تسجيل الدخول“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม
เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง
“เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ”
“เหตุใดจะต้องกลัวด้วย”
“แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ”
“แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก”
“ข้า...” นางพูดอะไรไม่ออก เพราะมันเป็นจริงดั่งที่กงเจิ้นหวนกล่าว หากไม่ช่วยกันก็คงไม่มีทางเอาตัวรอดในจวนนี้แน่นอน “ข้าขอบใจที่ช่วย” สีหน้าและน้ำเสียงของนางบ่งบอกว่ามีความเคอะเขินไม่น้อย
“ข้ารับไว้ก็แล้วกัน คราวหลังก็ช่วยสนับสนุนข้าด้วย ในเมื่อเราลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องช่วยกันจริงหรือไม่”
“ก็จริง”
เหวินเสี่ยวเหยาขำออกมาเบา ๆ พลางจ้องมองหน้าเขาคนนั้นที่กำลังจ้องมองมายังนางเช่นกัน ทั้งสองประสานสายตากันแล้วค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้มิอาจละสายตาจากกันได้ เป็นสองครั้งสองคราที่เขาช่วยปกป้องนาง ทำให้ตอนนี้ความคิดในหัวของนางเปลี่ยนไปพอสมควร
“ตอนนั้นที่ข้าจัดการไอ้ขอทานนั่นเพราะมันขโมยของสำคัญของข้าไป ข้าจึงต้องจัดการสั่งสอนให้มันไม่กล้าไปทำกับผู้อื่นอีก” จู่ ๆ กงเจิ้นหวนก็อธิบายเรื่องราวในวันนั้นให้นางได้เข้าใจ เขารู้ว่าเหตุการณ์นั้นทำให้นางมองเขาไม่ดีมาจนถึงบัดนี้
เมื่อรู้ความจริงจากปากอีกฝ่ายแล้วก็ทำให้นางรู้สึกว่า การเลือกไว้ใจบุรุษผู้นี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เรื่องที่คนอื่นร่ำลือกันคงเป็นเรื่องไม่จริง จากที่นางได้สัมผัสด้วยตัวเองพบว่ากงเจิ้นหวนผู้นี้เป็นบุรุษที่ผดุงความยุติธรรม มีความเป็นสุภาพบุรุษและเป็นพี่พึ่งพาของผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างแน่นอน
ในมื้อเย็นของวันนั้นอาหารที่ถูกส่งมายังเรือนซือกงยังคงเป็นเช่นเดิม เหวินเสี่ยวเหยานั่งมองจานอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความคิดที่หลากหลาย นางกำลังคิดว่าควรจะบอกกงเจิ้นหวนดีหรือไม่ หากบอกต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ แม้โดนข่มขู่ขนาดนั้นหลิวอี้ยังส่งมาอีก แสดงว่ามั่นใจในคนที่อยู่เบื้องหลังว่าจะปกป้องนางได้
“ฮูหยินบอกคุณชายสามเถิดเจ้าค่ะ บ่าวทนเห็นฮูหยินกินของเหล่านี้ไม่ได้จริง ๆ ขนาดตอนที่เราโดนรังแกในจวนเหวินอาหารที่ส่งมายังไม่แย่ขนาดนี้เลย นี่มันรังแกกันชัด ๆ”
“ข้าเกรงว่าจะทำให้เรื่องมันใหญ่โตขึ้นอีก เรื่องเล็กเช่นนี้ข้าว่าช่างมันเถิด มื้อหน้าเจ้าก็เอาเงินของเราไปซื้ออาหารข้างนอกมาก็ได้”
“ไม่ได้!”
เจ้าของเสียงนั้นคือกงเจิ้นหวนนั่นเอง เขาเดินทำหน้าถมึงทึงเข้ามาหาเมื่อรู้ข่าวว่าป้าหลิวเอาอาหารแบบเดิมมาส่งอีกแล้ว
“เรื่องนี้ใครบอกเป็นเรื่องเล็ก หากแม้แต่บ่าวรับใช้ยังกล้าดูหมิ่นเหยียดหยาม ในภายภาคหน้าจะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขได้อย่างไร”
“ข้าเกรงว่าจะทำให้เจ้าลำบากใจ เรื่องแค่นี้ข้าพอมองผ่านไปได้”
“แต่ข้าไม่ยอม ลุกขึ้นแล้วไปกับข้า”
“ไปที่ใด?”
“ไปจัดการเรื่องนี้ให้มันจบ ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว”
เขาคว้าข้อมือนางให้ลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังอย่างทุลักทุเล มุ่งหน้าสู่เรือนใหญ่ของจวนกง ซึ่งตอนนี้ทุกคนในจวนกำลังนั่งล้อมวงร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นอย่างมีความสุข
“ข้าเองก็กำชับแล้วว่าให้ส่งอาหารดี ๆ ไปที่เรือนซือกง เรือนใหญ่กินอะไรเรือนอื่น ๆ ก็ต้องกินเช่นนั้น คาดว่าพวกบ่าวคงจะได้ยินไม่ถนัดกระมังเจ้าค่ะท่านพี่ เอาอย่างนี้นะหวนเอ๋อร์ เจ้ากลับไปที่เรือนก่อน แม่จะสั่งให้คนนำอาหารไปส่งให้เจ้าใหม่ หลังจากนี้จะกำชับให้ดีไม่ให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก” เซิ่นอวี่หยาแสร้งทำเป็นพูดจาดีต่อหน้าสามีของตน “แม่เจ้าพูดขนาดนี้แล้วพวกเจ้ากลับไปเถิด อย่าทำให้บรรยากาศที่นี่เสียไปมากกว่านี้เลย” “ในขณะที่ลูกของอนุนั่งกินข้าวในเรือนใหญ่ได้ แต่เหตุใดลูกจะนั่งกินที่นี่ไม่ได้” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนต่างก็ไม่พอใจ หันขวับมามองด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นลูกที่เกิดจากอนุภรรยาทั้งสิ้น ในจวนนี้มีเพียงกงเจิ้นหวนที่เกิดจากภรรยาเอกที่มาจากตระกูลชั้นสูงเท่านั้น แต่ทว่าหลังจากมารดาของกงเจิ้นหวนเสียชีวิตอย่างมีเง
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด
ณ เรือนซือกง การเข้ามาอยู่ในจวนกงในฐานะสะใภ้ของเหวินเสี่ยวเหยายังคงไม่ง่ายเช่นเคย นางมักจะถูกผู้คนในจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวัน ๆ ก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะมาหาเรื่องถึงถิ่น ในส่วนของกงเจิ้นหวนนั้นวัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนด้านนอก ตกดึกมักจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอาหลิว เขาไม่เคยแวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เหวินเสี่ยวเหยารู้สึกสบายใจเพราะไม่มีผู้ใดมารบกวน “ฮูหยินไม่รู้สึกน้อยใจเลยหรือเจ้าคะที่คุณชายสามไม่มาหาบ้างเลย” หว่านซิงถามในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือน “ดีจะตาย ข้าเองก็ไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับข้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดูท่าแล้วชายผู้นั้นตั้งใจจะให้ข้าเข้าจวนมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้คนในจวนนี้มาเล่นงานข้าแทนเขาต่างหาก” “เป็นเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ คุณชายสามช่างร้ายกาจเสียจริง!” “ข้ารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มิได้เสเพลไม่เอาถ่านอย่างที่ใครร่ำลือกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสร้งสร้า







