่ตาเฒ่านั่นสั่งให้คัดต้องส่งทีหลังคนอื่น เป็นสามอันดับรั้งท้ายยิ่งดี”
“เหตุอะไรต้องส่งล่าช้าหรือ” ฝางอี้หลุนไม่เข้าใจ ส่งเลยไม่ได้หรือไง”
“พวกท่านปกติขี้เกียจ หากส่งงานแต่วันจะไม่ถูกสงสัยหรือ หากตาเฒ่าหย่งเฉิงจับได้ภายหน้าต่อให้ข้ามีใจอยากช่วยเหลือแต่ก็คงยากแล้ว”
ทั้งสี่คนเอ่ยคำร่ำลากันเรียบร้อยแล้วก้แยกย้าย ไป๋เจินเจินจะขึ้นเขาหาไก่ป่าหากระต่ายสักตัว ทั้งสามคนจ่ายเงินส่วนที่เหลือมาให้เดิมแค่คนละหนึ่งตำลึง แต่น้ำตานางมีค่ามากนัก พวกเขาให้นางมาคนละห้าตำลึง
“เฮ้อยังไม่พอ ค่าหมอค่ายาท่านพ่อแพงมากนัก ขึ้นเขาอีกหน่อยเผื่อได้อะไรติดมือกลับบ้านโดยไม่ต้องซื้อ ดีที่สำนักศึกษานี้ติดเชิงเขา"
ไป๋เจินเจินไม่รู้เลยว่าหลังจากวันนี้นางจะกลายเป็นลูกศิษย์รักจนเพื่อนๆ ยังอิจฉา
สิบปีผ่านไปไป๋เจินเจินแต่งงานกับจ้าวหย่งเฉิงได้สิบปีแล้ว นางในยามนี้อายุยี่สิบหกงดงามเสียงยิ่งกว่าตอนวัยเยาว์เสียอีก ไป๋เจินเจินมีบุตรกับจ้าวหย่งเฉิงสี่คนหญิงสองชายสอง ทุกคนมีนิสัยเหมือนบิดาสุขุมและมีเหตุผลมีเพียงจ้าวฉือหลานบุตรสาวคนโตที่ถอดแบบมารดามาไม่มีผิดสักจุดยามนี้นางกำลังรอใครบางคนอยู่ ไม่นานไป๋เจียวเจียวก็มาถึง จ้าวฉือหลานเอ่ยถามนาง"ท่านน้า..ได้มาหรือเปล่าเจ้าคะ""ได้สิ ว่าแต่หลานหลานพวกเราไม่เข้าเรียนหากพี่เขยรู้จะดีหรือ""ท่านน้าของอาหลานพวกเรารอบคอบขนาดนี้ไม่มีใครรู้หรอกเจ้าค่ะ ท่านลุงจ้าวงานยุ่งจะตาย"ฝางอี้หยวนเอ่ยสนับสนุนสหาย วันนี้พวกนางรับจ้างคัดตำรา ที่จริงคือเฉลยให้เพื่อนนักเรียนที่ร่ำรวย พอได้เงินมาก็เอาไปซื้อของที่ต้องการ จ้าวฉือหลานแอบเห็นมารดาทดลองสิ่งประดิษฐ์หลานอย่าง หนึ่งในนั้นคือไพ่นกกระจอกที่มารดาตั้งใจทำเพื่อให้เหล่าสนมและไทเฮาคลายเหงา แม่ตัวน้อยฉลาดและความจำดี ท่านแม่มักจะคิดบทเรียนเช่นการคำนวณ วิชาดูดาว การสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆและให้ท่านพ่อบรรจุเป็นตำราในสำนักศึกษา พ่อแม่เก่งกาจเพียงนั้นใครจะคิดว่าบุตรสาวราชครูจะเป็นเจ้าของบ่อนในวัยเก้าขวบ
หลังจากงานแต่งก็ได้เวลากลับไปเยี่ยมบ้านเดิม วันนี้จ้าวหย่างเฉินตื่นแต่เช้า ของขวัญเตรียมเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ส่วนไป๋เจินเจินเองก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน เขาและนางต้องเข้าวังเข้าเฝ้าก่อนก่อน ทางด้านไทเฮาและฝ่าบาทให้ทั้งสองคนใช้เวลาในเรือนหอเต็มที่ไม่เร่งธรรมเนียมยามนี้ไป๋เจินเจินนั่งอยู่ในรถม้ากับสามี จ้าวหย่งเฉิงสั่งทำรถม้าพิเศษเพื่อนางเขาบอกว่าลางานไว้หนึ่งเดือนจะพานางไปที่จวนป่าไผ่ จะกลับมาตอนงานแต่งองค์หญิงแปดกับฝางอี้หลุน "ดีใจหรือไม่ที่จะได้ไปที่นั่นฮูหยิน""ดีใจเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านอาจะไม่กระทบเรื่องงานจริงๆหรือเจ้าคะ"นางปอกส้มให้เขาพร้อมเอ่ยถาม จ้าวหย่งเฉิงอ้าปากรับส้มที่นางป้อนเข้าปาก มันช่างหวานนักเขาเคี้ยวเสร็จกลืนลงไปแล้วจึงตอบคำถามของนาง"ตระกูลจ้าวคือตระกูลบัณฑิต หากมีคนหนึ่งไม่ว่างที่เหลือสามารถทำงานแทนกันได้""แต่ว่าทายาทเหลือเพียงท่านแล้วนี่เจ้าค่ะ นอกนั้นคือตระกูลสายรอง"แปะ แปะ แปะ จ้าวหย่งเฉิงตบลงบนตักตนเองเป็นสัญญาณให้นางมานั่งตักเขา ไป๋เจินเจินมาหาแต่โดยดี แขนเรียวโอบรอบคอเขาไว้ เขาเอ่ยกับนางข้างหู"ต่อไปก็จะมีทายาทเพิ่มขึ้น อาสัญญาว่าจะขยันทำท
จ้าวหย่งเฉิงไม่ปล่อยให้นางรุกรานอยู่ฝ่ายเดียว เขาจับนางให้นอนลงก่อนจะพลิกกายขึ้นมาอยู่เหนือร่างบางอย่างรวดเร็ว ก้มลงสูดดมความที่ซอกคอระหง กลิ่นหอมของนางช่างยั่วยวน เข้าโน้มลงไปปทุมถันทั้งสองข้างอย่างโหยหา ลิ้นร้อนหยอกล้อกับปลายถันที่ชูชันรอสัมผัวจากเขา ไป๋เจินเจินต้องแอ่นกายรับด้วยความเสียวซ่าน นางหลุดปากครางเรียกชื่อเขาไม่ขาดสาย"ท่านอา... หย่งเฉิง... อื้อ..."เขามือข้างหนึ่งกุมดอกบัวคู่สวยไว้ อีกข้างหนึ่งเลื่อนลงไปสัมผัสกับกลีบดอกเหมยที่ชุ่มฉ่ำรอคอยการมาเยือนของเขา จ้าวหย่งเฉิงบรรจงมอบความอ่อนโยนสลับกับความเร่าร้อน จนไป๋เจินเจินที่เมามายกำลังคิดว่าล่องลอยอยู่ในก้อนเมฆแห่งความสุข"อาจะเป็นของเจ้า... และเจ้าจะเป็นของอาเพียงผู้เดียว...เราจะเป็นของกันและกันตลอดไป"เขากระซิบบอกนางก่อนจะเริ่มบทเรียนการ "เข้าหอ" ที่แท้จริง กายกำยำของเขาค่อยๆเข้าไปทักทายความอ่อนนุ่มของนางอย่างอ่อนโยนแต่ทว่านางก็ยังรู้สึกคับตึงจนประท้วงเบาๆ "ท่านอา จะเจ็บจัง" "เดี๋ยวก็ดีขึ้นผ่อนคลายนะคนดีของข้า" เขาปลอบโยนนาง จากนั้นจ้าวหย่งเฉิงดูดดื่มปลายถันราวทารกหิวกระหาย เพื่อให้นางเสียวซ่านจนลืมความเจ็บปวดด้าน
จวนสกุลไป๋เมื่อขบวนมาถึงหน้าจวนสกุลไป๋ จ้าวหย่งเฉิงลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสง่างามดั่งเทพบุตรเดินดิน เขาประสานมือคารวะ ไป๋จิ้งหยวน ที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ"ลูกเขยคารวะท่านพ่อตาขอรับ""ดีๆๆ...จากนี้ไปบุตรสาวของข้าคงต้องฝากกับท่านแล้ว""นางคือดวงใจของข้า ท่านพ่อตาโปรดวางใจชีวิตของข้าจะมีเพียงนางเท่านั้น"ทั้งสองไม่คุยกันนานเดี๋ยวจะเลยฤกษ์มงคล ไป๋จิ้งหยวนกลับเข้าไปเรือนชั้นใน ก่อนจะจูงมือบุตรสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงสดปักลายหงส์ด้วยด้ายทองคำ เนื่องจากเวลาน้อยไทเฮาและท่านย่าของเจ้าบ่าวจ้างช่างฝีมือกว่าร้อยคนตัดชุดนี้ให้หลานสะใภ้ หลานชายอายุเลยสามสิบไม่มองสตรีคนไหนกระทั่งมาเจอนาง สกุลจ้าวนับว่ามีหวังเรื่องทายาทสักทีร่างบางเดินเยื้องกรายออกมาภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงมงคล ความงดงามของนางแม้มีผ้ากั้นแต่ท่วงท่าที่สง่าผ่าเผยกลับทำให้อากาศรอบข้างดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา จ้าวหย่งเฉิงยื่นมือหนาไปรับมือบางของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแก้วล้ำค่าในมือจะแตกสลาย เขาพึมพำที่ข้างหูนางผ่านผ้าคลุมหน้า"เด็กดี ในที่สุดวันที่อารอคอยก็มาถึง เหนื่อยหรือไม่""ไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ แค่ง่
บรรยากาศในเมืองหลวงยามนี้มีแต่ความหวานชื่น สวีข่ายเหยียนได้หมั้นหมายกับจ้าวลู่ซินทั้งสองคนจะแต่งงานกันหลังจากสอบเลื่อนชั้นเสร็จในอีกครึ่งปีข้างหน้า จินเสี่ยวฟงหมั้นหมายกับเหอฉู่หรันอีกสามเดือนจะถึงงานมงคล ฝางอี้หลุนจะแต่งงานกัองค์หญิงแปดเดือนหน้า วันนี้ทั้งเจ็ดคนนั่งคุยกันที่ลานกลางบ้านของไป๋เจินเจิน พรุ่งนี้จะถึงงานแต่งตามธรรมเนียมห้ามบ่าวสาวเจอหน้ากัน จ้าวหย่งเฉิงไม่สามารถมาได้บุรุษนั่งคุยกันที่โต๊ะ สตรีช่วยกันทำอาหารโดยมีไป๋เจินเจินคอยสอนพวกนาง อีกไม่นานก็ออกเรือนแล้วไม่ถึงกับต้องทำจนคล่องแคล่วแต่ก็ควรทำเป็นบ้าง อนาคตเพื่อเอาใจสามีและบุตรอย่างน้อยควรมีสักสองสามอย่างที่ทำเป็น แม้แต่เมิ่งหลันเองยังมาฝึกด้วย จินเสี่ยวฟงเดินมาหาเหอฉู่หรันเขาช่วยนางล้างผัก จนจ้าวลู่ซินเอ่ยกระเซ้าไอ้หยา..พี่เสี่ยวฟงคล่องแคล่วเพียงนี้ ข้าอิจฉาพี่ฉู่หรันเสียแล้วคงไม่ต้องทำอะไรเลยสามีดูแลให้หมด"เหอฉู่หรันหน้าแดง สวีข่ายเหยียนเห็นสหายเอาใจคู่หมั้นเขาจึงอยากทำบ้าง "ซินซินชอบกินอะไรหรือ พี่เองก็ทำได้นะอาเจินเคยสอนพวกเราหลายอย่าง"สาวน้อยมองหน้าเขาก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้ ส่งสายตาฉบับเด
มือบางซับเหงื่อที่ใบหน้าให้บิดา ไป๋จิ้งหยวนมองบุตรสาวตรงหน้าก่อนจะยิ้ม คนเดิมอ่อนโยนจนอ่อนแอเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องนาง แต่คนนี้อ่อนโยนอ่อนหวานและพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องเขา เกิดมาครั้งหนึ่งมีบุตรสาวถึงสองคนในร่างเดียวนับว่าบุญที่สั่งสมทำให้สวรรค์เห็นใจ เขาจับมือบางเอ่ยถาม"จะแต่งงานแล้วเหตุใดไม่เก็บเนื้อเก็บตัว ใบหน้าจะได้ผ่องใส" "คนจะรัก ไม่อาบน้ำเขาก็รักเจ้าค่ะ คิกๆๆ""ท่านพ่อ มานั่งคุยกันเถอะเจ้าค่ะ"ไป๋จิ้งหยวนนั่งลง ไป๋เจินเจินรินน้ำชาให้บิดาเอง บ่าวไพร่ไปยืนด้านนอก นางเอ่ยกับเขาเรื่องที่ให้จ้าวหย่งเฉิงไปทำ"ท่านพ่อ...อีกเก้าวันลูกต้องแต่งออกไปแล้ว ที่ลูกเป็นห่วงก็คือท่าน ยายังคงต้องกินอยู่ ยามค่ำอากาศหนาว เสื้อผ้าก็ชอบใส่บางๆ และท่านชอบนอนดึก""พ่อเป็นบุรุษ เรื่องเหล่านี้เป็นธรรมดา""ลูกอยากให้ท่านได้เจอคนดีๆแต่งงานอีกครั้งเจ้าค่ะ หากมีคนมาดูแลท่าน ลูกแต่งออกไปจะได้เบาใจ ต่อให้สกุลจ้าวไม่ห้ามเรื่องกลับมาบ้านเดิม แต่หากกลับทุกวันคงไม่งาม ลูกเองไม่อยากให้ท่านอาถูกคนครหา""อาเจิน พ่อแก่แล้วอีกอย่างใครจะมาแต่งกับพ่อหม้ายกัน"ไป๋เจินเจินหยิบขนมที่นางทำเอ
สวีข่ายเหยียนถามนางเพื่อความแน่ใจ ไป่เจินเจินนับว่าใจกว้างมากนัก ให้ใครรู้ไม่ได้ว่านางมีพวกมันไว้ในครอบครองย่อมต้องมีคนแย่งชิง นางกับพ่อจะอันตรายเพราะว่าขนาดนายพรานเก่งๆยังล่าไม่ได้ยิ่งเป็นสีขาวด้วยยิ่งมีความศิริมลคล"อืม..พี่ข่ายเหยียน พี่อี้หลุน พี่เสี่ยวฟงพวกท่านช่วยข้าต่อกรงให้มันหน่อยได้ไ
ไป๋เจินเจินที่ตอนนี้เบื่อขี้หน้าอาจารย์เฒ่าของนางอย่างมาก ต้องไปบ้านพักนอกเมืองของเขาอีก หากไม่คิดว่าบิดาของร่างเดิมเป็นคนดีนะแม่จะวีนให้ฉ่ำเลย จะเกรงใจตาเฒ่านั่นทำไม่นักหนาก็ไม่รู้ นางเดินเข้าห้องก่อนจะเอาตะกร้าออกมา เมื่อเช้านางรีบไปตลาดหาซื้อเนื้อมาให้ตัวแม่มันได้อิ่มท้องเพราะต้องให้นมเจ้าล
อากาศเริ่มเย็นลงเพราะบ้านพักอยู่บนเขา จ้าวหย่งเฉิงกำลังเขียนหนังสืออยู่ก็เริ่มรู้สึกว่าแสงตะวันเริ่มจะหมดไปทีละนิด หากให้นางนอนต่อไม่ปลุกเดี๋ยวคืนนี้จะนอนไม่หลับ จ้าวหย่งเฉิงจึงวางพู่กันแล้วเดินไปที่ห้องพักของแม่ตัวดีที่เขาอุ้มนางไปนอนเมื่อตอนบ่ายไป๋เจินเจินตื่นมานานแล้ว นางถูกคนอุ้มมานอนที่ห







