تسجيل الدخولลู่ฉางกัง ได้พบหีบไม้โบราณซึ่งเป็นสมบัติประจำตระกูล เมื่อเปิดออกมันได้พาเขาย้อนเวลาไปยังมิติยุคโบราณ และกลายเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบหนาว ในมิติคู่ขนานเขาพบกับคนสำคัญที่ชาตินี้เขาก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เจออีก การย้อนเวลาครั้งนี้นอกจากจะทำให้เขาได้มีโอกาสแก้ไขหลายเรื่องราวที่เคยผิดพลาด แต่ยังช่วยเติมเต็มเสี้ยวความทรงจำที่ขาดหายไปเมื่อครั้งยังเด็ก
عرض المزيد六月の終わり、梅雨の湿気が都心を包み込む午後だった。
|柊《ひいらぎ》あやめは、父親の柊|謙一《けんいち》に呼び出された。
秘書経由で、時間だけ。場所は父親の議員事務所、伝言も「少し時間を取れ」という、用件も理由もない短いものだった。
(……珍しい)
謙一は無駄を嫌う人間だ。
いつだって、呼び出しには必ず明確な目的があった。
それなのに、今回にはそれがない。それに、仕事の話ならば事前に内容を把握するために資料が送られてくるはず。だから、あやめを秘書として呼ぶならば、こういう曖昧な呼び方はしないことになる。
(それなら“娘として”……?)
その可能性を考えた瞬間、あやめの胸の奥にわずかな違和感と、何か温かいものが生まれた。
だが、温かく感じたそれをあやめはすぐに打ち消された。
(……いいえ、それはない)
.
重厚な扉の前に立ったとき、あやめは手のひらにじっとりとした汗が滲んでいることに気づいた。
外気の湿気のせいだけではない、それ。緊張を、つばを飲み込んで自分の奥に隠し、あやめは拳を握った。
コンコン。
ノックをして、返事を待つ。
「入れ」
低く返ってきた声は秘書として聞き慣れているはずなのに、秘書として呼ばれた気がしないからか、どこかよそよそしく響いた。
「失礼いたします」
扉を開けた瞬間、空気が変わった。
冷房の効いた部屋の中は、外の蒸し暑さとは別の意味で冷え切っていた。
温度ではなく、空気の密度が違った。
(……緊張、してはだめ)
理由が分からないまま呼び出されたことが、こんなにも感覚を鋭くさせているのか。あやめは内心で自嘲した。
「よく来たな、座れ」
謙一は“父親”ではなく、報道の中で見る“大臣”の顔をしていた。
その声音も、視線も、あやめ個人に向けられてはいるが、親しみは感じない。あくまでも秘書としてあやめを見ているのと、同じ目。
(この人の父親の顔を見たことはあったかしら)
そう考えて、あやめはかすかに苦笑した。
そんなものは、なかったからだ。
.
母親を早くに亡くしたあやめは、高校生の頃から父親のサポートをしてきた。
名門女子大に進学し、在学中から父親の秘書を務めていた。
幼い頃に「お父さん」と呼んだ記憶はある。だが、それがいつの間にか「大臣」と同義になった。
(ある意味では、お互い様なのかもしれないわね)
自分にとっては“父親”というよりも“大臣”。それならば、父親にとって自分は“娘”というよりも“秘書”であっても、ある意味釣り合いがとれる。
「あやめ」
父親に名前を呼ばれて、あやめは謙一の顔を見た。
そして、少しだけあやめの心臓が跳ねた。
いつもの、秘書としてのあやめに向ける目とは少し違く感じたからだ。
戸惑いつつも、察した。
今日のこれは、仕事の話のためではない。
これは、秘書としての呼び出しではない。
ならば残るのは――。
(……用事は、柊謙一の娘である私個人に対してのこと)
そこまで思考が至った瞬間、視界の端に「もう一人」の存在を意識した。
父親の隣にいる男は、あやめが初めて見る男だった。
その長身痩躯にぴたりと合った黒のスーツに身を包み、微動だにせず、無表情のまま立っている。壁の一部のように静かで、しかし、確実にこの部屋の異分子。
(……この人)
謙一が紹介をしていないため、あやめは気づかない振りをしながら、秘書としての習慣で、まずは男の外見と所作を観察した。
無駄のない、重心がぶれない立ち姿。視線は一定の高さを保ち、周囲を警戒している様子はないのに、隙も見せていない。鍛えられている、それも、見せるためではなく、実用のための身体。
(官僚でも、企業の人間でもない。もっと別の――)
そのとき、不意に男と視線が合った。
男の目が、あやめを射抜いた。
(……冷たい目)
深い湖の底のような、静けさを湛えている目だった。
感情の揺れが見えない。だが、何も感じていないわけではないと分かる。ただ、表に出す必要がないだけだと分かる目。
(観られている……)
観察しているのはこちらのはずなのに、逆に測られている感覚があやめにはあった。
.
「紹介しよう。|神崎《かんざき》|冬弥《とうや》君だ」
(カンザキ、トウヤ……どこかで……)
あやめが記憶を探るより先に、謙一が言葉を続けた。
「龍神会の若き組長、と言ったほうが分かりやすいな」
(龍神会っ!)
龍神会。その名を聞いた瞬間、あやめの背筋が凍った。
龍神会は関東最大の極道組織。その名は、政治家の娘として育ち、秘書として父親の仕事を見てきたあやめにとって、決して無縁の存在ではなかった。
濁り過ぎてはいけないが、清らかすぎる政治は夢のまた夢。だからこそ、名前だけは知っている。距離を保ちながらも、確かに“関係している”存在として。だが―――。
(どうして、その人がここに)
そして、なぜ自分の前に立たされているのか。
――答えは、ひとつしかない。
(……まさか)
あやめは、わずかに視線を下げ、すぐに持ち直した。
動揺は見せない。それは秘書として身についた習慣でもあり、柊家の娘としての矜持でもある。
(……この人が、私の?)
口には出さず、心の中で呟く。父親が理由も告げずに呼び出した。
そして世間的に釣り合う年齢の男性を『紹介』された。
(この人は、それを知っていた)
神崎冬弥の視線は、熱や欲はないくせに、明らかにあやめを『対象』として見ていた。
状況証拠は十分すぎた。
ตะวันบ่ายคล้อย แสงแดดเบื้องบนแรงกล้าทว่ากลับส่องไม่ถึงยังพื้นดิน เนื่องจากต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นหนาแน่นบดบังแสงแดดจนมิด ทำให้อากาศใต้ร่มเงาของต้นไม้ไม่ถึงขั้นร้อนจัด เข่อซิงเหนื่อยจนคอแห้งเป็นผงรีบหยิบเอาน้ำพกที่เหน็บอยู่เอวมายื่นให้เจ้านายหนึ่งขวด ส่วนอีกขวดที่พกมาเขาดื่มเอง ฉางกังรับน้ำมาแล้วก็ดื่มเข้าไปหนึ่งอึกใหญ่“เดินมาตั้งนานแล้วไม่มีทีท่าว่าจะเจอเลยนะครับ หรือว่าจะไม่มี” เข่อซิงพูดไปมือก็ปิดฝาขวดไป“ฉันคงคิดไปเองสินะ ความฝันก็ยังเป็นความฝันวันยังค่ำ ฝันดีแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องตื่น”คำนี้เป็นเขาเองที่เคยพูดกับฉางเกอ ฝันดีแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องตื่น แต่วันนี้กลับมีเพียงเขาที่ไม่ยอมตื่นเสียที ฉางกังคิดแล้วก็ทำหน้าเศร้า ระหว่างที่กำลังถอดใจผู้ดูแลหยางเปียวก็ได้พูดขึ้น“เป็นไปได้ไหมครับว่าต้นเทียนไถเอ่อร์ลี่ที่ประธานลู่ตามหาจะตายไปแล้ว”"ตายงั้นเหรอ”“ขอรับ ที่วั้งซานกู่มีซากต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตายต้นหนึ่ง ขนาดของมันใหญ่หลายคนโอบแต่ตอนนี้เหลือแต่ตอ”“รีบพาไปดูเร็วเข้า”หยางเปียวพยักหน้ารับแล้วเดินนำสองคนไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ตายแล้ว มันเหลือแต่ตออย่างที่เขาบอกจริง ๆ แต่เป็นตอที่มีความสูงอยู่ระดับอก เส
นอกจากเข่อซิงกับฉางกังแล้วยังมีหลิวเซียงฉินที่ติดตามมาด้วยอีกคน อีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะเข้าเขตเขาวั้งซานกู่แล้ว จู่ ๆ ฉางกังก็ได้พูดบางอย่างขึ้นมาจนทำให้ทุกคนที่นั่งในรถเพ่งความสนใจมาที่เขา“คุณย่าครับ ช่วงที่ผมหลับไปหลายวันผมฝัน”“ฝันว่าอะไร” ย่าหลิวถามกลับอย่างใส่ใจ ฉางกังคว้ามือเหี่ยวย่นมากุมไว้แล้วพูดต่อ“มันเป็นฝันดีตื่นหนึ่ง พอลืมตาขึ้นมาหัวใจของผมก็แตกสลายไปหมดแล้ว”บรรยากาศในรถเงียบสนิท ทุกคนต่างอึ้งไปตาม ๆ กันและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉางกังกันแน่ ฉางกังหัวเราะเบา ๆ เพื่อให้ความตึงเครียดของคนในรถลดลง “ผมฝันว่าได้กอดคุณแม่ ฝันว่าคุณพ่อแบกผมขึ้นหลัง…แล้วผมก็ฝันว่าลู่เกอร้องไห้งอแงกอดขาผม”ใบหน้าของหลิวเซียงฉินกระตุบวูบหนึ่ง ความลับที่ปกปิดเอาไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ฉางกังคงถึงเวลาต้องพังทลายลงแล้ว ถึงจะรู้ดีแก่ใจว่าไม่อาจปิดบังเขาได้ชั่วชีวิต แต่นางก็ไม่คิดว่าจู่ ๆ ฉางกังจะจดจำได้เอง คนเราทุกคนต่างมีความทุกข์เป็นของตนเอง ในความทุกข์นั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีความสุขปนอยู่ อย่างน้อย ๆ ฉางกังก็ยังยิ้มได้ นั่นแสดงว่าเขาคงทำใจยอมรับได้บ้างแล้ว“ผมจำทุกอย่างได้หมดแล้วนะครับ”“…อากัง ย่าขอ
“คุณย่าครับ ผมขอคุยบางอย่างกับลี่อินลำพังหน่อยสิ”เข่อซิงพยักหน้ารับแล้วค่อย ๆ ประคองคุณย่าหลิวออกไป หลังจากอยู่กันสองต่อสองแล้วลี่อินพยายามจะเอ่ยคำขอโทษแต่ฉางกังยกมือขึ้นมาปรามไว้ก่อน“อย่ารู้สึกผิดและอย่าโทษตัวเอง คุณไม่ได้ทำอะไรผิด ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพราะผมทำตัวเองทั้งนั้น”“ฉัน…”“ลี่อิน อันที่จริงมันก็ถึงเวลาที่เราต้องปล่อยมือจากกันตั้งนานแล้ว แต่เป็นผมเองที่ยังรั้งคุณเอาไว้อย่างเห็นแก่ตัว นับจากนี้ไปเราจงหันหลังให้กันในฐานะคนรัก และหันหน้าให้กันในฐานะเพื่อนเถอะ อย่าฝืนทนกันอีกต่อไปเลย คุณรักไปเหนื่อยไป ส่วนผมก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นมาได้ วันนี้ผมเข้าใจทุกอย่างแล้วว่าเรื่องระหว่างเรามันถึงจุดที่ควรพอ ถึงวันข้างหน้าเราอาจไม่ใช่คนรักกันแล้ว แต่ผมอยากให้รู้ว่าคุณคือผู้หญิงที่ดีที่สุดที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตผม ผมอยากขอโทษคุณจากใจจริงจางลี่อิน คำขอโทษครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผมสำนึกผิด ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องทำและไม่ใช่สถานะที่เราเป็น…ผมขอโทษ”ลี่อินสะอื้นเบา ๆ เธอยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา ฉางกังเองก็ยิ้มตอบเช่นกัน เรื่องของลี่อินและเข่อซิงเป็นเรื่องที่ไม่อาจบอกได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เพียง
ฉางกังไม่อยากให้ทุกคนลืมเขาไปเลยจริง ๆ และยังอยากฝังตนเองให้อยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดกาล เสียอย่างเดียวที่ไม่อาจหลีกหนีโชคชะตาได้ แต่ก็ดีแล้วล่ะ…เพราะการจากลามันเจ็บปวดเกินไป หากทุกคนจำได้ว่ามีฉางกังอยู่ก็อาจจะเจ็บปวดจากการจากไปของเขา“สักวันพวกเราคงพบเจอกันใหม่ที่ไหนสักที่หนึ่ง…ข้าขอลา”สิ้นคำอำลาฉางกังค่อย ๆ เปิดฝากล่องไม้ออก ครั้งนี้มันเปิดออกง่ายดายเสียจนไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยเหมือนทุกครั้ง หยาดน้ำตาใส ๆ หล่นแหมะลงไปที่ก้นกล่องไม้ พลันบังเกิดแสงสว่างวาบเหมือนสายฟ้าฟาด ชั่วพริบตาเดียวร่างของเขาก็อันตรธานหายไปจากตรงนั้น เหลือไว้เพียงความทรงจำที่ทุกคนลืมเลือนไป……..ติ๊ด…..ติ๊ด….ติ๊ด….ติ๊ดเสียงที่ทำให้รู้สึกรำคาญหูปลุกเขาตื่นจากการหลับใหล เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่เป็นเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ตรวจสอบชีพจรซึ่งมันตั้งอยู่ที่ข้างเตียงผู้ป่วย วินาทีแรกที่ฉางกังลืมตาขึ้นมาเขาได้มองไปรอบกาย ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นของในยุคปัจจุบัน สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ สามารถประเมินได้ทันทีว่าเขาอยู่ที่ใด สถานที่แห่งนี้คือโรงพยาบาลอันดับหนึ่งในนครฉงเทียน คนในตระกูลลู่มาใช้บริการเป็นประจำเมื่อมีอาการเจ็บป่วย เขาก
“เอาความทรงจำของพวกเขามาแลก คนที่เจ้ารักจะลืมเลือนเจ้าจนหมดสิ้น แล้วเจ้าก็จะกลายเป็นคนอื่นสำหรับพวกเขา ความเจ็บปวดที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่การลืมแต่เป็นการจดจำ เช่นนี้ถึงจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ…ว่าอย่างไรลู่ฉางกัง!”“ตะ ต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยหรือ…" เด็กชายจุกในอกจนพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่งแล้วจ
“นั่น ดูเด็กคนนั้นสิ นั่งขอพรจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มานานเจ็ดวันแล้ว”“ได้ข่าวว่าน้องชายเขาจมน้ำตอนนี้ยังไม่ได้สติ”“อย่างนี้นี่เอง น่าสงสารจริง ๆ คงเป็นห่วงน้องชายมากสินะ”เสียงชาวบ้านสองคนที่เดินผ่านเส้นทางดังขึ้น แต่ฉางกังไม่ได้สนใจจะหันไปมอง จิตใจของเขายังคงหนักแน่นอยู่กับการอธิษฐาน ชาวบ้านเหล่าน
สามวันต่อมาก็ถึงวันเกิดที่ถูกตั้งขึ้นใหม่ของฉางกัง วันนี้ปิงเหยียนปรุงอาหารที่ฉางกังชอบกินเหมือนเคย แต่เพิ่มขนมที่เด็ก ๆ ชอบมาด้วยสองชนิด ช่วงเวลาที่ทุกคนต่างอวยพรวันเกิดให้อยู่นั้นฉางกังเผลอคลาดสายตาจากฉางเกอเพียงวูบเดียวหันกลับมาอีกทีก็ไม่เจอเสียแล้ว เด็กชายแลมองซ้ายทีขวาทีด้วยใบหน้าตื่นตระหนกก่อ
แค่เงินสองตำลึงปิงเหยียนยังตกใจถึงเพียงนี้ ยิ่งทำให้ฉางกังคิดถูกแล้วที่ซ่อนเงินหลายพันตำลึงเอาไว้ไม่ได้นำมามอบให้ในคราวเดียว ปิงเหยียนรับเงินจากมือน้อย ๆ แล้วกล่าวต่อไปอีก“เงินนี่อย่างไรก็มาจากน้ำพักน้ำแรงเจ้าไม่สมควรเอามาใช้ แม่จะเก็บเอาไว้ให้เจ้าเอง”“ข้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ขอรับ ท่านแม่เก็บไว

















